ตอนที่ 610 เบาะแสของทรายเงินเหมันต์
ตอนที่ 610 เบาะแสของทรายเงินเหมันต์
เผชิญหน้ากับหอกที่ทรงอานุภาพ อวิ๋นโม่แค่สะบัดมือออกไปก็สลายมันได้แล้ว
เมื่อเห็นภาพนี้ ม่านตาของฟางสือหดลง คิดไม่ถึงว่าความแข็งแกร่งของอวิ๋นโม่สูงส่งขนาดนี้ “ดูเหมือนว่าสิ่งที่เป็นวาสนาล้ำค่าที่สุดในพระราชวังนี้จะถูกเจ้าเก็บไปแล้ว!” ฟางสือขบฟันพูดด้วยความขุ่นเคือง ทั้งอิจฉาทั้งริษยา
อวิ๋นโม่ไม่รู้สึกแปลกใจในความแข็งแกร่งของตนเอง แต่ที่เขาสนใจก็คือฟางสือบอกว่ารอเขามาหนึ่งปีแล้ว อวิ๋นโม่รู้สึกว่าตนสัมผัสมรรคาเต๋าในท้องพระโรงเพียงไม่กี่วัน ทำไมถึงกลายเป็นปีเสียได้ แต่ซากปรักหักพังด้านล่างบอกเขาว่าเวลาผ่านมานานแล้ว
“เจ้าบอกว่าข้าฝึกอยู่ที่นี่เป็นปีแล้ว?” อวิ๋นโม่มองอีกฝ่ายพร้อมถาม
ฟางสือกัดฟันกล่าว “ยังจะทำไขสืออีกหรือ เจ้าฆ่าศิษย์น้องของข้า ข้ารอเจ้าอยู่ที่นี่หนึ่งปีเต็ม นั่งนับเวลาอยู่ทุกวัน ในที่สุดก็รอจนพบเจ้า! วันนี้ข้าจะฆ่าเจ้าเพื่อล้างแค้นให้ศิษย์น้องของข้า!”
“ฆ่าศิษย์น้อง? ข้าไม่ได้ฆ่าศิษย์น้องของเจ้า” อวิ๋นโม่พูดอย่างงุนงง คิ้วของเขาขมวดเล็กน้อย เขาฝึกฝนที่นี่มาเป็นเวลาหนึ่งปีแล้ว ไม่รู้ว่าเฮ่อกุยฝานเป็นอย่างไรบ้าง หากมีอะไรเกิดขึ้นกับชายคนนี้ เขาจะไม่ได้ผลวิญญาณพิสุทธิ์
“หึ! นอกจากเจ้าแล้วยังมีใครที่กล้าฆ่าศิษย์น้องของข้าอีก” ใบหน้าของฟางสือเต็มไปด้วยความโกรธ ดวงตาของเขาปรากฏไอสังหารเต็มเปี่ยม
อวิ๋นโม่ไม่สนใจเรื่องนี้เลย แต่ก็ไม่คิดจะปล่อยคนผู้นั้นไป มีคนช่วยฆ่าไปแล้วก็ประหยัดแรงดี
“ว่าอย่างไร ยอมรับแล้วใช่ไหม งั้นก็รับความตายไปซะ!” ฟางสือกระชับหอกยาวในมือและปล่อยพลังปราณอันน่าครั่นคร้าม
อวิ๋นโม่เหลือบมองฟางสือและพูดอย่างเฉยเมย “ข้าไม่มีเวลาเล่นกับเจ้า ให้โอกาสเจ้าจากไปสักครั้ง หากไม่รู้จักดีชั่วก็รับผลที่ตามมาเอาเอง”
“หึ! คิดว่าได้รับวาสนาบางอย่างจากที่นี่ก็จะเอาชนะข้าได้แล้วหรือ” ฟางสือแค่นเสียงเย็นชา “แม้แต่พวกสามอันดับแรกก็ไม่กล้าประมาทข้าเช่นนี้!”
