บทที่ 1339 การประจันหน้าของโชคชะตา การเริ่มต้นของสงครามที่รอคอย!
- Home
- All Mangas
- Beyond The Timescape
- บทที่ 1339 การประจันหน้าของโชคชะตา การเริ่มต้นของสงครามที่รอคอย!
บทที่ 1339 การประจันหน้าของโชคชะตา การเริ่มต้นของสงครามที่รอคอย!
ประตูตำหนักหงส์ ค่อยๆ เปิดออก
ภายนอกไม่มีลม แต่กลับมีกาลเวลาไหลผ่านตามประตูที่เปิดออก มาเยือนอย่างไร้สุ้มเสียง
ทำให้ตำหนักหงส์ทั้งหมดในเสี้ยวขณะนี้ ราวกับกลายเป็นแม่น้ำแห่งกาลอวกาศ
ภายใต้การย่างก้าวลงมาของฝีเท้าจากเงาร่างที่อยู่นอกประตู ก็ก่อคลื่นแห่งกาลอวกาศขึ้น
ฟองคลื่นลูกแรก ในเสี้ยวพริบตาที่ผุดเบ่งบานขึ้น ภาพในห้วงกาลเวลา ก็ปรากฏทั่วไปในตำหนัก
ในภาพนั้น ระลอกคลื่นเป็นประกายระยิบระยับ สะท้อนให้เห็นพันธมิตร 7 สำนักเมื่อในอดีต
ในนั้นมีเสียงนกร้อง ดอกไม้หอมกรุ่น สงบสุขไปทั่ว
ในที่ไกลๆ จะเห็นผู้บำเพ็ญสำนัก 7 เนตรโลหิตกำลังสร้างสำนักของตัวเอง และในที่ใกล้ๆ ภายใต้แสงดาวที่พร่างพรายระยิบระยับ ที่นอกประตูสำนักโลกันต์ทมิฬ จะเห็นเงาร่าง 2 ร่าง ราวกับโจรกระจอกกำลังแอบซุ่มเงียบๆ
นี่คือวันที่สำนัก 7 เนตรโลหิตเพิ่งเข้าร่วมกับพันธมิตร 7 สำนัก และเป็นภาพที่เอ้อร์หนิวชวนสวี่ชิง ให้ไปทำการแลกเปลี่ยนนิ้วของหวงอี้คุนกับเขา
ในภาพนั้น บนท้องฟ้า ยังมีหญิงสาวคนหนึ่ง ยืนยิ้มแย้มอยู่ตรงนั้น
หญิงสาวผู้นี้มีเสน่ห์ดึงดูดใจ ผมยาวดำขลับสยายอยู่ข้างหลัง ใช้แถบผ้าไหมสีชมพูเส้นหนึ่งรัดเอาไว้เบาๆ สวมชุดกระโปรงสีม่วงดาวแฝงด้วยดวงดาราทั้งชุด เปล่งประกายพราวพร่างเจิดจรัส รอบตัวยิ่งมีเมฆหมอกจางๆ คลอเคลีย ราวกับเซียน ไม่ใช่คนในโลกมนุษย์
ตอนนี้ สายตาของนางกำลังมองไปยังสวี่ชิงที่อยู่ข้างล่าง จากเสียงหัวเราะแผ่วเบาที่ดังขึ้น ก็ก้าวเดินไป
ในภาพ ท่ามกลางความตกตะลึงของเอ้อร์หนิวและสวี่ชิง หญิงสาวผู้นี้เดินมาถึงข้างหน้าสวี่ชิง ยกนิ้วขึ้น เชยคางของสวี่ชิง พูดด้วยลมหายใจหอมหวานราวกลิ่นกล้วยไม้ “สหายตัวน้อย เจอกันอีกแล้ว เจ้ามาสำนักโลกันต์ทมิฬดึกขนาดนี้ เจ้าหลงทางหรือ”
นี่คือการพบปะกันครั้งแรกในความหมายที่แท้จริงระหว่างสวี่ชิงกับจื่อเสวียน
