ตอนที่ 734 ระฆังมหาสุญญตา
ตอนที่ 734 ระฆังมหาสุญญตา
ฝ่ามือลมปราณยักษ์สองข้างปะทะกันบนความว่างเปล่า เกิดเป็นพลังที่น่ากลัวราวกับการโจมตีของจอมยุทธ์ระดับควบคุมสรรพสิ่ง แม้แต่จอมยุทธ์ที่อยู่ในส่วนอื่นๆ ของวังมหาสุญญตาก็ยังมองเห็นฝ่ามือทั้งสองนี้
“สวรรค์ ที่นั่นเกิดอะไรขึ้นกันแน่ พลังที่น่ากลัวเช่นนี้เกรงว่ามีเพียงจอมยุทธ์ระดับควบคุมสรรพสิ่งเท่านั้นที่ใช้ได้ แต่จอมยุทธ์ระดับอริยะและระดับควบคุมสรรพสิ่งไม่สามารถเข้ามาในอาณาเขตของวังไม่ใช่หรือ” จอมยุทธ์ที่อยู่ห่างไกลออกไปตกใจมาก ไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น
ไม่มีใครคิดจะเข้าไปตรวจสอบ อานุภาพเช่นนี้ไม่มีใครกล้าต่อต้าน จึงไม่มีใครกล้าเข้าไปเสี่ยง ส่วนคนที่อยู่ใกล้ก็หลบหนีออกไปอย่างรวดเร็ว ไม่กล้าร่วมชมความครึกครื้น
เหล่าจอมยุทธ์ที่อยู่บนยอดเขาต่างกลัวจนหน้าซีด อยากรีบหนีแต่ก็ถูกพลังที่น่ากลัวนั้นกดทับจนไม่อาจขยับ
“จบสิ้นกันแล้ว เผชิญกับพลังที่น่ากลัวเช่นนี้ ไม่ว่าจอมยุทธ์ระดับพรหมราชคนใดก็ไม่อาจรอดไปได้” เหล่าจอมยุทธ์ที่อยู่บนยอดเขาทรงระฆังต่างเผยสีหน้าทุกข์ระทม ใครก็คิดไม่ถึงว่าการมารับการรู้แจ้งที่นี่จะต้องเผชิญกับอันตรายที่น่ากลัวถึงเพียงนี้
“นี่มันเกิดอะไรขึ้น ต่อให้พวกเขาแข็งแกร่งกว่านี้ก็ไม่สามารถดึงดูดพลังที่น่ากลัวเช่นนี้ได้กระมัง เกิดอะไรขึ้นกันแน่” จอมยุทธ์ที่อยู่บนขั้นบันไดรอบภูเขาชั้นที่แปดต่างตกตะลึงและไม่เข้าใจ แม้สองคนนั้นสามารถรับการรู้แจ้งของมรรคาเต๋าที่นี่ได้เหนือกว่าพวกเขา แต่ก็ไม่มีทางชักนำพลังที่น่ากลัวขนาดนี้มาได้
“อย่าได้ปะทะกันเชียว ไม่เช่นนั้นเกรงว่าภูเขาทั้งลูกคงป่นปี้!” ทุกคนสวดอ้อนวอนเงียบๆ
แม้ภูเขาลูกนี้สูงใหญ่เหนือธรรมดาจนเกือบมีขนาดเท่ากับดาวดวงหนึ่งในจักรวาล และเมื่อมันอยู่ในดินแดนศักดิ์สิทธิ์ จึงได้รับผลสะท้อนจากมหาวิถีเต๋าในดินแดนศักดิ์สิทธิ์ หากคิดจะทำลายภูเขาลูกนี้ต้องใช้พลังที่น่ากลัวอย่างยิ่ง จอมยุทธ์ระดับพรหมราชไม่สามารถทำได้เลย แต่ปราณฝ่ามือยักษ์ทั้งสองอยู่เหนือระดับพรหมราชไปไกล หากปราณฝ่ามือยักษ์ทั้งสองปะทะกันจะระเบิดยอดเขาทรงระฆังจนเหลือเพียงธุลีได้แน่นอน ถึงตอนนั้นเกรงว่าไม่มีใครรอดชีวิตไปได้ กระทั่งคนทั้งสองที่กระตุ้นให้เกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นมาก็คงไม่รอดเช่นกัน
เวิ้ง!
