ตอนที่ 609 ในที่สุดเจ้าก็ออกมา
ตอนที่ 609 ในที่สุดเจ้าก็ออกมา
เฉินอวิ้นเจินส่ายหน้า “ครั้งนี้ข้ามาที่แดนกันดารน้อยเพื่อหาเหล็กนิลดารา ตอนนี้ได้มาแล้ว ข้าก็ควรไปได้แล้ว ความสามารถของข้าไม่เพียงพอ อยู่ไปก็อันตราย ติดตามเจ้าไปเกรงว่าจะเป็นภาระ ดังนั้นพวกเราลากันตรงนี้เถอะ พี่อวิ๋น แล้วพบกันใหม่”
อวิ๋นโม่คารวะเฉินอวิ้นเจิน มองเขาไปจากดาวผนึกจิต
“ข้าเข้าใจแล้ว!” ทันใดนั้นก็มีคนตะโกนขึ้นมา “การโจมตีของค่ายกลสังหารจะไม่มุ่งเป้าไปที่ผู้คนภายในห้อง หุ่นเชิดเหล่านั้นจะไม่เข้าไปในที่พักอาศัย ตราบใดที่พวกเราอยู่ในบ้านก็จะปลอดภัย!”
“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้ มิน่าก่อนหน้านี้ตอนที่พวกเราอยู่ในห้องถึงไม่ถูกโจมตี แต่กลับถูกโจมตีตอนที่ออกมาแล้ว”
หลังจากเข้าใจเรื่องนี้ คนทั้งกลุ่มก็เหาะลงมาอีกครั้ง คราวนี้ทั้งหมดตั้งใจเข้าไปในห้อง จำนวนผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บก็น้อยลงมาก มีเพียงผู้โชคร้ายส่วนหนึ่งที่ถูกค่ายกลสังหารและหุ่นเชิด ฉวยโอกาสฆ่าอย่างไร้ความปรานีระหว่างรีบไปที่ห้องต่างๆ เท่านั้น
จู่ๆ อวิ๋นโม่ก็รู้สึกถึงไอสังหารแผ่วจาง เขาหันกลับมาเจอฟางสือ ฟางสือแค่นหัวเราะ มองอวิ๋นโม่อย่างเย้ยหยันพร้อมทำท่าตัดคอ จากนั้นรีบพุ่งลงไปที่พระราชวังด้านล่าง
ฟางสือไม่รีบร้อนจัดการอวิ๋นโม่ เขาเชื่อว่าชายหนุ่มจะตามเข้าไปในวังเช่นกัน รอให้เขาพบของดีๆ ข้างในก่อนค่อยฆ่าอวิ๋นโม่
อวิ๋นโม่แค่นเสียงเย็นชา นี่ไม่ใช่เวลาจัดการอีกฝ่าย เขาใช้ท่าเท้ามรรคาเต๋ากำเนิดสายฟ้าพุ่งเข้าไปในตำหนักต่างๆ อวิ๋นโม่แตกต่างจากคนอื่นๆ เมื่อคนอื่นเห็นของดีจะเก็บไปทันที ส่วนอวิ๋นโม่จะเก็บเฉพาะสิ่งที่ต้องการ ไม่ช้าก็เข้าไปในใจกลางพื้นที่ของพระราชวังอันซับซ้อน
หลังจากมาถึงที่นี่ เขาก็พบสิ่งประหลาด รอบด้านมีหุ่นเชิดมากขึ้น การโจมตีของค่ายกลสังหารเกิดขึ้นถี่กว่าเดิม แต่ของมีค่ากลับลดน้อยลง
