ตอนที่ 737 จื่อซูบาดเจ็บ
ตอนที่ 737 จื่อซูบาดเจ็บ
เดิมทีสองพี่น้องเซี่ยหมิงเต๋อคิดว่าอวิ๋นโม่ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของพวกตน พวกเขาสามารถเล่นงานอีกฝ่ายได้อย่างสบายๆ แต่แล้วอวิ๋นโม่กลับเอาชนะลั่วเชียนเฮิ่นได้อย่างง่ายดาย แสดงความแข็งแกร่งไร้ที่เปรียบ ทำลายความมั่นใจของพวกเขาในชั่วพริบตา
เซี่ยหมิงเต๋อมั่นใจในตนเองมาก แต่ไม่คิดว่าตัวเองจะเล่นงานลั่วเชียนเฮิ่นได้ง่ายๆ เขาเชื่อว่าถึงตนแข็งแกร่งกว่าแต่ก็แค่เล็กน้อย และเซี่ยอี้ก็ยิ่งด้อยกว่า เห็นอวิ๋นโม่เอาชนะลั่วเชียนเฮิ่นได้อย่างง่ายดาย ในใจของพวกเขาก็เกิดความกลัวจากส่วนลึก
อวิ๋นโม่บุกมาด้วยความโกรธราวกับเทพแห่งสงคราม พลังปราณของเขาทรงพลังไร้ที่เปรียบ
พริบตานั้นเซี่ยหมิงเต๋อใจสั่น ความมั่นใจในตนเองและความภาคภูมิใจทั้งหมดแตกสลายลงตรงหน้าอวิ๋นโม่ ตอนนี้เขารู้ว่าพรสวรรค์และความแข็งแกร่งของตนไม่มีค่าอะไรเลย ที่จริงเขาเคยโอ้อวดว่าตนเองเทียบได้กับจักรพรรดิสวรรค์ยามเยาว์วัย ทั้งเชื่อมั่นในตนเองและเย่อหยิ่งอย่างยิ่ง คิดว่าภายหน้าจะต้องสำเร็จเป็นจักรพรรดิสวรรค์แห่งยุคและนำพาตระกูลไปสู่ความรุ่งเรือง ขณะนี้ถึงตระหนักว่าความคิดของตนไร้สาระเพียงใด ต่อหน้าอวิ๋นโม่ เขาไม่มีค่าอะไรเลย
ผู้อื่นเป็นแค่ระดับพรหมราชขั้นแปดชั้นฟ้าก็แข็งแกร่งกว่าเขาแล้ว เมื่อก้าวสู่ขั้นเก้าชั้นฟ้าและขั้นสูงสุดจะน่ากลัวแค่ไหน
จอมยุทธ์ระดับจักรพรรดิเทพเหล่านั้น ในวัยเยาว์คงจะมีสง่าราศีเช่นนี้เอง เขาจะเปรียบเทียบได้อย่างไร
ส่วนเซี่ยอี้นั้นแย่ยิ่งกว่า ดวงตาของเขาว่างเปล่า หวาดหวั่นขวัญหาย เมื่อครู่แค่อวิ๋นโม่ถามว่าพวกเขามาทำอะไรที่นี่ เขาก็แทบหายใจไม่ออก รู้สึกเหมือนกำลังจะตาย ตอนนี้อวิ๋นโม่ไม่ได้มุ่งเป้ามาที่พวกเขา เขาถึงดีขึ้น คิดไม่ถึงว่าคนที่เขาคิดว่าข่มเหงได้จะเหนือกว่าเขามากจนเขาทำได้เพียงมองรอยเท้าของอีกฝ่ายเท่านั้น
“เวลาเพียงไม่กี่เดือน เขาก็ก้าวจากระดับพรหมราชขั้นสี่ชั้นฟ้าสู่ขั้นแปดชั้นฟ้า ยิ่งกว่านั้นยังเป็นระดับพรหมราชขั้นแปดชั้นฟ้าที่กำราบลั่วเชียนเฮิ่นซึ่งเป็นระดับพรหมราชชั้นสูงสุด แล้วข้าจะเทียบได้อย่างไร” เซี่ยอี้ขมปาก ตอนนี้เขาไม่เหลือความมั่นใจใดอีก
เหล่าจอมยุทธ์รอบตัวก็มองมาทางนี้อย่างตกตะลึง สีหน้าเหม่อลอย เดิมทีคิดว่าโม่อวี่คงประสบเคราะห์กรรม คิดไม่ถึงว่าอีกฝ่ายไม่เพียงไม่เคราะห์ร้าย แต่ยังบดขยี้ยอดอัจฉริยะในสายตาของพวกเขา
“โม่อวี่ เป็นอัจฉริยะที่แท้จริง!”