ตอนนั้นเองปราณฝ่ามือยักษ์ที่อยู่เหนือศีรษะของลั่วเชียนเฮิ่นก็ซัดพลังใส่อวิ๋นโม่ด้วยอานุภาพที่น่าสะพรึงกลัวอย่างที่สุด เผชิญหน้ากับการโจมตีที่น่ากลัวเช่นนี้ หากเป็นยามปกติ อวิ๋นโม่ได้แต่รอความตายเท่านั้น แต่ตอนนี้เขาสามารถควบคุมปราณฝ่ามือยักษ์ที่มีอานุภาพทรงพลังทัดเทียมกันข้างหนึ่งและตอบโต้กลับไป!
อวิ๋นโม่กัดฟัน สีหน้าย่ำแย่ถึงขีดสุด เข้าใจดีว่าหากฝ่ามือนี้ฟาดลงมา เขาเองก็รับพลังที่น่ากลัวนี้ไม่ไหว ต้องถูกพลังอันแข็งแกร่งทุบทำลาย แต่ต่อให้เขาไม่ลงมือก็ต้องตายภายใต้ฝ่ามือนี้เช่นกัน
“สู้ตาย!” อวิ๋นโม่ตะโกนอย่างเกรี้ยวกราด กระตุ้นฝ่ามือพลิกสวรรค์โดยไม่สนใจสิ่งใดทั้งสิ้น แล้วซัดใส่ปราณฝ่ามือยักษ์ที่น่ากลัว เขาไม่มีเวลาไตร่ตรองว่าเกิดอะไรขึ้นแล้ว แต่เข้าใจดีว่าไม่ว่าจะทำอย่างไรตนก็ต้องแพ้ ในเมื่อจะต้องจบสิ้นแล้วไยจึงไม่ทิ้งทวนอย่างฮึกเหิม
ระดับพรหมราชขั้นเจ็ดชั้นฟ้าที่สามารถควบคุมพลังได้เท่าเทียมกับจอมยุทธ์ระดับควบคุมสรรพสิ่ง ต่อให้ต้องตายก็ไม่ได้มีชีวิตอย่างไร้ประโยชน์ เพียงแต่ในใจยังมีเรื่องน่าเสียดายอีกมากมาย อวิ๋นโม่ตอนนี้ไม่มีอะไรให้คิดมากอีกแล้ว
เปรี้ยง!
ปราณฝ่ามือยักษ์ทั้งสองปะทะกัน พริบตานั้นก็เกิดเสียงสั่นสะเทือนฟ้าดิน ทุกคนได้ยินเสียงดังบาดหูจนหูดับไปชั่ววูบ ขณะเดียวกันก็เกิดลำแสงแปลบปลาบแสบตาสาดส่องออกมาจากปราณฝ่ามือทั้งสองข้างจนทำให้ทุกคนลืมตาไม่ขึ้น
ทุกคนสัมผัสได้ถึงคลื่นความสั่นสะเทือนรุนแรงที่น่าสะพรึงกลัวม้วนออกไปทุกทิศทาง แผ่นฟ้าและผืนดินคล้ายจะถูกพลังสะท้อนที่น่ากลัวนี้บดขยี้จนแตกสลาย
มีเพียงผู้ที่ความสามารถแข็งแกร่งอย่างยิ่งบางคนเท่านั้นที่พอจะฝืนมองเห็นว่าปราณฝ่ามือยักษ์ทั้งสองข้างแตกสลายพร้อมกันและกลับสู่ความว่างเปล่า การปะทะกันระหว่างทั้งสองฝ่ายจบลงด้วยการเสมอกัน
ไม่รู้ว่าใช้เวลานานแค่ไหนกว่าทุกอย่างจะสงบลง เหล่าจอมยุทธ์ที่มึนงงกับพลังสะท้อนที่น่ากลัวค่อยๆ ทยอยได้สติ จากนั้นก็มีเสียงไชโยโห่ร้องอย่างยินดีดังไปทั่วทั้งภูเขาทรงระฆัง
“ข้ายังไม่ตาย ข้ายังไม่ตายจริงๆ!”
