ตอนที่ 739 กระบวนท่าเดียวเท่านั้น
ตอนที่ 739 กระบวนท่าเดียวเท่านั้น
ได้ยินคำของเว่ยเจียง นักพรตน้อยก็ประหลาดใจ “ฐานะของกัวเมี่ยวและจวงจู่ซาในสำนักกระบี่หลิ่วหยวนไม่ต่ำต้อย หากฆ่าพวกเขาเกรงว่าจะ…”
“หึๆ แค่อย่าให้ใครรู้ก็พอไม่ใช่หรือ” เว่ยเจียงมองสองร่างตรงหน้าแล้วแค่นหัวเราะ “ประมุขสำนักใกล้จะถึงเลื่อนเป็นระดับจักรพรรดิสวรรค์แล้ว อีกไม่นานก็ถึงเวลาที่จะให้ผู้คนในใต้หล้าได้ประจักษ์ถึงความสามารถของสำนักแสวงจักรพรรดิเราแล้ว แม้สำนักกระบี่หลิ่วหยวนจะแข็งแกร่ง แต่คนผู้นั้นเหลือเวลาอีกไม่มากแล้ว ดังนั้นไม่จำเป็นต้องกังวล พูดถึงที่สุดแล้ว ขุมกำลังระดับสุดยอดก็ต้องมีจอมยุทธ์ระดับจักรพรรดิสวรรค์จึงจะเป็นขุมกำลังระดับสุดยอด พวกขุมกำลังกึ่งจักรพรรดิเหล่านั้น แม้มีรากฐานแต่ก็ยังห่างชั้นอยู่ดี ขุมกำลังระดับจักรพรรดิแค่ไม่คิดจะลงมือกับพวกเขา หากต่อสู้กันขึ้นมา ผู้แพ้ไม่มีทางเป็นขุมกำลังระดับจักรพรรดิอยู่แล้ว”
นักพรตน้อยได้ยินก็ยิ้มน้อยๆ “ที่พูดมาก็มีเหตุผล”
“หืม” จู่ๆ นักพรตน้อยก็หันไปมองทางหนึ่งด้วยสีหน้าสงสัย
เว่ยเจียงแค่นหัวเราะ “เจ้านั่นเป็นฝ่ายเข้ามาหาความตายหรือ”
เงาร่างที่อยู่ด้านหน้าค่อยๆ ขยับเข้ามาทางนี้ช้าๆ ที่แท้ก็คือจวงจู่ซาจากยอดเขาซีเฟิงสำนักกระบี่หลิ่วหยวน “จวงจู่ซาจากสำนักกระบี่หลิ่วหยวน คาวระพี่เว่ยเจียงและนักพรตน้อย”
นักพรตน้อยพยักหน้าเล็กน้อย แต่เว่ยเจียงแค่นหัวเราะ “จวงจู่ซา เจ้ากล้าดีอย่างไรถึงปรากฏตัวต่อหน้าข้า รู้หรือไม่ว่าในแดนดาราชายขอบสามพันแห่ง สำนักกระบี่หลิ่วหยวนของเจ้าสร้างความเสียหายให้สำนักแสวงจักรพรรดิของข้าไปมากแค่ไหน”
ใบหน้าจวงจู่ซามีรอยยิ้ม “พี่เว่ยเจียง ข้าเคยได้ยินเรื่องนี้เช่นกัน แต่คนก่อเรื่องคือเฉินเจ๋อและไอ้หนูจากแดนดาราชายขอบสามพันแห่งนั่น ไม่เกี่ยวข้องอะไรกับข้า เฉินเจ๋อไม่สามารถเป็นตัวแทนของสำนักกระบี่หลิ่วหยวน”
“อ้อ” เว่ยเจียงได้ยินก็เลิกคิ้ว
“พี่เว่ยเจียง ดูเหมือนคำพูดของจวงจู่ซาจะแฝงความหมายบางอย่าง” นักพรตน้อยถ่ายทอดเสียงผ่านญาณหยั่งรู้
เว่ยเจียงมองจวงจู่ซา “ก่อนหน้านี้ไม่นาน ข้าเล่นงานแม่เสือดุจื่อซูจนบาดเจ็บสาหัส หากไม่มีเรื่องเหนือความคาดหมาย นางคงไม่รอดแล้ว”
สีหน้าของจวงจู่ซายังคงไม่เปลี่ยนแปลง “ข้าไม่ชอบขี้หน้านังคนนั้นอยู่แล้ว หากนางทำเรื่องร้ายกาจ ล่วงเกินพี่เว่ยเจียง จะฆ่าก็ฆ่าไปเถอะ”
เว่ยเจียงได้ยินก็แสดงสีหน้าสนใจขึ้นมา “เช่นนั้นที่เจ้ามานี่คงไม่ได้มาทักทายพวกเราเฉยๆ ใช่ไหม”
“แน่นอนว่าไม่ใช่อยู่แล้ว”
“เช่นนั้น…”
“ฮ่าๆ พี่เว่ยเจียง อันที่จริงสำนักกระบี่หลิ่วหยวนและสำนักแสวงจักรพรรดิไม่จำเป็นต้องชักดาบฟาดฟันกลายเป็นศัตรูกัน พวกเราสามารถเป็นสหายกันได้ แม้กระทั่ง… ในภายหลัง!”