“ระดับพรหมราชขั้นแปดชั้นฟ้าที่กำราบระดับพรหมราชขั้นสูงสุด เขาน่ากลัวมากจนทำให้สองอัจฉริยะตระกูลเซี่ยไม่กล้าเคลื่อนไหว พรสวรรค์และความแข็งแกร่งเช่นนี้น่าทึ่งจริงๆ!”
ทุกคนประหลาดใจ ส่วนลั่วชิงสุ่ยก็นิ่งอึ้งไปแล้ว “ขีดจำกัดของคนผู้นี้อยู่ที่ใด”
คนคนนี้ทำให้นางประหลาดใจครั้งแล้วครั้งเล่า เมื่อใดก็ตามที่นางคิดว่าอีกฝ่ายทำไม่ได้ เขาก็จะแสดงความแข็งแกร่งที่น่าทึ่งยิ่งกว่า นี่ราวกับเรื่องในตำนาน เกรงว่ามีเพียงบุคคลในตำนานเท่านั้นที่สามารถทำได้
เซี่ยหมิงเต๋อและเซี่ยอี้ต่างสลด แต่คนที่รู้สึกโชคร้ายที่สุดก็คือลั่วเชียนเฮิ่น เดิมทีเพราะเขาไม่ได้รับวาสนาจากภูเขาทรงระฆัง ถึงได้คับแค้นอยากระบาย คิดไม่ถึงว่าอารมณ์โกรธไม่ทันได้ระบายออกมา คนที่คิดว่าตนฆ่าตายไปแล้วกลับโผล่มาโจมตีอย่างไม่ออมมือ
ลั่วเชียนเฮิ่นไม่เพียงถูกอวิ๋นโม่ทุบตีจนไม่กล้าอาละวาด แต่ยังรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ เขาไม่คิดจะต่อสู้กับคนผู้นี้เลย เจ้านี่ไม่พูดพร่ำทำเพลง มาถึงก็ลงมือ ทุบตีตนรุนแรงจนมีสภาพเช่นนี้ ลั่วเชียนเฮิ่นหลั่งน้ำตาเงียบๆ เขาไปหาเรื่องใครเข้าหรือ ลำบากมาเกือบทั้งวัน ไม่เพียงไม่ได้อะไร ทั้งยังถูกทุบตี ไม่รู้จริงๆ ว่าทำไมเขาถึงโชคร้ายขนาดนี้
“พี่โม่ ข้ายั่วโทสะเจ้าหรือไร โปรดบอกสักคำ ข้าผิดตรงไหน ข้าจะแก้ไข ข้าแค่ไม่ได้รับวาสนาจากที่นี่ คิดระบายอารมณ์เท่านั้น ไม่ได้หาเรื่องเจ้าเลย” ลั่วเชียนเฮิ่นมองอวิ๋นโม่ด้วยความน้อยใจ ข้าระบายอารมณ์กับยอดเขาก็เท่ากับล่วงเกินเจ้าแล้วหรือ
ถึงเดาได้ว่าสิ่งวิเศษบนนี้คงถูกอวิ๋นโม่เก็บไปแล้ว เขาก็ไม่กล้าแสดงความไม่พอใจ คนที่เมื่อไม่นานมานี้เขายังดูถูกอย่างที่สุด ตอนนี้ไม่เพียงแย่งชิงวาสนาที่ควรเป็นของเขาไป ทั้งยังสามารถกำราบเขาได้ คนที่น่ากลัวเช่นนี้ เขาจะกล้าล่วงเกินได้อย่างไร
เขารู้สึกว่าแม้แต่คนในสำนักที่กดข่มเขามาตลอดผู้นั้นก็คงเทียบคนตรงหน้าไม่ได้ ชายคนนี้เป็นสัตว์ประหลาด! ได้ยินมาว่าอีกฝ่ายมาจากแดนดาราชายขอบสามพันแห่ง ลั่วเชียนเฮิ่นอยากร้องไห้แต่ไร้น้ำตา คนของแดนดาราชายขอบสามพันแห่งล้วนน่ากลัวเช่นนี้หรือ ไม่เพียงมีฟู่กุ้ยเหรินที่ช่วงชิงชื่อเสียงยิ่งใหญ่ แต่ยังมีโม่อวี่ที่ร้ายกาจดุจสัตว์ประหลาด ทำให้เขาอยากไปชุบตัวที่แดนดาราชายขอบสามพันแห่งบ้าง
อวิ๋นโม่ได้ยินก็ชะงัก คิดไม่ถึงว่าลั่วเชียนเฮิ่นจะพูดเช่นนี้ คิดว่าอีกฝ่ายจะด่าทออาละวาดเสียอีก ท่าทีของอีกฝ่ายทำให้เขารู้สึกละอายที่จะลงมือต่อ จึงมองยอดเขาพร้อมเอ่ย “ข้ารู้ว่าเจ้าคงเดาออกแล้ว ข้าได้รับวาสนาจากที่นี่ ยอดเขาแห่งนี้มีบุญคุณกับข้า ข้าไม่อนุญาตให้ผู้ใดทำลายยอดเขานี้!”
