ตอนที่ 818 ขับไล่ศัตรู
ตอนที่ 818 ขับไล่ศัตรู
ก่อนหน้านี้ทั้งสองคนแตกหักกันเพราะศิลากำเนิดวารีชั้นเลิศ แต่ตอนนี้เลือกร่วมมือกันอีกครั้งเพื่อศิลากำเนิดวารีชั้นเลิศ
“หากพวกเจ้าชิงศิลากำเนิดวารีชั้นเลิศจากข้าได้จริงๆ จะแบ่งกันอย่างไร” อวิ๋นโม่ถามปนยิ้ม
“ฮ่าๆ โม่อวี่ ไม่ต้องพยายามยุแยงเรา ของดีบนตัวเจ้ามีเยอะ ไม่ต้องพูดถึงผนึกปฐมอัสนีนิลสุวรรณที่มีค่ากว่าศิลากำเนิดวารีชั้นเลิศอีก ดังนั้นข้ากับหม่าจิ้นจะแบ่งกันอย่างไร ไม่ต้องให้เจ้าเป็นห่วง” ชื่อกู่กล่าวพร้อมหัวเราะเย็นชา
“ศิลาเบญจธาตุชั้นเลิศ ผนึกปฐมอัสนีนิลสุวรรณ คนผู้นี้มีของดีมากมาย โม่อวี่คนนี้เป็นใครกัน ทำไมพวกเราไม่เคยได้ยินชื่อเขามาก่อน” จอมยุทธ์ระดับอริยะคนนั้นตะลึง ทั้งสองไม่รู้จักตัวตนอวิ๋นโม่ น่าจะเข้ามาในเหมืองเบญจธาตุก่อนที่อวิ๋นโม่จะกลับมาที่ดินแดนศักดิ์สิทธิ์
“เกรงว่าพวกเจ้าจะไม่มีความสามารถเช่นนั้น!” อวิ๋นโม่กล่าวเสียงเย็น ไม่รอให้อีกฝ่ายพูด อวิ๋นโม่ก็เรียกผนึกปฐมอัสนีนิลสุวรรณออกมา โจมตีชื่อกู่
ตูม!
ชื่อกู่รีบนำกิ่งต้นฝูซางออกมาสกัดการโจมตีของผนึกปฐมอัสนีนิลสุวรรณ ขณะเดียวกันหม่าจิ้นที่อยู่ด้านหลังท่องอาคม ยันต์คำสาปประหลาดมากมายลอยออกมา ทาบลงไปบนผนึกปฐมอัสนีนิลสุวรรณ
“ฮึ!” อวิ๋นโม่แค่นเสียงเย็นชา กระตุ้นผนึกปฐมอัสนีนิลสุวรรณให้สั่นแรงขึ้น อาคมสาปแช่งที่ติดอยู่สลายไปทันที ผนึกปฐมอัสนีนิลสุวรรณเแข็งแกร่งมาก ไม่มีสิ่งใดทำอันตรายได้ แม้แต่อาคมของนิกายสาปสวรรค์ก็ไม่สามารถทำอะไรมันได้เลย
เห็นคำสาปไม่ได้ผล หม่าจิ้นก็หันมาโจมตีอวิ๋นโม่แทน คนผู้นี้ไม่เพียงมีอาคมเก่งกาจ พลังต่อสู้ด้านอื่นๆ ก็ไม่ธรรมดาเช่นกัน ทำให้อวิ๋นโม่กดดันมากขึ้น ส่วนชื่อกู่ก็มีพลังแข็งแกร่ง กิ่งต้นฝูซางในมือก็มีพลังไม่ด้อยไปกว่าผนึกปฐมอัสนีนิลสุวรรณ ดังนั้นตอนนี้อวิ๋นโม่กับสองยอดฝีมือต่อสู้กันอย่างสูสี
