Chapter 7 ถูกลอบสังหารในวัด
จ้านเจียววางผ้าแล้วเดินไปเปิดประตูรั้ว ป้าข้างบ้านยื่นซาลาเปาให้ “อ่ะ ให้เจ้า”
“เข้ามาดื่มชาก่อนซิ” จ้านเจียวเชิญแล้วเดินนำไป นางต้มน้ำชงชา ป้าข้างบ้านนั่งลงตรงข้ามแล้วเอ่ยเสียงเบาว่า “พวกนั้นไปกันหมดแล้ว ข้าทำตามที่เจ้าสั่งทุกอย่าง ต่อให้พวกเขาจะสืบอย่างไรก็สืบไปไม่ถึงเรื่องจริงหรอก”
“ลำบากเจ้าแล้ว” จ้านเจียวต้มน้ำชงชาแล้วยื่นไปให้นาง พลางบอก “จริงๆ เท็จๆ เท็จๆ จริงๆ พวกเขาย่อมแยกไม่ออกว่าอันไหนจริงอันไหนเท็จ สุดท้ายพวกเขาก็จะเชื่อว่าข้าเป็นเพียงหญิงคณิกาในหอจริงๆ”
“ว่าแต่พวกข้ายังต้องอยู่นี่อีกนานเท่าไหร่หรือ? ข้าคิดถึงไป๋ไป๋แล้วนะ” ป้าข้างบ้านบอกพลางทำสีหน้าเคลิ้มฝัน จ้านเจียวจึงบอก “อีกสามสี่วันเถอะ รอให้พวกเขาไปกันหมดแล้ว เจ้าค่อยกลับไปหาสามีเจ้าเถอะ”
“ไอโยว สามีอะไรกัน เขาเป็นชายบำเรอต่างหาก ข้าไม่คิดจะมีสามีหรอก มีสามีแล้วต้องคอยทำงานบ้านให้เขา มีลูกก็ต้องเลี้ยงลูกให้เขา ลูกใช้แซ่บิดา ข้ามีแต่ขาดทุน เรื่องขาดทุนพรรค์นี้ข้าไม่เอาด้วยหรอก ตั้งแต่เจ้าบอก ข้าก็กระจ่างแจ้งแล้ว เรื่องอะไรข้าจะยอมให้ตัวเองทนทุกข์เช่นนั้นเล่า ทุกวันนี้ข้าสุขสบายดีมีบุรุษคอยเอาใจ นี่ต่างหากถึงจะเป็นความสุขที่แท้จริง โฮ๊ะๆๆๆ…” ป้าข้างบ้านหัวเราะแล้วยกชาขึ้นดื่ม จากนั้นก็กลับบ้านไป จ้านเจียวกินซาลาเปาแล้วยกถ้วยชาไปล้างแล้วเช็ดถูบ้านต่อ
หลังจากถูบ้านเสร็จแล้วจ้านเจียวก็นอนหลับพักผ่อน
วันต่อมา จ้านเจียวตื่นแต่เช้า นางล้างหน้าตาแล้วอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า เมื่อนางเปิดประตูบ้านเดินออกไปก็เจอองค์ชายรองที่หน้าประตูรั้ว “เจ้า…”
“เชิญแม่นางหง ให้ข้าได้เลี้ยงข้าวสักวันดีหรือไม่?” องค์ชายรองถามพลางผายมือเชื้อเชิญ จ้านเจียวพยักหน้า “ได้”
แล้วนางจึงเดินไปขึ้นรถม้า องค์ชายรองขึ้นตามไป จากนั้นรถม้าก็วิ่งออกจากตรอกแห่งนั้นมุ่งหน้าไปยังร้านอาหารที่หรูหราที่สุดของเมืองลั่วโจว องค์ชายรองมองดูแม่นางหงไม่พูดอะไร จ้านเจียวก็ไม่พูดเช่นกัน
จนไปถึงร้านอาหาร รถม้าหยุดลง องค์ชายรองลงจากรถม้าก่อน จ้านเจียวก้าวตามไป องค์ชายรองยื่นมือไปช่วยประคอง จ้านเจียวเอ่ยเสียงเบาว่า “ชายหญิงไม่ควรใกล้ชิด”
องค์ชายรองจึงหดมือกลับไป แล้วเดินนำเข้าไปในร้านอาหาร เสี่ยวเอ้อร์รีบวิ่งไปต้อนรับ “เชิญขอรับๆ”