“ไม่ถูกต้อง ค่ายกลสังหารและหุ่นเชิดจะต้องปกป้องบางสิ่ง การโจมตีของค่ายกลสังหารถี่ขึ้นและมีหุ่นเชิดมากขึ้น แสดงว่าข้างในต้องมีบางสิ่งที่มีมูลค่าสูงกว่า” อวิ๋นโม่แผ่ญาณหยั่งรู้ออกมาสำรวจอาคารอาคารแถบนี้
วัสดุที่ใช้ในพระราชวังนี้พิเศษมาก สามารถปิดกั้นญาณหยั่งรู้ หากอวิ๋นโม่ต้องการตรวจสอบว่ามีอะไรอยู่ข้างในจะต้องค้นดูทีละห้อง ถ้าเป็นแบบนี้ เขายังไม่ทันพบของนั้น คนอื่นๆ ก็คว้าไปแล้ว
“เอ๊ะ” จู่ๆ อวิ๋นโม่ชะงัก เขาพบท้องพระโรงที่พิเศษมากแห่งหนึ่ง ลมปราณในห้องนี้แตกต่างจากห้องอื่นๆ อย่างสิ้นเชิง หลังจากตรวจสอบอย่างรอบคอบก็พบว่าหุ่นเชิดรอบตัวเขายึดที่นี่เป็นศูนย์กลาง และกระจายตัวไปยังพื้นที่โดยรอบ
“สิ่งนั้นต้องอยู่ในท้องพระโรงนี้!” อวิ๋นโม่ตัดสินใจทันที ใช้มรรคาเต๋ากำเนิดสายฟ้าขยับไปยังตำหนักตรงข้ามท้องพระโรงอย่างระมัดระวัง
ชายหนุ่มมองท้องพระโรงพิเศษที่อยู่ตรงข้าม สูดหายใจลึก แล้วรีบพุ่งเข้าไป แต่เมื่ออวิ๋นโม่มาถึงประตูใหญ่ของท้องพระโรงก็พบว่าตนเปิดประตูไม่ได้
เปรี้ยงๆ!
หุ่นเชิดที่อยู่รอบๆ ทำหน้าที่ในทันที ระดมโจมตีอวิ๋นโม่ อวิ๋นโม่ตกใจถอยกลับเข้าไปในตำหนักอย่างรวดเร็ว เมื่อเป้าหมายหายไป หุ่นเชิดจำนวนมากก็กลับสู่ตำแหน่งเดิมและนิ่งสงบ
“ประตูตำหนักอื่นเปิดออกได้ง่ายๆ แต่ที่นี่ไม่สามารถเปิดได้ มันต้องมีอะไรพิเศษแน่ๆ” อวิ๋นโม่พูดกับตนเอง ดวงตาของเขาจ้องท้องพระโรงตรงหน้าตลอดเวลา
หลังจากอยู่ที่นี่สักพัก อวิ๋นโม่ก็เดากฎเกณท์บางอย่างออก ช่วงเวลาเข้าออกที่ปลอดภัยมีเพียงสองอึดใจ หากเขาใช้เวลาเกินกว่านี้จะต้องเจอกับการโจมตีของค่ายกลสังหารและหุ่นเชิดที่อยู่รอบๆ
หลังจากปรับตัวแล้ว อวิ๋นโม่ก็หยิบผนึกปฐมอัสนีนิลสุวรรณออกมาและรีบไปที่หน้าท้องพระโรง เขาเขวี้ยงผนึกปฐมอัสนีนิลสุวรรณใส่ประตูหน้าด้วยพลังทั้งหมด เกิดเสียงสะเทือนเลื่อนลั่น พื้นผิวทั้งหมดเขยื้อน แต่ประตูใหญ่ที่อยู่ตรงหน้ากลับไม่ขยับสักนิด
“มีค่ายกลป้องกันจริงๆ!” อวิ๋นโม่หนักใจ รีบถอยไปที่ตำหนักเดิม