“นี่มันเรื่องอะไรกัน ผลสะท้อนที่น่ากลัวเมื่อครู่พอจะสังหารจอมยุทธ์ระดับอริยะได้ด้วยซ้ำ พวกเราที่เป็นแค่จอมยุทธ์ระดับพรหมราชรอดมาได้อย่างไร”
“จะต้องเป็นเพราะภูเขาลูกนี้ปกป้องพวกเราไว้ ยอดเขาลูกนี้ไม่ธรรมดา จะต้องเป็นเพราะมันต้านทานพลังโจมตีที่น่ากลัวเมื่อครู่!”
ได้ยินคำอธิบายเช่นนี้ คนจำนวนไม่น้อยหันไปกราบยอดเขาทันที ขอบคุณยอดเขาแห่งนี้ที่ช่วยชีวิตพวกเขาเอาไว้
“รีบดูเร็ว การต่อสู้ระหว่างสองคนที่อยู่บนนั้น ตกลงใครเป็นผู้ชนะกันแน่” คนที่อยู่บนขั้นบันไดรอบภูเขาชั้นที่แปดเอ่ยอย่างร้อนใจ ท่ามกลางผลสะท้อนที่น่ากลัวเมื่อครู่ วิชาเทพส่องพิภพของลูกศิษย์วังจันทราสลายไป พวกเขาจึงไม่รู้ผลการต่อสู้ด้านบน
“รอเดี๋ยว ข้าจะจัดการเดี๋ยวนี้!” ศิษย์วังจันทราปรับสภาวะของตัวเองอย่างรวดเร็ว จากนั้นหยิบกระจกทองแดงออกมาใช้วิชาเทพส่องพิภพอีกครั้ง
บนขั้นบันได ลั่วชิงสุ่ยที่ถูกกระแทกจนร่วงลงมาบนพื้นรีบวิ่งกลับไปอย่างรวดเร็ว ดวงตาจ้องไปยังประกายแสงบนวิชาเทพส่องพิภพ หลังจากเห็นผล ทั้งหมดก็เงียบกริบ ทุกคนนิ่งอึ้ง
“ฮ่าๆ ฮ่าๆๆ!” ทันใดนั้นเสียงหัวเราะก็ทำลายความสงบ เซี่ยอี้หัวเราะลั่น “ลั่วเชียนเฮิ่นชนะ โม่อวี่แพ้แล้ว! ฮ่าๆๆ!
