ตอนที่ 279 ตั้งฐานอำนาจ คลื่นแอบกระทบ
พลทหารองครักษ์เสื้อแพรยกดาบปักวสันต์ในมือขึ้นตามคำสั่งของหวังทง บรรดาคนที่ถูกจับมายามนี้ยังคงมีความหวังว่าจะรอดอยู่บ้าง ขอเพียงส่งตัวพวกเขาไปที่ศาลเท่านั้น
อย่างไรร้านจิ้นเหอก็สามารถเจรจากับบรรดาหน่วยงานทางการในเมืองเทียนจินได้ ไม่แน่อาจรับโทษเล็กน้อยก็ปล่อยตัวออกมา หวังทงตะโกนดังว่า “ลงมือ” จบลง ทุกคนก็สติแตกทันที
“ใต้เท้าโปรดไว้ชีวิตด้วย!”
ทุกคนต่างส่งเสียงร้องดังลั่น นอกจากประโยคนี้แล้ว พวกเขาไม่อาจตะโกนอะไรออกมาได้อีก เสียง ‘ฉับ ฉับ’ ดังขึ้น ศีรษะของหลายคนก็ร่วงลงพื้น
เจ้ากรมกาวแห่งกองคุมกำลังพลหลับตาปี๋ ไม่กล้าดูต่อ ผงะถอยหลังไปหลายก้าวด้วยสัญชาตญาณ ไม่รู้ว่าอะไรมาขัดขา ล้มนั่งลงกับพื้นทันที
คนแบกเกี้ยวและเจ้าหน้าที่ติดตามใต้เท้ากาวผู้นี้ไม่มีผู้ใดคิดเข้ามาประคอง ทุกคนพากันหวาดกลัวหลบถอยหลัง สีหน้าทุกคนซีดเผือด ไม่อาจกล่าวอันใดได้อีก
เสียงร้องไห้ดังทั่วบริเวณและเสียงกรีดร้องราวสติแตก ความวุ่นวายตรงหน้าสงบนิ่งลงทันที นกกระจอกเงียบเชียบไร้สำเนียง คนที่ถูกจับออกมาจากร้านจิ้นเหอถูกจับกดอยู่ที่พื้น ไม่กล้าขยับตัว ถึงขั้นไม่กล้าส่งเสียงออกแม้สักแอะเดียว
ผ่านไปครู่หนึ่ง พลทหารองครักษ์เสื้อแพรก็เก็บดาบคืนฝัก ทันใดนั้นหวังทงก็กล่าวขึ้นว่า
“คนที่เหลือจับกลับไปขังคุก สอบสวนให้หนัก การนี้ย่อมมีคนรู้ว่าใครเป็นผู้ร่วมก่อการและให้ความช่วยเหลือ มีคนรู้สาเหตุและผลลัพธ์ ข้าจะไม่ยอมปล่อยโจรก่อการกบฏไปแม้แต่คนเดียว!!”
คำสั่งสั่งการลงไป พลทหารองครักษ์เสื้อแพรก็หยิบแส้ออกมาฟาดไปข้างหน้า บีบให้คนของร้านจิ้นเหอทุกคนที่นิ่งค้างเป็นท่อนไม้ลุกขึ้นเดินเข้าคุกที่ทำการองครักษ์เสื้อแพร
ใต้เท้ากาวที่นั่งแผ่อยู่ที่พื้นในที่สุดก็ตะกายลุกขึ้นมาได้ ยกปลายชุดขุนนางก้าวไปเบื้องหน้าหวังทง เงยหน้ามองหวังทงขอร้องว่า
“ใต้เท้าหวัง ใต้เท้าหวัง ทำการรอบคอบ ทำการรอบคอบด้วย สังหารคนมากมายเพียงนี้ ข้าไม่รู้จะรายงานต่อใต้เท้าเบื้องบนอย่างไร ร้านจิ้นเหอไม่ใช่ร้านค้าธรรมดา ในราชสำนักมีกงกงหลายท่านให้การดูแล ตอนนี้เป็นเรื่องเช่นนี้ ยังจะจับคนไปอีก ใช่ว่าทำให้เก็บกวาดยากไปอีกหรือ ยังพอวางมือทัน จะได้ไม่ถึงขึ้นไม่อาจหาทางลงนะท่าน!”