“ห้องที่จองไว้” องครักษ์บอก เสี่ยวเอ้อร์จึงเดินนำทางไป เถ้าแก่ร้านเห็นเจ้าสำนักน้อยก็มองด้วยสายตาเหมือนนางเป็นเพียงลูกค้าทั่วไปคนหนึ่ง แต่ในใจร้อนรนนิดๆ หากว่าวันนี้ต้อนรับบกพร่อง มารน้อยนี่คงรื้อหลังคาบ้านเขาแน่ เขาจึงก้าวไปต้อนรับด้วยตัวเองพลางบอกเสี่ยวเอ้อร์ว่า “เจ้าไปดูอาหารเถอะ”
“ขอรับ” เสี่ยวเอ้อร์รับคำแล้วถอยออกไป
“เชิญขอรับ” เถ้าแก่ผายมือแล้วเดินนำทางไป องค์ชายรองเดินตามไป จ้านเจียวตามหลัง ปิดท้ายด้วยองครักษ์
เมื่อลูกค้านั่งลง เถ้าแก่ก็รินน้ำชาให้ “น้ำชาขอรับ”
“อาหารขึ้นชื่อของร้านเจ้ามีอะไรเอามาให้หมด” องครักษ์บอกพลางส่งถุงเงินให้ เถ้าแก่รับถุงเงินไปแล้วยิ้มแย้มกล่าว “ขอรับๆ”
จากนั้นเขาก็ถอยออกไป
“แม่นางหงขายศิลปะอะไรหรือ? พอจะแสดงให้ข้าดูหน่อยได้หรือไม่?” องค์ชายรองเอ่ย จ้านเจียวพยักหน้า “ได้ซิ”
นางหันไปบอกองครักษ์ว่า “เจ้าไปขอยืมพิณมาหน่อย”
องครักษ์จึงเดินออกไปบอกเสี่ยวเอ้อร์ที่เดินผ่านไปว่า “ขอยืมพิณสักหน่อย”
“ขอรับ” เสี่ยวเอ้อร์รับคำแล้วรีบไปแจ้งเถ้าแก่ เถ้าแก่จึงอุ้มพิณไปให้ด้วยตัวเอง เขาเคาะประตู
“เข้ามา” องครักษ์บอก เถ้าแก่จึงเปิดประตูเข้าไป เขาวางพิณลงบนโต๊ะแล้วถอยออกไป จ้านเจียวลุกไปนั่งที่โต๊ะวางพิณ นางดีดพิณทีละสายฟังเสียงครู่หนึ่งแล้วเริ่มบรรเลงเพลงหนึ่งออกมา เสียงพิณไพเราะกังวานดังก้องไป ทุกคนฟังแล้วเคลิบเคลิ้มไปกับเสียงพิณนั้น
เมื่อบรรเลงจบ จ้านเจียวจึงเงยหน้ามอง แล้วยิ้มบางๆ ชาติก่อนฝีมือของนางนับว่าเป็นเลิศ ดังนั้นแค่ดีดพิณเพลงเดียวจึงง่ายยิ่งนัก
องค์ชายรองดึงสติกลับมา เขาตบมือ “เยี่ยมๆๆ”
“คุณชายชอบก็ดีแล้ว” จ้านเจียวเอ่ยแล้วลุกกลับไปนั่งที่โต๊ะอาหาร พอดีกับเสียงเคาะประตูดังขึ้น
“เข้ามา” องครักษ์บอก เถ้าแก่จึงเปิดประตู เสี่ยวเอ้อร์เดินเรียงแถวเข้าไปวางอาหารแล้วถอยออกไปอย่างเป็นระเบียบ
“เชิญ” องค์ชายรองผายมือพลางหยิบตะเกียบขึ้นมา จ้านเจียวเอ่ย “ขอบคุณมาก”
นางหยิบตะเกียบยื่นไปคีบหมูพะโล้ที่ตุ๋นจนเปื่อยนุ่ม องค์ชายรองคีบอาหารกินพลางมองดูนางที่ไม่ได้ทำตามกฎของสตรีในห้องหับทั้งหลายที่คีบอาหาร 1 อย่างคีบไม่เกิน 3 ครั้ง จากนั้นก็เปลี่ยนไปกินอาหารอย่างอื่นต่อ
จ้านเจียวชอบอะไรก็กินมากหน่อย ไม่ชอบอะไรนางก็ไม่กิน
หลังจากกินอิ่มแล้วองค์ชายรองจึงบอก “วันนี้ข้าขอให้แม่นางหงพาข้าชมเมืองลั่วโจว แม่นางขัดข้องหรือไม่?”
