ตอนที่ 732 ความแข็งแกร่งที่แท้จริง
ตอนที่ 732 ความแข็งแกร่งที่แท้จริง
ตอนนี้ลั่วชิงสุ่ยอยู่ในอารมณ์ซับซ้อน นางไม่รู้ว่าตัวเองต้องการให้ใครชนะ กำลังครุ่นคิดว่าที่สุดแล้วใครมีความหวังที่จะขึ้นบันไดรอบภูเขาชั้นที่สิบได้มากกว่ากัน แต่ก็ไม่ได้ใส่ใจเรื่องนี้มากนัก
เมื่ออวิ๋นโม่เหยียบบันไดหินไปถึงชั้นที่เก้า พี่น้องตระกูลเซี่ยก็ปรากฏตัวและเข้าใกล้บันไดชั้นที่แปด เห็นอวิ๋นโม่เพิ่งขึ้นบันไดชั้นที่เก้า ทั้งคู่ก็แค่นหัวเราะอย่างเย็นชา
“พี่ใหญ่ ปลอดภัยแล้ว เจ้าชั่วนั่นใช้เวลาปีนตั้งนานกลับเพิ่งขึ้นบันไดขั้นที่เก้า แสดงว่ามันยังห่างจากลั่วเชียนเฮิ่นอีกไกล เช่นนี้เมื่อพวกเขาสู้กัน โม่อวี่ต้องแพ้แน่! ถ้ามันบาดเจ็บสาหัส เวลานั้น เฮอะๆ!” เซี่ยอี้พูด ใบหน้าปรากฏรอยยิ้มชั่วร้าย
เซี่ยหมิงเต๋อไม่พูด แต่รอยยิ้มที่มีบ่งบอกความตื่นเต้น การแพ้ให้กับอวิ๋นโม่ทำให้เขาแค้นมาก ตอนนี้พอเห็นอีกฝ่ายเสียเปรียบย่อมดีใจ ทั้งสองคนต่างปีนขึ้นบันไดรอบภูเขาชั้นที่แปดด้วยกัน เหล่าจอมยุทธ์ที่อยู่ที่นี่ต่างประหลาดใจ คิดไม่ถึงว่าสองคนนี้ยังจะปรากฏตัวอีก
“เขาขึ้นไปบนบันไดชั้นที่เก้าได้จริงๆ!” ตอนนั้นเองบนขั้นบันไดชั้นที่แปดก็มีเสียงร้องประหลาดใจ แม้จะเดาได้ว่าโม่อวี่ขึ้นขั้นบันไดรอบภูเขาชั้นที่เก้าได้ แต่เมื่อเห็นเขาปีนขึ้นไปได้จริงๆ ทุกคนก็ยังตกใจ
เห็นเงาหลังของอวิ๋นโม่หายไปจากบันไดหินขั้นสุดท้าย หลายคนปวดใจแทบทนไม่ไหว พวกเขาอยากรู้มากว่าตัวปีศาจของสำนักเทพสวรรค์ลั่วเทียนที่มีความสามารถในการรู้แจ้งสูงส่งผู้นั้น เมื่อพบกับอวิ๋นโม่จะระเบิดอะไรออกมา มีคนหนึ่งหันไปหาชายหน้าตาเย็นชาก่อนเอ่ย “พี่หวาง เจ้าเป็นศิษย์ของวังจันทรา คงจะเคยเรียนวิชาเทพส่องพิภพมาใช่หรือไม่ รีบแสดงให้พวกเราดูหน่อยว่าข้างบนนั้นเกิดอะไรขึ้น!”
“ใช่แล้ว โม่อวี่และลั่วเชียนเฮิ่น นี่เป็นการต่อสู้ระหว่างพยัคฆ์มังกร พวกเราไม่ควรพลาด พี่หวาง คงต้องขอพึ่งเจ้าแล้ว!”
ศิษย์วังจันทรานามพี่หวางก็ไม่อยากพลาดเช่นกัน หยิบกระจกทองแดงออกมาทันที มือทำมุทรา ปากก็เอ่ยคาถากำกับ จากนั้นเอื้อมมือไปที่กระจกทองแดงพร้อมตะโกน “เทพส่องพิภพ!”
เวิ้ง!