หวังทงสบตาใต้เท้ากาวสองสามแวบก็ระเบิดเสียงหัวเราะดังลั่น หัวเราะจบก็กล่าวว่า
“เรื่องมาถึงขั้นนี้ ท่านให้ข้าหาทางลง ใต้เท้ากาว เรื่องนี้ไม่อยากกล่าวหาว่าท่านไม่ได้รับรู้ด้วย เรื่องนี้ข้าจะไม่หาทางลง แต่จะสอบสวนให้ถึงที่สุด!”
กล่าวจบก็กระตุกเชือกบังเหียน ไม่ไยดีใต้เท้ากาวที่ยืนอยู่ตรงนั้นด้วยสีหน้าซีดเผือดดูไม่ได้ ตะโกนเสียงดังว่า
“เหลือไว้เฝ้าที่นี่สิบคน ที่เหลือนำตัวคนร้ายกลับค่าย!!”
ขณะที่พูดอยู่ เจ้าหงหัวหน้าค่ายก็วิ่งเหยาะๆ มาหยุดหน้าหวังทง รายงานว่า
“ใต้เท้า พวกคนมุงดูพวกนั้นจัดการอย่างไร?”
“จัดการอย่างไร แน่นอนจับกลับไปสอบสวนให้หมด เจ้าพวกบัดซบนั่นล้วนเป็นพยานบุคคล!”
หวังทงสั่งการเสียงเยียบเย็นบนหลังม้า
“เจ้าพวกโง่เง่าไร้สมอง คิดว่าทางการกลัวมีเรื่อง หาเรื่องครั้งแล้วครั้งเล่า ตอนนี้ร้านไหนเงื้อดาบออกมา ศีรษะต้องได้หลุดออกจากบ่า ให้ทุกคนได้รู้จักความร้ายกาจเสียบ้าง!!”
กล่าวจบก็กระแทกสีข้างม้าจากไปอย่างสง่างาม เหลือไว้เพียงกองเลือดเจิ่งนองที่พื้นกับใต้เท้ากาวที่สีหน้าบัดเดี๋ยวดำบัดเดี๋ยวขาวสลับไปมา
ข่าวนี้แพร่ไปทั่วเมืองเทียนจินอย่างรวดเร็ว ตอนที่คนทางการไปเก็บเงินค่าป้ายสงบสุข ร้านค้าส่วนใหญ่ก็เกรงกลัวทางการกันทั้งนั้น แม้ว่าไม่เต็มใจ แต่ก็ยังต้องจ่าย ยามนี้ล้วนไม่อาจดีใจกับเรื่องที่ไม่คาดฝันกันอีกต่อไป
ร้านค้าที่ติดกับร้านจิ้นเหอ ตอนเห็นคนร้านจิ้นเหอจัดการพวกองครักษ์เสื้อแพรอย่างอาจหาญ พากันหัวเราะเยาะตามไปด้วย คิดว่าตนเองไม่ต้องจ่ายเงินค่าป้ายสงบสุขแล้ว
ยังมีพวกที่รู้กระจ่างเรื่องในราชสำนัก ได้ยินข่าวเล็ดลอดมา ก็รู้ว่าองครักษ์เสื้อแพรเก็บเงินเป็นเรื่องเหลวไหล จึงได้แข็งข้อไม่จ่ายไปกับพวกนั้นด้วย
มาถึงตอนนี้ก็ร้อนใจกันแล้ว ข่าวยิงถล่มร้านจิ้นเหอแพร่สะพัดไปทั่วเมือง แต่ละคนล้วนพากันลนลาน มีคนใจร้อนรีบออกไปควานหาป้ายสงบสุขที่โยนทิ้งไปข้างนอก มีคนรีบรุดไปจ่ายเงินที่สำนักองครักษ์เสื้อแพร
ก่อนหน้านี้ทุกคนคิดไม่ถึงว่าหวังทงจะโต้กลับรวดเร็วเพียงนี้ ตอนพวกเขาวิ่งมาถึงที่ทำการสำนักองครักษ์เสื้อแพร การปฏิบัติการก็จบลงแล้ว
ศีรษะนองเลือด 70 กว่าหัวแขวนอยู่ริมกำแพงลานบ้าน คนทำการค้าที่รีบรุดมาจ่ายเงินทุกคนก็พากันมือไม้อ่อน ถึงขั้นมีคนเดินไปถึงกลางลานก็ล้มพับลงไปทันที
