ตอนที่ 268 สาวงามและภาพเขียน
ฉินมู่ออกจากภูเขานักบุญเยือนและกลับไปยังมหาวิทยาลัยจักรวรรดิ กู่ลี่หนวนรีบโร่มาหาและจัดงานเลี้ยงต้อนรับการกลับมาของเขา
ฉินมู่จ้องตาค้าง และไม่รู้จะหัวเราะหรือรํ่าไห้ เขายิ้มแล้วเอ่ยถาม “ใต้เท้ากู่ จําเป็นต้องทําขนาดนี้ด้วยหรือ”
กู่ลี่หนวนยิ้มและกล่าว “ในฐานะผู้ฝึกยุทธ์ในฝ่ายมารด้วยกัน พวกเราย่อมต้องสนับสนุนซึ่งกันและกัน จ้าวลัทธิฉิน ท่านยังชมชอบกระบี่ผู้พิทักษ์เยาว์หรือไม่”
“ชอบสิ ข้าไม่คืนเจ้าหรอกนะ” ฉินมู่อธิบาย “กฎของแดนโบราณวินาศของเราบอกไว้ว่า…”
“ข้ารู้!” กู่ลี่หนวนหัวเราะฮ่าๆ “ข้าอยู่ในแดนโบราณวินาศมาตั้ง 200 ปี และข้ารู้กฎของที่นั่นดี สิ่งที่ต้มตุ๋น มาได้ด้วยความสามารถของตนเอง ย่อมไม่คืนกลับไป! ดูสิ ไม่ใช่ท่านมองข้าเป็นคนนอกอีกแล้วหรือเนี่ย ฮ่าๆๆๆ! ข้าอยู่ในแดนโบราณวินาศมา 200 ปี ดังนั้นแดนโบราณวินาศย่อมถือว่าเป็นบ้านเกิดเมืองนอนหนึ่งของข้า พวกเราถือได้ว่าเป็นสหายร่วมบ้านเกิดครึ่งหนึ่ง! บัดนี้เมื่อจ้าวลัทธิฉินกลับมาจากบ้านเกิด เหตุใดข้าถึงจะไม่จัดงานเฉลิมฉลองให้ท่านเพื่อบรรเทาอาการคิดถึงบ้านล่ะ”
ฉินมู่อ้าปากค้างและถอนหายใจ “เขตขั้นบรรลุของใต้เท้ากู่สูงเกินไปแล้ว น้องชายผู้นี้นับถือท่านจริงๆ”
“มิกล้า มิกล้า! จ้าวลัทธิฉินเป็นอัจฉริยะเยาว์วัย ก่อกําเนิดวีรบุรุษ”
หลังจากที่พวกเขายกยอปอปั้นกันไปมา กู่ลี่หนวนก็ถอนหายใจอย่างสะทกสะท้อน “เมื่อข้าเห็นท่านครั้งแรกในแดนโบราณวินาศ ข้ารู้ทันทีเลยว่าท่านมิใช่อัจฉริยะครึ่งๆ กลางๆ ทั่วไป แต่จะต้องประสบความสําเร็จรุ่งโรจน์ในชีวิตอย่างแน่นอน แต่ข้าไม่คาดคิดว่าวันอันรุ่งโรจน์ของท่านจะมาถึงเร็วขนาดนี้ จ้าวลัทธิฉิน… เฮ้อ ข้าเรียกท่านว่าจ้าวลัทธิฉินก็คงเหมือนกับถือท่านเป็นคนนอกสินะ? จ้าวลัทธิ เนื่องจากสถานการณ์อันเหนือปกติธรรมดา จึงมีตําแหน่งว่างมากมายท่ามกลางตําแหน่งขุนนางชั้นหนึ่งและชั้น 2 ในสภาราชสํานัก ไม่ทราบว่าจ้าวลัทธิจะช่วยผลักดันสักเล็กน้อยได้หรือไม่”
ฉินมู่ไม่รู้จะหัวเราะหรือรํ่าไห้ และกล่าว “ใต้เท้ากู่ ข้าเป็นเพียงแค่ขุนนางชั้น 5 ตัวเล็กๆ…”
