898. เล่ยจี
ตอนนี้ทั้งสำนักซากศพสาขาหลักเงียบกริบ เงียบจนน่าหวาดกลัว มีเพียงเสียงเดียวคือเสียงคนเดินเท้า สถานที่ทั้งแห่งห่อหุ้มอยู่ในกลิ่นอายมืดมัว
หวังหลินเดินตรงไปข้างหน้าผ่านถ้ำหลายแห่ง เดินสงบนิ่งลงไปเรื่อยๆโดยมีพื้นฐานมาจากความทรงจำ จนกระทั่งมาถึงส่วนลึกของสำนักซากศพ
ปลายสุดเป็นทางตันปิดผนึก บนพื้นผิวไม่มีสิ่งใดผิดปกติ หวังหลินจำได้ว่ามันเคยมีถ้ำแห่งหนึ่งที่นี่ เขาฝึกฝนวิถีเซียนนรกในถ้ำแห่งนั้น
หวังหลินเดินเข้าหากำแพงไม่หยุดชะงัก ขณะก้าวเดินเข้าไปใกล้ บนกำแพงเกิดรอยร้าวและเมื่อเขามาถึง กำแพงก็แตกสลายราวกับถูกพลังประหลาดผลักออกไป ไม่มีสิ่งใดจะหยุดหวังหลินได้ เสียงปะทุดังสะท้อนผ่านอุโมงค์ขึ้นมา กำแพงแตกสลายอย่างต่อเนื่องพร้อมกับมีทางเดินหนึ่งเปิดออก
หากเซียนสักคนมาเห็นฉากเหตุการณ์ประหลาดนี้พวกเขาคงตกตะลึงมหาศาล แม้จะเซียนขั้นหยินหยางจะทำได้มันก็เป็นเรื่องยากมาก
มีเพียงคนที่ก้าวเข้าสู่ขั้นที่ส่องได้อย่างแท้จริงเท่านั้นจึงจะสามารถสัมผัสขอบแห่งกฏได้ง่ายๆเช่นนี้
หวังหลินมาถึงตำแหน่งที่เขาเคยฝึกฝน มองไปรอบๆรู้สึกหดหู่เล็กน้อย หลังจากเงียบไปชั่วครู่หวังหลินก็เดินไปข้างหน้าต่อไป เบื้องหน้าคือหลุมเล็กๆนับไม่ถ้วนปลดปล่อยพลังงานเย็น ทว่าเทียบกับก่อนหน้านี้แล้วพลังงานเย็นอ่อนแอลงไปมากนัก
กำแพงแตกสลายไปเรื่อยๆ หวังหลินเดินตรงไปไม่มีหยุด ใช้เวลาไม่นานเขาก็มาถึงส่วนที่ลึกที่สุดของสำนักซากศพ มันคือถ้ำใต้ดินขนาดใหญ่
โลงศพยาวนับพันฟุตลอยเคว้งคว้างอยู่กลางถ้ำ
“ช่วยข้า…” น้ำเสียงเบาบางดังสะท้อนขึ้นเมื่อหวังหลินเข้ามาหา
หวังหลินคุ้นเคยกับเสียงนี้ยิ่งนัก
ทว่าในจังหวะที่เสียงปรากฏมันก็หยุดชะงักทันที หลังจากนั้นอีกสักพักก็ดังขึ้นมาใหม่แฝงความตกใจอยู่ด้วย
“เจ้า…เจ้าคือเซียนเมื่อตอนนั้น!!” น้ำเสียงเต็มไปด้วยความหวาดกลัวเหลือเชื่อ
หวังหลินเข้าไปใกล้โลงศพยักษ์ด้วยท่าทีนิ่งเฉย แม้โลงศพจะดูธรรมดาแต่มีกฏเกณฑ์นับไม่ถ้วนปกคลุม กฏเกณฑ์เชื่อมโยงนี้ไม่ใช่ของง่ายทั้งยังปลดปล่อยแรงกดดันทรงพลังออกมา
ระดับบ่มเพาะหวังหลินเมื่อตอนนั้น เขาเพียงสัมผัสได้ว่าตอนที่เข้าไปใกล้จะเกิดความคิดสั่นไหวโดยไม่รู้สาเหตุ ทว่าตอนนี้หวังหลินสามารถเห็นกฏเกณฑ์บนโลงศพได้ชัดเจน
“เป็นไปไม่ได้ เจ้าบรรลุระดับเท่านี้ในเวลาเพียงไม่กี่ร้อยปีได้อย่างไร นี่…นี่…” น้ำเสียงตกตะลึงพรึงเพริด ชัดเจนว่ามันจดจำหวังหลินได้และนั่นเป็นสาเหตุให้ตกใจยิ่ง