พูดแล้วฟางสือก็กระชับหอกยาวในมือโจมตีอวิ๋นโม่ พริบตาต่อมารอบด้านก็ถูกลำแสงสาดปกคลุมไปทั่วบริเวณ ฟางสือก็ได้รับประโยชน์บางอย่างมาเช่นกัน การโจมตีครั้งนี้แข็งแกร่งกว่าแต่ก่อนอย่างเห็นได้ชัด หากอวิ๋นโม่ไม่ได้สัมผัสถึงขอบเขตของระดับพรหมราช และไม่ได้สัมผัสถึงพลังของอักขระเต๋าเหล่านั้น เกรงว่าคงต้องเสียเปรียบฟางสือแน่
แต่ตอนนี้ความแข็งแกร่งของอวิ๋นโม่ก้าวหน้ากว่าเดิมมาก เขาไม่กลัวฟางสืออยู่แล้ว จู่ๆ ก็นึกขึ้นได้ อยากจะทดสอบว่าพลังที่แท้จริงที่ตนเองได้รับมาแข็งแกร่งเพียงใด ฟางสือคนนี้เหมาะจะเป็นคู่ฝึกซ้อมพอดี อวิ๋นโม่ลดมือลง ตัดสินใจที่จะไม่ใช้ฝ่ามือและกำปั้น ใช้แค่ท่าเท้า ดูว่าเขาจะสามารถกำราบฟางสือได้หรือไม่
เขาใช้ท่าเท้ามรรคาเต๋ากำเนิดสายฟ้าขยับไปมารอบๆ ลำแสงหอก ในที่สุดก็เข้าใกล้ฟางสือทีละน้อย พอเข้าใกล้ฟางสือ ความรุนแรงของหอกเพิ่มขึ้นมาก แม้อวิ๋นโม่จะใช้มรรคาเต๋ากำเนิดสายฟ้าจนถึงขีดสุดก็ยากที่จะหลีกเลี่ยงลำแสงหอกเหล่านี้ อวิ๋นโม่จึงเริ่มโจมตี เขายกขาขึ้นเตะฟางสือ ลำแสงมรรคาเต๋าพุ่งออกมาเป็นสาย สกัดแสงหอกไว้ได้ทั้งหมด
อวิ๋นโม่ไม่ใช้ศาสตร์ลับใดๆ เพียงแต่ขณะวาดขาเตะก็ใช้อักขระที่ประทับอยู่บนหินก้อนนั้น อานุภาพของมันยังเหนือกว่าศาสตร์ลับทั่วไป
โชคดีที่ตอนนี้ไม่มีจอมยุทธ์คนอื่นๆ แล้ว ไม่เช่นนั้นหากพวกเขาได้เห็นการต่อสู้ระหว่างอวิ๋นโม่และฟางสือคงต้องตะลึงจนพูดไม่ออก ฟางสือเป็นระดับพรหมราชขั้นเจ็ดชั้นฟ้า ในบรรดาศิษย์ของอวี้หวาง เขาถูกจัดอันดับอยู่ในห้าอันดับแรก แต่เวลานี้อวิ๋นโม่ใช้เพียงขาคู่หนึ่ง ก็กดดันเขาจนต้องถอยไปติดๆ กัน
“อ๊าก!” ฟางสือโกรธจัด เขาไม่คิดว่าอวิ๋นโม่จะดูถูกตนมากขนาดนี้ ใช้แค่สองขาสู้ สองแขนปล่อยแนบข้างตัว นี่มันหยามกันเกินไปแล้ว! เขาเค้นพลังปราณเต็มกำลัง ใช้ศาสตร์ลับที่แข็งแกร่งที่สุดของตน
แสงหอกปรากฏขึ้นเป็นลำๆ จากนั้นแบ่งออกเป็นสองสี หนึ่งดำหนึ่งขาว หนึ่งหยินหนึ่งหยาง ทั้งสองโอบรอบกันและกันและหมุนวนอย่างรวดเร็ว จากนั้นพายุหอกที่มีอานุภาพน่าสะพรึงก็พุ่งทะยานไปทางอวิ๋นโม่ ความจริงแล้วฟางสือไม่ได้เหนือกว่าลูกศิษย์ที่อยู่อันดับถัดจากเขามากนัก แต่เป็นเพราะศาสตร์ลับที่แข็งแกร่งนี้ จึงเอาชนะเจ้าพวกนั้นได้ และยังใช้มันต่อสู้กับพวกที่อยู่ในอันดับสูงกว่าได้อีกด้วย!