กระจกทองแดงสั่นสะเทือน ทันใดนั้นก็เปล่งแสงประหลาดออกมาก่อตัวเป็นม่านแสงจากความว่างเปล่า ปรากฏภาพเหตุการณ์ที่อยู่บนขั้นบันไดรอบภูเขาชั้นที่เก้า ทุกคนเงยหน้ามองตาไม่กะพริบ ไม่อยากพลาดรายละเอียดใดๆ
อวิ๋นโม่ไปถึงชั้นที่เก้าอย่างราบรื่น เห็นชายหนุ่มรูปงามราวสตรีนั่งอยู่ตรงหน้ากำลังหลับตารับการรู้แจ้ง หลังจากรู้ว่ามีคนมาถึง คนผู้นั้นก็ลืมตา ดวงตาเย็นชาจับจ้องอวิ๋นโม่
‘เดิมทีคิดว่าคนที่มาจะเป็นเซี่ยหมิงเต๋อ ไม่คิดว่าจะเป็นเขา’
“ไม่ทราบว่าเจ้าเป็นใคร” ชายหนุ่มรูปงามถาม
อวิ๋นโม่เลิกคิ้ว “ทำไมข้าต้องบอกเจ้า”
“อ้อ ข้าเสียมารยาทแล้ว” ชายคนนั้นหัวเราะขออภัย “ลั่วเชียนเฮิ่น ศิษย์สำนักเทพสวรรค์ลั่วเทียน ขอถามเจ้ามีนามว่าอะไร”
แค่สัมผัสถึงลมหายใจของคนผู้นี้ อวิ๋นโม่ก็เดาได้แล้ว จึงไม่แปลกใจกับฐานะของอีกฝ่าย หลังจากอีกฝ่ายบอกที่มา อวิ๋นโม่ก็เอ่ยอย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาว “สำนักกระบี่หลิ่วหยวน ปั้นเฟิง โม่อวี่”
“อ้อ” ดวงตาของคนผู้นั้นทอประกายเย็นชา ทันใดนั้นก็ลุกขึ้น “คิดไม่ถึงว่าสำนักกระบี่หลิ่วหยวนจะมีคนเช่นนี้ ฝึกฝนจนเลื่อนจากระดับพรหมราชขั้นสี่ชั้นฟ้ามาถึงขั้นเจ็ดชั้นฟ้าในเวลาไม่กี่เดือน”
อยู่ที่นี่อวิ๋นโม่ไม่ปกปิดความแข็งแกร่งของตน ดังนั้นลั่วเชียนเฮิ่นจึงเห็นการบ่มเพาะของเขาในพริบตา
ลั่วเชียนเฮิ่นกล่าวต่อ “อาศัยระดับพรหมราชขั้นเจ็ดชั้นฟ้าก็ขึ้นมาถึงขั้นบันไดรอบภูเขาชั้นที่เก้าได้ เจ้าไม่ธรรมดาจริงๆ แต่เส้นทางของเจ้าสิ้นสุดแล้ว คนเดียวที่ไปถึงชั้นที่สิบได้คือข้า ไม่ใช่เจ้า”
ลั่วเชียนเฮิ่นระเบิดพลังปราณที่แข็งแกร่งออกมา บีบให้อวิ๋นโม่ถอยไป เห็นได้ชัดว่าพร้อมลงมือ
ดวงตาอวิ๋นโม่หรี่ลง คิดไม่ถึงว่าลั่วเชียนเฮิ่นจะลงมือทันทีที่เจอเขา อวิ๋นโม่ถาม “เพิ่งพบหน้ากันก็ลงไม้ลงมือ หรือเจ้าคิดจะล้างแค้นให้ลั่วเฉินเฟิง”
ลั่วเชียนเฮิ่นได้ยินก็เหยียดยิ้ม “ไอ้ขยะนั่นพ่ายแพ้ด้วยน้ำมือของจอมยุทธ์ที่ระดับต่ำกว่าตนเอง มีคุณสมบัติอะไรให้ผู้อื่นแก้แค้นแทน เดิมทีระดับเจ้าต่ำกว่า ข้าไม่ควรลงมือกับเจ้า แต่คนเดียวที่ไปถึงจุดสูงสุดได้คือข้า ดังนั้นไม่ว่าเจ้าจะเป็นใคร ไม่ว่าฐานะเป็นอย่างไร หากเป็นภัยแม้เล็กน้อยข้าต้องกำจัดก่อน!”
ขณะที่พูดลั่วเชียนเฮิ่นก็มองถนนด้านบนคล้ายจงใจคล้ายไม่ตั้งใจ อวิ๋นโม่หันมองตามไปเห็นตัวอักษรขนาดใหญ่ที่มีพลังของอักขระเต๋าหลายตัว
‘วาสนาเป็นของคนแรกที่ขึ้นมา!’