เขาจำได้ชัดเจนว่าเซียนตรงหน้ามาที่นี่ถึงสองครั้ง ครั้งแรกตอนที่มายังมีแค่ระดับขั้นพื้นฐานลมปราณ เขาไม่สนใจเพราะเซียนขั้นพื้นฐานลมปราณไม่สามารถช่วยอะไรได้
หลายร้อยปีต่อมาเซียนคนนี้มาหาเขาเป็นครั้งที่สอง คราวนี้เซียนตัวน้อยเกือบอยู่ที่ขั้นแปลงวิญญาณ ตอนนั้นเซียนตัวน้อยเข้ามาเอาเลือดเขาไปและไม่สนใจช่วยเหลือเขา เพื่อชะลอเวลาไปเขากระทั่งหลอกหล่อเซียนคนนั้นด้วยคำสัญญาว่าจะให้ขึ้นนั่ง ทว่าท้ายที่สุดเขาก็ทำไม่สำเร็จเพราะเซียนตัวน้อยระมัดระวังเกินไป
เขาโกรธเรื่องนี้มาตลอดแต่ไม่มีตัวเลือก ทว่าตอนที่เซียนคนนั้นเข้ามาที่นี่ครั้งที่สามเขาก็ต้องตกตะลึง
เพราะไม่สามารถมองระดับบ่มเพาะของคนตัวน้อยนั่นได้เลย
เขากระทั่งไม่อาจมองเห็นระดับของเซียนสองคนด้านหลังที่เป็นคนรับใช้ได้ เขารู้สึกแต่กลิ่นอายหวาดกลัวจากทั้งสามคนเท่านั้น
หวังหลินมองโลงศพอย่างละเอียดด้วยสีหน้าสงบนิ่ง ยกแขนขึ้นมาชี้ใส่โลงอย่างลวกๆ เมื่อดัชนีร่อนลงไปพลันเกิดเสียงปังดังสนั่นไปทั่วถ้ำ เกิดรอยแตกร้าวจากจุดที่หวังหลินสัมผัส รอยแตกร้าวปกคลุมโลงศพแทบในพริบตา
เรื่องนี้ง่ายมากสำหรับหวังหลิน แต่กับบรรพชนเผ่ามารยักษ์แล้วกลับทำให้เขาหวาดกลัว
วินาทีที่หวังหลินยกปลายนิ้วขึ้นมา โลงศพยาวหลายพันฟุตพลันแตกสลาย ชิ้นส่วนทั้งหมดกระจัดกระจาย หมอกควันสีขาวจำนวนมากโผล่ออกมาเต็มไปทั่วบริเวณ
ข้างในหมอกขาวคือชายร่างยักษ์เปลือยเปล่ากำลังลอยอยู่กลางอากาศ ผิวกายซีดเซียวไม่เหมือนเทพโบราณ ไม่มีรอยแตกร้าว แต่มันเรียบเนียนยิ่ง
บนร่างยักษ์ปกคลุมด้วยต้นไม้สีม่วงต้นหนึ่งและมันดิ้นไปมาอย่างต่อเนื่อง ขณะเคลื่อนไหว ร่างยักษ์จะหดตัวลงอย่างชัดเจน แต่จากนั้นก็กลับคืนเป็นปกติ วงจรนี้ดำเนินต่อไป หมอกสีขาวเย็นจำนวนมากก็ปลดปล่อยมาจากต้นไม้ม่วงนั้น
ตรงกลางระหว่างคิ้วของยักษ์มักจะมีรอยขวานเจือจางกระพริบอยู่เป็นบางครั้ง
“ช่วยข้า…ผู้…ผู้อาวุโสช่วยข้าเถิด…ข้าเล่ยจี เต็มใจกลายเป็นพาหนะให้ท่าน โปรดช่วยข้าด้วยผู้อาวุโส” สัมผัสวิญญาณของยักษ์อ่อนแอมาก คราวนี้ไม่มีแผนใดซ่อนในคำพูด เป็นเพียงคำอ้อนวอนให้ช่วยเหลือ
หวังหลินมองต้นไม้ม่วงห่อหุ้มรอบกายเล่ยจี เขารู้แล้วว่าต้นไม้นี้หยั่งรากในร่างเล่ยจี มันคงใช้เวลาอีกหลายร้อยปีก่อนจะดูดพลังชีวิตเล่ยจีจนหมดและเขาจะกลายเป็นซากศพ
หวังหลินถามอย่างเยือกเย็น “เผ่ามารยักษ์ของเจ้าถูกสำนักซากศพจับไว้กี่คน?”