สองนายบ่าวที่ถอยไปไกล เมื่อเห็นการต่อสู้นี้ก็ตกตะลึง โดยเฉพาะเมื่อเห็นอวิ๋นโม่คนเดียวต่อสู้กับคนทั้งสองอย่างไม่เสียเปรียบก็ยิ่งตกใจมากขึ้น จอมยุทธ์ระดับอริยะคนนั้นยิ่งหวาดผวา เขาคิดจะปล้นของจากยอดฝีมือเช่นนี้ไม่เท่ากับรนหาที่ตายหรือ
การต่อสู้ของทั้งสาม ดึงดูดความสนใจของจอมยุทธ์คนอื่นๆ อย่างรวดเร็ว เมื่อเห็นอวิ๋นโม่ต่อสู้กับสองยอดฝีมือ พวกเขาก็ตกใจอย่างแรง
“คนผู้นั้นเป็นใคร น่ากลัวเหลือเกิน ทำไมไม่เคยได้ยินชื่อเขามาก่อน คู่ต่อสู้ของเขาคนหนึ่งเป็นอัจฉริยะจากเผ่าอีกาทอง อีกคนเป็นยอดฝีมือจากนิกายสาปสวรรค์ คนผู้นี้ไม่ใช่ชนชั้นธรรมดาแน่”
“ฮ่าๆ พวกเจ้าเข้ามาที่เหมืองเบญจธาตุนานเกินไป เลยไม่รู้เรื่องใหญ่ที่เกิดขึ้นในช่วงไม่กี่ปีมานี้”
จอมยุทธ์บางคนที่รู้เรื่องแนะนำตัวตนของอวิ๋นโม่แก่คนอื่นๆ จนเกิดเสียงอุทานอย่างตกใจ พรสวรรค์ยุทธ์ไม่ธรรมดา ทั้งยังเป็นอัจฉริยะทางการแพทย์ เรียกได้ว่าเป็นตำนานเดินได้เลยทีเดียว
ชื่อกู่ใช้พลังเต็มที่ ร่างกายล้อมรอบด้วยเปลวไฟร้อนแรง เจิดจ้ายิ่งกว่าดวงอาทิตย์ ส่วนหม่าจิ้นรอบตัวเต็มไปด้วยอักขระคำสาปสีดำ แผ่กลิ่นอายน่าหวาดหวั่น
อวิ๋นโม่กลับไม่กลัว ชื่อกู่ไร้สิ่งแวดล้อมเอื้ออำนวย พลังของเขาอ่อนแอกว่าตอนอยู่ที่ภูเขาไฟ ส่วนอักขระคำสาปของหม่าจิ้นแม้จะน่ากลัว แต่อวิ๋นโม่ใช้ผนึกปฐมอัสนีนิลสุวรรณโจมตี สามารถทำลายมันได้ง่ายๆ
อวิ๋นโม่ใช้ฝ่ามือพลิกสวรรค์ มือยักษ์ปรากฏ ทำให้ทุกทิศสั่นสะเทือน อานุภาพที่แข็งแกร่งนี้ แม้แต่ชื่อกู่และหม่าจิ้นก็รู้สึกหายใจไม่ออก มือยักษ์ฟาดลงมาราวกับจะถล่มท้องฟ้า ชื่อกู่และหม่าจิ้นต้องใช้พลังทั้งหมดต้านรับแรงกดดันที่ยากจะคาดคิด
ครืน!
ชื่อกู่รับฝ่ามือพลิกสวรรค์ได้โดยไม่เป็นอะไร แต่หม่าจิ้นกลับกระอักเลือด หม่าจิ้นถนัดวิชาอาคม ด้านอื่นๆ ยังด้อยกว่ามาก ยากจะรับมือกับการโจมตีที่แข็งแกร่งเช่นนี้
อวิ๋นโม่ไม่ให้โอกาสทั้งสอง เขาเร่งพลังใช้ผนึกปฐมอัสนีนิลสุวรรณโจมตีหม่าจิ้น ขณะเดียวกันก็ใช้สองมือร่ายอาคม ใช้วิชามังกรอัสนีคืนสมุทร พลังของทั้งสองไม่อาจดูแคลน ดังนั้นอวิ๋นโม่ไม่คิดจะออมมือ
โฮก!