บนขั้นบันไดชั้นที่เก้ามีคนยืนอยู่เพียงร่างเดียวนั่นคือลั่วเชียนเฮิ่น ส่วนอวิ๋นโม่หายสาบสูญไปแล้ว หลังการต่อสู้อันดุเดือด คนหนึ่งยืนอยู่เพียงลำพัง ส่วนอีกคนหายสาบสูญไป คนที่สาบสูญหากไม่ใช่ดับสิ้นไปแล้วยังจะเป็นสิ่งใดได้อีก
เห็นผลเช่นนี้เซี่ยหมิงเต๋อก็ยิ้มออก ในที่สุดคนที่ทำให้เขาอับอายก็พ่ายแพ้และตายไปแล้ว
“น่าเสียดาย ข้าวของของมันคงจะถูกลั่วเชียนเฮิ่นเอาไปแล้ว” เซี่ยอี้พูดอย่างเสียดาย
เซี่ยหมิงเต๋อส่ายหน้า “ภายใต้การโจมตีที่น่ากลัวเช่นนั้น ข้าวของของมันจะยังรักษาเอาไว้ได้อย่างไร”
“แต่มันยังมีผนึกปฐมอัสนีนิลสุวรรณอยู่ชิ้นหนึ่ง ของสิ่งนั้นพิสดารมาก ไม่มีทางถูกทำลายกระมัง” เซี่ยอี้กล่าว
“พลังที่มีอานุภาพเช่นนั้น เทียบได้กับการโจมตีของจอมยุทธ์ระดับควบคุมสรรพสิ่ง ผนึกปฐมอัสนีนิลสุวรรณเป็นแค่อาวุธวิญญาณระดับพรหมราชเท่านั้น แม้วัตถุดิบจะพิเศษ แต่ก็ไม่มีทางต้านการโจมตีเช่นนั้นได้”
“คงเป็นเช่นนั้น ไม่รู้ว่าลั่วเชียนเฮิ่นต้านทานการโจมตีที่น่ากลัวนั่นได้อย่างไร” ในใจเซี่ยอี้เต็มไปด้วยความสงสัย
“พวกเราก็รอดมาได้เหมือนกันไม่ใช่หรือ ข้าคิดว่าลั่วเชียนเฮิ่นก็ได้รับการคุ้มครองจากยอดเขาลูกนี้เช่นกัน อีกทั้งเขาเป็นถึงลูกศิษย์อัจฉริยะของสำนักเทพสวรรค์ลั่วเทียน จะไม่มีวิธีรักษาชีวิตได้อย่างไร ส่วนโม่อวี่ผู้นั้น ในเมื่อสู้ลั่วเชียนเฮิ่นไม่ได้ก็ย่อมต้องจบสิ้นแล้ว” เมื่อพูดถึงอวิ๋นโม่ เซี่ยหมิงเต๋อก็แค่นหัวเราะเสียงเย็นชา
“คิดไม่ถึงว่าโม่อวี่จะแพ้จริงๆ” ทุกคนส่ายหน้าถอนหายใจ ชายคนนั้นสามารถทำเรื่องเหล่านี้ได้ด้วยพลังยุทธ์ระดับพรหมราชขั้นเจ็ดชั้นฟ้า นับว่าน่าทึ่งมาจริงๆ น่าเสียดายที่ท้ายที่สุดเขาสู้ลั่วเชียนเฮิ่นไม่ได้และต้องพ่ายแพ้อยู่ที่นี่
ลั่วชิงสุ่ยมองภาพสะท้อนอย่างเศร้าใจ ในใจรู้สึกวูบโหวง นางไม่อยากเชื่อว่าคนที่ทำเรื่องน่าตื่นตะลึงครั้งแล้วครั้งเล่า คนที่มีความสามารถน่าตระหนกผู้นั้นจะมีจุดจบเช่นนี้