“ผู้อาวุโส บนดาวซูซาคุเหลือข้าเพียงคนเดียวเท่านั้น แต่ในดาราจักรพันธมิตรเซียนข้ารู้ได้ว่าสมาชิกเผ่ามารยักษ์ของข้าจำนวนมากถูกสำนักซากศพจับเอาไว้ สำนักซากศพมีสายตาสอดส่องมาที่ร่างเผ่ามารยักษ์มาตลอด แต่ถ้าพวกเขาพยายามกลืนกินร่างกายของเราตามปกติ พลังสายเลือดจะหายไป เป้าหมายของพวกเขาคือการครอบครองร่างกายเราขณะที่ยังมีความสามารถทางสายเลือดอยู่ด้วย”
“เถาวัลย์ม่วงในร่างข้าคือต้นไม้ประหลาดที่สำนักซากศพใช้เพื่อดึงพลังชีวิตข้าไปโดยไม่ส่งผลกระทบต่อความสามารถทางสายเลือด จากนั้นพวกเขาก็จะครอบครองร่างข้าได้โดยไม่มีปัญหา” หากหวังหลินไม่มีระดับบ่มเพาะตอนนี้ เล่ยจีคงไม่บอกกล่าวความจริง แต่ตอนนี้เขาต้องพูดออกมาโดยไม่ลังเล
ความแข็งแกร่งคือทุกอย่างในโลกแห่งเซียน!
หวังหลินมองเล่ยจี ดวงตาส่องสว่าง แขนขวายื่นออกไป ร่างเล่ยจีสั่นไหวรุนแรง เถาวัลย์ม่วงบนร่างเล่ยจีเริ่มขยับเขยื้อน
พริบตาเดียว รากก็ถูกดึงออกมาทีละเส้นและหดลงอย่างรวดเร็ว แรงกดดันทรงพลันเกิดขึ้นทันที หวังหลินขมวดคิ้วมองเถาวัลย์ม่วงตรงนั้น
ขณะที่เถาวัลย์หดลง พวกมันกรีดร้องเสียงแหลม ต้นไม้สูงหลายร้อยฟุตท่าทีดุร้ายปรากฏขึ้นกลางอากาศ
บนยอดของต้นไม้มีดอกไม้อยู่หนึ่งดอก เมื่อดอกบานสะพรั่งมันเผยฟันแหลมเรียงกันหลายแถวและมีน้ำลายยืดยาวออกมา เถาวัลย์หลายเส้นดุจแขนของต้นไม้นั่น ส่วนหนึ่งมันเชื่อมต่อกับเล่ยจี เถาวัลย์ส่วนอื่นๆก็มีดอกไม้เช่นกัน เมื่อดอกพวกนั้นเบ่งบานก็จะมีฟันแหลมไปด้วย
เสียงแหลมดังกึกก้องก่อตัวเป็นพายุพุ่งใส่หวังหลิน หวังหลินสีหน้าเย็นเยียบ มีสัมผัสวิญญาณหนึ่งอยู่ในต้นไม้นั่นซึ่งไม่ใช่ของง่ายๆ
“ผู้อาวุโส สัมผัสวิญญาณของรองตำหนักสำนักซากศพอยู่ในต้นไม้นี้ ร่างข้าเตรียมการไว้เพื่อรองจ้าวสำนัก หากผู้อาวุโสไม่มา ข้ากลัวว่าเมื่อพลังชีวิตข้าหมดสิ้นไปอีกไม่กี่ร้อยปี ร่างข้าคงถูกสิงสู่โดยไม่มีอุปสรรคอันใด…” แม้สัมผัสวิญญาณของเล่ยจีกำลังอ่อนแอลง เขายังดิ้นรนเอ่ยขึ้นมา
หลังจากหวังหลินได้ยินสิ่งนี้ ราวกับสายฟ้าแล่นผ่านสมองและเข้าใจได้
‘สำนักซากศพมุ่งเน้นการค้าร่างกาย ในโลกนี้ร่างที่ดีที่สุดคือร่างเทพโบราณ! แต่ว่าตอนนี้มีเทพโบราณอยู่น้อยนิดเกินไป ดังนั้นสำนักซากศพจึงถอยไปหนึ่งก้าวและสอดส่องไปที่เผ่ามารยักษ์แทน ร่างรูปแบบนี้ผสมกับวิชาของเซียนจะไม่มีเซียนธรรมดาคนใดต่อกรได้ หากเซียนขั้นส่องสวรรค์มีร่างกายแบบนี้พร้อมกับวิชาแต่ละคนและความสามารถทางสายเลือดของเผ่ามารยักษ์ แม้แต่ข้าก็ไม่มั่นใจว่าจะต่อกรได้เว้นแต่ผสานเข้ากับร่างดั้งเดิม!’