“หากจ้าวลัทธิไม่มองข้าเป็นคนนอก ท่านเรียกข้าว่าลี่หนวนเถอะ”
ฉินมู่ตั้งตัวและกล่าว “ข้าเป็นเพียงขุนนางชั้น 5 เสนาวัง ข้าจะมีสิทธิอํานาจที่ไหนในการไต่ถามเรื่องการเลื่อนขั้นตําแหน่งของขุนนางชั้นหนึ่งชั้นสอง ว่ากันตามตรงกระบี่ที่ใช้สังหารรัชทายาท เป็นกระบี่ผู้พิ ทักษ์เยาว์เล่มนี้อันข้าต้มตุ๋นมาจากใต้เท้ากู่ จักรพรรดินั้นจริงๆ แล้วก็เก็บความแค้นไว้ในอก และมีความระแวงกังวลต่อลัทธินักบุญสวรรค์ของข้า หากข้าไปพูดเสนอเพื่อช่วยเลื่อนตําแหน่งให้ใต้เท้ากู่ ก็จะกลายเป็นทําร้ายท่านไปแทน”
กู่ลี่หนวนแย้มยิ้ม “เป็นอย่างนั้นจริงๆ ด้วย จ้าวลัทธิช่างทรงปัญญา ให้ข้ารินสุราคารวะแก่ท่าน”
เขานั้นเป็นคนที่มีความเข้าใจโลก และแรงบันดาลใจเบื้องหลัง การเชิญฉินมู่มายังงานเลี้ยงฉลองนั้นมิใช่เพื่อให้ฉินมู่พูดถึงเขาในแง่ดีต่อจักรพรรดิเพื่อเลื่อนตําแหน่ง แต่เพื่อสร้างมิตรภาพที่ดีกับฉินมู่ และคลี่คลายความบาดหมางครั้งเก่าก่อน
ไม่ว่าฉินมู่จะเป็นคนโปรดหรือไม่เป็นคนโปรดของจักรพรรดิในบัดนี้ อย่างไรเขาก็ต้องสร้างไมตรีด้วย
จ้าวลัทธิมารแห่งลัทธิมารฟ้านั้นเป็นตัวตนในระดับเดียวกับยูไลและเจ้าสํานักเต๋า สร้างสัมพันธภาพที่ดีกับฉินมู่เทียบได้กับการสร้างสัมพันธภาพที่ดีกับยูไลและเจ้าสํานักเต๋า และหากว่ามันสามารถสําเร็จได้ด้วยการจัดงานเลี้ยงหนึ่งหน นั่นก็ย่อมเป็นธุรกิจที่ทํากําไรมหาศาล
หลังจากงานเลี้ยง กู่ลี่หนวนไปส่งฉินมู่ยังบัณฑิตนิเวศน์ด้วยตนเอง บนทางขากลับ ฉินมู่งงงวยเมื่อเห็นชาวต่างชาติหลายคนในมหาวิทยาลัยจักรวรรดิ
“หลังจากการกบฏ รัชทายาทองค์ใหม่ก็ล้มเลิกสนธิสัญญาที่คนทรยศนั่นลงนามเอาไว้และยึดดินแดนคืนมา หลายประเทศตื่นตระหนก ดังนั้นพวกเขาจึงส่งทูตสันถวไมตรีมาเรียนวัฒนธรรมของสันตินิรันดร์”
กู่ลี่หนวนเห็นความสงสัยของเขาจึงกล่าว “รัชทายาทได้อนุญาต เขาอนุญาตให้ชาวต่างชาติมาแสวงหาความรู้ในสันตินิรันดร์ และบุตรหลานของชนชั้นสูงจากประเทศอื่นๆ ก็เข้ามาเรียนในมหาวิทยาลัยจักรวรรดิ”
ฉินมู่พยักหน้า และพลันเห็นใบหน้าอันคุ้นตาและตะลึงไปเล็กน้อย เขาส่งยิ้มไปให้เด็กหนุ่มคนหนึ่งและร้องเรียก “ผานกงสั่ว!”