“ได้” จ้านเจียวตอบแล้วแบมือยื่นออกไป องค์ชายรองจึงล้วงถุงทองออกมาส่งให้ทั้งถุง จ้านเจียวรับไปแล้วเก็บใส่อกเสื้อ จากนั้นนางก็ลุกขึ้นผายมือ “เชิญ”
องค์ชายรองลุกขึ้นเดินออกจากห้อง จ้านเจียวเดินตามไป องครักษ์เดินปิดท้าย เขามองแม่นางหงที่หน้าเต็มไปด้วยกระแล้วคิดในใจว่า ‘บางทีองค์ชายอาจจะเห็นแก่ที่นางช่วยชีวิตกระมังจึงได้ดีกับนางมากหน่อย ไม่เช่นนั้นหน้าตาเช่นนี้จะได้อยู่ในสายตาองค์ชายหรือ’
‘ขนาดนางกำนัลในตำหนักยังงดงามกว่าแม่นางหงเลย กริยามารยาทก็ดีกว่านางเป็นร้อยเท่า หากองค์ชายจะถูกใจสตรีสักคนย่อมไม่ตกมาถึงแม่นางหงที่หน้าตาขี้เหร่นี่หรอก ต้องเป็นเพราะองค์ชายเห็นแก่ที่นางช่วยชีวิตเป็นแน่’
จ้านเจียวเดินไปขึ้นรถม้าพลางสั่งสารถีว่า “ไปวัดลั่วซาน”
สารถีหันไปมององค์ชายรอง เห็นเขาพยักหน้าเขาจึงขานรับ “ขอรับ”
องค์ชายรองขึ้นไปบนรถม้าแล้วนั่งลงตรงข้ามแม่นางหง จ้านเจียวจึงเอ่ยว่า “วัดลั่วซานเป็นวัดดังของเมืองนี้ ท่านมาลั่วโจวแล้วต้องไปไหว้พระที่วัดลั่วซานจึงจะถือว่ามาถึงลั่วโจวจริงๆ”
“อ่อ” องค์ชายรองพยักหน้ารับรู้ องครักษ์แค่นเสียงเยาะในใจ ‘เฮอะ! ไม่ต้องให้เจ้าบอกข้าก็รู้’
จ้านเจียวพูดต่อ “และวัดลั่วซานนี้ คนนิยมไปขอเรื่องคู่ครองกับเรื่องสอบมากที่สุด ดังนั้นที่นั่นจึงมีสตรียังไม่ออกเรือนกับบัณฑิตไปไหว้พระที่นั่นกันมาก หากว่าคุณชายมีโชคก็อาจจะได้พบเนื้อคู่ที่นั่นก็ได้ หรือคุณชายจะขอเรื่องสอบก็ศักดิ์สิทธิ์นัก”
‘สอบอะไรกัน องค์ชายของข้าสอบผ่านจอหงวนตั้งแต่อายุ 7 ขวบแล้ว’ องครักษ์คิดในใจ เขานั่งฟังเสียงแม่นางหงที่พูดน้ำไหลไฟดับประหนึ่งฉีดเลือดไก่เข้าไปอย่างไรอย่างนั้น ‘ทีก่อนหน้านี้นางไม่เห็นจะพูดอย่างนี้เลย พอได้เงินทองไปแล้วจึงพูดไม่หยุดนี่เอง เฮอะ! หญิงคณิกาก็ยังเป็นหญิงคณิกาที่เห็นแก่เงินอยู่วันยังค่ำนั่นแหละ’