เมื่อครู่ไปเก็บเงิน ทุกคนออกมาผดุงคุณธรรม กล่าวน้ำเสียงเย็นชา ตอนนี้รีบรุดมาจ่ายเงิน แม้เป็นพวกองครักษ์เสื้อแพรเทียนจินหัวหดพวกนั้น ได้เห็นสภาพก่อนหลังเช่นนี้ก็รู้สึกนึกโมโหขึ้นในใจ
“ใต้เท้า ข้าน้อยเมื่อครู่ไม่มีเงินมากมายเพียงนั้น ตอนนี้นำเงินมามอบให้ใต้เท้าแล้วขอรับ”
“แค่นี้ไม่พอ จ่ายช้าไปหนึ่งเค่อ[1]ปรับหนึ่งเท่า จ่ายช้าหนึ่งชั่วยามปรับสามเท่า จ่ายช้าหนึ่งวันปรับสิบเท่า จ่ายมา!!”
แค่เก็บเงินค่าป้ายสงบสุข องครักษ์เสื้อแพรถึงกับใช้ปืนใหญ่ลงมือ อย่าต้องรอให้ปืนใหญ่ยิงถล่มเลยดีกว่า จ่ายมากหน่อยก็จ่ายไปเถอะ อย่างไรก็ดีกว่าไร้ชีวิต
เรื่องมาถึงขั้นนี้ยังไม่จบ บรรดาร้านค้าที่จ่ายช้า ป้ายจะถูกริบคืน เปลี่ยนเป็นป้ายสงบสุขสีแดงอักษรดำแทน ป้ายรุ่นนี้แพงกว่ารุ่นเก่าถึงเดือนละห้าเท่า ครบหนึ่งปีจึงเปลี่ยนกลับมาได้
พวกที่คิดว่าตนเองแข็งข้อได้ ตอนนั้นขว้างป้ายทิ้ง ย่อมต้องจ่ายเงิน 100 ตำลึงซื้อป้ายพื้นแดงอักษรดำไปแทน ต้องแขวนไว้สามปี ครบสามปีจะได้เปลี่ยนคืนหรือไม่ค่อยว่ากัน
จากตอนเช้าออกเก็บเงินมาถึงตอนบ่ายที่รีบร้อนกันมาจ่ายเงิน เวลาไม่เกินสามชั่วยาม ตอนนี้คนทำการค้าทุกคนจะร้องคร่ำครวญก็ไม่ทันเสียแล้ว ตอนเช้าคนเขามาเก็บเงินถึงที่ ตนเองยืนยันไม่จ่าย ตอนบ่ายต้องประคองด้วยสองมือส่งมอบเงินให้ถึงที่ ขอร้องเสียงอ่อนให้รับไว้ คนเขาใช่ว่าจะยอมรับไว้ ยังต้องจ่ายเพิ่มอีกเท่าไรกัน ไยต้องก่อเรื่องให้ตนเองต้องลำบากลำบนกันเช่นนี้ด้วย
คนที่เกี่ยวข้องไม่น้อยเลย หลายคนไปพบใต้เท้าฟานต๋าที่กองตรวจการกับขันทีว่านเต้า ถึงขั้นไปขอร้องขุนพลหลี่ต้าเหมิง หากก็ไม่มีผู้ใดจะไยดี
ถึงตอนบ่ายต้องไปจ่ายเงินเพิ่มให้ครบ ทุกคนรู้มาเรื่องหนึ่งว่า การค้าใหญ่ที่สุดสามแห่งในเมือง นอกจากร้านจิ้นเหอแล้ว ร้านทงไห่กับร้านหย่งเซิ่งก็จ่ายค่าป้ายสงบสุขกันไปตั้งแต่เช้าแล้ว
พอได้ยินข่าวนี้ ทุกคนก็คอตกสำนึกเสียใจก็สายไปเสียแล้ว บรรดาผู้มีอิทธิพลไม่ออกหน้า ตนเองจะไปปะทะได้อย่างไร
**********
“สอบสวนทั้งคืน พยานบุคคล พยานวัตถุ คำให้การพร้อม ประทับลายนิ้วมือครบทุกคน คนร้านจิ้นเหอกับพวกคนมุงพวกนั้นคิดจะออกไปก็ได้ แต่ต้องหาคนในเมืองมารับรองก่อน”