เว่ยเจียงหัวเราะ จวงจู่ซาพูดได้น่าสนใจ สำนักกระบี่หลิ่วหยวนที่เขาพูดถึงย่อมไม่ใช่สำนักกระบี่หลิ่วหยวนในตอนนี้ และพวกเราที่พูดถึงก็ไม่ใช่แค่เขาและพวกตนสองคน สำหรับอนาคตที่เขาเอ่ยถึง เว่ยเจียงเข้าใจชัดเจนดี
“แล้วพวกเจ้ากับพวกเราจะเป็นสหายแบบไหน” เว่ยเจียงถาม
“เรื่องนี้ไม่สามารถพูดได้ชัดเจนในประโยคหรือสองประโยค ยิ่งกว่านั้นไม่ใช่เรื่องที่เจ้าและข้าสองคนจะเจรจาจนได้ผลลัพธ์” จวงจู่ซายิ้ม
นักพรตน้อยเอ่ยขึ้นมา “ดูเหมือนว่าพวกเจ้าจะคิดเรื่องนี้มานานแล้ว”
“นักพรตน้อยเดาไม่ผิด พวกเราและสำนักแสวงจักรพรรดิจะจับมือเป็นสหายกัน และภายหน้าก็จะเป็นสหายของสำนักมหาวิถีไท่เสวียนด้วย” จวงจู่ซากล่าวด้วยรอยยิ้ม
“ทางเลือกของคนฉลาด” นักพรตน้อยยิ้ม
“ยังไม่ต้องพูดให้น่าฟัง ข้าจะรู้ได้อย่างไรว่าพวกเจ้ามีความจริงใจหรือไม่” เว่ยเจียงมองจวงจู่ซาด้วยสายตาข้องใจ “ถ้าเจ้าแสดงความจริงใจออกมา ข้าและนักพรตน้อยจะคุยกับเจ้า พวกเราคุยกันได้ พวกเขาก็สานต่อ เจ้าคิดว่าเป็นอย่างไร”
สายตาของเว่ยเจียงมองไปที่ร่างหนึ่งที่อยู่ไกลออกไป จวงจู่ซาคุ้นเคยกับร่างนั้นมาก
จวงจู่ซาไม่แปลกใจเลย เขายิ้มกล่าว “แน่อยู่แล้ว… ไม่มีปัญหา!”
………………………………………
ข้างยอดเขาทรงระฆัง หม่าเย่มองอวิ๋นโม่และอันวั่งโจวด้วยสายตาเหยียดหยาม กระดิกนิ้วเรียกทั้งสองอย่างดูถูก
อันวั่งโจวโกรธมาก เขาก้าวออกไปข้างหน้า ขณะคิดจะเอ่ยปากเกลี้ยกล่อมให้อวิ๋นโม่รีบพาจื่อซูหนีไป อวิ๋นโม่กลับรั้งเขาเอาไว้
“ข้าเอง” อวิ๋นโม่กล่าว แค่หม่าเย่คนเดียว ไม่เสียเวลาเท่าไร
อันวั่งโจวรีบพูดทันที “ศิษย์น้องโม่อวี่ ยังฟังที่ข้าพูดไม่เข้าใจอีกหรือ หม่าเย่คนนี้เป็นผู้ฝึกยุทธ์ที่แข็งแกร่ง เทียบกับศิษย์พี่หญิงจื่อซูได้เลย เจ้าจะหยุดเขาได้อย่างไร ให้ข้ารั้งเขาเอาไว้ เจ้าพาศิษย์พี่หญิงจื่อซูหนีไปเถอะ!”