เด็กหนุ่มผู้ซึ่งมาจากเผ่าคนเถื่อนในทุ่งหญ้าหันกลับมามองฉินมู่ ด้วยความฉงนในดวงตาของเขา และยังมีผู้รับใช้ติดตามมากมายจากประเทศของเขาเดินตามมาด้วยข้างหลัง สองในนั้นเป็นหมอผีใหญ่แห่งวังทองโหรวหลัน
ผานกงสั่วถามคนข้างๆ เขาด้วยเสียงเบา และหมอผีใหญ่รีบบอกเขาด้วยเสียงเบาเช่นกัน ผานกงสั่วเข้าใจทันทีและทักทาย ตอบไปยังฉินมู่อย่างไม่ยินดียินร้าย “ที่แท้ก็เป็นจ้าวลัทธิมารฟ้า จ้าวลัทธิมีอะไรหรือ”
ฉินมู่ตะลึงอีกครั้งและเพียงแค่ส่ายหน้า “ไม่มีอะไร”
ผานกงสั่วและคนอื่นๆ เดินจากไป
ฉินมู่ขมวดคิ้วเล็กน้อย และกู่ลี่หนวนสังเกตเห็น เขาถาม “จ้าวลัทธิ ท่านรู้จักผานกงสั่วผู้นี้หรือ”
“เขาเป็นบุตรชายคนเล็กของข่านคนหนึ่งแห่งจักรวรรดิคนเถื่อนตี้ ครั้งหนึ่งข้าเห็นเขาฝึกหมัดที่ชายแดนและเพลงหมัดของเขามีบรรยากาศอันพิเศษเฉพาะอันน่าจะมาจากการครอบครองกายาที่พิเศษเฉพาะ”
ฉินมู่มองไปยังแผ่นหลังของผานกงสั่วและครุ่นคิด “เขาเคยท้าสู้กับคณบดีป้าซานและกล่าวว่าเขาจะต้องเอาชนะคณบดีป้าซานในสักวันหนึ่ง สร้างความประทับใจลึกลํ้าแก่ข้า แต่ทําไมเขาทําท่าเหมือนเพิ่งเคยพบเห็นข้าเป็นครั้งแรก…”
กู่ลี่หนวนยิ้มและกล่าว “เป็นธรรมชาติของพวกหนุ่มๆ เขาคงจะลืม”
ฉินมู่กลับไปยังบัณฑิตนิเวศน์ อันมีกิเลนมังกรนอนอยู่หน้าบ้านของเขา เมื่อเขาเข้าไปในห้อง เขาก็รู้สึกเดียวดายเหมือนมีอะไรขาดหายไป
“หากว่าหลิงเอ๋ออยู่ที่นี่ด้วย” เขาพึมพํากับตนเอง หากว่าฮู่หลิงเอ๋ออยู่ที่นี่ นางจะต้องช่วยจัดห้องให้ไม่ปล่อยให้มันรกอย่างนี้ ทั้งห้องก็จะถูกจัดไว้อย่างสะดวกสบาย
ทันใดนั้นเสียงตํ่าอู้อี้ของกิเลนมังกรก็ดังมาจากข้างนอก “สาวน้อย เจ้ามาหาใครหรือ”
“จ้าวลัทธิฉินของเจ้าอยู่ไหม” เสียงอันรื่นเริงถาม
“อยู่”
“ข้าเข้าไปนะ”
“ได้สิ”
ฉินมู่เดินออกมาจากห้องทันทีและเห็นหลิงอวี้จิวผลักประตูเข้ามา สาวน้อยผู้นี้ดูน่ารักใคร่เมื่อนางแย้มยิ้มด้วยเรียวปากสีแดงและฟันขาวกระจ่าง นางสวมชุดยาวอันมีแถบและปกคอสีแดง เมื่อนางเดินเข้ามาในลานบ้าน บรรยากาศอันเปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวาของวัยเยาว์ก็โถมใส่ฉินมู่และทําให้เด็กหนุ่มใจเต้นระรัว
“เด็กเลี้ยงวัว!” ดวงตาของเด็กสาวเปล่งประกายสุกใสเมื่อนางเดินเข้ามาพร้อมรอยยิ้ม “หมาใหญ่ที่หน้าบ้านเจ้าคุยง่ายดีนะ!”