เมื่อไม่มีสิ่งแวดล้อมที่ได้เปรียบ ชื่อกู่ที่เผชิญหน้ากับศาสตร์ลับที่แข็งแกร่งที่สุดของอวิ๋นโม่เพิ่งเข้าใจว่าอวิ๋นโม่แข็งแกร่งเพียงใด แต่สิ่งที่ทำให้พวกเขาตกใจคือ พลังวิญญาณในร่างของอวิ๋นโม่ราวกับว่ามีไม่สิ้นสุด ใช้ศาสตร์ลับที่แข็งแกร่งไปหลายครั้ง แต่พลังปราณของอวิ๋นโม่ก็ไม่เปลี่ยนแปลง ยังคงอยู่ในสภาวะพร้อมถึงขีดสุด
อวิ๋นโม่ใช้พลังมังกรอัสนีโจมตีชื่อกู่ ขณะเดียวกันก็วาดนิ้วบนอากาศ ใช้ผนึกเซียนต้องห้ามระดับเจ็ดโจมตีหม่าจิ้น อย่ามองว่าการใช้วิชาผนึกเซียนต้องห้ามระดับเจ็ดของอวิ๋นโม่ตอนสู้กับศัตรูดูเหมือนไม่ค่อยได้ผล นั่นเป็นเพราะเขาสู้กับผู้แข็งแกร่งที่ระดับสูงกว่ามากๆ แต่ความจริงวิชาเก้าผนึกเซียนต้องห้ามเป็นวิชาผนึกที่ทรงพลังมาก การใช้ผนึกเซียนต้องห้ามระดับเจ็ดมีอานุภาพเทียบเท่าวิชามังกรอัสนีคืนสมุทร
ดังนั้นเมื่อต้องเผชิญกับวิชาผนึกที่แข็งแกร่งนี้ หม่าจิ้นก็หนังตากระตุกทันที แม้เขามีความสามารถในการใช้คำสาปสูงมาก แต่ด้านพละกำลังยังห่างไกลจากยอดอัจฉริยะคนอื่นมาก หากถูกอวิ๋นโม่ผนึกจะไม่อาจหนีได้เลย
หม่าจิ้นตัดสินใจเด็ดขาด เขากัดปลายลิ้นตัวเองแล้วพ่นเลือดออกมา ทั้งร่างหายไปจากที่เดิมในพริบตา ส่วนผนึกเซียนต้องห้ามระดับเจ็ดก็พลาดไป
“โล่โลหิตหรือ” อวิ๋นโม่พึมพำ ไม่คิดว่าฝ่ายตรงข้ามจะตัดสินใจเด็ดขาดเช่นนี้ ไม่เช่นนั้นหม่าจิ้นคงตกอยู่ในมือเขาแล้ว
หลังจากใช้โล่โลหิต ปราณของหม่าจิ้นก็อ่อนลง เห็นชัดว่าพลังของเขาลดลงมาก
ขณะเดียวกันชื่อกู่ที่สกัดการโจมตีของมังกรอัสนีคืนสมุทรก็เลือดไหล เขาได้รับบาดเจ็บไม่น้อย ชื่อกู่และหม่าจิ้นมารวมตัวกัน สีหน้าเคร่งเครียด คิดไม่ถึงเลยว่าพวกเขาร่วมมือกันก็ยังจัดการอวิ๋นโม่ไม่ได้และถูกบีบถึงขนาดนี้ ตอนนี้ชื่อกู่เข้าใจแล้วว่าที่วันนั้นตนเล่นงานโม่อวี่ได้เป็นเพราะได้ชัยภูมิอำนวย ทำให้เขาเข้าใจผิดว่าอีกฝ่ายไม่ใช่คู่ต่อสู้