ลั่วเชียนเฮิ่นที่ยืนอยู่บนขั้นบันไดรอบภูเขาชั้นที่เก้ากำลังสับสน เมื่อครู่เกิดอะไรขึ้นกันแน่ แม้แต่ตัวเขาเองก็ไม่เข้าใจ รู้เพียงว่าอยู่ๆ อวิ๋นโม่ก็ปลดปล่อยการโจมตีที่น่ากลัวยิ่งออกมา ส่วนพลังที่เขาดึงดูดมาหลุดจากการควบคุม แล้วจู่ๆ พลังที่ไหลมารวมกันก็ยิ่งมากและปะทะกับฝ่ามือของอวิ๋นโม่ จากนั้นเขาก็ตกใจและเวียนหัวตาลาย เมื่อเขาตั้งสติได้ทุกอย่างก็สงบลง ชายที่ทำให้เขารู้สึกถึงความสิ้นหวังก็หายตัวไป
ลั่วเชียนเฮิ่นไม่เข้าใจว่าเรื่องราวเป็นมาอย่างไร ทั้งหมดนี้เกิดอะไรขึ้นกันแน่ ผลลัพธ์ในตอนนี้หมายความว่าเขาเป็นผู้ชนะหรือ แต่เขากลับไม่รู้สึกดีใจแม้แต่นิดเดียว เพราะพลังที่ต่อต้านการโจมตีของโม่อวี่ไม่ได้เกิดจากตัวเขาเลย การต่อสู้ในตอนนี้จึงไม่ควรถือว่าเป็นชัยชนะของเขา
แต่ถ้าเขาไม่ชนะแล้วอย่างไร โม่อวี่หายตัวไปแล้ว เป็นไปได้มากว่าอาจจะตกตายไประหว่างการปะทะ
“ช่างเถอะ อย่าคิดมากเลย” ลั่วเชียนเฮิ่นส่ายหน้า เขามองขึ้นไปที่ขั้นบันไดรอบภูเขาชั้นที่สิบที่อยู่สูงที่สุด ที่นั่นไม่มีใครอยู่ เห็นได้ชัดว่าโม่อวี่หายไปแล้วและไม่ได้ไปที่ยอดเขา เช่นนี้วาสนาที่อยู่บนยอดเขาก็จะตกเป็นของเขาแล้ว ไม่ว่าเมื่อครู่ใครเป็นผู้ชนะ ขอแค่สุดท้ายเขาได้รับโชคก็พอ ที่เหลือไม่ต้องคิดมากแล้ว
ลั่วเชียนเฮิ่นนั่งลงรับการรู้แจ้งต่อ เตรียมตัวให้พร้อม หลังจากทำความเข้าใจมรรคาเต๋าของที่นี่จนบรรลุแล้วก็จะขึ้นสู่ยอดเขา
อวิ๋นโม่แพ้แล้วหรือ แน่นอนว่าไม่ใช่ ขนาดลั่วเชียนเฮิ่นยังไม่เป็นอะไร แล้วเขาจะเกิดเรื่องได้อย่างไร ยามนี้เขาเข้ามาในมิติกว้างขวางอย่างยิ่งแห่งหนึ่ง รอบด้านมีแต่ความมืดมิด ในที่แห่งนี้เขาถูกจำกัดทุกสิ่งทุกอย่าง ทั้งสายตาและญาณหยั่งรู้ไม่สามารถตรวจสอบสิ่งรอบตัว
“ที่นี่คือที่ไหน” อวิ๋นโม่พูดอย่างสงสัย เมื่อครู่เขาเห็นปราณฝ่ามือยักษ์ทั้งสองสลายไปพร้อมกัน จากนั้นก็ตาลาย พอตั้งตัวได้ก็มาปรากฏตัวที่นี่ ทุกอย่างดูประหลาดมาก ในใจของอวิ๋นโม่เต็มไปด้วยคำถาม
“คิดไม่ถึงว่าในยุคนี้จะยังมีคนที่สามารถใช้ฝ่ามือพลิกสวรรค์ได้ถึงระดับนี้ เทียบกับจักรพรรดิสวรรค์แล้วเกรงว่าไม่ด้อยกว่าเลย ถ้าจักรพรรดิสวรรค์รับรู้คงจะมีความสุขมาก”
จู่ๆ ก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นรอบตัวเขา
อวิ๋นโม่คำนับทันที “โม่อวี่ ศิษย์สำนักกระบี่หลิ่วหยวน คารวะผู้อาวุโส!”