หวังหลินสีหน้ามืดมัว สำนักซากศพมีความลับมากมายเกินไป เขาไม่รู้ว่าการครอบครองร่างเผ่ามารยักษ์นี้ถือว่าเป็นส่วนสำคัญในสำนักซากศพหรือไม่
สิ้นวัน เรื่องนี้จึงทำให้หวังหลินมองบางอย่างออกถึงความลึกลับที่กำลังครอบคลุมสำนักซากศพ ขณะที่กองทัพทุกชั้นฟ้าเข้ามาถึง หวังหลินเชื่อว่านั่นจะเป็นตอนที่ความลับทั้งหมดของสำนักซากศพถูกเปิดเผย
ต้นไม้ปิศาจร้องเสียงแหลมคำราม เถาวัลย์พุ่งเข้าหาหวังหลินอย่างบ้าคลั่ง ต้องการฉีกหวังหลินให้เป็นชิ้นๆ หวังหลินยิ้มและพ่นตราประทับผนึกเทพออกมา มันขยายขนาดทันที อักขระรูนนับแสนลอยออกเข้าหาต้นไม้
ตราประทับผนึกเทพทุบลงใส่ต้นไม้จนเกิดเสียงดังสนั่น
หวังหลินยกแขนขวาเต็มไปด้วยเจตจำนงสายฟ้า สายฟ้าปรากฏจากความว่างเปล่าและรวบรวมไปที่แขนขวาทันที ขณะที่ควบคุมสายฟ้าแห่งสวรรค์ด้วยตัวเอง พริบตาเดียวก้อนสายฟ้าม่วงก็ปรากฏในมือหวังหลิน
พอผลักไปข้างหน้า ก้อนสายฟ้าพุ่งเข้าใส่ต้นไม้ทันที
ขณะนั้นอักขระรูนสีทองนับไม่ถ้วนห้อมล้อมต้นไม้ยักษ์ ตราประทับผนึกเทพกระแทกลงใส่ เกิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหวจนทำให้ถ้ำสั่นสะเทือน รอยแตกร้าวจำนวนมากปรากฏขึ้นมาบนผนังถ้ำพร้อมกับเศษดินเศษหินหลุดลุ่ย
วินาทีตราประทับเทพตกลงไป ก้อนสายฟ้าก็เข้ามาถึงพร้อมเสียงดังสนั่น ระเบิดความโกรธเกรี้ยวออกมาจากต้นไม้
ต้นไม้ได้รับบาดเจ็บสาหัส ขณะที่สายฟ้าแล่นผ่านไปในตัวมัน ของเหลวหนืดหลุดออกมาจากทุกที่ เล่ยจีถูกต้นไม้โยนออกไปและตกกระทบพื้นเสียงดังตุบ
“ใครมาทำให้ข้าตื่น? เจ้าต้องชดใช้ทั้งชีวิต!” เสียงมืดมัวค่อยๆดังออกมาจากดาวเคราะห์
ตอนที่ 899 รองจ้าวตำหนักอาฆาต (1)
วินาทีที่เสียงดังกึกก้อง กลิ่นอายเซียนขั้นส่องสวรรค์ผู้หนึ่งกระจายออกมาและก่อตัวเป็นพายุ กวาดผ่านต้นไม้ใบหญ้า บังคับอักขระรูนให้หลุดลอยออกไป
เงามายาร่างหนึ่งปรากฏเหนือต้นไม้พังทลาย สวมชุดคลุมสีดำและปกคลุมไปด้วยหมอกสีดำหนาทึบ
หวังหลินมองร่างเขาผู้นั้นด้วยสีหน้าสงบนิ่ง “แค่วิญญาณดั้งเดิมขั้นส่องสวรรค์ ข้าอยากจะเห็นเสียจริงว่าเจ้าจะทำให้ข้าชดใช้ทั้งชีวิตได้อย่างไร!”