น้ำเสียงในท้ายประโยคของอวิ๋นโม่เย็นยะเยือก เรื่องนี้ไม่อาจล้อเล่น เขาต้องตอบแทนบุญคุณของผู้อาวุโสจิตวิญญาณศาสตรา
“ข้า…” ลั่วเชียนเฮิ่นอยากร้องไห้แต่ไม่มีน้ำตา ถูกทุบตีเพราะเหตุนี้จริงๆ ด้วย นี่มันเรื่องอะไรกัน
ลั่วชิงสุ่ยข้ามาใกล้ หลังจากเห็นแววตาของอวิ๋นโม่ก็รู้สึกอึดอัดอยู่บ้าง “พี่ใหญ่… โม่อวี่” เพราะกลัวว่าเขาจะโกรธ พอจะเรียกเขา นางจึงเติมคำว่าพี่ใหญ่ลงไป
“ไปดูเขาเถอะ น่าจะเจ็บหนักเอาเรื่อง” อวิ๋นโม่กล่าว อยู่ต่อหน้านางน้ำเสียงของเขาก็อ่อนลง
คนอื่นไม่รู้สึกอะไร ปฏิบัติเช่นนี้ต่อหญิงงามก็เป็นเรื่องปกติ
พอได้รับอนุญาตจากเขา นางก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก รีบเข้าไปดูอาการบาดเจ็บของลั่วเชียนเฮิ่น นางกลัวว่าอวิ๋นโม่จะโกรธและฆ่าลั่วเชียนเฮิ่นจริงๆ ลั่วเชียนเฮิ่นเป็นอัจฉริยะอันดับสองในหมู่ศิษย์ระดับพรหมราชสำนักเทพสวรรค์ลั่วเทียน หากสูญเสียเขาไปจะต้องเป็นความบอบช้ำใหญ่ของสำนัก สิ่งสำคัญที่สุดคือนางมีสายสัมพันธ์ที่ดีกับลั่วเชียนเฮิ่น ไม่ต้องการเห็นเขาเกิดเรื่อง
เซี่ยหมิงเต๋อและเซี่ยอี้สับสนมาก เมื่ออยู่ต่อหน้าอวิ๋นโม่ พวกเขาได้แต่คับแค้นใจ ทั้งสองคิดจะหันหลังกลับและจากไป ไม่อยากเผชิญหน้ากับคนน่ากลัวเช่นนี้อีก แต่ยังกลัวว่าจะเป็นการยั่วยุอีกฝ่าย ดังนั้นได้แต่ยืนกระวนกระวายอยู่ตรงนั้นราวกับนักโทษที่รอฟังคำพิพากษา
อวิ๋นโม่ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายคิดจะเล่นงานเขา ยังเข้าใจว่าพวกเขาอยากมาชมดูความครึกครื้นจึงไม่สนใจคนทั้งสอง เขากวาดตามองไปรอบๆ พลางใคร่ครวญก้าวต่อไป ตอนนี้ความแข็งแกร่งของเขาเพิ่มพูนขึ้นแล้ว ไม่กลัวนักพรตน้อยอีกต่อไป ย่อมคิดจะช่วงชิงต้นมหาโพธิ์ แต่ก็ไม่รู้ว่าต้นมหาโพธิ์อยู่ที่ใด ตอนนี้ถูกใครเก็บไปแล้วหรือยัง
อยู่ที่นี่ต่อไปก็คงไม่มีทางรู้เบาะแสของต้นมหาโพธิ์ จึงเตรียมจากไปเสาะหาคนที่รู้ร่องรอยของต้นมหาโพธิ์ หากยังไม่มีใครได้ไป เขาจะลองขบคิดอย่างละเอียดว่าต้นมหาโพธิ์น่าจะถูกซ่อนเอาไว้ในบริเวณใดของวังมหาสุญญตา
แน่นอนว่ามีความเป็นไปได้อีกอย่างหนึ่ง นั่นคือต้นมหาโพธิ์ไม่ได้คงอยู่อีกต่อไป แต่ขอเพียงมีความเป็นไปได้ที่ต้นมหาโพธิ์ยังอยู่ก็คุ้มค่ากับการค้นหา คุณค่าของสิ่งนั้นยิ่งใหญ่มาก
ขณะที่อวิ๋นโม่จะออกจากที่นี่ก็ได้ยินเสียงหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง
“ฮ่าๆ คิดหนีหรือ จะหนีไปที่ไหนได้อีก ตอนนี้ไม่มีใครช่วยเจ้าได้แล้ว ยอมรับชะตากรรมเสียเถอะ!”