“วิชาพายุมังกรขนดหยินหยาง! นี่คือศาสตร์ลับที่แข็งแกร่งที่สุดของข้า อวิ๋นโม่ ไม่ว่าเจ้าจะร้ายกาจมากแค่ไหนก็ไม่สามารถสกัดวิชานี้ได้”
“ตายซะ!” ฟางสือคำรามด้วยความโกรธ สีหน้าของเขาน่าสะพรึงกลัว คิดฆ่าอวิ๋นโม่ให้ตาย
สีหน้าของอวิ๋นโม่สงบนิ่งและเฉยเมย เผชิญหน้ากับศาสตร์ลับที่แข็งแกร่งที่สุดของฟางสือ เขาก็พูดอย่างราบเรียบ “อ่อนแอเกินไป!”
หลังจากนั้นเขาก็เหาะขึ้นไปกระทืบเท้าข้างหนึ่ง ลำแสงศักดิ์สิทธิ์สายหนึ่งทะยานออกมา มันรวบรวมพลังปราณบนร่างของเขาและมรรคาเต๋าที่เขาสัมผัสได้ไว้ด้วยกัน กลายเป็นพลังปราณฝ่าเท้ายักษ์ข้างหนึ่ง กระทืบใส่ลำแสงหอกมังกรขนดและฟางสือ
เปรี๊ยะ!
พริบตาที่ปะทะกัน ศาสตร์ลับที่แข็งแกร่งที่สุดของฟางสือก็ถูกอวิ๋นโม่กระทืบจนแตกสลาย ต่อจากนั้นฝ่าเท้ายักษ์ที่พลังยังไม่อ่อนลงก็กระทืบฟางสือติดพื้นอย่างดุเดือด
ตูม!
ฟางสือกระอักเลือดคำโต เท้านี้ของอวิ๋นโม่น่ากลัวมากจริงๆ มันไม่ใช่ศาสตร์ลับ แต่อานุภาพยังแข็งแกร่งกว่าศาสตร์ลับทั่วไป
“เป็น เป็นไปได้อย่างไร! ข้าคือนู่เชียงหวาง อยู่ในห้าอันดับแรกของศิษย์อวี้หวาง!” ฟางสือตะโกนด้วยความโกรธแค้น ไม่เชื่อว่าผลลัพธ์จะเป็นเช่นนี้ เขาพ่ายแพ้อย่างน่าสังเวชเกินไป อวิ๋นโม่ไม่ได้ใช้กำลังที่แท้จริงของตัวเองด้วยซ้ำ ถ้าอวิ๋นโม่ทุ่มสุดกำลังและเอาชนะเขาได้ในที่สุด เขายังอาจยอมรับได้ แต่อวิ๋นโม่ล้มเขาและเอาชนะได้อย่างง่ายเกินไป เขาไม่อาจยอมรับ
“ไม่ว่าเจ้าเป็นใคร วันนี้เจ้าจะต้องตาย” อวิ๋นโม่ร่อนลงข้างกายฟางสือ ก่อนยื่นมือออกมากดฝ่ามือลงไป
เมื่อสัมผัสได้ถึงไอสังหารอันเย็นยะเยือก ฟางสือก็หนาวสะท้านจนได้สติ รู้ว่าตนเองพ่ายแพ้แล้วและกำลังจะตายด้วยน้ำมือของอวิ๋นโม่ ถูกความตายคุกคาม เวลานี้มันทั้งแจ่มชัดและน่ากลัว ฟางสือตัวสั่นขึ้นมาทั้งร่าง
“ไม่! อย่าฆ่าข้า!” ฟางสือร้องขอชีวิตโดยไม่รู้ตัว จากนั้นก็รู้สึกอับอาย คนมากพรสวรรค์อย่างเขาไม่เคยคิดมาก่อนว่าวันหนึ่งตัวเองจะต้องร้องขอชีวิตกับคนอื่น เขารู้สึกว่าเรื่องนี้น่าละอายที่สุด อันที่จริงเขาเคยคิดว่าหากถูกคนกำราบและเผชิญหน้ากับความตาย เขาก็ยอมรับมันได้ แต่เมื่อความตายมาเยือนจริงๆ เขากลับกลัวมากและไม่เหลือมาดเย่อหยิ่งดังเช่นแต่ก่อน