จ้านเจียวพูดไม่หยุดไปตลอดทาง นางเอ่ยแนะนำสถานที่ต่างๆ ในเมืองลั่วโจวไปตลอดทาง ไม่ว่าจะผ่านที่ใดนางล้วนแนะนำสถานที่แห่งนั้นได้หมด องค์ชายรองฟังนางพูดพลางถามอย่างพอใจไปตลอดทาง องครักษ์จึงเพิ่งรู้ว่าที่แท้แล้วองค์ชายของเขาก็กลายเป็นคนพูดมากได้เช่นกัน นี่มันช่างทำลายภาพลักษณ์องค์ชายที่เย็นชาก่อนหน้านี้ไปจนหมดสิ้นจริงๆ ‘นี่ยังใช่องค์ชายของข้าอยู่ไหม? หรือว่าเขาถูกผีสิง?’
เมื่อไปถึงวัดลั่วซาน องค์ชายรองกับจ้านเจียวลงจากรถม้า พวกเขาเดินขึ้นบันไดเคียงกันไปทีละขั้น…ทีละขั้น จนถึงศาลาโถง จากนั้นพวกเขาก็เข้าไปจุดธูปไหว้พระ
“ขอให้ท่านพ่อแข็งแรงอายุยืนร้อยปีพันปี” จ้านเจียวอธิษฐานแล้วปักธูปลงในกระถาง องค์ชายรองปักธูปลงแล้วถาม “ท่านพ่อเจ้าตายไปแล้วไม่ใช่หรือ?”
“ข้าหมายถึงท่านพ่อบุญธรรมน่ะ” จ้านเจียวบอก องค์ชายรองจึงนึกถึงชายแก่ที่เขาพบในครั้งก่อนตอนที่เขาบาดเจ็บ “อ่อ ที่แท้แล้วเขาคือพ่อบุญธรรมของเจ้าหรือ?”
“ใช่” จ้านเจียวพยักหน้า องค์ชายรองถามต่อ “เขาทำงานอะไร?”
“เมื่อก่อนเขาเป็นขอทาน แต่เดี๋ยวนี้เขาเป็นพ่อค้าแล้ว” จ้านเจียวตอบไม่ได้โกหกสักคำ “เมื่อก่อนข้าเร่ร่อนขอทานไปกับเขาทั่วเมือง ดังนั้นเมืองลั่วโจวแห่งนี้ข้าจึงรู้จักทุกซอกทุกมุมเลยล่ะ”
‘ที่แท้เจ้าก็เคยเป็นขอทานนี่เอง’ องครักษ์นึกดูถูกอยู่ในใจ ‘สตรีชั้นต่ำอย่างไรก็ยังคงเป็นสตรีชั้นต่ำอยู่วันยังค่ำนั่นแหละ’
“คุณชายจะรังเกียจข้าก็ไม่เป็นไร ข้าขอตัวก่อน” จ้านเจียวบอกแล้วกุมมือลา องค์ชายรองยกมือขึ้น “อ่า…”
เขายังไม่ทันพูดอะไร จู่ๆ ลูกธนูดอกหนึ่งก็พุ่งมา ฟิ้ว!”
เขาคว้าตัวแม่นางหงก้าวหลบไปด้านข้างอย่างไวยิ่ง
“อ่ะ!” จ้านเจียวตกใจที่จู่ๆ ก็ถูกกอดเอว นางที่กำลังจะชักมีดสั้นออกมาจึงเก็บมีดสั้นเข้าฝักดังเดิม แล้วแสร้งทำตัวอ่อนแอเหมือนคุณหนูในห้องหับทั้งหลาย
ฉึก! ลูกธนูปักพื้น หางธนูสั่นไหว องครักษ์พลันชักกระบี่ออกมา ชิ้ง!