คลื่นกระเพื่อมสั่นไหว ก่อให้เกิดเป็นระลอกคลื่น สวี่ชิงที่อยู่ภายนอกภาพแห่งกาลเวลา ใบหน้าฉายรอยยิ้ม ดังนั้นสวี่ชิงในภาพแห่งกาลเวลา จึงเงยหน้าขึ้น มองไปยังหญิงสาวที่เชยคางของตัวเองอยู่ข้างหน้า เอ่ยพูดเสียงแผ่วเบา “ไม่ได้หลงทาง แต่ตามเส้นที่มองไม่เห็นในใจเส้นทางนั้น ตามหามาตลอดทาง”
ทันทีที่คำพูดนี้ดังออกมา หญิงสาวในภาพ ร่างก็หยุดนิ่งไปครู่หนึ่ง
และระลอกคลื่นกาลเวลา ฟองคลื่นลูกแรกก็ซัดลงมา
สวี่ชิงที่อยู่ภายนอก เดินก้าวที่ 2 มา ดังนั้นฟองคลื่นลูกที่ 2 จึงบานสะพรั่งภายในตำหนักหงส์
แม่น้ำบรรพกาลเร้นหมื่นเทพ ปรากฏขึ้นในฟองคลื่นแผ่ซ่านไปในโลกภายในตำหนัก
นั่นเป็นช่วงเวลาพลบค่ำ พระอาทิตย์ตกดิน
และในน้ำแม่น้ำ เรือขนาดมหึมาลำหนึ่งก็แล่นไปในความเงียบสงบ
ข้างราวเรือ จื่อเสวียนพิงอยู่ตรงนั้นเบาๆ เงาร่างราวกับจะหลอมรวมเข้าไปแสงพรายรุ้งยามเย็นที่ปกคลุมทั่วท้องฟ้า
ส่วนสวี่ชิงในตอนนั้น นั่งอยู่ไม่ไกล สีหน้าฉายความเกร็งเล็กน้อย
“สวี่ชิง เป่าเพลงนั้นหน่อย ข้าอยากฟัง”
เสียงดังขึ้นเบาๆ เสียงขลุ่ยค่อยๆ ดังแว่วมา
แม้จะยังคงมีแฝงด้วยกลิ่นอายของยุทธภพ แต่ก็ไม่ได้เล่าถึงความเศร้าโศกและความสุขในชีวิตอีกต่อไป ยิ่งไม่แสดงความโดดเดี่ยวออกมา
ท่ามกลางเสียงที่ลอยมาของเสียงขลุ่ย บรรจุไว้ซึ่งความหวัง และคำอวยพร
จื่อเสวียนในภาพ ร่างกายสั่นสะท้าน มองไปยังสวี่ชิง
และสวี่ชิงที่นั่งอยู่ที่นั่น ตอนนี้ก็เงยหน้าขึ้นมา เอ่ยอย่างแผ่วเบา
“เพลงนี้ เคยมีชื่อว่าโศกกำสรด ในวันนี้ชื่อว่ากลับมาพานพบ”
……
ภาพฉากแล้วฉากเล่า ภายในตำหนักหงส์ก็ผันผวนไปตามฟองคลื่นแห่งกาลเวลา
สวี่ชิงก้าวเดินไปยังจื่อเสวียนทีละก้าว…ทีละก้าว ทุกย่างก้าวที่ก้าวลง ภาพแห่งกาลเวลาก็ปรากฏซ้ำอีกครั้ง
ในคลื่นนั้นจะเห็นบนรูปสลักงูยักษ์ เงาร่าง 2 ร่างที่นั่งอยู่ตรงนั้น คำพูดที่เคยพูดคุยกันในอดีต สะท้อนก้องอยู่ในความทรงจำ
ท่ามกลางความเลือนราง ยังมีในเขตปกครองผนึกสมุทร ในห้องลับ เงาร่างของจื่อเสวียนที่วาดการปกป้องไว้บนร่างของสวี่ชิง ยังมีในเมืองหลวงเผ่ามนุษย์ ภาพที่เขาได้ตะเกียงดำจื่อเสวียนมาให้นาง
ทั้งหมดนี้ ถักทอประสานเข้าด้วยกัน เกิดเป็นเสียงคำรามเลื่อนลั่นของกาลอวกาศ ภายในตำหนักหงส์นี้ ซัดโหมเป็นระลอก…ระลอก