ฝ่ามือขวาสร้างผนึกและชี้ออกไป ชุดเต๋าร่วงโรยลอยออกมาพร้อมปรากฏกระดูกอสูร แสงชั่วร้ายในแววตากระพริบวาบ กลิ่นอายปิศาจทรงพลังแพร่กระจายออกมาและแสงสีเทาเกิดขึ้นบนต้นไม้ตรงหน้า
ชายชุดดำเงยศีรษะขึ้นมามองหวังหลินและเหินออกไป ต้นไม้เบื้องล่างแตกสลายกระจัดกระจายทันที
ควันสีม่วงหลายเส้นโผล่ออกมาจากต้นไม้เข้าไปในร่างชายชุดดำ พริบตานั้นร่างเขาก็เริ่มกลายเป็นรูปเป็นร่าง
หวังหลินก้าวเท้า ดวงตาส่องสว่าง สองดัชนีก่อรูปเป็นกระบี่และชี้ออกไป ก้อนสายฟ้านับไม่ถ้วนปรากฏออกมาจากความว่างเปล่าก่อเกิดเป็นพายุสายฟ้า เข้าไปใกล้ชายชุดดำด้วยการชี้นำของหวังหลิน
ชายชุดดำใบหน้ามืดมัว ฝ่ามือสร้างผนึกพร้อมกับล่าถอยไปด้วย ม่านสีดำปรากฏขึ้นรอบตัว วินาทีที่พายุสายฟ้าเข้ามาถึง พลันเกิดระเบิดกึกก้องเสียงดังสนั่นในถ้ำ
ทั้งตัวถ้ำเริ่มแตกสลายเป็นเกล็ดชิ้นใหญ่ ชายชุดดำร้องเสียงอู้อี้ ถอยร่นอย่างรวดเร็ว
“ห่างกันเถิดสหายเซียน หากมีปัญหาอันใดเราก็คุยกันได้ ข้าคอหลิวชิงหยุน รองจ้าวตำหนักอาฆาตสำนักซากศพ!” สีหน้าชายชุดดำตกตะลึงยิ่ง เขาพึ่งตื่นขึ้นมาความคิดจึงพร่ามัว ทว่าหลังจากตั้งสติได้เขาก็พบว่าคนที่ปลุกเขาคือเซียนขั้นส่องสวรรค์!
ถ้ายังมีร่างกาย เขาคงไม่ต้องกลัว แต่ตอนนี้เขาไม่มีร่างกายแล้วและคนตรงหน้าไม่ได้มีแค่คนเดียว เด็กหัวโตก็เป็นเซียนขั้นส่องสวรรค์ และแม้หุ่นเชิดอีกคนจะไม่ใช่มันก็ยังเป็นถึงชั้นรูปธรรมหยางสูงสุด
ยิ่งเขามองทั้งสามคนก็ยิ่งตกตะลึง ไม่ต้องกล่าวถึงว่าเขาไม่มีร่างกาย แม้จะมีก็คงต้องหนีทันที
หนทางเป็นไปได้เดียวในการสู้กับเขาคือหากสามารถครอบครองร่างเผ่ามารยักษ์ได้สำเร็จเขาก็จะสามารถส่งคนหนึ่งออกไปได้ จากนั้นใช้พลังของร่างกายต่อสู้อีกคนและใช้วิชาเซียนต่อสู้กับคนสุดท้าย อย่างไรเสียทั้งหมดนี้แค่อยู่ในความคิด ชายชุดดำยิ้มบิดเบี้ยวในใจและรีบพูดออกมา “สหายเซียน ข้ากลัวว่านี่เป็นเรื่องเข้าใจผิด ข้าพึ่งตื่นขึ้นจึงได้พูดอะไรที่อาจทำร้ายสหายเซียนอยู่บ้าง ข้าหวังว่าท่านจะให้อภัยข้า หากสหายเซียนชอบร่างเผ่ามารยักษ์ตัวนี้ ข้าจะยกมันให้ท่านเป็นของขวัญสำหรับพันธมิตรที่ดี”
เขาพูดไปด้วยพลางถอยไปด้วยอย่างต่อเนื่อง
หวังหลินเคลื่อนตามหลังอย่างรวดเร็วดุจสายฟ้า ใต้ฝ่าเท้าเกิดระลอกคลื่นเบาบาง ดวงตาส่องสว่าง
‘วิญญาณดั้งเดิมขั้นส่องสวรรค์ระดับต้น…ด้วยวิญญาณอ่อนแอดวงนี้ ข้ามั่นใจว่าจะทำให้ร่างต้าซานบรรลุขั้นส่องสวรรค์ได้!’