เมื่อมองไปที่ประตูหลักของท้องพระโรงที่อยู่ตรงข้าม อวิ๋นโม่สีหน้าเคร่งขรึม เจอกับค่ายกลป้องกันที่ร้ายกาจบนประตูใหญ่ ต่อให้เขาทุ่มสุดฝีมือก็คงทำลายไม่ได้ จะต้องรอคนอื่นๆ มาช่วยถึงจะทำลายท้องพระโรงนี้ได้ หรือเขาจะต้องยอมแพ้
ไม่ง่ายเลยกว่าจะเจอสิ่งที่ตนสนใจบนดาวผนึกจิต เขาไม่มีทางยอมแพ้ง่ายๆ ชายหนุ่มก้มหน้าครุ่นคิด พยายามหาวิธีรับมือ น่าเสียดายที่คิดอยู่นานก็ยังคิดไม่ออก
“หากมีสหายเฉินอวิ้นเจินก็คงดี วิชาค่ายกลของเขาถึงจะไม่ใช่สุดยอดแต่ก็นับว่าเหนือกว่าคนทั่วไป ถ้าเขาอยู่ที่นี่อาจช่วยข้าเปิดประตูท้องพระโรงนี้ได้” อวิ๋นโม่เปรย น่าเสียดายที่หลังเฉินอวิ้นเจินได้เหล็กนิลดาราก็ไปจากที่นี่แล้ว
ตอนนั้นเองอวิ๋นโม่ก็รู้สึกว่ามีคนจำนวนมากมุ่งหน้ามาทางนี้ เห็นได้ชัดว่าคนเหล่านี้สัมผัสได้ถึงการโจมตีประตูของเขาจึงถูกดึงดูดมา อวิ๋นโม่ร้อนรน ยังดีที่มีค่ายกลสังหารและหุ่นเชิดอยู่ คนเหล่านี้ไม่ได้รวดเร็วเท่าเขา คิดจะรุดมาที่นี่ก็คงต้องใช้เวลาสักพัก
ทำอย่างไรดี อวิ๋นโม่ขมวดคิ้ว ทันใดนั้นเขาจ้องประตูใหญ่ของท้องพระโรงตรงหน้า ก่อนหน้านี้เขาเอาแต่คิดว่าจะทำลายค่ายกลบนประตูใหญ่ได้อย่างไร ไม่ทันสังเกตว่าบนประตูนั้นมีบางสิ่งยื่นออกมา อีกทั้งลักษณะของสิ่งนั้นก็ดูคุ้นตาอยู่บ้าง
“เหมือนจะเคยเห็นรูปร่างแบบนี้ที่ไหนสักแห่ง” อวิ๋นโม่พึมพำ ทันใดนั้นดวงตาของอวิ๋นโม่ก็สว่างวาบ เขานึกออกแล้ว ตอนที่เพิ่งมาถึงดาวผนึกจิต เขาสังหารลูกศิษย์ของอวี้หวางไปคนหนึ่ง ในอุปกรณ์จัดเก็บวิญญาณของเจ้านั่นมีหยกโบราณอยู่ชิ้นหนึ่ง รูปร่างของมันเหมือนกับส่วนเว้าบนประตูใหญ่ของท้องพระโรงนี้
“เป็นไปได้ไหมว่าหยกโบราณนั่นเป็นเครื่องมือในการเปิดประตู” อวิ๋นโม่นำหยกโบราณออกมาจากแหวนเก็บของทันที รูปร่างของมันเหมือนกับรอยเว้าบนประตูทุกประการ หากไม่มีอะไรผิดพลาด เขาใช้หยกโบราณชิ้นนี้ก็น่าจะเข้าไปได้
หยิบหยกโบราณขึ้นมาแล้ว อวิ๋นโม่ไม่ลังเล รีบใช้มรรคาเต๋ากำเนิดสายฟ้าวิ่งไปที่ประตูทันที เมื่อมาถึงประตูก็รีบใส่หยกโบราณลงไปบนรอยเว้า
เวิ้ง!