อวิ๋นโม่ได้ยินก็เอ่ยอย่างทนไม่ไหว “ใครบอกว่าข้าจะหนี และเจ้าก็ไม่จำเป็นต้องหนี”
อันวั่งโจวตะลึง จากนั้นยิ่งกังวลกว่าเดิม “ศิษย์น้องโม่อวี่ เจ้าจะถอดใจไม่ได้ หม่าเย่แข็งแกร่งก็จริงแต่ใช่ว่าพวกเราจะไม่มีโอกาส หากทุ่มสุดชีวิตจะต้องรั้งมันไว้ได้ชั่วครู่ เจ้าพาศิษย์พี่หญิงหนีก็จะหนีพ้น!”
จอมยุทธ์รอบๆ ได้ยินแล้วก็ทำสีหน้าพิลึก อันวั่งโจวเป็นลูกศิษย์ของสำนักกระบี่หลิ่วหยวน ทั้งยังเป็นลูกศิษย์ของปั้นเฟิงเหมือนกัน ทำไมถึงได้รู้สึกว่าคนผู้นี้ไม่รู้จักศิษย์น้องที่มาจากสำนักเดียวกัน อะไรคือการยอมแพ้ อะไรคือการหลบหนี คนที่ควรจะหนี คนที่ควรจะยอมแพ้คือหม่าเย่ต่างหาก
เห็นหม่าเย่ทำตัวหน้าโง่ โอ้อวดความแข็งแกร่งอย่างน่าขัน อีกคนก็ไม่รู้กระทั่งความสามารถของศิษย์ในสำนักเดียวกัน เอาแต่บอกให้รีบหนีไป ทุกคนก็เดือดเนื้อร้อนใจแทนพวกเขา อยากแจกแจงความจริงให้พวกเขารู้เหลือเกิน
“ข้าไม่ได้ถอดใจ” อวิ๋นโม่ส่ายหน้า จากนั้นหันไปมองหม่าเย่ “แค่คนอย่างหม่าเย่หรือจะมีคุณสมบัติทำให้ข้าต้องหนี น่าขำ!”
จากนั้นอวิ๋นโม่ก็พุ่งขึ้นไปบนอากาศ ไปถึงเบื้องหน้าหม่าเย่ ก่อนถามเสียงขรึม “เมื่อครู่เจ้าบอกว่ารอยฝ่ามือที่อยู่บนหลังของศิษย์พี่หญิงจื่อซูเป็นฝีมือเจ้าหรือ”
ขณะรักษานาง อวิ๋นโม่สังเกตเห็นแผ่นหลังของนางมีรอยฝ่ามือรอยหนึ่ง ฝ่ามือนี้ร้ายกาจมาก ไม่เพียงทำให้อาการบาดเจ็บก่อนหน้าของนางทรุดลง ทั้งยังทิ้งลมปราณทำลายล้างที่น่ากลัวไว้ในร่างของนาง ทำให้การรักษายากลำบาก หากไม่ใช่เพราะอวิ๋นโม่อยู่ในวังมหาสุญญตาและพบพวกเขาโดยบังเอิญ แม้อันวั่งโจวหนีออกจากวังไปพร้อมกับจื่อซูได้สำเร็จ เกรงว่าคงหาแพทย์โอสถมาช่วยนางไม่ทัน เช่นนี้หม่าเย่คือคนที่คิดเอาชีวิตนาง อวิ๋นโม่จะไม่ละเว้นชีวิตเขา!