แววตาหลิวชิงหยุนเต็มไปด้วยความระมัดระวังและลอบสาปแช่ง เหตุผลที่เขาเลือกดาวเคราะห์ครึ่งขยะแห่งนี้เป็นเพราะที่นี่ไม่มีค่าอะไรให้เซียนระดับนี้สนใจ แผนเขาคือใช้เวลาเงียบๆหลายพันปีเพื่อครอบครองร่างนี้และจากนั้นกลับไปที่ตำหนักเพื่อครองตำแหน่งจ้าวตำหนัก
แต่ไม่คิดมาก่อนว่าท้ายที่สุดจะมีเซียนระดับนี้ให้ความสนใจ สมองแล่นเร็วจี๋และคิดได้ว่านี่คือแผนของรองจ้าวตำหนักคนอื่น รองจ้าวตำหนักสามคนต้องรับประโยชน์บางอย่างเพื่อมาที่นี่และทำลายฐานเขา พวกเขาต้องวางแผนโจมตีขณะที่เขายังอยู่ในสภาวะร่างวิญญาณและกวาดล้างเขาออกไป!
‘บัดซบ เพื่อไม่ให้รองจ้าวตำหนักคนอื่นสนใจ ข้าจึงต้องระมัดระวังอย่างยิ่ง ข้าถึงกับไม่ส่งลูกน้องคนใดมาปกป้องข้าและจัดการความลับอยู่คนเดียว ข้าไม่คิดว่าสถานที่ของข้ายังถูกค้นพบอีก!’ หลิวชิงหยุนมืดมน ขณะล่าถอยก็สังเกตกลุ่มของหวังหลินไปด้วย
ยิ่งเขามองพวกนั้นก็ยิ่งไม่คุ้นหน้าคุ้นตา เขาคือรองจ้าวตำหนักแห่งสำนักซากศพ บางทีเขาก็ไม่ได้เจอเซียนขั้นหยินหยางทั้งหมดในดาราจักรพันธมิตรเซียน แต่เขาก็เคยเห็นเซียนเกือบทุกคนที่บรรลุขั้นส่องสวรรค์ อีกทั้งแล้วไม่ได้มีเซียนมากนักที่สามารถบรรลุขั้นส่องสวรรค์ในดาราจักรนี้ได้
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กหัวโตนั่นทำให้เขางุนงงมาก ระดับบ่มเพาะของเด็กหัวโตอยู่ที่ขั้นส่องสวรรค์ แต่เขาไม่อาจสัมผัสเขตแดนใดจากอีกฝ่ายได้เลย แต่กลับรู้สึกถึงต้นตออันทรงพลังจากปราณเทพ
‘นี่มัน…เทพ!’ แววตาหลิวชิงหยุนเบิกกว้างและถอยร่นเร็วกว่าเดิม
“เจ้าจะหนีไปไหนไม่ได้!” ใต้ฝ่าเท้าปรากฏระลอกคลื่นและร่างหวังหลินหายวับไป
แทบทำให้หลิงชิงหยุนจนปัญญา
เขากรีดร้อง “บิดมิติ!!!” วิญญาณดั้งเดิมแตกสลายกลายเป็นเศษแสงนับไม่ถ้วน ละอองแสงกรจายตัวและหนีขึ้นบนอย่างบ้าคลั่ง
‘รองจ้าวตำหนักคนอื่นพวกนั้นครั้งนี้จ่ายไปเยอะพอดู! สามารถชวนเซียนขั้นส่องสวรรค์ที่ใช้บิดมิติมาได้แบบนี้ พวกเขาต้องจ่ายไปมากขนาดไหนกัน!’ หลิวชิงหยุนสั่นไหว แต่วินาทีนั้นเขาก็ยุ่งมากเกินกว่าจะเก็บมาคิด ความสิ้นหวังเกาะกุมหัวใจ
เซียนที่เชี่ยวชาญวิชาบิดมิติถือว่าแข็งแกร่งท่ามกลางเซียนในระดับเดียวกัน พวกเขาสามารถเผชิญหน้าและล่าถอยได้ตามต้องการ การต่อสู้กับคนแบบนั้นถือเป็นฝันร้าย
วิญญาณดั้งเดิมเปลี่ยนกลายเป็นลำแสงและรีบหนี ทว่าหวังหลินก้าวเท้าออกมาจากความว่างเปล่าและตบกระแทกฝ่ามือใส่อย่างโหดเหี้ยม! โลกสั่นไหว พลังอันแข็งแกร่งทำให้เศษร่างหลิวชิงหยุนผสานกันอีกครั้ง ใบหน้าซีดเซียวและกำลังจะถอย
เสียงหัวเราะเยาะดังขึ้นในหู เด็กหัวโตส่ายศีรษะและกีดขวางเส้นทางหลิวชิงหยุน
ต้าซานเข้ามาใกล้อย่างรวดเร็วอยู่อีกไกล
หลิวชิงหยุนยิ้มอย่างขมขื่น เขารู้ว่าไม่สามารถหนีรอดจากเซียนที่เชี่ยวชาญบิดมิติได้ พลันถอนหายใจและเอ่ยปาก “สหายเซียน ระหว่างเราไม่มีความอาฆาตบาดหมางกัน เจ้าจะเปิดทางรอดให้ข้าได้หรือไม่? ข้าจะตอบแทนเจ้าอย่างแน่นอน!”