ยังไม่ทันใส่หยกโบราณลงไป ค่ายกลที่อยู่ตรงหน้าก็สั่นสะเทือน จากนั้นดวงตาของเขาก็พร่าเลือนและปรากฏตัวขึ้นด้านในท้องพระโรง อวิ๋นโม่ยินดีอย่างยิ่ง “ไม่คิดเลยว่าหยกโบราณธรรมดาๆ ที่ชายคนนั้นเก็บซ่อนไว้อย่างดีจะมีประโยชน์จริงๆ”
สิ่งที่ค่ายกลสังหารและหุ่นเชิดเหล่านั้นต้องการปกป้องคงอยู่ในท้องพระโรงนี้ อวิ๋นโม่มองไปรอบๆ แต่ในไม่ช้าก็ต้องผิดหวัง ท้องพระโรงว่างเปล่า ไม่มีอะไรอยู่ในนี้ ไม่ถูกต้อง ตรงศูนย์กลางของท้องพระโรงมีหินที่ดูธรรมดามากก้อนหนึ่ง
“หรือว่าสิ่งที่ค่ายกลสังหารและหุ่นเชิดพิทักษ์รักษาจะเป็นหินก้อนนี้” อวิ๋นโม่ขมวดคิ้วน้อยๆ พลางเดินเข้าไปช้าๆ จากนั้นพบว่าบนก้อนหินมีทั้งรอยฝ่าเท้าและฝ่ามืออยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะฝ่ามือ
“นี่คือ” ก่อนที่อวิ๋นโม่จะศึกษารอยประทับที่เห็น ทันใดนั้นหินก็สั่นและส่งเสียงดังราวกับมีบางอย่างแตก ครู่ต่อมาดวงตาของอวิ๋นโม่เบิกกว้าง ในที่สุดเขาก็เข้าใจว่ามันคืออะไร
“ลมปราณนี้!” อวิ๋นโม่ตัวสั่นด้วยความตื่นเต้น นี่คือปราณของมหาวิถีเต๋า บนรอยประทับเหล่านี้มีพลังของอักขระเต๋า มันไม่ด้อยไปกว่าอักขระที่เขาสัมผัสได้ในตำหนักจอมโอสถและตำหนักยมโลก หากพูดให้ถูกต้อง พลังของอักขระเต๋าบนรอยประทับเหล่านี้ยังเข้มข้นกว่า เพราะอักขระเต๋าของทั้งสองแห่งนั้น ถึงอย่างไรก็เป็นร่องรอยอักขระเต๋าของสองจอมยุทธ์ที่มีชีวิตอยู่มานานทิ้งเอาไว้ มรรคาเต๋าไม่สมบูรณ์ แต่รอยประทับเหล่านี้ไม่เหมือนกัน แม้วิธีเต๋าของรอยประทับเหล่านี้จะไม่สมบูรณ์ แต่จอมยุทธ์ที่ตั้งใจรักษาสิ่งนี้เอาไว้ไม่ใช่บุคคลที่พลังของอักขระเต๋าทั้งสองแห่งนั้นจะเทียบได้
เพียงชั่วพริบตา อวิ๋นโม่ก็สัมผัสได้ถึงความหมายที่แท้จริงของวิชาหมัดในทันที จากนั้นเขาก็สัมผัสได้ถึงวิชาฝ่ามือและวิชาบาทา สิ่งที่อยู่ในนี้ไม่ใช่ศาสตร์ลับ แต่เป็นแก่นแท้ของมหาวิถีเต๋าที่มีอยู่ในวิชาหมัด วิชาฝ่ามือ และวิชาบาทา หากอวิ๋นโม่สามารถทำความเข้าใจ ภายภาคหน้ายามต่อสู้ระยะประชิดกับศัตรู แม้เขาจะไม่ใช้ศาสตร์ลับก็สามารถใช้วิชาฝ่ามือ วิชาหมัด และอื่นๆ ที่มีพลังเทียบได้กับศาสตร์ลับ!