เสียงหัวเราะอย่างย่ามใจนี้ดึงดูดความสนใจของผู้คนจำนวนมาก ทุกคนเงยหน้ามอง ไกลออกไปมีเงาร่างสามร่างกำลังใกล้เข้ามาด้วยความรวดเร็ว คนผู้หนึ่งแบกร่างสตรีงดงามในชุดบุรุษที่หมดสติไปพลางหลบหนีสุดชีวิต ส่วนคนด้านหลังเป็นชายหน้าตาดุร้าย กำลังไล่ฆ่าทั้งสองอย่างสนุกสนาน ทุกคนแค่เห็นก็รู้แล้วว่าคนที่อยู่ด้านหลังออมกำลังเอาไว้ หากเขาทุ่มเทไล่ตามสุดกำลังคงจะไล่ตามคนทั้งสองทันแต่แรกแล้ว เห็นได้ชัดว่าเขากำลังเล่นสนุกกับเหยื่อ
“นั่นไม่ใช่…” ทุกคนเห็นแล้วก็มีสีหน้าประหลาดใจ จากนั้นหันไปมองอวิ๋นโม่
ใบหน้าของอวิ๋นโม่บึ้งตึง แววตาเย็นเยียบ เต็มไปด้วยจิตสังหาร คนที่ถูกแบกบนหลังของชายที่หลบหนีคือจื่อซู นางได้รับบาดเจ็บสาหัสและหมดสติ ในฐานะแพทย์ อวิ๋นโม่มองจากระยะไกลก็รู้ว่าอาการของนางไม่สู้ดี หากไม่ได้รับการรักษาอย่างท่วงที ชีวิตของนางจะตกอยู่ในอันตราย
“หยุด ไปต่อไม่ได้!” อวิ๋นโม่ตะโกนแล้วใช้มรรคาเต๋ากำเนิดสายฟ้าพุ่งไปรั้งชายที่แบกจื่อซูไว้บนหลัง คนผู้นี้เขารู้จัก เป็นศิษย์ของปั้นเฟิงนามว่าอันวั่งโจว ก่อนหน้านี้ถูกจัดเป็นอันดับสอง ในระดับพรหมราชของปั้นเฟิง เขาคือยอดฝีมือที่เป็นรองเพียงจื่อซู แต่ผู้ที่ไล่ตามพวกเขามาแข็งแกร่งกว่า ตามการคาดเดาของอวิ๋นโม่ ความแข็งแกร่งของชายคนนั้นอาจเทียบได้กับเซี่ยหมิงเต๋อ อันวั่งโจวไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเขา
เห็นคนเข้ามาขวาง อันวั่งโจวก็โกรธจัด ตะคอกว่า “ไสหัวไป!” ขณะเดียวกันก็อ้าปากพ่นลำแสงคมกริบใส่อวิ๋นโม่
เปรี้ยง!
อวิ๋นโม่ยื่นมือออกไปสลายการโจมตีของอีกฝ่ายได้อย่างง่ายดาย อันวั่งโจวเห็นก็ตะลึง คนตรงหน้าไม่ธรรมดา ด้านหลังยังมีคนไล่ตามมา ด้านหน้าก็เจอเสือขวางทาง ควรทำเช่นไร เขาไม่ได้กลัว แต่บนหลังยังมีศิษย์พี่หญิง!