หวังหลินมองหลิวชิงหยุนและเอ่ยถาม “เจ้าจะตอบแทนข้าอย่างไร?”
หลิวชิงหยุนกัดฟันแน่น “ข้ามีวิญญาณดั้งเดิมของเซียนขั้นส่องสวรรค์คนหนึ่ง ว่าอย่างไร?” มันคือวิญญาณของศัตรูคู่อาฆาตของเขา หลายปีก่อนเขาใช้พลังของสำนักซากศพเพื่อทำลายร่างศัตรูและเอาวิญญาณมา เดิมทีเขาต้องการใช้มันเพื่อปรับแต่งหุ่นเชิด แต่วินาทีความเป็นความตายแบบนี้เขาจึงต้องมอบให้
หวังหลินเอ่ยสงบนิ่ง สีหน้าปกติสุข “โอ้? นำมันมานี่สิ”
หลิวชิงหยุนมองหวังหลิน ดวงตาส่องสว่าง “สหายเซียน หากข้านำมันออกมา เจ้าคงยังไม่ปล่อยข้าไป…”
ก่อนจะพูดจบ หวังหลินขมวดคิ้วและมองหลิวชิงหยุนอย่างเยือกเย็น “ข้าจะให้เวลาเจ้าคิดสามลมหายใจ!”
หลิวชิงหยุนขบคิดเงียบๆก่อนจะถอนหายใจ สัมผัสระหว่างคิ้วพลันเกิดระลอกคลื่นและมีกระจกปรากฏขึ้นมา กระจกเกิดแสงกระพริบวาบ วิญญาณดั้งเดิมของชายวัยกลางคนค่อยๆปรากฏ
หลิวชิงหยุนส่งวิญญาณดั้งเดิมมาข้างหน้าโดยไม่ลังเลใดๆ วิญญาณร่อนลงบนฝ่ามือหวังหลิน
หลังจากสังเกตวิญญาณดั้งเดิมอย่างละเอียด หวังหลินพยักหน้า วิญญาณดวงนี้เป็นของเซียนขั้นส่องสวรรค์จริงๆ ทว่าสติมันหายไปแล้ว มันจึงเป็นแค่เปลือกของวิญญาณดั้งเดิม
หลังจากนำวิญญาณออกมา หวังหลินส่ายศีรษะ “นี่มันไม่พอจะแลกเปลี่ยนชีวิตเจ้า”
หลิวชิงหยุนยิ้มบิดเบี้ยว เขารู้ว่าสิ่งที่เขาให้ไปนั้นน้อยเกินเมื่อเทียบกับสิ่งที่รองจ้าวตำหนักคนอื่นต้องจ่าย หลังขบคิดชั่วครู่ ใบหน้าไม่มั่นใจ วินาทีต่อมาเขาก็เงยศีรษะขึ้นกัดฟันแน่น “สหายเซียน มีสิ่งหนึ่งที่ข้ามั่นใจว่าเจ้าจะพอใจ!”
