ตอนที่ 703 ต่อหน้ากฎหมายไม่มีคนจนคนรวย
“กล้าเอ่ยถึงความดีความชอบจากการรบต่อหน้าข้าหรือ ถือสิทธิ์อันใดกล่าวว่าออกรบเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายกัน!?!?”
วาจาย้อนถามนี้ ทำเอาซุนต้าอิงสองตาพองโต ทหารรับใช้ด้านนอกก็เงี่ยหูตั้งใจฟังกันใหญ่ ได้ยินหวังทงกล่าวเช่นนี้ก็โมโหอย่างที่สุด
ซุนต้าอิงโมโหพลางหัวเราะเยาะดังกล่าวว่า
“ตัดหัวพวกนอกด่านเกือบ 500 ความดีความชอบเช่นนี้ในสายตาใต้เท้าหวังถือว่าไร้สิทธิ์งั้นหรือ……”
ยังพูดไม่ทันจบ ก็เหมือนมีอะไรติดคอ กล่าวไม่ออก มีเรื่องหนึ่งแม้ว่าไม่ได้ป่าวประกาศให้รู้กัน แต่ตำแหน่งระดับซุนต้าอิงเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่เคยได้ยิน
“นอกด่านจางเจียโข่วที่เมืองเซวียนฝู่ นอกด่านกู่เป่ยโข่วที่มี่อวิ๋น ท่านป๋อคงลืมแล้วกระมัง สถานะข้าอีกสถานะก็คือผู้บัญชาการหัวหน้ากองกำลังหู่เวยแห่งราชสำนักฝ่ายใน”
ซุนต้าอิงราวกับลมแฟบลงทันที นอกด่านจางเจียโข่วหัวศัตรูสามพันกว่า นอกด่านกู่เป่ยโข่วมากยิ่งกว่า ตนเองมาเอ่ยความชอบทางการรบต่อหน้าหวังทงได้อย่างไร ช่างเลอะเลือนสิ้นดี ใช่ว่าเป็นการตบหน้าตัวเองหรือ?
“ว่ากันว่าใต้เท้าซุนกับรองแม่ทัพหม่าต้งสัมพันธ์ไม่เลวนี่นะ ตอนนั้นยังแบ่งเอาจากเมืองเซวียนฝู่ไปร้อยหนึ่งด้วยนี่ ไม่ทราบว่าความชอบครั้งนี้มีแบบนี้ด้วยหรือไม่?”
วาจากล่าวสบายๆ แต่เหมือนกระแทกแรง ซุนต้าอิงเหมือนว่าเริ่มนั่งไม่ติด ผ่านไปครู่หนึ่งจึงได้กล่าวอย่างไร้เรี่ยวแรงว่า
“ข้ามีบุตรชายแค่คนเดียว ตามใจไปสักหน่อย ขอใต้เท้าไว้ชีวิตด้วย”
“ทำร้ายเจ้าหน้าที่ ฉุดคร่าสตรี ไม่ใช่โทษตาย แต่เจ็บตัวก็คงต้องมีบ้าง หากทำร้ายหญิงผู้นั้นไปแล้ว โทษก็คงหนักขึ้นอีก หากไม่แตะต้อง โทษก็เบาหน่อย”
หวังทงกล่าวน้ำเสียงเยียบเย็น ซุนต้าอิงพยักหน้าหันออกไปตะโกนขึ้นว่า
“ไปจับเสี่ยวกังเจ้าเดรัจฉานนั่นมัดมาเดี๋ยวนี้ รีบพาตัวมา!!”