อวิ๋นโม่ไม่คิดยั้งมือ เพียงถามอย่างเย็นชา “ทำไมข้าต้องปล่อยเจ้าด้วย”
ฟางสือพูดทันที “ข้าจะให้ทุกอย่างที่ข้ามี!” เขาถอดเข็มขัดออกก่อนพูดต่อ “นี่คือสิ่งประดิษฐ์จัดเก็บของข้า ทรัพย์สมบัติทั้งหมดของข้าอยู่ในนั้น ขอเพียงเจ้าละเว้นข้า ข้าจะยกสิ่งเหล่านี้ให้”
อวิ๋นโม่ส่ายหน้า “หลังฆ่าเจ้าแล้ว ข้าวของของเจ้าก็ต้องตกเป็นของข้าอยู่ดี”
ใบหน้าฟางสือซีดเผือด เมื่อตัดสินใจละทิ้งศักดิ์ศรี เขาก็ไม่มีข้อแม้ใดอีก เวลานี้ขอเพียงสามารถรักษาชีวิตไว้ได้ ศักดิ์ศรีก็ไม่มีค่า เขาขบคิดอย่างละเอียด จู่ๆ ดวงตาก็เป็นประกาย “เจ้าแข็งแกร่งขนาดนี้จะต้องมาที่นี่เพื่อหาทรายเงินเหมันต์ใช่ไหม ขอเพียงเจ้ายอมปล่อยข้า ข้าก็จะพาเจ้าไปหามัน!”
“เอ๋ เจ้ารู้ที่อยู่ของมันหรือ” อวิ๋นโม่ถาม
“ใช่ ข้าเคยเห็นมันด้วยตาของข้าเอง!” ฟางสือพูดอย่างรวดเร็ว เมื่อเห็นว่าอวิ๋นโม่สนใจทรายเงินเหมันต์จริงๆ ในใจก็ยินดีและรู้สึกมีความหวัง
แน่นอนว่าอวิ๋นโม่ไม่เชื่อฟางสือง่ายๆ “ในเมื่อเจ้ารู้ว่ามันอยู่ที่ไหน ทำไมถึงไม่ไปเก็บเกี่ยวประโยชน์ อีกอย่างในเมื่อเจ้าหาเจอ ทำไมผู้อื่นเสาะหาอยู่ตั้งนานก็ยังหาไม่เจอ”
ฟางสืออธิบายอย่างรวดเร็ว “ที่นั่นมีค่ายกลและผนึกที่ทรงพลังมาก ความแข็งแกร่งอย่างข้าไม่สามารถทำลายมันได้เลย เหตุผลที่ข้าเห็นมัน แต่คนอื่นไม่เห็นมัน เป็นเพราะมันไม่ได้ปรากฏขึ้นมาตลอดเวลา ปกติจะปรากฏขึ้นหลังจากเวลาผ่านไปช่วงหนึ่ง ทั้งยังปรากฏตัวตอนกลางคืน ในเวลานั้นสถานที่ที่มันอยู่จะเย็นยะเยือกราวกับมีไต้ฝุ่นไร้ลักษณ์โหมกระหน่ำ จึงพบเห็นได้ยาก ข้าเองก็เป็นเพราะกำลังต่อสู้อยู่จึงหลุดเข้าไปในไต้ฝุ่นไร้ลักษณ์ และพบมันโดยบังเอิญ ขอเพียงเจ้าปล่อยข้า ข้าก็จะพาเจ้าไปที่นั่น ผนึกและค่ายกลที่นั่นร้ายกาจมาก เจ้าอย่าฆ่าข้า ด้วยความแข็งแกร่งของข้า ข้าจะช่วยเจ้าได้แน่นอน”
“ในเมื่อเจ้ารู้แล้ว คนอื่นก็อาจพบได้เช่นกัน เจ้ามาเฝ้าอยู่ที่นี่หนึ่งปี แล้วรู้ได้อย่างไรว่าคนอื่นไม่ได้เก็บมันไปแล้ว”