“ที่แท้ก็เป็นศิษย์ของสำนักกระบี่หลิ่วหยวน เด็กน้อยนั่นได้ศิษย์ที่ดีมาคนหนึ่ง” เสียงนั้นดังขึ้นอีกครั้ง
อวิ๋นโม่ได้ยินก็ประหลาดใจ จักรพรรดิสวรรค์หลิ่วหยวนมีอายุยาวนานมากที่สุดในโลกแล้ว กลับถูกเรียกว่าเด็กน้อย ผู้พูดคือใครกันแน่ ในสมองของเขาปรากฏชื่อของจักรพรรดิสวรรค์มหาสุญญตาขึ้นมา แต่ก็ต้องปฏิเสธอย่างรวดเร็ว เพราะเมื่อครู่อีกฝ่ายเพิ่งจะพูดถึง ‘จักรพรรดิสวรรค์’ จักรพรรดิสวรรค์ที่พูดถึงก็น่าจะหมายถึงจักรพรรดิสวรรค์มหาสุญญตา
“ฮ่าๆ ไม่ต้องเดาแล้ว ข้าเป็นแค่จิตวิญญาณที่กำลังจะสูญสลายเท่านั้น” เสียงนั้นดังขึ้นอีกครั้ง จากนั้นพื้นที่โดยรอบก็สว่างขึ้นทันที
อวิ๋นโม่หันไปมองรอบๆ เมื่อเห็นสิ่งต่างๆ ชัดเจนก็ต้องประหลาดใจ รอบด้านทั้งหมดคือกำแพง กำแพงที่สูงใหญ่จนกลายเป็นหลังคาทรงโค้งชิ้นหนึ่ง ด้านล่างคือโลก พริบตานั้นอวิ๋นโม่ก็เข้าใจแล้วว่าเขาอยู่ในระฆังยักษ์ใบหนึ่ง!
อวิ๋นโม่มองกำแพงรอบตัว พบว่ามีอักขระเต๋าที่ลึกซึ้งนับไม่ถ้วนสลักอยู่บนนั้น เพียงมองแวบเดียวก็รู้ว่าระฆังยักษ์ใบนี้ไม่ธรรมดาแน่นอน แต่จู่ๆ ก็ต้องขมวดคิ้ว เพราะพบว่า บนระฆังใบนี้มีแสงสลัวปรากฏออกมาคล้ายกับรัศมีที่ถดถอยของจักรพรรดิสวรรค์หลิ่วหยวน
อวิ๋นโม่เข้าใจแล้วว่านี่เป็นระฆังยักษ์ที่พิเศษมาก มันคือระฆังมหาสุญญตา นอกจากระฆังมหาสุญญตาแล้ว ในวังมหาสุญญตายังมีระฆังใดที่พิเศษเช่นนี้อีก
ระฆังมหาสุญญตา อาวุธวิญญาณระดับจักรพรรดิเทพที่จักรพรรดิสวรรค์มหาสุญญตาใช้ประกาศศักดาไปทั่วแผ่นดิน ไม่ต้องขบคิดก็เข้าใจได้ สิ่งที่ภายนอกดูเหมือนยอดเขาทรงระฆังที่แท้ก็คือ ระฆังมหาสุญญตาที่เป็นระดับจักรพรรดิเทพนั่นเอง!
แต่ระฆังยักษ์ใบนี้เกิดปัญหาใหญ่ เพราะว่ามันเต็มไปด้วยกลิ่นอายของความตาย หากมองอย่างละเอียดก็จะพบว่ารอบๆ ระฆังใบนี้เต็มไปด้วยรอยร้าวเล็กๆ มากมาย
ในยุคที่จักรพรรดิสวรรค์มหาสุญญตาปกครองใต้หล้า ระฆังมหาสุญญตาใบนี้มีอานุภาพไร้เทียมทาน แต่ตอนนี้เหลือเพียงแสงทึบ ไร้ประกายแห่งความรุ่งโรจน์ ทำให้อวิ๋นโม่นึกถึงจักรพรรดิสวรรค์หลิ่วหยวนและอดเศร้าใจไม่ได้
“เจ้าคงจะเดาออกแล้ว ไม่ผิด ข้าคือระฆังมหาสุญญตา”
“ไม่สิ หากพูดให้ถูกต้อง ข้าเป็นเพียงจิตวิญญาณสุดท้ายของระฆังมหาสุญญตาเท่านั้น”
………………………………………
Comments for chapter "ตอนที่ 734 ระฆังมหาสุญญตา"
MANGA DISCUSSION
Madara Info
Madara stands as a beacon for those desiring to craft a captivating online comic and manga reading platform on WordPress
For custom work request, please send email to wpstylish(at)gmail(dot)com