เห็นสีหน้าของอันวั่งโจว อวิ๋นโม่ก็รู้ว่าอีกฝ่ายจำเขาไม่ได้จึงเอ่ย “ข้าเอง โม่อวี่!”
อันวั่งโจวตื่นตะลึง จากนั้นสีหน้าก็เปลี่ยนเป็นยินดี “ศิษย์น้องโม่อวี่ เป็นเจ้าจริงๆ!”
“ฮ่าๆ ที่แท้ก็เป็นลูกศิษย์ของสำนักกระบี่หลิ่วหยวนอีกคน พอดีเลย จะได้จัดการในคราวเดียว!” ชายหน้าตาเหี้ยมเกรียมด้านหลังเข้ามาใกล้ ดวงตาเปี่ยมด้วยไอสังหาร เขามองอันวั่งโจวและอวิ๋นโม่อย่างเหยียดหยามราวกับมองมด
อันวั่งโจวหันกลับไปมองชายคนนั้นแวบหนึ่ง สีหน้าก็เปลี่ยนไป “ศิษย์น้องโม่อวี่ เจ้ารั้งข้าไว้ทำไม เจ้าผิดแล้ว! ถูกคนผู้นี้ไล่ตามทัน พวกเราก็หนีไม่พ้นแล้ว!”
สายตาอันวั่งโจวขมขื่น แววตาสิ้นหวัง
“หยุดพูดไร้สาระ รีบวางศิษย์พี่จื่อซูลง หากไม่รีบรักษาจะเกิดปัญหาใหญ่!” อวิ๋นโม่ตะโกน เวลานี้สถานการณ์เร่งด่วน เขาไม่มีเวลาอธิบายให้อีกฝ่ายฟัง เขาไม่กลัวคนที่กำลังไล่ตามมา
“ไม่ทันแล้ว!” อันวั่งโจวส่ายหน้า “ชายคนนั้นมีนามว่าหม่าเย่ เขาแข็งแกร่งมาก เจ้ากับข้าไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเขาเลย ถ้าเขาโจมตีพวกเราจะสายเกินไป! นอกจากนี้อาการบาดเจ็บของศิษย์พี่หญิงก็ร้ายแรงเกินไป ต้องให้แพทย์โอสถที่มีทักษะการแพทย์สูงส่งรักษา ที่แห่งนี้จะไปหาแพทย์แบบนั้นจากไหน ไม่ต้องพูดมาก ถ้าข้าเอาชีวิตเข้าแลกคงรั้งมันไว้ได้ชั่วคราว เจ้ารวดเร็วกว่า รีบพาศิษย์พี่หญิงหนีไป!”
อวิ๋นโม่ไม่อยากเสียเวลากับอีกฝ่าย เขาชิงตัวจื่อซูมาแล้วสกัดจุดลงบนร่างของนางหลายแห่ง ใช้พลังปราณรักษาอาการบาดเจ็บให้นางก่อน จากนั้นหยิบสมุนไพรล้ำค่าออกมาจำนวนมากและจุดเปลวไฟบนมือ
“เจ้าเป็นแพทย์โอสถหรือ” อันวั่งโจวตะลึง แต่ก็กังวลมาก ถึงอวิ๋นโม่เป็นแพทย์โอสถแล้วอย่างไร หากไม่มีทักษะการแพทย์สูงส่งจะรักษาศิษย์พี่หญิงได้อย่างไร อีกทั้งไม่รีบหนี มัวแต่ทำเรื่องนี้จะมีประโยชน์อะไร
“ฮ่าๆ ไอ้หนู แม้เวลานี้เจ้าจะช่วยนางได้ แต่จะมีประโยชน์อะไร อย่างไรก็ต้องถูกข้าฆ่าอยู่ดี” หม่าเย่ที่ยืนอยู่กลางอากาศหัวเราะเสียงดัง
เขาไม่ได้สังเกตว่าหลังจากได้ยินคำพูดนี้ จอมยุทธ์รอบตัวเขากลับมีสีหน้าพิกล และมองเขาด้วยความเห็นใจ
………………………………………
Comments for chapter "ตอนที่ 737 จื่อซูบาดเจ็บ"
MANGA DISCUSSION
Madara Info
Madara stands as a beacon for those desiring to craft a captivating online comic and manga reading platform on WordPress
For custom work request, please send email to wpstylish(at)gmail(dot)com