ความจริงแล้วเหตุผลง่ายดายมาก หากอยู่ในทะเลสายฟ้าที่มีอานุภาพสูง อวิ๋นโม่ก็ฆ่าชื่อกู่และหม่าจิ้นได้อย่างไม่ยากเย็นเช่นกัน
“พวกเจ้าสองคนมีพลังเท่านี้ยังคิดจะมาชิงของของข้า ไม่คิดว่า หลงตัวเองมากเกินไปหรือ” อวิ๋นโม่กล่าวเสียงเย็น เดินเข้าหาทั้งสองคนทีละก้าว
ตอนนี้อวิ๋นโม่สร้างแรงกดดันให้ชื่อกู่และหม่าจิ้นถึงขีดสุด ทั้งสองรู้สึกเสียใจแล้ว หากรู้ว่าโม่อวี่แข็งแกร่งเช่นนี้คงไม่กล้าบุกเข้ามาโดยไม่คิดหน้าคิดหลัง พูดง่ายๆ ก็คือพวกเขาหลงตัวเองเกินไป คิดว่าเมื่อร่วมมือกันแล้วจะจัดการอวิ๋นโม่ได้ง่ายๆ
“ไป!” ชื่อกู่กล่าว เขาไม่คิดจะสู้แล้ว พลังของอวิ๋นโม่เกินความคาดหมายของเขา สู้ต่อไปแม้จะรักษาสถานะไม่พ่ายแพ้ไว้ได้ก็ทำอะไรโม่อวี่ไม่ได้
หม่าจิ้นก็ไม่อยากสู้ต่อเช่นกัน ที่จริงขณะนี้ในใจของเขาเต็มไปด้วยความกลัว วิชาคำสาปของเขาถูกโม่อวี่สกัดไว้ อยู่ต่อหน้าชายหนุ่ม เขาก็ยังเทียบกระทั่งพลังของชื่อกู่ไม่ได้ หากสู้ต่อไปชื่อกู่อาจไม่อันตราย แต่เขามีโอกาสถูกอวิ๋นโม่ปลิดชีวิตสูงมาก
หลังจากตัดสินใจ พวกเขาก็หนีโดยไม่ลังเล
“คิดหนีงั้นหรือ” อวิ๋นโม่หัวเราะเสียงเย็น ใช้ท่ามรรคาเต๋ากำเนิดสายฟ้าไล่ตามทั้งสองไปอย่างรวดเร็ว
ความเร็วของอวิ๋นโม่เหนือกว่าทั้งสองมาก ระยะห่างระหว่างพวกเขาลดลงเรื่อยๆ ชื่อกู่และหม่าจิ้นตื่นตระหนก อีกฝ่ายเร็วเกินไป ถ้าเป็นเช่นนี้พวกเขาคงหนีไม่พ้น
หม่าจิ้นกัดฟัน หยิบยันต์ออกมากระตุ้น
“ยันต์เคลื่อนย้าย?” อวิ๋นโม่ขมวดคิ้ว สิ่งนี้มีค่าไม่น้อย ไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะนำมาใช้ตอนนี้ อวิ๋นโม่รู้ว่าตนเองตามไม่ทันก็เลิกไล่ตาม แต่เขวี้ยงผนึกปฐมอัสนีนิลสุวรรณออกไปแทน
ตูม!