เห็นเหตุการณ์นี้ อันวั่งโจวก็บื้อใบ้ไปแล้ว นี่มันอะไรกัน เขาคิดว่าโม่อวี่สิ้นหวังและถอดใจ แต่คิดไม่ถึงว่าชายหนุ่มจะดูถูกหม่าเย่! คนผู้นี้บ้าไปแล้วหรือ เขาพูดชัดเจนแล้วว่าความแข็งแกร่งของหม่าเย่เทียบเท่าศิษย์พี่หญิงจื่อซูที่อยู่ในสภาวะพร้อมที่สุด โม่อวี่เป็นคู่ต่อสู้ของหม่าเย่ได้อย่างไร
“ใช่ ข้าเอง!” หม่าเย่ยิ้มร้าย อวิ๋นโม่ผยองมากขนาดนี้ เขากลับรู้สึกว่าน่าสนใจ ไม่เช่นนั้นฆ่าคนสองคนที่ไม่อาจตอบโต้ก็ไม่สนุก หลังจากกำราบคนผู้นี้และเห็นความเย่อหยิ่งของมัน เปลี่ยนเป็นความกลัว จากความหวาดกลัวเปลี่ยนเป็นอ้อนวอน จึงจะเป็นเรื่องสะใจเรื่องหนึ่ง!
อวิ๋นโม่พยักหน้า “ถ้าอย่างนั้นเจ้าพร้อมจะตายหรือยัง”
“เฮอะ บ้าไปแล้ว!” หม่าเย่หัวเราะเยาะ “หวังว่าหลังจากนี้เจ้าจะผยองต่อไปได้อีก”
“เจ้าอยากตายอย่างไร ข้าจะให้เจ้าเลือก”
“หึ!” หม่าเย่แค่นเสียงเย็นชา แสดงปราณฝ่ามือยักษ์ข้างหนึ่งออกมาซัดอวิ๋นโม่ เขาไม่ได้ใช้ศาสตร์ลับด้วยซ้ำ สำหรับเขา คนที่แข็งแกร่งกว่าลั่วเฉินเฟิงเล็กน้อยไม่คู่ควรให้ใช้พลังทั้งหมด
“ระวัง!” อันวั่งโจวเตือนเสียงดังพร้อมกระทืบเท้าพุ่งขึ้นไป เวลานี้เขาโกรธโม่อวี่ขึ้นมาแล้ว ตัวเขาเองไม่กลัวตาย แต่ไม่อยากเห็นศิษย์พี่หญิงจื่อซูต้องตายอยู่ที่นี่ ไม่รู้จริงๆ ว่าโม่อวี่ไปเอาความมั่นใจมาจากไหนถึงได้กล้าปะทะกับหม่าเย่ตามลำพัง “แล้วไปเถอะ ก็แค่สู้ตาย!”
อันวั่งโจวถอนหายใจอย่างช่วยไม่ได้ เขาไม่สามารถทนมอง โม่อวี่สู้กับหม่าเย่ตามลำพัง เพราะไม่คิดว่าชายหนุ่มจะเอาชนะหม่าเย่ได้ ความแตกต่างระหว่างทั้งสองกว้างใหญ่เกินไป ถ้าความแข็งแกร่งของโม่อวี่พอจะเทียบเคียงกับตนได้ เขาก็คงพาจื่อซูหนีไปอย่างไม่ลังเล น่าเสียดายที่โม่อวี่อ่อนแอเกินไป ไม่มีทางรั้งหม่าเย่ไว้ได้เลย ถึงเขาหนีไปตอนนี้ก็ไร้ประโยชน์
“หวังว่าจะเกิดปาฏิหาริย์” อันวั่งโจวหดหู่ เขาตัดสินใจสู้ตาย
ครู่ต่อมาก็หยุดชะงัก ดวงตาเบิกกว้าง มองภาพตรงหน้าอย่างไม่เชื่อสายตา เพราะลมปราณทรงพลังสายหนึ่งระเบิดออกมา
“พลังปราณนี้!” อันวั่งโจวตกใจ เขาไม่เคยสัมผัสพลังปราณที่ทรงพลังเช่นนี้มาก่อนแม้แต่จากร่างของจื่อซู เกรงว่ามีเพียงจอมยุทธ์ที่แข็งแกร่งอย่างเว่ยเจียงเท่านั้นที่มีพลังแข็งแกร่งขนาดนี้ เมื่อเห็นว่าคนที่แผ่ปราณนี้ออกมาคือใครก็ยิ่งไม่อยากเชื่อ “โม่อวี่? เป็นเขาได้อย่างไร เขาแข็งแกร่งขนาดนี้ได้อย่างไร”