ทหารด้านนอกพากันอึ้งไป ซุนต้าอิงโมโหตบโต๊ะเปรี้ยง ตะโกนดังขึ้นอีกว่า
“ยังมัวแต่อึ้งทำบ้าอะไร รีบไปมัดเจ้าเดรัจฉานนั่นมาสิ อย่าคิดเล่นลูกไม้นะ มัดเอาตัวมา พาตัวหญิงที่ฉุดคร่านั่นมาด้วย นำไปไว้บนรถ”
เมื่อครู่นายท่านตนยังโมโหขนพอง อยู่ๆ อ่อนยวบ ทหารด้านนอกไม่รู้ว่าเกิดเหตุอันใด แต่ก็รู้ว่าเป็นเพราะหวังทง จึงไม่กล้ารอช้าให้เสียเวลา รีบออกไปจัดการทันที
โถงรับแขกเงียบกริบ หวังทงค่อยๆ ยกน้ำชาขึ้นจิบ แม้เป็นจวนขุนนางบู๊ แต่ก็มีของดีมีราคา มีใบชาชั้นดี เทียบกับจวนหวังทงแล้วก็นับว่าดีกว่ามาก
คนงานและสาวใช้ที่คอยรับใช้มองซุนต้าอิงกับหวังทงอย่างตกใจ นายตนที่ปกติเปล่งอำนาจบารมีใหญ่โตยามนี้อยู่ๆ กลับหมดบารมี นั่งห่อตัวอยู่บนเก้าอี้ หวังทงกลับวางท่าดีกว่า นายต้องคอยตอบรับคำ เหมือนเป็นนายกับบ่าวก็ไม่ปาน
ไม่นาน ก็ได้ยินเสียงฝีเท้าดังเข้ามาในโถงรับแจก มีคนผู้หนึ่งดิ้นรนด่าทอมาแต่ไกล ค่อยๆ เข้ามาใกล้ ในห้องได้ยินชัดเจน
“……ก็แค่ฉุดผู้หญิงมา ลงมือกับเจ้าหน้าที่ อยู่เมืองต้าถง ข้าจับหญิงแก้ผ้านอนด้วยกลางถนน ถือดาบฟันเจ้าหน้าที่ ผู้ใดจะกล้าทำอันใดได้ ปล่อยข้า……”
“อุดปากเจ้าเดรัจฉานไว้!!”
ซุนต้าอิงในห้องได้ยินก็โมโหตบโต๊ะ ตวาดสั่งออกไป หาภัยใหญ่มาถึงตัวเช่นนี้แล้ว ยังไม่รู้จักสงบเสงี่ยม พูดยิ่งมาก ภัยก็ยิ่งมาก
ขณะที่สั่งการไปนั้น ซุนหย่งกังก็ถูกผลักเข้ามาในห้อง ปากถูกอุดไว้ด้วยผ้าสะอาด กำลังดิ้นรนอยู่ในมือของทหารตระกูลตน พอเข้ามาไม่มองไปทางซุนต้าอิง แต่กลับส่งสายตาอาฆาตไปจ้องหวังทง หวังทงวางถ้วยชาลง ตะโกนขึ้นว่า
“ฉีอู่เข้ามา!”
ฉีอู่ด้านนอกรับคำรีบก้าวเข้ามาด้านใน หวังทงหันไปบอกกับคนที่กำลังจับตัวซุนหย่งกังว่า
“ปล่อยนายน้อยเจ้า!”
วาจานี้ทำเอาคนจับตัวอึ้งไป มองไปยังนายท่านตน ซุนต้าอิงหน้าตานิ่งไม่พูดอันใด ปล่อยก็ปล่อย อย่างไรตนเองก็ไม่กล้าล่วงเกินนายท่านน้อยผู้นี้ จึงรีบแก้เชือกที่มัดอยู่ออก พอแก้ออก ก็ดึงผ้าที่อุดปากออกด้วยตนเอง พอถ่มน้ำลายสองสามทีกำลังจะพูด หวังทงตะโกนบอกฉีอู่ว่า
“ฉีอู่ จัดการนักโทษนี่แล้วมัดตัวกลับไป!!”
ฉีอู่ได้ยินคำสั่งก็อึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะก้าวเข้ามา ซุนหย่งกังถูกคลายเชือกออก ก็ย่อมไม่ยอมให้จับแต่โดยดี เห็นทหารองครักษ์เสื้อแพรหนุ่มน้อยกระชับพื้นที่เข้ามา ก็หรี่ตามองบิดาตน เห็นซุนต้าอิงไม่เงยหน้ามอง ซุนหย่งกังก็สะบัดมือและขาก่อนจะเตรียมรับมือ