บนยอดเขาทรงระฆังนี้ ถนนที่สามารถขึ้นไปสู่ยอดเขาได้มีเพียงบันไดหินเส้นเดียว เส้นทางอื่นๆ อย่างมากก็ไปได้ถึงขั้นบันไดชั้นที่เก้าเท่านั้น ถึงอย่างนั้นก็ไม่มีใครอาศัยเส้นทางอื่นขึ้นมาถึงขั้นบันไดรอบภูเขาชั้นที่เก้าได้อยู่ดี เห็นได้ชัดว่าคนที่มีความหวังที่จะไปถึงจุดสูงสุดคือลั่วเชียนเฮิ่นและอวิ๋นโม่
ไม่น่าแปลกใจที่ลั่วเชียนเฮิ่นจะสกัดอวิ๋นโม่ไว้ที่นอกชั้นที่เก้า แม้แต่คนที่ภาคภูมิใจในตนเองอย่างเขาก็ยังเลือกโจมตีอวิ๋นโม่ที่ระดับยุทธ์ต่ำกว่าตนเอง ในเมื่อเขียนเอาไว้แล้วว่าบนยอดเขามีโชคลาภเช่นนั้นก็คงไม่แปลกปลอม โชคจากวังมหาสุญญตาจะธรรมดาได้อย่างไร ลั่วเชียนเฮิ่นไม่ต้องการให้เกิดเรื่องไม่คาดฝันใดๆ ทั้งสิ้น
“เช่นนั้นก็ไม่จำเป็นต้องพูดเรื่องไร้สาระ ลงมือเถอะ” หลังจากเข้าใจแล้วอวิ๋นโม่ก็ไม่พูดอีก และเตรียมตัวต่อสู้
บันไดชั้นที่แปด เซี่ยอี้และเซี่ยหมิงเต๋อต่างตื่นเต้น “ตามที่คาดไว้ ทันทีที่พี่ลั่วเชียนเฮิ่นเห็นโม่อวี่จะต้องลงมือ!” ลั่วเชียนเฮิ่นมีระดับการรู้แจ้งสูงกว่าโม่อวี่ และได้รับการรู้แจ้งบนชั้นที่เก้าก่อน โม่อวี่จะเป็นคู่ต่อสู้ของเขาได้อย่างไร
“ฮ่าๆ! ก่อนหน้านี้เด็กชั่วนั่นจองหองมาก ข้าจะดูว่าเมื่อแพ้แล้วมันจะยังผยองได้หรือไม่!”
พอเห็นภาพนี้ ลั่วชิงสุ่ยก็กำหมัดเงียบๆ ไม่รู้ว่านางกังวลในตัวอวิ๋นโม่หรือลั่วเชียนเฮิ่นกันแน่
บนชั้นที่เก้า ลั่วเชียนเฮิ่นค่อยๆ เดินไปหาอวิ๋นโม่ “อันที่จริงข้าไม่ต้องการลงมือกับเจ้า พรสวรรค์ของเจ้าไม่ด้อยไปกว่าข้า ข้าอยากรอให้ระดับยุทธ์ของเจ้าสูงขึ้นแล้วค่อยมาสู้กัน มันจะเป็นเรื่องที่น่ายินดีมาก ลงมือกับเจ้าในตอนนี้เท่ากับใช้ใหญ่รังแกเล็กอย่างเลี่ยงไม่ได้ แต่เพื่อป้องกันเหตุคุกคาม ข้าก็จำเป็นต้องทำ หากเจ้ายอมถอดใจถอยกลับไป ข้าจะไม่ลงมือ เจ้าจะถอยหรือไม่”
เวิ้ง!
อวิ๋นโม่ยื่นมือออกไป พลังที่พลุ่งพล่านอยู่ในอากาศก็ไหลมารวมกันอย่างคลุ้มคลั่ง เขาไม่ได้พูด การกระทำคือคำตอบ
เมื่อลั่วเชียนเฮิ่นเห็นก็หัวเราะ พยักหน้าอย่างพอใจ “เช่นนี้ถูกแล้ว อัจฉริยะควรมีศักดิ์ศรีของอัจฉริยะ หากเจ้าถอยไปจริง ข้ากลับจะนึกดูถูก ไม่ต้องห่วง แค่เอาชนะเจ้าเท่านั้น ข้าจะไม่ลงมือหนักเกินไป”
“จริงหรือ เช่นนั้นตอนที่ข้าเอาชนะเจ้าก็จะไม่ลงมือหนักเกินไป” อวิ๋นโม่ยิ้ม “แต่เกรงว่าเจ้าจะเข้าใจผิด ที่ข้าไม่ถอยไม่ใช่เพราะศักดิ์ศรี แต่เป็นเพราะข้าเอาชนะเจ้าได้!”