หวังทงอยู่ที่ที่ทำการสำนักองครักษ์เสื้อแพรออกคำสั่งออกไป ซุนต้าไห่อยู่ที่นั่นสั่งการต่อ งานสอบสวนระดับนี้ อย่างไรก็ต้องมอบให้คนที่มาจากเมืองหลวงที่เชี่ยวชาญกว่า
สั่งการจบ หวังทงก็กล่าวกับหังต้าเฉียวว่า
“พี่น้องที่บาดเจ็บ ยังต้องส่งหมอไปดูแลและยังต้องบันทึกคำให้การประทับลายนิ้วมือด้วย!”
ซุนต้าไห่รับคำกำลังจะเรียกคนไปจัดการก็หันมาถามอย่างอึ้งๆ ว่า
“ใต้เท้า หมอที่มารักษาทำไมต้องให้ปากคำด้วย…”
“กระดูกหักกี่ที่ ร่างกายมีบาดแผลตรงไหน ต้องพักผ่อนนานเท่าไร ก็ต้องจดบันทึกไว้ หมอทุกคนยังต้องลงชื่อเป็นหลักฐานด้วย”
ซุนต้าไห่รับคำทำท่าเข้าใจแต่ก็ไม่เข้าใจ รีบรุดออกไปดำเนินการ หวังทงส่งคงไปเชิญถานเจี้ยนมา พอมาถึงก็สั่งการไปว่า
“รอคำให้การออกมา เจ้านำรายงานไปเมืองหลวงทันที รายงานสำนักองครักษ์เสื้อแพรเหนือใต้อย่างเป็นทางการ หากทางนั้นไม่รับเอกสาร เจ้าก็หาคนส่งไปยังสำนักองครักษ์เสื้อแพรสูงสุด!”
ถานเจี้ยนพยักหน้ารับคำสั่ง หวังทงหันไปกล่าวกับจางซื่อเฉียงเบาๆ ว่า
“ข้าจะไปเขียนจดหมาย เจ้านำไปเมืองหลวงคืนนี้เลย เอากล่องเหล็กไปส่งที่เมืองหลวงเร็วเท่าไรก็ยิ่งดี!!”
จางซื่อเฉียงรีบลุกขึ้นรับคำ หวังทงยืนขึ้นบิดขี้เกียจก่อนจะยิ้มกล่าวว่า
“ตอนนี้มาดูกันว่าข่าวใครจะไปถึงเมืองหลวงเร็วกว่ากัน”
***********
ในเมืองเกิดเรื่องใหญ่ ผู้ทรงอิทธิพลในเมืองเทียนจินต่างรักษาท่าทีเงียบสงบ ทว่ายามนี้ พวกที่มีคุณสมบัติพอจะเขียนฎีการ้องเรียนได้ พวกที่พอมีเส้นสายนั่นนี่ในเมืองหลวงก็เขียนเรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้ส่งไป อาจมีบ้างที่กล่าวในมุมมองฐานะคนนอก มีบ้างทีเอนเอียง ย่อมมีบ้างที่ใส่ความคิดเห็นตนเองลงไป
สองฝั่งคลองส่งน้ำนอกจากร้านค้าและโกดังแล้ว ยังมีบ้านเรือนคหบดีที่สร้างบ้านพักตากอากาศวิวคลองส่งน้ำกันไว้ มีบ้านหลังหนึ่งคึกคักกว่าทุกหลัง แต่เช้าตรู่ก็มีคนมาเยือน
“เถ้าแก่ใหญ่ เรื่องนี้ท่านต้องออกหน้าจัดการนะขอรับ ร้านจิ้นเหอออกหน้าเรื่องนี้ ตายไป 70 ชีวิต ตอนนี้ยังมีอีกร้อยกว่าชีวิตที่ยังถูกขังอยู่ในคุก…”
“คร่ำครวญหาอะไร พวกเจ้าทั้งครอบครัวเมื่อวานไม่ใช่ว่าอยู่กันนอกเมืองหรือ แค่ 70 ชีวิต ตอนจัดขบวนออกค้าขายรอนแรมตายไป 70 กว่ายังไม่เท่าไร ข้าย่อมมีวิธี ออกไปแล้วเก็บตัวให้เงียบๆ ด้วย!!”