ตาเขามองตามทิศทางของลูกธนูที่พุ่งมาแล้วจึงเห็นคนใส่หมวกฟาง ถือคันธนู เขาจึงพุ่งไปหาคนๆ นั้นทันที ทำให้ผู้คนที่มาไหว้พระแตกตื่นตกใจ “อ้า!” / “ว๊าย!” / “เฮ้ย!” / “ไอหยา!”
คนถือคันธนูพลันหันหลังวิ่งหนีไปอย่างไวยิ่ง องครักษ์วิ่งตามไป
องค์ชายรองมององครักษ์แล้วมองแม่นางหง ใจเขาเต้นแรงตึกๆ ขึ้นมา ตึกๆๆๆ…
เขารู้สึกถึงร่างกายอ่อนนุ่มที่อยู่ในอ้อมแขน กลิ่นกายนางหอมเย็นสดชื่น ไม่หอมฉุนเหมือนสตรีทั้งหลายที่ชอบใช้เครื่องหอมที่มีกลิ่นหอมฉุนจนเขาเวียนหัวไปหมด
“เจ้า บาดเจ็บหรือไม่?” เขาถาม จ้านเจียวส่ายๆ หน้า “ไม่เป็นไร”
องค์ชายรองไม่ได้ปล่อยนาง เขายังคงกอดนางเอาไว้ จ้านเจียวจึงบอก “เอ่อ…ท่านปล่อยข้าได้แล้วกระมัง”
“อ่า…” องค์ชายรองก้มมอง จ้านเจียวดันตัวออกจากอ้อมแขนเขา
องครักษ์วิ่งตามไป แต่ว่าคนยิงธนูกลับหนีไปได้ เขาจึงรีบกลับไปรายงานว่า “มันหนีไปได้ขอรับ”
“ตามจับมาให้ได้” องค์ชายรองสั่งแล้วจับมือแม่นางหงพลางบอก “ที่นี่ไม่ค่อยปลอดภัย พวกเรารีบกลับดีกว่า”
จ้านเจียวพยักหน้า องค์ชายรองจึงจูงนางเดินลงบันไดไป องครักษ์ตามไปไม่ห่าง ส่วนองครักษ์ในที่ลับก็พากันแบ่งคนไปตามจับคนร้าย
คนร้ายวิ่งหนีไป เขาคิดว่าหนีพ้นแล้วจึงหยุดพักครู่หนึ่ง
“ขอน้ำหน่อย” ขอทานคนหนึ่งเดินไปหาคนร้าย คนร้ายคิดว่าก็แค่ขอทานจึงเอ่ยปากขับไล่ “ไปให้พ้นไอ้ขอทาน!”
เขาเงื้อคันธนูจะตี
“อ้า!” ขอทานจึงรีบหนีไป คนร้ายจึงเดินต่อไป
ฟุบ!ๆๆๆ… มีคน 4 คน กระโดดลงจากต้นไม้ พวกเขาถือแหเอาไว้คนละมุมครอบคนร้ายเอาไว้ คนร้ายดิ้น “โอ๊ะ!”