แววตากระพริบชั่วร้าย แขนขวาเข้าสัมผัสกระจกที่ปรากฏขึ้นก่อนหน้านี้ พลังกดดันแข็งแกร่งโผล่ออกมา
ปังปัง ปังปัง… เสียงหัวใจเต้นกระดอนออกมาจากกระจก หลังจากนั้นซากศพหนึ่งลอยออกมา
ซากศพร่างนี้สีแดงทั้งร่าง วินาทีที่ปรากฏออกมา เพลิงมหึมาเต็มไปทั่วโลก เพลิงนี้เข้มข้นจนแม้กระทั่งสีหน้าเด็กหัวโตเปลี่ยนไป
“นี่คือร่างศพวิญญาณเพลิง ถูกจัดเป็นร่างศพอันดับสิบสองในสำนักซากศพ หากสามารถครอบครองร่างนี้ได้สำเร็จ เมื่อนั้นจะไม่มีวิชาเพลิงไหนในโลกจะทำร้ายเจ้าได้ อีกทั้งเจ้าสามารถควบคุมเพลิงในโลกได้อีกด้วย! มูลค่าของร่างศพนี้สูงส่งยิ่งนักและน่าจะเพียงพอต่อการแลกเปลี่ยนชีวิตข้า!” ขณะหลิวชิงหยุนพูดขึ้นมา เขาก็โยนร่างศพนั้นให้หวังหลินทันที
ร่างศพเพลิงเร็วมากและเข้ามาใกล้หวังหลินในพริบตา ทว่าขณะที่มันเข้ามาใกล้ จึงพลันเบิกตาขึ้นและเผยแสงชั่วร้าย
หลิวชิงหยุนเปลี่ยนสีหน้าชั่ว ร้องตะโกน “ระเบิด!”
ร่างศพเพลิงแตกสลาย พลังของมันไม่ได้ส่งผลกระทบต่อดาวซูซาคุแต่กักขังพลังไว้ในพื้นที่เล็กๆแห่งนี้ ด้วยหนทางนี้มันจึงจะสามารถแสดงพลังได้เต็มที่ เพลิงเหนือจินตนาการพลันพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าและแพร่กระจายกันออกไป พริบตาเดียวก้อนเมฆทั้งหมดเลือนหายและเกิดรอยร้าวขึ้นกลางท้องฟ้า
เปลวเพลิงทรงพลังเกินไปจนต้าซานต้องล่าถอย กระทั่งสีหน้าเด็กหัวโตยังซีดเผือดพร้อมกับถอยไปด้วย เขารู้ว่าหากร่างศพเพลิงแตกสลายตรงหน้า เขาคงหนีไปไหนไม่ได้!
เขาไม่เคยคาดคิดว่าหลิวชิงหยุนจะกล้าสู้ทั้งที่เสียเปรียบขนาดนั้น! นี่เป็นครั้งแรกที่เด็กหัวโตได้รับความเข้าใจเซียนฝั่งพันธมิตรอย่างลึกซึ้ง
หลิวชิงหยุนหัวเราะบ้าคลั่ง จากนั้นร่างดุร้ายของเขากระพริบวาบพุ่งตรงขึ้นหาท้องฟ้า ด้วยนิสัยของเขาปกติมักจะประณีประณอม ทุกอย่างที่ทำลงไปคือการจงใจให้คนอื่นสับสนในช่วงเวลานี้ หากการระเบิดของร่างศพเพลิงแพร่กระจายออกไปมันไม่อาจส่งผลกระทบต่อดวงดาว ทว่าหากเขาเน้นพลังไปที่จุดเดียว เขามั่นใจว่าไม่มีเซียนคนใดในระดับบ่มเพาะเดียวกันจะสามารถทนได้
‘แม้ข้าต้องเจ็บปวดที่เสียร่างศพเพลิงไป การใช้มันทำร้ายเซียนที่สามารถใช้บิดมิติได้คนนั้นถือว่าคุ้มค่าแล้ว หลังจากเขาตาย อีกสองคนก็จับตัวข้าไม่ได้!’ หลิวชิงหยุนหัวเราะ หันหน้าสู่ท้องฟ้า เขาวางแผนจะกลับสำนักซากศพให้เร็วที่สุดเท่าที่เป็นไปได้เพื่อเลือกร่างใหม่ ส่วนรองจ้างสำนักคนอื่นๆเขาตั้งใจจะไปแก้แค้นด้วย
“เจ้าจะหนีไปไหนไม่ได้!” น้ำเสียงเย็นเยียบและแข็งกระด้างดุจสายลมหนาวพุ่งเข้าหูหลิวชิงหยุน ร่างเขาสั่นเทาและแข้งค้าง ไม่เชื่อสายตาตัวเอง