ฟางสือส่ายหน้าก่อนตอบ “เป็นไปไม่ได้ ค่ายกลและผนึกในสถานที่นั้นแข็งแกร่งมาก ข้ามั่นใจว่าแม้แต่ปรมาจารย์ค่ายกลที่แข็งแกร่งที่สุดของที่นี่ก็ไม่สามารถทำลายมันได้ มีวิธีเดียวคือโจมตีสุดแรง ถ้ามีคนโจมตีค่ายกลนั่น ความผันผวนที่ทรงพลังจะต้องส่งมาถึงที่นี่แน่นอน ยิ่งกว่านั้นข้ายังมีสหายที่รู้จักให้คอยสอบถามสถานการณ์ของดาวผนึกจิตเป็นครั้งคราว ข้าจึงรู้ว่ายังไม่มีใครได้มันไป”
อวิ๋นโม่ครุ่นคิดเรื่องนี้และล้มเลิกความคิดที่จะฆ่าฟางสือ “รักษาบาดแผลของตัวเอง หลังจากเดินทางได้ก็พาข้าไปที่นั่น อย่าเล่นตุกติก เจ้ารู้ความเร็วของข้า ต่อให้เจ้าอยากหนีก็หนีไม่พ้น ถ้าเจ้าพาข้าไปหามัน เรื่องจะไว้ชีวิตเจ้าก็ใช่ว่าจะไม่ได้”
“ได้ๆ พี่อวิ๋นโปรดวางใจ ข้าจะพาท่านไปหามันแน่ แต่ที่นั่นมีค่ายกลที่แข็งแกร่งและผนึกที่ทรงพลัง เมื่อถึงเวลากลางคืนทรายเงินเหมันต์จะปรากฏให้เห็นเป็นครั้งคราว รอบๆ ยังมีไต้ฝุ่นไร้ลักษณ์ ถ้าพี่อวิ๋นไม่สามารถทำลายค่ายกลเพื่อเก็บทรายเงินเหมันต์ เช่นนั้น…”
“เจ้าแค่นำทางก็พอ วิธีที่จะเก็บทรายเงินเหมันต์มาได้อย่างไรเป็นปัญหาของข้า” อวิ๋นโม่กล่าว ขอเพียงพบทรายเงินเหมันต์ วิธีที่จะเก็บมันมาก็เป็นแค่ปัญหาเล็กๆ อีกอย่างจุดประสงค์ของเขาก็ไม่ใช่การได้ทรายเงินเหมันต์มา ถ้าเฮ่อกุยฝานรู้ว่าไม่สามารถทำอะไรได้ ทันทีที่เขาตัดสินใจจะกลับไปอาณาจักรดาราใหญ่อู่ตู งานของอวิ๋นโม่ก็เท่ากับเสร็จสมบูรณ์
ฟางสือโล่งใจเล็กน้อย หากอวิ๋นโม่บังคับให้เขานำทรายเงินเหมันต์ออกมา เขาก็ทำอะไรไม่ได้จริงๆ อวิ๋นโม่เหลือบมองฟางสือ ทันใดนั้นก็กล่าว “ศิษย์น้องของเจ้าไม่ได้ถูกข้าฆ่าตาย แต่คนที่เหมือนกระสอบหญ้าอย่างนั้น ตายก็ตายไปเถอะ ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร ถ้าเขาไม่ตาย ไม่ช้าก็เร็วจะทำให้เจ้าลำบาก”
“ใช่ พี่อวิ๋นพูดถูกแล้ว” ฟางสือพยักหน้า ตอนที่แพ้ให้อวิ๋นโม่เขาก็คิดได้แล้ว ถ้าไม่ใช่เพราะเจ้านั่น เขาจะมาแก้แค้นอวิ๋นโม่ได้อย่างไร หากไม่ล้างแค้น ตอนนี้คงไม่พบชะตากรรมหายนะเช่นนี้ ดังนั้นเวลานี้เขามีแต่จะเกลียดศิษย์น้องคนนั้น ไม่มีความรู้สึกอื่น