ยังไม่ทันที่คนร้ายจะดิ้นสู้ ขอทานกลุ่มหนึ่งก็กระโจนออกมาจากข้างทาง ทุบตีคนร้ายที่อยู่ใต้แหคนละที…สองที
“นี่แน่ะๆ” / “เฮอะ! กล้าลงมือกับมารน้อย ข้าจะตีเจ้าให้ตาย!” / “ย๊าก!” ฯลฯ พวกเขาทุบตีจนคนร้ายสลบไป ขอทานที่วิ่งหนีไปย้อนกลับไปพลางสั่งว่า “เอาตัวไป”
“อื้ม” พวกขอทานรับคำสั่งแล้วใช้แหพันคนร้ายหามไป ทำให้สถานที่แห่งนั้นกลับคืนสู่ความสงบดังเดิม
จ้านเจียวขึ้นรถม้า จากนั้นรถม้าก็วิ่งกลับเข้าเมือง จ้านเจียวสั่งสารถีว่า “ไปถนนต้าหนิว”
สารถีไม่ได้ขานรับ องค์ชายรองจึงบอก “ไปถนนต้าหนิว”
“ขอรับ” สารถีขานรับ พลางขับรถม้าไปตามทาง
“ไปถนนต้าหนิวทำไมหรือ?” องค์ชายรองถาม จ้านเจียวจึงบอก “ที่นั่นมีร้านเนื้อย่างอร่อยมาก ข้าอยากกิน”
องครักษ์แอบดูแคลนอยู่ในใจ ‘เฮอะ! นางก็คิดได้เท่านี้แหละ’
“ได้ ข้าพาเจ้าไปกิน” องค์ชายรองรับปาก จ้านเจียวยิ้ม แน่นอนว่านางกำลังนึกถึงเงินที่จะไหลเข้ากระเป๋าของนางเพิ่มขึ้นอีกแล้ว ร้านเนื้อย่างนั้นเป็นหนึ่งในกิจการของนาง ในเมื่อนางต้องกินข้าวมื้อกลางวัน นางย่อมไปกินที่ร้านตัวเองซิ และไหนๆ ก็มีเจ้ามือเลี้ยงข้าวแล้ว นางย่อมไม่ปล่อยให้เขาไปที่ร้านอื่นหรอก ได้กินของอร่อยๆ แล้วยังได้เงินอีก การค้าเช่นนี้นางชอบ ฮ่าๆๆๆ…
เมื่อไปถึงร้านเนื้อย่าง มีคนนั่งเต็มร้าน ด้านหลังมีควันคลุ้งไปทั่ว พ่อครัวกำลังนั่งย่างเนื้อหลายเตาพลิกเนื้อไปมา เสียงน้ำมันตกลงบนถ่านร้อนๆ ดังซ่าๆ กลิ่นเนื้อย่างหอมๆ ลอยคลุ้งไปทั่ว ทำให้ลูกค้าที่ยังไม่ได้เนื้อย่างถึงกับกลืนน้ำลายอึกๆ
องค์ชายรองลงจากรถม้า จ้านเจียวก็ลงจากรถม้า เสี่ยวเอ้อร์รีบไปต้อนรับพลางบอก “ขออภัยด้วยขอรับ ตอนนี้โต๊ะเต็มแล้ว คงต้องให้พวกท่านรอสักครู่ได้ไหมขอรับ?”
เถ้าแก่เหลือบเห็นเจ้าสำนักน้อยจึงรีบก้าวไปต้อนรับเอง เขาผายมือเอ่ยว่า “มีว่างอยู่ๆ เชิญทางนี้ขอรับ”
จ้านเจียวเดินตามเถ้าแก่ไป เถ้าแก่พาไปที่โต๊ะของเขาเอง เขารีบเก็บถ้วยน้ำชาของเขาออกไปแล้วเชื้อเชิญ “เชิญนั่งขอรับๆ”
จ้านเจียวนั่งลงพลางบอก “สันคอย่าง แล้วก็สันในย่าง อย่างละ 3 จาน”
“ขอรับๆ” เถ้าแก่รับคำพลางตะโกนสั่ง “สันคอย่าง 3 จาน สันในย่าง 3 จาน”