สุดท้าย ในตำหนักหงส์ สวี่ชิงก้าวเดินบนคลื่น เดินมาถึงเบื้องหน้าจื่อเสวียนที่นั่งขัดสมาธิ
ยกมือขึ้นไปยังจื่อเสวียน
ประกายแสงดาวในดวงตาของจื่อเสวียน ในชั่วเสี้ยวขณะที่ลืมตาขึ้นก่อนหน้านี้ก็ได้ส่องสว่างให้กับโลก
และการเดินมาของสวี่ชิง ก็เหมือนกับการแต่งแต้มสีสันให้กับโลกที่ส่องสว่างนี้
ดังนั้น จื่อเสวียนจึงไม่ลังเลใดๆ ทั้งสิ้น ดึงมือของสวี่ชิงไว้
สวี่ชิงสีหน้าอ่อนโยน ประคองจื่อเสวียนขึ้น พูดเบาๆ “ข้ากลับมาแล้ว”
เสี้ยวพริบตาต่อมา ตำหนักหงส์ทั้งตำหนักท่ามกลางความเงียบงัน ก็พร่าเลือนไปจากใต้พื้นดินของเขตปกครองผนึกสมุทร จนกระทั่งหายลับไป
ในยามที่ปรากฏขึ้นอีกครั้ง ก็ไม่ได้อยู่ในเมืองเขตปกครองผนึกสมุทรแล้ว แต่มาอยู่ที่เขาประกายอรุณเมื่อในครั้งนั้น
ที่นั่น มีหลุมศพ 2 หลุม
ที่นั่น เป็นบ้านที่สวี่ชิงเลือกให้ตัวเองเมื่อนานมากแล้ว
เพราะพ่อแม่ที่เลือนรางไปตามธรรมชาติในความทรงจำ อยู่ที่นี่
พวกเขาที่ถูกเซ่นสังเวยให้ซ่างฮวง สวี่ชิงไม่อาจถตามหาในห้วงกาลเวลาได้ ตอนนี้ร่องรอยเพียงหนึ่งเดียวที่พิสูจน์ว่าเคยมีอยู่ ก็คือหลุมศพ 2 หลุมนี้
ดังนั้น เขาจึงพาจื่อเสวียนมาอาศัยอยู่ที่เขาประกายอรุณนี้
อาศัยอยู่ที่นี่ 30 ปีผ่านไป
ในช่วง 30 ปีนี้ ยุครุ่งโรจน์ของแผ่นดินใหญ่ต้องประสงค์ กำลังเริ่มต้นขึ้น
ส่วนพวกโจวเจิ้งลี่ก็ปรับตัวเข้ากับแผ่นดินใหญ่ต้องประสงค์ได้อย่างสมบูรณ์แล้ว ต่างก็แยกย้ายกันไป บางคนปิดด่าน บางคนเปิดสำนักถ่ายทอดวิถี
แต่ละคนล้วนฝึกบำเพ็ญในรูปแบบที่แตกต่างกัน
ส่วนซ่างฮวงบนท้องฟ้า ก็ไม่ได้ลืมตาขึ้นมาเลย
ทว่า บนเขาประกายอรุณได้ฟันกระบี่ออกมา 2 ครั้ง
กระบี่แรก คือเมื่อ 27 ปีที่แล้ว ในท้องฟ้าดารานอกแผ่นดินใหญ่ต้องประสงค์ มีเทพเจ้าล้ำเส้น
ดังนั้น กระบี่เล่มนั้น จึงพุ่งทะยานขึ้นจากเขาประกายอรุณตรงไปยังท้องฟ้า เข้าสู่ห้วงท้องฟ้าดาราฟันเทพเจ้าที่ล้ำเส้น!
เลือดเทพสาดกระเซ็น
ดึงดูดสายตาของสิ่งมีชีวิตทั้งหลายในแผ่นดินใหญ่ต้องประสงค์
ส่วนกระบี่ที่ 2 คือเมื่อ 5 ปีที่แล้ว สถานที่ที่ฟันไป ไม่ใช่ท้องฟ้าดารา แต่เป็นทะเลนอก!
ที่นั่น มีเทพเจ้าจากระบบดาวอื่นพยายามเข้าสู่แผ่นดินใหญ่ต้องประสงค์ผ่านทางห้วงสมุทรบรรพกาล
ถูกสังหารในกระบี่เดียว!