“ฮ่าๆ น่าสนใจ ข้าขอชื่นชม!” ลั่วเชียนเฮิ่นหัวเราะเสียงดัง ใช้แววตาเหมือนผู้อาวุโสมองเด็กรุ่นหลังมองมา ความจริงถ้าไม่ใช่อวิ๋นโม่ จอมยุทธ์คนอื่นๆ ก็มีวัยวุฒิน้อยกว่าเขาหนึ่งรุ่นจริงๆ เพราะจอมยุทธ์ระดับพรหมราชขั้นเจ็ดชั้นฟ้าไม่มีทางเป็นคู่ต่อสู้ของเขาได้
ระดับพรหมราชขั้นเจ็ดชั้นฟ้าและระดับพรหมราชชั้นสูงสุด ต่างกันมากเกินไป!
เปรี้ยง!
อวิ๋นโม่ดึงพลังงานรอบๆ มาโจมตีลั่วเชียนเฮิ่น ลั่วเชียนเฮิ่นเห็นแล้วก็ไม่ได้ตื่นตระหนก ยกมือข้างหนึ่งคว้าพลังที่น่ากลัวกลุ่มนั้น พลังที่ทรงอานุภาพก็สลายไปในทันที
“เจ้าไม่ธรรมดาจริงๆ อาศัยระดับพรหมราชขั้นเจ็ดชั้นฟ้าเดินขึ้นมาจนถึงบันไดรอบภูเขาชั้นที่เก้า น่าเสียดายที่มันยังห่างจากข้าอีกไกล” ลั่วเชียนเฮิ่นพูดอย่างเย่อหยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นการฝึกฝนหรือความรู้แจ้ง อีกฝ่ายก็ดีไม่เท่าเขา จะเอาอะไรมาเทียบกับเขา
“ฮ่าๆ โม่อวี่ เจ้าไม่ใช่คู่ต่อสู้ของลั่วเชียนเฮิ่นจริงๆ!” เซี่ยอี้หัวเราะร่า โม่อวี่โอหังมาจากไหน ก่อนหน้านี้ตอนที่สู้กัน โม่อวี่คลี่คลายการโจมตีของเขาได้อย่างง่ายดาย ตอนนี้ไม่ใช่ว่าถูกผู้อื่นใช้วิธีเดียวกันเหยียดหยามหรือ
แม้วิชาเทพส่องพิภพนี้จะไม่มีเสียง แต่ภาพที่เห็นก็ชัดเจน เห็นลั่วเชียนเฮิ่นทำลายการโจมตีของอวิ๋นโม่ได้อย่างง่ายดาย ทุกคนก็อุทานด้วยความประหลาดใจ
“ลั่วเชียนเฮิ่นน่ากลัวมากจริงๆ แข็งแกร่งถึงระดับนี้”
“เขาใช้เวลารับการรู้แจ้งเพียงครึ่งชั่วยามเท่านั้น ส่วนโม่อวี่ใช้เวลาไปถึงหนึ่งชั่วยามเต็ม ใครสูงใครต่ำแค่ดูก็รู้ ประกอบกับระดับยุทธ์ของลั่วเชียนเฮิ่นสูงกว่า มีโอกาสรับการรู้แจ้งบนบันไดรอบภูเขาชั้นที่เก้าก่อน โม่อวี่จะเป็นคู่ต่อสู้ของลั่วเชียนเฮิ่นได้อย่างไร”
“ใช่ ลั่วเชียนเฮิ่นทำลายการโจมตีของโม่อวี่ได้ง่ายๆ เป็นเรื่องที่สมเหตุผล”
เวลานี้ลั่วชิงสุ่ยแอบโล่งใจ “ถึงอย่างไรเขาก็ไม่ใช่เทพไร้พ่าย ทำเรื่องอัศจรรย์ได้มากขนาดนี้คงถึงขีดจำกัดแล้ว ไม่มีทางสร้างความประหลาดใจได้ตลอด เจอกับพี่เชียนเฮิ่น แม้จะเป็นเขาก็ต้องแพ้เท่านั้น”
อวิ๋นโม่เห็นลั่วเชียนเฮิ่นที่ทำลายการโจมตีของตนได้อย่างสบายๆ รอยยิ้มก็ยิ่งกดลึก ก่อนหน้านี้เขาเคยได้ยินคนอื่นชื่นชมลั่วเชียนเฮิ่น บอกว่าอัจฉริยะของสำนักเทพสวรรค์ลั่วเทียนผู้นี้มีการรู้แจ้งสูงส่ง ยากจะหาใครเปรียบ ดูเหมือนว่าจะเป็นเรื่องจริง หากไม่ใช่อวิ๋นโม่เคยศึกษาคัมภีร์สุญญตามาก่อน เกรงว่าคงจะต่างกันจนเทียบไม่ได้ หากเป็นที่อื่น บางทีก็อาจสู้กับลั่วเชียนเฮิ่นได้สักรอบ แต่เมื่อเป็นที่นี่ก็ไม่มีโอกาสชนะเลย
แต่การได้ศึกษาคัมภีร์มหาสุญญตาคือข้อได้เปรียบของเขา อวิ๋นโม่จะไม่ใช้มันได้อย่างไร
เขาสูดหายใจลึก ทันใดนั้นสองตาก็สาดประกายลำแสงสองสาย สองมือทำมุทราอย่างรวดเร็ว ขับเคลื่อนพลังมหาศาล ในที่สุดก็จะได้ต่อสู้เต็มที่แล้ว!”