“ข้าจะเอาเขาไปขึ้นโต๊ะจีนในปีใหม่หน้า ขนาดเฝ้าประตูก็ยังทําไม่ได้เลย!” ฉินมู่กล่าวอย่างโหดร้าย
เสียงของกิเลนมังกรดังมาจากข้างนอก “จ้าวลัทธิ ข้าได้ยินนะ”
“ข้าจะให้เจ้าได้ยินนั่นแหละ! เจ้ารู้จักแต่กินกับนอน!” ฉินมู่เพ่งพิศองค์หญิงผู้นี้อย่างละเอียดและพบว่านางสะสวยมากขึ้นกว่าเดิม แม้ว่าใบหน้าของนางจะมีแววความเป็นเด็กน้อย แต่ว่าตอนนี้นางสูงกว่าฉินมู่เสียอีก และเป็นสาวน้อยที่เติบใหญ่ ชุดฤดูใบไม้ผลิของนางมิอาจปิดบังทรวดทรงอันอวบอิ่มได้ แตงโม 2 ลูกแทบจะล้นออกมาทําให้ฉินมู่ไม่อาจละสายตาจากร่างของนางได้
ช่วงนี้ฉินมู่เริ่มสูงขึ้น สูงใหญ่อย่างรวดเร็วราวกับวัชพืชที่งอกเงยในฤดูใบไม้ผลิ
ครั้งสุดท้ายที่พวกเขาพบกัน องค์หญิงผู้นี้ยังเป็นเด็กสาวจอมแก่นที่สวมใส่เสื้อผ้าผู้ชายวิ่งไปวิ่งมา
หลิงอวี้จิวมายังหน้าต้นสาลี่เหลืองในลานบ้านและเห็นดอกตูมเล็กๆ กลีบของมันยังไม่บานแต่มีเกสรโผล่แพลมออกมาจากข้างใน ห่อกลีบอันบอบบางนั้น
หลิงอวี้จิวเอื้อมมืองามดุจหยกของนางขึ้นไปแตะคลึงดอกไม้นั้นเล่นและยิ้มกล่าว “เจ้านี่น่าสนใจจริงๆ มาปลูกต้นสาลี่บนภูเขาหยก เมื่อดอกสาลี่เบ่งบาน ข้าจะต้องมาชมความงามของมันเป็นแน่…”
“อย่าขยับนะ!” ฉินมู่ตาลุกวาบและเขากล่าว “อยู่ในท่านั้นแหละ ให้เวลาข้าสักเดี๋ยว!”
เขารีบนําพู่กัน หมึก กระดาษ และแท่นฝนหมึกออกมา หลิงอวี้จิวอดรนทนไม่ได้อยู่นิดๆ และกล่าว “เจ้าเสร็จหรือยัง แขนข้าเริ่มจะเมื่อยแล้วนะ”
“อีกประเดี๋ยวเดียว”
ฉินมู่กําลังจะแต้มจุดสุดท้ายให้กับภาพวาด แต่เขายั้งพู่กันเอาไว้ เอาตราประทับของเขาออกมาประทับลงไปยังภาพวาด ก่อนที่จะแต้มจุดสุดท้ายลงไปด้วยรอยยิ้ม “เสร็จแล้ว”
หลิงอวี้จิวเข้ามาดูภาพวาดของเขา นางเห็นว่าในนางในภาพดูเอียงอายเล็กน้อย เห็นได้ชัดว่าฉินมู่สามารถคว้าจับความขวยเขินอันเอ่อล้นออกมาจากใจนาง
“เหมือนจริงๆ” หลิงอวี้จิวอุทานอย่างชื่นชม “ทําไมเจ้าถึงต้องประทับตราก่อนที่จะแต้มรอยสุดท้ายล่ะ”
“วิชาจิตรกรรมของข้าดีวิเศษเกินไป หากว่าข้าแต้มจุดสุดท้ายก่อนปิดผนึก ตัวเจ้าก็จะเดินออกมาจากภาพเขียนและวิ่งหนีไป ตราประทับนี่ก็เรียกว่าที่ปิดผนึก มันไม่ใช่ตราประทับชื่อของข้า แต่มีอักษรรูนสําหรับใช้ปิดผนึกอยู่แทน” ฉินมู่อธิบาย
หลิงอวี้จิ้วเดินเข้ามาดูที่ตราประทับและทั้ง 2 ยืนชิดกัน สายตาของฉินมู่เปลี่ยนไปยังใบหน้าของเด็กสาว และเห็นสีแดงเรื่อบนแก้มขาวใสของนางเช่นเดียวกับดวงตาสุกใสคู่นั้นขณะที่นางมองไปยังผนึกอย่างจริงจังคอขาวๆ ของนางก็น่าดูชมและท่าทีอันจดจ่อของนางก็ทําให้เขาใจเต้น