กระบี่ทั้ง 2 นี้ สั่นคลอนนอกแผ่นดินใหญ่ต้องประสงค์ไปยังเทพเจ้าที่สอดแนมที่นี่
และทั่วทั้งแผ่นดินใหญ่ต้องประสงค์ทั้งหมดก็มีแดนศักดิ์สิทธิ์ในความหมายที่แท้จริงปรากฏขึ้น
ดังนั้น ผู้คนมากมายจึงมาที่เขาประกายอรุณ แต่มีน้อยคนนักที่สามารถเดินขึ้นไปได้อย่างแท้จริง
เพราะเขาประกายอรุณนั้น อยู่ในกาลอวกาล แต่ก็ไม่ได้อยู่ในกาลอวกาศ
ทว่ามีคนหนึ่ง นางสามารถขึ้นมายังภูเขาได้ แต่นางมองดูอยู่ภายนอกเป็นเวลานาน และสุดท้ายก็เลือกที่จะจากไป
คนคนนี้คือหลิงเอ๋อร์
ในโลกนี้ มีหลายสิ่งหลายอย่างที่ไม่อาจฝืนบังคับได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคำว่ารักคำนี้
เช่นเดียวกับเจ้าจงเหิง ที่ทุกข์ทรมานมาครึ่งชีวิต ก็ยังคงรักแต่ไม่อาจได้มา
หลาย 10 ปีที่แล้ว สวี่ชิงเดินทางไปยังแดนใหญ่เซ่นจันทรา ในร้านยา แม้จะไม่ได้พูดอย่างชัดเจน แต่จากการอยู่ร่วมกันช่วงนั้น หลิงเอ๋อร์ก็เข้าใจแล้ว
……
เช่นนี้เอง เวลาก็ผ่านไปอีก 10 ปี
ในวันนี้ แสงยามพลบค่ำสาดส่องไปทั่วฟ้าดิน สาดทอมาบนเขาประกายอรุณ หักเหเป็นประกายแสงเจิดจ้าพร่างพราย
ในแสงสลัวนั้น มีเงาร่างหนึ่งเดินลงมาจากภูเขา
เงาร่างนี้สวมชุดสีดำ ผมสีม่วงประบ่า ร่างกายสูงโปร่ง ในยามเดินก็ราวกับแสงเงาลึกลับที่เกิดจากแสงอาทิตย์ยามเย็น
เป็นสวี่ชิงนั่นเอง
ข้างหลังของเขา คือจื่อเสวียนที่สวมชุดอย่างสตรีที่แต่งงานแล้ว
แม้จะแต่งกายเรียบง่าย แต่ก็ยังคงปกปิดความงามของจื่อเสวียนไว้ไม่ได้ เพียงแต่สีหน้าของนางในตอนนี้ ฉายความกังวล มองไปยังสวี่ชิง อยากจะพูดแต่ก็หยุดไว้
ข้างหลังนาง ยังมีบรรพจารย์สำนักวัชระที่ร่างกายก่อตัวขึ้น ไม่เป็นกายวิญญาณอีกต่อไปแล้ว
หลายปีที่ผ่านมา วาสนาที่บรรพจารย์สำนักวัชระได้รับย่อมไม่น้อย และได้กลายเป็นผู้ดูแลคนเก่าแก่ของเขาประกายอรุณอย่างสมบูรณ์ อยู่ในโลกภายนอกไม่ว่าจะที่ใด ก็ล้วนแสดงอำนาจบาตรใหญ่ได้
กระทั่งว่าในเวลาว่าง เขาก็เริ่มเขียนนิยาย…
ผู้ที่สามารถแย่งตำแหน่งนี้กับเขาได้ มีเพียงเจ้าเงาเท่านั้น
ทว่าความภาคภูมิใจในอดีต บนร่างของบรรพจารย์สำนักวัชระในวันนี้ ก็ได้หายไปทั้งหมดแล้ว สิ่งที่ปรากฏบนใบหน้าของเขา คือความกังวลเช่นเดียวกับนายหญิงของเขา
แต่เขารู้ดี ในเวลานี้ ตัวเองพูดไม่ได้ ยิ่งไปรบกวนการจากลาของสวี่ชิงกับจื่อเสวียนไม่ได้ ดังนั้นเขาจึงถอยหลังไปอย่างเงียบๆ เล็กน้อย
ไม่ได้สนใจบรรพจารย์สำนักวัชระ จื่อเสวียนเดินมายังข้างหน้าสวี่ชิง จัดเสื้อผ้าให้เขา จากนั้นก็พึมพำ “ต้องไปจริงๆ หรือ”
สวี่ชิงเงียบไป
ครู่หนึ่ง เขาหันไปมองทางแดนใหญ่กลืนนภา เอ่ยอย่างแผ่วเบา
“จะอย่างไรก็ต้องไปสะสาง เขารอข้ามาหลายปีแล้ว”
(>>>พิสูจน์อักษร By Zank<<<)
Comments for chapter "บทที่ 1339 การประจันหน้าของโชคชะตา การเริ่มต้นของสงครามที่รอคอย!"
MANGA DISCUSSION
Madara Info
Madara stands as a beacon for those desiring to craft a captivating online comic and manga reading platform on WordPress
For custom work request, please send email to wpstylish(at)gmail(dot)com