ฟางสือกลืนโอสถจำนวนมากและรีบรักษาบาดแผล แม้จะรู้ว่าไม่สามารถหนีจากเงื้อมมือของอวิ๋นโม่ได้ แต่เขาก็ยังต้องฟื้นฟูพละกำลังของตัวเองให้ได้มากที่สุด อย่างน้อยก็มีโอกาสรอดชีวิตมากขึ้น ใครจะรู้ว่าอวิ๋นโม่จะไว้ชีวิตเขาหลังจากที่เขาพาไปหาทรายเงินเหมันต์หรือไม่
อวิ๋นโม่รออยู่ด้านข้างอย่างเงียบๆ หลังจากอาการบาดเจ็บของฟางสือดีขึ้นค่อยถาม “เจ้าเคยได้ยินข่าวของเฮ่อกุยฝานจากอาณาจักรดาราใหญ่อู่ตูหรือไม่ พวกเขามีกันห้าคน หนึ่งในนั้นเป็นชายชราระดับพรหมราชขั้นเจ็ดชั้นฟ้า เป็นคนแก่ที่เหมือนไม้ใกล้ฝั่ง บางทีพวกเขาอาจจะรวมกลุ่มกับคนที่มีกำลังไม่ต่างกันมากและเดินทางไปด้วยกัน”
ฟางสือส่ายหน้า “พวกที่แข็งแกร่งข้ารู้จัก แต่เฮ่อกุยฝาน ข้าไม่รู้”
อวิ๋นโม่ไม่ถามอะไรอีก บางทีเฮ่อกุยฝานอาจรู้จักฟางสือ แต่ความแข็งแกร่งของเฮ่อกุยฝานอาจไม่ถูกจัดอยู่ในสามสิบอันดับแรกของศิษย์ของอวี้หวางด้วยซ้ำ ฟางสือไม่รู้จักเขาก็เป็นเรื่องธรรมดา
หลังจากนั้นไม่นาน อวิ๋นโม่เห็นว่าอาการบาดเจ็บของฟางสือดีขึ้นมากจึงเอ่ยปาก “ไปกันเถอะ สถานที่ที่เจ้ากล่าวไม่สามารถไปถึงได้ในหนึ่งวัน อาการบาดเจ็บของเจ้าไปรักษาเอาระหว่างทางเถอะ”
ฟางสือไม่กล้าคัดค้าน รีบลุกขึ้นเหาะไปยังทิศทางที่เขาเห็นทรายเงินเหมันต์
ทั้งสองคนเดินทางอย่างรวดเร็ว มีไต้ฝุ่นไร้ลักษณ์ในเวลากลางคืน จึงหาสถานที่ที่ไต้ฝุ่นไร้ลักษณ์เกิดขึ้นได้ยากเป็นจุดพักเท้า หลังจากนั้นไม่กี่วันก็เข้าใกล้พื้นที่ที่มีทรายเงินเหมันต์
“อีกวันเดียวเราก็น่าจะถึงแล้ว” ฟางสือพูดอย่างตรงไปตรงมา ใจของเขาเริ่มสั่น กลัวว่าอวิ๋นโม่จะใช้ลาเสร็จแล้วฆ่าทิ้ง เมื่อเขาไปถึงสถานที่ที่มีทรายเงินเหมันต์อยู่ อวิ๋นโม่ก็จะฆ่าเขา ฟางสือตัดสินใจแล้วว่าถ้าอวิ๋นโม่ต้องการฆ่าเขาจริงๆ เขาจะขับเคลื่อนพลังปราณทั้งหมดคำรามออกไป และแจ้งข่าวของทรายเงินเหมันต์ให้คนทั้งหมดบนดาวผนึกจิตได้ทราบ อวิ๋นโม่อยากให้เขาตาย เขาก็จะไม่ปล่อยให้อวิ๋นโม่สบาย
“เดี๋ยวก่อน!” จู่ๆ อวิ๋นโม่ก็รั้งฟางสือเอาไว้
………………………………………