หม่าจิ้นแค้นใจ โม่อวี่โจมตีมา คนที่โดนย่อมเป็นเขา
สุดท้ายหม่าจิ้นและชื่อกู่ก็ใช้ยันต์เคลื่อนย้ายหนีไป ทิ้งรอยเลือดกองใหญ่ไว้ อวิ๋นโม่หรี่ตา ทั้งสองเป็นภัยร้ายแรง หากมีโอกาสต้องกำจัดให้ได้
เห็นอวิ๋นโม่ร้ายกาจเช่นนี้ ใช้พลังของตัวเองเพียงลำพังก็ไล่สองสุดยอดอัจฉริยะไปได้ จอมยุทธ์รอบข้างต่างตกใจ
“จากนี้ในเหมืองเบญจธาตุจะมีคนที่ไม่ควรล่วงเกินเพิ่มขึ้นอีกคนแล้ว” จอมยุทธ์ฝีมือไม่ธรรมดาคนหนึ่งคิดในใจ
“นายน้อย เรารีบออกจากที่นี่กันเถอะ” จอมยุทธ์ระดับอริยะที่ก่อนหน้านี้ต้องการชิงหินเบญจธาตุของอวิ๋นโม่พูดเสียงสั่น เขากลัวจนตัวสั่น และรู้สึกว่าอวิ๋นโม่มองตนเป็นระยะ
นายน้อยผู้นั้นพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ครั้งนี้ถือเป็นบทเรียน จงจำให้ขึ้นใจ!”
“ขอรับๆ! ต่อไปข้าจะไม่คิดชิงทรัพย์ของคนอื่นอีก” จอมยุทธ์ระดับอริยะพูดพร้อมเช็ดเหงื่อบนหน้าผาก เขาคิดว่าแค่บังเอิญเจอคนผู้หนึ่งก็กลายเป็นบุคคลที่น่ากลัวมาก ต่อไปไม่กล้าดูถูกใครอีกแล้ว เพราะอาจเจอคนที่ดูเหมือนจอมยุทธ์ธรรมดา แต่กลับเป็นเทพสังหารผู้น่าพรั่นพรึง
อวิ๋นโม่มองไปรอบๆ ด้วยความระมัดระวัง จากนั้นออกจากตรงนั้น แม้เขามีฝีมือไม่ธรรมดา แต่หากข่าวที่เขามีศิลาเบญจธาตุแพร่ออกไปอาจนำปัญหาใหญ่มา เขาจึงไม่กล้ารั้งอยู่นาน
หลังจากนั้นอวิ๋นโม่ก็ตระเวนในเหมืองศิลากำเนิดปฐพีอย่างเงียบๆ หนึ่งเดือนผ่านไปเขาไม่ได้อะไรเท่าไร ได้ศิลากำเนิดปฐพีมาไม่กี่ก้อน และเป็นศิลากำเนิดปฐพีชั้นกลางและชั้นล่างเท่านั้น แม้แต่ศิลากำเนิดปฐพีชั้นสูงสักก้อนก็ยังไม่พบ วันนี้เหมือนทุกวันที่ผ่านมา เขาเข้ามาที่เหมืองเพื่อเสี่ยงโชค แต่จู่ๆ ก็สัมผัสได้ว่ามีการต่อสู้เกิดข้างหน้า และมีพลังที่คุ้นเคยมากด้วย
“เป็นศิษย์ของสำนักกระบี่หลิ่วหยวน” อวิ๋นโม่รู้ในทันที ในกลุ่มจอมยุทธ์ที่ต่อสู้อยู่มีคนหนึ่งเป็นศิษย์ของสำนักกระบี่หลิ่วหยวน และคนผู้นั้นไม่ใช่ศิษย์ธรรมดาแน่ อย่างน้อยก็เป็นศิษย์หลัก เพราะปราณกระบี่ที่ปล่อยออกมาแหลมคมมาก ใช้เคล็ดวิชาได้อย่างชำนาญอย่างที่ศิษย์ธรรมดาทำไม่ได้