พลังงานที่อยู่บนยอดเขา ไหลมารวมที่อวิ๋นโม่ในชั่วพริบตา แม้แต่ลั่วเชียนเฮิ่นเห็นแล้วก็ยังหน้าเปลี่ยนสี ความสามารถนี้ไม่ด้อยไปกว่าเขาเลย ลั่วเชียนเฮิ่นเข้าใจได้ทันที ความสามารถที่อวิ๋นโม่แสดงออกก่อนหน้านี้ไม่ใช่ความสามารถที่แท้จริง จากนี้ไปต่างหาก อีกฝ่ายจะแสดงความสามารถที่แท้จริงออกมา!
เมื่อได้ศึกษาคัมภีร์มหาสุญญตา อวิ๋นโม่จะมีความสามารถเพียงเท่านั้นได้อย่างไร ก่อนหน้านี้ตอนที่ต่อสู้กับเซี่ยหมิงเต๋อ เขาใช้ความสามารถเพียงแค่หนึ่งในสิบส่วนเท่านั้น เขากลัวว่าหากใช้พลังที่น่ากลัวเกินไปอาจพลั้งมือฆ่าอีกฝ่ายโดยไม่ตั้งใจ เมื่ออยู่ที่นี่ต่อให้เจอกับนักพรตน้อย เขาก็มั่นใจว่าจะสามารถจัดการอีกฝ่ายได้!
แน่นอนว่าต้องเป็นนักพรตน้อยที่ยังไม่เคยศึกษาคัมภีร์มหาสุญญตามาก่อน
พลังงานที่คลุ้มคลั่งรอบๆ ไหลมารวมกันบนขั้นบันไดชั้นที่เก้าอย่างดุเดือด อานุภาพที่น่ากลัวนั้นทำให้ภูเขาทั้งลูกสั่นสะเทือน ตอนนี้บนขั้นบันไดรอบภูเขามีคนต่อสู้กัน แต่พวกเขาต่างประหลาดใจ มรรคาเต๋าที่พวกเขาได้รับจากที่นี่และพลังที่เคลื่อนไหวเหล่านั้นไม่อยู่ในการควบคุมของพวกเขาอีก และขึ้นไปทางบันไดชั้นที่เก้า
“นี่มันเรื่องอะไรกัน” หลายคนตกใจ เพราะพวกเขาพบว่าไม่ใช่เพียงจุดที่พวกเขาอยู่เกิดความเปลี่ยนแปลง แต่รวมไปถึงที่อื่นๆ ด้วย
“คนที่สามารถดึงพลังได้มากขนาดนี้จะแข็งแกร่งแค่ไหน”
เซี่ยอี้และเซี่ยหมิงเต๋อที่อยู่บนบันไดชั้นที่แปดหน้าซีดขึ้นมา เวลานี้พวกเขารู้ว่าตอนที่ต่อสู้กับพวกเขา อวิ๋นโม่ไม่ได้จริงจังเลย ตอนนี้ไม่จำเป็นต้องชมบรรยากาศผ่านวิชาเทพส่องพิภพแล้ว แค่เงยหน้ามองขึ้นไปรอบๆ ก็จะสัมผัสได้ถึงความน่ากลัวของอวิ๋นโม่
ลั่วชิงสุ่ยตะลึงอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นดวงตางดงามก็กะพริบ นางกัดริมฝีปากพึมพำ “คนผู้นี้มีขีดจำกัดอยู่ที่ใดกันแน่”
………………………………………
Comments for chapter "ตอนที่ 732 ความแข็งแกร่งที่แท้จริง"
MANGA DISCUSSION
Madara Info
Madara stands as a beacon for those desiring to craft a captivating online comic and manga reading platform on WordPress
For custom work request, please send email to wpstylish(at)gmail(dot)com