แม้ว่าเขาเป็นหนุ่มสำราญ แต่อย่างไรก็เป็นลูกหลานแม่ทัพ ก็ย่อมมีฝีมืออยู่บ้าง ทหารองครักษ์เสื้อแพรที่ผ่านการฝึกมาไม่นาน ย่อมไม่อาจกำราบเขาได้ แต่ฉีอู่ไม่เหมือนกัน เขาได้รับการฝึกฝนไม่น้อยไปกว่าซุนหย่งกัง และแต่ไรมาไม่เคยเกียจคร้าน ก้าวเข้าไปสองก้าว ฉีอู่ก็ใช้ความเร็วอัดเข้าที่หน้าซุนหย่งกัง ซุนหย่งกังยกแขกปัดทิ้ง แต่ฉีอู่ไม่ได้มาแค่นี้ ซุนหย่งกังเพียงแค่จับตาที่หมัด ลืมดูขาฉีอู่ที่ยกขึ้นถีบที่ท้องน้องเข้าอย่างแรง ทำเอาเซถอยหลังไปหลายก้าว สีหน้าเจ็บปวด กุมท้อง ยามนี้ฉีอู่จึงค่อยง้างหมัดอัดลงไปกองที่พื้น
เวลาสั้นๆ ซุนหย่งกังก็ลงไปกองที่พื้นเรียบร้อย การเคลื่อนไหวของฉีอู่เรียกได้ว่ารวดเร็วแม่นยำ ก่อนจะเอาเชือกที่มัดตัวซุนหย่งกังมามัดอีกรอบ
พวกถานต้าหู่ด้านนอกก็เข้ามา เอาเชือกขัดไม้แบกซุนหย่งกังออกไป ซุนหย่งกังที่ถูกมัดเพิ่งถูกอัดไปสองหมัดยังไม่ทันหายใจได้ดี ก็ได้แต่ปล่อยให้แบกออกไปอย่างทำอันใดไม่ได้
ทหารคนหนึ่งเข้าไปกระซิบที่หูซุนต้าอิง ซุนต้าอิงถอนหายใจอย่างเห็นได้ชัด ประสานมือคำนับหวังทง กล่าวว่า
“ใต้เท้าหวัง หญิงสาวที่ฉุดมายังบริสุทธิ์อยู่ ข้ายินยอมมอบค่าปลอบขวัญให้ ขอใต้เท้าหวังยั้งมือเจ้าลูกหมาข้าด้วย”
หวังทงลุกขึ้นพยักหน้ากล่าวว่า
“ให้เงินปลอบขวัญหรือไม่เป็นเรื่องของท่าน ทุกเรื่องย่อมต้องจัดการไปตามระเบียบ บุตรชายท่านโทษไม่ถึงประหาร ก็ย่อมไม่ตาย วางใจได้!”
กล่าวจบก็ไม่เกรงใจอีก ประสานมือตอบก่อนจะก้าวออกไปทันที มองหวังทงนำตัวซุนหย่งกังไป มองเข้าไปด้านในเห็นซุนต้าอิงคว้าถ้วยชาปาลงพื้นอย่างแรง แตกละเอียด ทหารนายหนึ่งรีบเข้ามาบ่นอย่างไม่พอใจมากว่า
“นายท่าน หวังทงวางอำนาจเหิมเกริมเกินไปแล้ว……”
วาจายังไม่ทันจบ ก็ถูกซุนต้าอิงตบหน้าไปหนึ่งฉาด ตวาดด้วยความโมโหว่า
“ที่นี่ไม่ใช่เมืองต้าถง ที่นี่คือเมืองหลวง วันหน้าพวกเจ้าเป็นหูเป็นตาแทนข้า อย่าให้ไปหาเรื่องเดือดร้อนใหญ่เช่นนี้มาอีก ครั้งหน้าหากมีเรื่องเช่นนี้ ก็จะไม่ปกป้องพวกเจ้าแล้ว จะตีให้ตายแล้วส่งตัวให้ทางการไป!!!”
***********
เติ้งตี้กับเหล่าจางได้รับบาดเจ็บภายนอก พอบาดเจ็บก็มีหมอมารักษา จากนั้นกองลาดตระเวนยังให้พักช่วงบ่าย ไม่ต้องไปเข้ารับการฝึก เช้าวันรุ่งขึ้นก็ไปปฏิบัติหน้าที่ที่ถนนต้นหลิวคอเอียงต่อได้
เช้าวันต่อมา เติ้งตี้เปลี่ยนเป็นชุดลาดตระเวนหน้าร้อน ปฏิบัติหน้าที่ที่ถนนต้นหลิวคอเอียงต่อ แม้ว่าคุ้นเคยมากแล้ว แต่หลายเรื่องก็ไม่เหมือนกับเมื่อวานแล้ว
ตอนเดินผ่านร้านขายอาหารเช้าริมทาง ก็มีคนเงยหน้ามองแล้วก้มหน้าลง ไม่เหมือนกับหลายวันก่อนที่วิ่งเข้ามาเอาอาหารเช้ามาให้ ผ่านร้านค้า คนงานก็พยักหน้ายิ้มแห้งๆ ให้ ไม่ได้ดูสนิทสนมเหมือนก่อน เห็นๆ อยู่ว่าเถ้าแก่ร้านอยู่หน้าประตู อยู่ๆ ก็หันหน้ากลับเข้าร้านไปอย่างไม่แยแส ไม่ทักทาย