อันวั่งโจวตกใจ เขาสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าระดับยุทธ์ของโม่อวี่คือระดับพรหมราชขั้นแปดชั้นฟ้า! ก่อนหน้านี้โม่อวี่เพิ่งจะเลื่อนระดับมาถึงระดับพรหมราชขั้นสี่ชั้นฟ้าไม่ใช่หรือ ทำไมถึงเข้าสู่ระดับพรหมราชขั้นแปดชั้นฟ้าได้เร็วขนาดนี้ อีกอย่างพลังของคนที่เป็นระดับพรหมราชขั้นแปดชั้นฟ้าอย่างเขาจะแข็งแกร่งเกินไปหรือไม่ แม้แต่จอมยุทธ์ที่เป็นระดับพรหมราชชั้นสูงสุดก็ยังเทียบไม่ได้
อันวั่งโจวสังเกตเห็นปฏิกิริยาของจอมยุทธ์รอบๆ ก็ชะงัก จอมยุทธ์มากมายไม่ได้แสดงท่าทีประหลาดใจ ทั้งยังทำหน้าเหมือนคาดไว้แล้ว นี่เกิดอะไรขึ้น คนผู้นั้นคือโม่อวี่จริงหรือ
เมื่ออวิ๋นโม่แสดงพลังปราณที่แข็งแกร่งอย่างเหลือเชื่อออกมา หม่าเย่ก็หน้าเปลี่ยนสีทันที ในที่สุดเขาก็เข้าใจแล้วว่าทำไมอีกฝ่ายถึงมั่นใจอย่างยิ่ง เพราะอีกฝ่ายไม่กลัวเขาเลย! แม้ระดับยุทธ์จะเป็นแค่ระดับพรหมราชขั้นแปดชั้นฟ้า แต่จากพลังที่น่ากลัวนี้ ความสามารถของคนผู้นี้จะต้องไม่เป็นรองตนแน่ และอาจแข็งแกร่งกว่าด้วย!
หม่าเย่ตระหนักได้ในชั่วพริบตาว่าตนเองประมาทศัตรูเกินไป โง่เขลาเกินไป การโจมตีนี้ไม่มีทางทำร้ายอีกฝ่ายได้เลย ทั้งยังเปิดโอกาสให้อีกฝ่ายลงมือ เขาคิดจะถอนกระบวนท่าล่าถอย รอให้เห็นถึงความแข็งแกร่งชัดเจนค่อยต่อสู้สุดกำลัง
แต่อวิ๋นโม่จะให้โอกาสเขาหรือ ขณะหม่าเย่ตัดสินใจล่าถอย อวิ๋นโม่ก็ใช้มรรคาเต๋ากำเนิดสายฟ้าพุ่งเข้าหาคู่ต่อสู้ ความเร็วของเขาพุ่งถึงขีดสุด หม่าเย่ไม่ทันได้ตอบโต้ก็พบว่าอวิ๋นโม่ประชิดด้านหลังแล้ว
ตูม!
เสียงระเบิดดังกระหึ่ม หม่าเย่ทำได้เพียงนำอาวุธวิญญาณป้องกันออกมาสกัด แต่ก็รู้สึกว่าการโจมตีที่มีพลังน่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่งพุ่งมาถึงแผ่นหลังของตน พริบตานั้นเขาก็รู้สึกว่ากระดูกทั่วร่างแตกละเอียด อวัยวะภายในแทบจะแหลกสลายทั้งหมด
“นี่…” เห็นอาวุธวิญญาณป้องกันที่หม่าเย่นำออกมาสกัดอวิ๋นโม่แตกสลาย จากนั้นพลังปราณขาดช่วง คนกระเด็นออกไปราวกับถุงกระสอบใบหนึ่ง อันวั่งโจวก็ตะลึงจนพูดไม่ออก
คนที่ทรงพลังและน่ากลัวคนนี้เป็นโม่อวี่ที่เพิ่งเข้าร่วมสำนักจริงหรือ
………………………………………
Comments for chapter "ตอนที่ 739 กระบวนท่าเดียวเท่านั้น"
MANGA DISCUSSION
Madara Info
Madara stands as a beacon for those desiring to craft a captivating online comic and manga reading platform on WordPress
For custom work request, please send email to wpstylish(at)gmail(dot)com