“เป็นอักษรรูนปิดผนึกจริงๆ!” หลิงอวี้จิวตื่นเต้นและกล่าวอย่างสงสัยใคร่รู้ “หากว่าลบรอยผนึกนี้ออก ตัวข้าจะเดินออกมาจากภาพเขียนได้หรือไม่”
ฉินมู่ผงกหัวแล้วกล่าว “ที่ข้าใช้คือวิชามอบวิญญาณเทพด้วยการแต้มจุดในดวงตา แต่ทว่าข้าเคยลองทําสําเร็จเพียงครั้งเดียว และไม่รู้ว่าคราวนี้จะสําเร็จเหมือนกันไหม แต่ถึงอย่างไรปิดผนึกเอาไว้ก่อนก็ดีเผื่อว่าเจ้าจะวิ่งหนีไป”
หลิงอวี้จิวมองไปที่เขาอย่างเอียงอายและรีบม้วนภาพวาดเก็บทันที “ภาพเขียนนี้เป็นของข้า ห้ามมาแย่งข้านะ! จริงสิ ข้าเกือบลืมงานเลย ท่านพ่อได้เรียกตัวเจ้าเข้าไปในวัง เขากล่าวว่าเพื่อให้ช่วยตรวจอาการบาดเจ็บของเขา ข้าผ่านไปเจอขันทีที่กําลังเชิญโองการมา เลยรับหน้าที่นี้มาเสียเลย”
ฉินมู่จัดเสื้อผ้าของตนให้เรียบร้อยแล้วกล่าว “เจ้าจะไปด้วยกับข้าไหม”
“ได้สิ พวกเราไม่ได้เจอกันตั้งนานและข้าก็มีหลายอย่างที่จะบอกเจ้า”
หนุ่มน้อยและสาวน้อยเดินออกจากห้อง กิเลนมังกรโงหัวขึ้นมา “จ้าวลัทธิ ข้าจะเฝ้าประตูเป็นอย่างดีและไม่ปล่อยให้ใครเข้ามาแน่นอน”
“เออ” ฉินมู่บอก “ทําดีๆ ล่ะแล้วข้าจะไม่เอาเจ้าขึ้นโต๊ะตอนปีใหม่ อีกอย่างฝึกปรือมากกว่านี้หน่อยสิ เห็นกล้ามของเจ้าวัวเขียวนั่นไหม เจ้าจะชนะเขาได้อย่างไรแบบนี้”
2 คนเดินออกจากบัณฑิตนิเวศน์และเห็นบัณฑิตมากมายทักทายพวกเขาด้วยรอยยิ้มตลอดทาง แต่ทว่าส่วนใหญ่แล้วจะมีท่าทีหวาดผวา เห็นได้ชัดว่าพวกเขาได้ทราบข่าวว่าฉินมู่เป็นจ้าวลัทธิมารแห่งลัทธิมารฟ้า ผู้มีใจคอดุร้าย เขาได้บั่นศีรษะหลิงอวี่เซี่ยต่อหน้าจักรพรรดิ นับว่าป่าเถื่อนโหดเหี้ยม
นอกบัณฑิตนิเวศน์ คณบดีป้าซานเดินเข้ามาด้วยฝีเท้ายาวๆ และข้างหลังเขาคือบัณฑิตอีก 2 คน หนึ่งคือเว่ยหยงและอีกคนคือ เยว่ชิงหง ทั้ง 2 คนนี้วรยุทธ์รุดหน้าเป็นอย่างยิ่ง เห็นได้ชัดว่าพวกเขาได้รับประโยชน์อย่างมากจากการฝึกปรือฝีมือกับคณบดีป้าซาน
ข้างหลังพวกเขาก็คือวัวเขียวที่บึกบึนกํายําสุดๆ เขาเดินมาบนถนนด้วย 2 ขาและมีกล้ามเนื้อปูดโปนทั่วร่าง เพลิงไฟพ่นออกมาจากจมูกของเขา และเขาดูดุร้ายอย่างยิ่งเมื่อคาบดอกโบตั๋นไว้ในปาก
คณบดีป้าซานหยุดเท้าและแย้มยิ้ม “จ้าวลัทธิฉิน พวกเจ้า 2 คนจะหนีตามกันไปหรือ”
“ไม่ใช่ซะหน่อย” หลิงอวี้จิวร้องอย่างขัดใจ “อย่าพูดอะไรเหลวไหลสิ อาจารย์ป้าซาน ท่านพ่อเรียกเขาเข้าไปในวังต่างหากล่ะ!”