“ขอรับ” เสี่ยวเอ้อร์ขานรับแล้วรีบไปยกเนื้อย่างไปให้ลูกค้าทันที เขารู้แค่ว่าคนที่เถ้าแก่ถึงกับสละโต๊ะตัวเองให้ ย่อมเป็นลูกค้าคนสำคัญของเถ้าแก่แน่นอน
“น้ำชาขอรับ” เถ้าแก่รินน้ำชาแล้วถอยออกไป
“อืม ลูกค้าเต็มร้านแสดงว่าร้านนี้น่าจะอร่อยกระมัง” องค์ชายรองมองไปรอบๆ ตัว จ้านเจียวจึงบอก “ต้องอร่อยซิ”
นางเอ่ยในใจต่อว่า ‘สูตรเนื้อย่างขึ้นชื่อของหอหงฮวาจะไม่อร่อยได้อย่างไร โฮ๊ะๆๆๆ…’
เมื่อก่อนนางทำหอหงฮวา รวบรวมอาหารขึ้นชื่อทั้งหลายมาไว้ที่เดียวกัน ครั้นถูกฆ่าตายชิงร้านไป นางในชาตินี้จึงได้แยกสูตรอาหารขึ้นชื่อทั้งหลายออกไปเปิดร้านเฉพาะอาหารชนิดนั้นๆ นี่ก็เพื่อป้องกันไม่ให้ร้านถูกชิงไปได้ง่ายๆ เหมือนชาติก่อนนั่นเอง
พวกเขานั่งรอสักพัก เนื้อย่างก็ถูกยกมาวาง องค์ชายรองหยิบตะเกียบขึ้นมาพลางบอก “เชิญ”
จ้านเจียวจึงหยิบตะเกียบขึ้นมาคีบเนื้อย่างเข้าปาก สีหน้ามีความสุข “อื้มมมม…”
องค์ชายรองคีบเนื้อย่างกิน เขาเบิกตาโตขึ้นอย่างคิดไม่ถึงว่าเขาจะได้กินเนื้อย่างที่เหมือนกับหอหงฮวาอีกครั้ง ก่อนหน้านี้เนื้อย่างที่หอหงฮวาอร่อยมาก แต่หลังจากที่หอหงฮวากลายเป็นขององค์ชายสาม เนื้อย่างก็ไม่อร่อยเหมือนเดิม เขาจึงเดาว่าพ่อครัวน่าจะเปลี่ยนคนกระมัง ซึ่งเขาก็เดาถูกจริงๆ เพราะพ่อครัวคนเดิมลาออกไป ไม่คิดจะทำงานที่หอหงฮวาอีกหลังจากที่หงเหนียงตายไป
“ที่แท้พ่อครัวคนนั้นก็มาอยู่ที่นี่นี่เอง!” องค์ชายรองพูดอย่างดีใจ จ้านเจียวยกมุมปากเยาะหยันในใจ ‘เฮอะ! พ่อครัวจะเปลี่ยนกี่คนก็ได้ แต่สูตรนั้นข้าซื้อมาจากพ่อครัวคนก่อนแล้ว’
“เรียกพ่อครัวมา” องค์ชายรองสั่ง เถ้าแก่เหลือบมองเจ้าสำนักน้อย เขาเห็นนางหลิ่วตาทีหนึ่ง เขาจึงถอยไปตามพ่อครัว
เมื่อพ่อครัวไปถึง เขากุมมือคารวะ “คุณชาย”
“เจ้า?” องค์ชายรองหรี่ตามองพ่อครัวคนนั้นที่ยังหนุ่มแน่นมาก อายุน่าจะไม่เกิน 20 ด้วยซ้ำ ดังนั้นเขาจึงไม่ใช่พ่อครัวคนนั้นแน่นอน เขาจึงถามว่า “เนื้อย่างนี้เจ้าได้สูตรมาจากไหน?”
“เอ่อ สูตรนี้สืบทอดกันมาในตระกูลข้าน้อยขอรับ” พ่อครัวตอบ องค์ชายรองจึงบอก “ตบรางวัล”
องครักษ์จึงหยิบเงินส่งให้ 1 ก้อน พ่อครัวรับไปพลางกล่าว “ขอบคุณขอรับๆ”
องค์ชายรองโบกมือ พ่อครัวจึงถอยออกไป จ้านเจียวกินเนื้อย่างต่ออย่างเอร็ดอร่อย “อื้มมมม…”