สิ่งนี้จะต้องถูกทิ้งไว้โดยพลังอันยิ่งใหญ่ และการสัมผัสถึงมันเป็นสิ่งที่ลึกซึ้งมาก ไม่เช่นนั้นอวิ๋นโม่คงไม่ตกใจทันทีที่รับรู้ถึงลมปราณนี้ เมื่อรวมกับทักษะการต่อสู้ที่มีอยู่ในศาสตร์ลับเกราะกลืนพลังของทัณฑ์พันอัสนี อวิ๋นโม่ยิ่งมีความเข้าใจที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น
อวิ๋นโม่ไม่กล้าล่าช้า กินโอสถที่สามารถช่วยเปิดการรับรู้ลงไปทันที แม้โอสถเม็ดนี้เป็นแค่โอสถระดับห้า แต่ก็เหนือกว่าการรับรู้ของเขา และไม่ใช่ความช่วยเหลือแค่เล็กน้อย
อวิ๋นโม่ตระหนักถึงความหมายที่แท้จริงของรอยประทับเหล่านี้ สิ่งที่ได้รับยิ่งนานยิ่งมากขึ้นเรื่อยๆ เขาลุกขึ้นโดยไม่รู้ตัวและเริ่มฝึกฝนวิชาฝ่ามือ วิชาหมัด และวิชาบาทา ‘เจตนา’ ที่เขาโจมตีออกมา เกิดขึ้นจากรอยประทับเหล่านี้ แต่วิธีที่เขาแสดงออกเป็นสิ่งที่พลิกแพลงไปตามสภาวะของร่างกายที่เขารู้สึกว่าเหมาะกับตนเองที่สุด
แม้จะอยู่ในห้วงแห่งการรับรู้ เขาก็รู้สึกว่าอานุภาพการโจมตีแข็งแกร่งขึ้น ตอนนี้เขามีความมั่นใจว่าต่อให้ไม่ใช้ผนึกปฐมอัสนีนิลสุวรรณ เขาก็สามารถสู้กับฟางสือได้ อวิ๋นโม่เปิดรับการรับรู้ต่อไป สุดท้ายยังเพิ่มลักษณะเฉพาะของทัณฑ์พันอัสนีลงไปด้วย เขาแสดงวิชาฝ่ามือ วิชาหมัด และวิชาบาทาไปรอบๆ ไม่หยุดพัก สายฟ้าพัวพันอยู่รอบตัวเขา ทำให้อานุภาพในทุกการโจมตีแข็งกล้าขึ้นอีกหลายเท่า
จู่ๆ อวิ๋นโม่ก็ส่งเสียงกู่ร้อง เสียงคำรามของเขาราวกับเสียงฟ้าผ่า ทำให้ท้องพระโรงสั่นสะเทือนไม่หยุด ครั้งนี้เขาได้รับประโยชน์ยิ่งใหญ่ ทักษะการต่อสู้ไม่เพียงก้าวหน้ามาก แต่เขายังสัมผัสถึงขอบเขตของระดับพรหมราช อวิ๋นโม่ที่ยังคงอยู่ในสภาวะรู้แจ้งรู้สึกว่าหากทำต่อไป ตนอาจจะทะลวงระดับและก้าวเข้าสู่ขอบเขตระดับพรหมราช
แต่ตอนนี้เองอักขระเต๋าก็อันตรธานไป อวิ๋นโม่ลืมตาตื่นทันที สีหน้าค้างคาใจ ขณะเดียวกันก็เสียดายที่การรับรู้ไปไม่ถึงระดับพรหมราช แต่เมื่อย้อนคิดก็กลัวขึ้นมา ด้วยสภาพร่างกายของเขา ถ้าเลื่อนระดับโดยไม่ใช้โอสถ หลังจากนั้นความแข็งแกร่งของเขาจะเทียบกับการใช้โอสถช่วยในยามเลื่อนระดับไม่ได้อย่างแน่นอน