พวกอันธพาลที่มักก่อเรื่องเมื่อก่อนกลับมาบนถนนอีกแล้ว เห็นพวกเติ้งตี้สองคนเดินมา ก็พากันยืนขึ้นแสยะยิ้มใส่ ไม่ได้มีท่าทีให้ความเคารพแต่อย่างใด
ประตูร้านค้ายังปิดสนิท หน้าประตูมีคนงานเรียกแขกอยู่ พอเห็นเติ้งตี้ผ่านมาก็ลุกขึ้นคำนับทักทาย
ก็เป็นเหมือนวันก่อนๆ แต่เหมือนมีอันใดแตกต่างออกไป ในใจเติ้งตี้เข้าใจดี เมื่อวานถูกคุณชายคนนั้นอัดน่วม บารมีตนเองก็คงสูญสิ้นไปจากสายตาทุกคน สุดท้ายก็เหมือนกัน องครักษ์เสื้อแพรโหดร้ายกับราษฎร แต่ไม่กล้าล่วงเกินชนชั้นสูง สามารถมาเปิดร้านที่นี่ได้ก็ล้วนมีผู้หนุนหลัง เจ้าเป็นแค่ทหารตัวเล็ก คงไม่อาจล่วงเกิน เช่นนั้นจะยังต้องสนใจเจ้าทำไมกัน
เมื่อก่อนออกลาดตระเวนตามท้องถนน รู้สึกอกผายไหล่ผึ่ง วันนี้เดินแล้วรู้สึกถนนยาวเกินไป เดินอย่างไรก็ไม่สิ้นสุดทาง รู้สึกร้อนใจยิ่ง
เดินไปมาหลายรอบ คนบนถนนเริ่มเยอะขึ้น เติ้งตี้รู้สึกเหมือนมีคนชี้มาทางตน ย่อมเป็นเรื่องที่โดนไปเมื่อวาน พวกอันธพาลนั่นเดินส่ายอาดๆ ไปท่ามกลางฝูงคน คิดทำเรื่องชั่ว เติ้งตี้ขมวดคิ้ว กำลังจะเข้าไปจัดการ
อยู่ๆ ก็พบว่าบนท้องถนนเริ่มไม่สงบ ม้าสิบกว่าตัวขี่มาทางนี้ ฝูงชนหลบกระจัดกระจาย โชคดีที่เจ้าอันธพาลนั่นแค่ล้วงไปในกางเกงยังไม่ได้เอาอะไรไปได้ ม้าด้านหลังก็มาถึงตัว คนบนหลังม้าตวัดแส้ใส่ ทำเอาเจ้าอันธพาลร้องอย่างเจ็บปวด
ทหารม้าสิบกว่านายมาหยุดหน้าหอฟางฟาง คนบนหลังม้าก็คือนายกองร้อยองครักษ์เสื้อแพร ตะโกนขึ้นว่า
“ผู้ใดเป็นทหารประจำถนนเส้นนี้?”
“ข้าน้อยขอรับ!”
เติ้งตี้กับเหล่าจางรีบวิ่งเข้ามา นายกองร้อยบนหลังม้าพยักหน้า ผายมือไปด้านหลัง มีทหารองครักษ์เสื้อแพรสองนายกุมตัวคนผู้หนึ่งลงมา เป็นคุณชายที่ลงมือกับเจ้าหน้าที่เมื่อวาน พอคุมตัวมา ก็โยนลงพื้น คนที่ตกใจอยู่ก็พากันมามุงดูต่อ
“เมื่อวาน ซุนหย่งกังฉุดคร่าสตรี ทำร้ายเจ้าหน้าที่ จำเป็นต้องลงโทษ แส้ 40 ไม้ 30 ขัง 3 เดือน โชคดีที่ไม่ได้ทำร้ายหญิงสาวชาวบ้าน จึงให้ปรับเงินชดเชยให้ครอบครัวหญิงสาวพันตำลึง ค่ารักษาเจ้าหน้าที่ทางการก็ให้จ่ายให้ครบ พลทหารเติ้ง เจ้ามาลงทัณฑ์ได้!!”
คนโดยรอบเริ่มมีน้ำเสียงอุทานตกใจ เติ้งตี้เดิมคิดว่าเรื่องคงจบๆ ไปเช่นนี้ คิดไม่ถึงว่าจะมีเรื่องเช่นนี้ได้ ได้แต่รู้สึกแสบจมูก ขอบตาแดง มีคนนำตัวซุนหย่งกังถอดเสื้อออก กดตัวอยู่กับพื้น ราษฎรมุงดู ทุกคนบนท้องถนนต่างพากันมองตาค้าง เมื่อวานคุณชายท่านนี้วางอำนาจเหิมเกริม วางอำนาจบาตรใหญ่อย่างที่สุด วันนี้ถูกจับตัวมาลงโทษ องครักษ์เสื้อแพรไม่เหมือนเมื่อก่อนแล้ว
เติ้งตี้รับแส้หนังมา ก่อนจะสะบัดมือ กัดฟันเข้าไปโบยเต็มแรง