คณบดีป้าซานหัวเราะด้วยเสียงอันดังและกล่าวกับฉินมู่ “ข้าได้พบผานกงสั่ว เจ้าเด็กจากจักรวรรดิคนเถื่อนตี้เมื่อครู่นี้ และเขาดูแปลกๆ แม้ว่าเขาจะรู้จักข้า แต่เขาก็มิใช่ผานกงสั่วคนเดิมอีกต่อไป”
ฉินมู่ผงกหัวและกล่าว “ข้าเองก็มีความรู้สึกนี้ ผานกงสั่วจดจําข้าไม่ได้ และเขาดูเหมือนกับเป็นคนละคน”
“กําลังฝีมือเขาแก่กล้ามาก ไม่ด้อยไปกว่าเจ้า” คณบดีป้าซานกล่าว
ฉินมู่กะพริบตาปริบแล้วถามอย่างไม่ค่อยอยากเชื่อ “ไม่ด้อยไปกว่าข้าหรือ แต่ข้าเก่งสุดๆ เลยนะ”
คณบดีป้าซานปรายตามอง “สมบัติเทวะหกทิศของเขาใกล้จะทลายเปิดแล้ว และข้ารู้สึกได้ถึงพลังอํานาจอันน่าพรั่นพรึงซ่อนอยู่ในร่างของเขา เจ้าอาจจะเอาชนะเขาไม่ได้! หรือว่าเจ้าเด็กจักรวรรดิคนเถื่อนตี้นี้จะได้พบพานประสบการณ์โชควาสนา? แต่ก็ดูไม่เหมือนโชควาสนา เหมือนกับโดนวิญญาณเข้าสิงมากกว่า… ไปพบจักรพรรดิก่อนเถอะ แล้วข้าจะไปตามตัวเจ้าทีหลัง”
ฉินมู่มายังวังหลวงกับหลิงอวี้จิวและเห็นว่าทั้งจักรพรรดิและราชครูอยู่ที่นั่น ข้างๆ เขาคือชายหน้าตาอัปลักษณ์ซึ่งมีหูดปูดโปนออกมาทั้งหน้า และเขาก็กําลังตรวจอาการบาดเจ็บของทั้ง 2 คนนั้นอยู่
ฉินมู่เดินเข้าไปและจักรพรรดิเอี้ยนเฝิงโงหัวขึ้นมาส่งยิ้ม “เสนาวังมาถึงแล้ว”
ชายที่หน้าเป็นหูดทั่วไปหมดมองมายังฉินมู่ และฉีกยิ้ม เขานั้นเหมือนกับคางคกตัวใหญ่ที่ฝึกปรือจนแปลงร่างเป็นเซียนปีศาจได้ และรอยยิ้มเขาเหมือนกับใบหน้ารํ่าไห้ “ศิษย์น้อง อาจารย์ของพวกเรา ตาเฒ่านั่นยังคงอยู่ดีไหม”
ฉินมู่ชะงักเท้าและยื่นมือออกไปขวางกั้นหลิงอวี้จิวไว้ข้างหลังตน “ราชาพิษน้อย?”