“โชคดีที่พลังของอักขระเต๋าบนรอยประทับเหล่านี้จู่ๆ ก็อันตรธานไป ไม่เช่นนั้นต่อให้ข้าเสียใจก็สายไปแล้ว” อวิ๋นโม่กล่าวอย่างกังวล ความสามารถในการบ่มเพาะของเขาจนถึงตอนนี้ล้วนมาจากความช่วยเหลือของโอสถ หากเมื่อครู่เลื่อนระดับไปทั้งอย่างนั้นจะก่อให้เกิดผลเสียอย่างยิ่ง อาจทำให้ถึงครั้งหน้าใช้โอสถช่วยก็ยากที่จะไปสู่ระดับที่สูงขึ้น
หลังจากหลับตาคิดทบทวนสิ่งที่ได้รับมาก่อนหน้านี้สักพัก เขาก็ตัดสินใจไปจากที่นี่ สิ่งที่ล้ำค่าที่สุดของที่นี่ถูกเขาเก็บไปแล้ว ไม่จำเป็นต้องรั้งอยู่ที่นี่อีก แต่ในไม่ช้าก็ต้องชะงัก เขาไม่รู้ว่าจะออกไปอย่างไร ประตูใหญ่ของท้องพระโรงไม่เคยถูกเปิดมาก่อน ตอนนี้ในมือของเขาไม่มีหยกโบราณแล้ว จะออกนอกท้องพระโรงได้อย่างไร
ไม่มีทางอื่น อวิ๋นโม่ได้แต่ต้องทดลองว่าจะเปิดประตูท้องพระโรงได้หรือไม่ ผลคือแค่เขาดึงมันเบาๆ ประตูใหญ่ก็เปิดออกข
“เกิดอะไรขึ้น” หลังจากขอวิ๋นโม่เดินออกมาจากท้องพระโรง เขามองไปรอบๆ ก็ต้องชะงักไปทันที
อาคารรอบๆ หายไป มีแต่ซากปรักหักพังขนาดใหญ่มาแทนที่ ซากอาคารเหล่านี้เหมือนกับที่อวิ๋นโม่เคยเห็นในยมโลก มีเพียงท้องพระโรงด้านหลังของเขาเท่านั้นที่ยังคงตั้งอยู่ตรงนั้น หุ่นเชิดที่เคยอยู่รอบๆ กลายเป็นกองเศษหินไปแล้ว อวิ๋นโม่เดินออกจากท้องพระโรงและสังเกตว่าค่ายกลสังหารสุดน่ากลัวที่เคยมีสลายไปแล้ว
“หรือว่าข้าอยู่ที่นี่มานานแล้ว” อวิ๋นโม่นึกถึงปัญหานี้ทันที เห็นได้ชัดว่าอาคารของที่นี่พังทลายลงเพราะถูกเหล่าจอมยุทธ์รื้อวัสดุดีๆ ออกไป หากไม่ได้ผ่านไปเนิ่นนาน อาคารเหล่านี้ไม่มีทางผุพังจนเหลือแต่ซาก
ชายหนุ่มมองท้องพระโรงด้านหลัง พอมั่นใจว่าไม่มีวัสดุที่ตัวเองต้องการก็รีบออกไปจากพื้นที่ แต่ทันทีที่วิ่งออกไป ลำแสงหอกสายหนึ่งก็พุ่งมาถึงในฉับพลัน พร้อมกับเสียงโกรธเกรี้ยวดังมา
“อวิ๋นโม่ ข้ารอเจ้ามาเป็นปีแล้ว ในที่สุดเจ้าก็ออกมา!”
………………………………………
Comments for chapter "ตอนที่ 609 ในที่สุดเจ้าก็ออกมา"
MANGA DISCUSSION
Madara Info
Madara stands as a beacon for those desiring to craft a captivating online comic and manga reading platform on WordPress
For custom work request, please send email to wpstylish(at)gmail(dot)com