อวิ๋นโม่รีบเหาะไปที่นั่น ไม่ช้าก็เห็นจอมยุทธ์สิบกว่าคนยืนล้อมวงกัน ศิษย์ของสำนักกระบี่หลิ่วหยวนกำลังต่อสู้อยู่กับอีกคนหนึ่งในวงนั้น จากสีหน้าของคนที่อยู่ข้างนอกบ่งบอกได้ว่าพวกเขาเป็นพวกเดียวกับอีกฝ่าย ในกลุ่มนั้นมีคนหนึ่งที่อยู่ในระดับอริยะขั้นหนึ่งชั้นฟ้า พลังปราณที่แผ่ออกมาจากตัวเขาเกือบเทียบได้กับชื่อกู่ทีเดียว
ภายใต้การนำของจอมยุทธ์ระดับอริยะ กลุ่มจอมยุทธ์ล้อมศิษย์สำนักกระบี่หลิ่วหยวนไว้ ชี้ชวนพลางพูดคุยกันเป็นระยะ สลับกับหัวเราะเสียงดัง ศิษย์สำนักกระบี่หลิ่วหยวนเหงื่อเต็มหน้าผาก แม้เขามีพลังเทียบเท่าคู่ต่อสู้ แต่ตอนนี้ตื่นกลัวมากจนแทบสิ้นหวัง
รอบๆ มีคนมุงดูไม่น้อย สายตาของบางคนเต็มไปด้วยความสงสาร
“น่าเสียดาย ได้ศิลากำเนิดปฐพีชั้นสูงมาก้อนหนึ่ง แต่กลับเอาไปไม่ได้”
“ศิลากำเนิดปฐพีระดับสูงแม้จะดี แต่ชีวิตสำคัญกว่า คนผู้นี้ทำไมต้องเสี่ยงชีวิตเพื่อศิลากำเนิดปฐพีด้วย”
“ฮึๆ เจ้าคิดว่ามันง่ายขนาดนั้นหรือ นั่นคือแม่ทัพอันดับหนึ่งใต้ธงของอริยะเกาเหอ ฝีมือโหดเหี้ยมมาก ถูกเขาหมายตาไม่เพียงของทั้งหมดในตัวจะถูกแย่งไป แต่ยังจะถูกฆ่าตาย ต่อให้ยอมมอบทรัพยากรก็ไม่รอด ได้ยินมาว่าคนผู้นี้ชอบฆ่าฟัน!”
“น่ากลัวจริงๆ เรารีบไปเถอะ อย่าให้เขาหมายตาเอาได้”
“ไม่ต้องห่วง เขาจะสนใจเจ้าได้อย่างไร จำไว้ ถ้าเจอเขาอย่าไปแย่งหินเบญจธาตุแล้วเจ้าจะรอด ปกติแล้วไม่ต้องกลัว ไม่มีอะไรหรอก”
เสียงสนทนาของจอมยุทธ์รอบๆ ลอยเข้าหูอวิ๋นโม่ เขาค่อยๆ เดินเข้าไป เขาจำคนที่อยู่ข้างหน้านั่นได้แล้ว นั่นคือซูเจี๋ยแห่งยอดเขาตะวันออก (ตงเฟิง) ของสำนักกระบี่หลิ่วหยวน คนผู้นี้มีพรสวรรค์มาก เป็นจอมยุทธ์ระดับพรหมราชที่แข็งแกร่งที่สุดรองจากเฉินเจ๋อ แต่แม่ทัพอันดับหนึ่งของเกาเหอคนนี้ก็แข็งแกร่งมาก ซูเจี๋ยเทียบไม่ได้เลย ดังนั้นแม้ตอนนี้เขาเอาชนะคู่ต่อสู้ได้ก็หนีความตายไม่พ้น
โชคดีที่เขาได้พบอวิ๋นโม่ เห็นศิษย์สำนักกระบี่หลิ่วหยวนมีภัย อวิ๋นโม่จะเมินเฉยได้อย่างไร
“ทุกท่าน ไว้หน้าข้าสักหน่อย ปล่อยคนในสำนักข้าไปได้หรือไม่” อวิ๋นโม่เดินไปข้างหน้าช้าๆ
ฟิ้ว!
สายตาจอมยุทธ์รอบๆ พุ่งมาที่อวิ๋นโม่ทันที