สั่งสอนไปอย่างรำคาญเต็มทน คนที่คุกเข่าร้องไห้คร่ำครวญอยู่นั้นไม่กล้ากล่าวต่อให้มากความ รีบออกไปทันที ด้านนอกมีเสียงดังวุ่นวายไม่หยุด ในห้องกลับเงียบสงบอย่างมาก
คนผู้นั้นนั่งนิ่งอยู่เป็นนาน สุดท้ายก็ขยับร่างอ้วนใหญ่ลุกขึ้น คนผู้นี้ก็คือเถ้าแก่ไฉฝูหลินแห่งร้านทงไห่ สีหน้าคิดหนักเดินไปมาในห้อง ส่ายหน้ากล่าวพึมพัมขึ้นว่า
“อายุน้อยแค่นี้ ลงมือได้เหี้ยมโหดมาก ไม่เพียงกล้าสังหารคนต่อหน้า ยังกล้ายิงปืนใหญ่ต่อหน้าสาธารณชน และยังสังหารไปอีก 70 กว่าชีวิต ช่างใจกล้า ใจกล้าจริงๆ”
เดินไปพูดไป สองมือตบกันดังก่อนจะยิ้มออกมา กล่าวพึมพัมขึ้นเบาๆ อีกว่า
“หลอมปืนใหญ่เพื่อมาเรียกเก็บเงินในเมือง ช่างเป็นเด็กอมมือเสียจริง ในเมืองที่แค่นี้ เงินแค่นี้ กลับยิงปืนกลางถนนตามอำเภอใจ สังหารผู้บริสุทธิ์ เจ้าไม่รู้หรือว่าขุนนางใหญ่พวกนั้นกำลังรอให้เจ้าก้าวพลาด เจ้าพาตัวเองส่งมาถึงที่เอง ไม่เปลืองแรงข้า ดีมาก ดีเหลือเกิน”
**********
ที่ทำการสำนักองครักษ์เสื้อแพรยุ่งกันจนไม่มีเวลาพัก หัวหน้าโรงตีเหล็กเฉียวต้าก็รีบรุดมาถึง พอเห็นทุกคนกำลังยุ่งวุ่นวาย ก็รู้สึกหวาดกลัวเล็กน้อย
เห็นหวังทงส่งจดหมายให้จางซื่อเฉียงแล้ว ก็รีบเข้ามากระซิบข้างหูหวังทง หวังทงอึ้งไปทันทีก่อนจะค่อยๆ เผยรอยยิ้มกว้าง
จางซื่อเฉียงรีบวิ่งจากไป ยังไม่ทันได้ออกนอกประตูหวังทงก็เรียกให้หยุด จางซื่อเฉียงหันมา หวังทงยิ้มกล่าวว่า
“รออีกครึ่งชั่วยาม ยังมีจดหมายอีกฉบับ”
หวังทงหันกลับเข้าห้องไป กำหมัดกวัดแกว่งอย่างดีใจสุดขีด คนที่เห็นต่างพากันงง ใต้เท้าทำไมอารมณ์ดีขึ้นมากะทันหันเช่นนี้
…………………
[1] เท่ากับ 15 นาที
