บทที่ 13 ได้มาไม่ง่าย (4)
“เยี่ย เจ้ายังจำได้หรือไม่ ตอนแรกเจ้าฆ่าคนเรียบตลอดทางพาข้าออกมาจากตระกูลเยี่ย” หลานเฟิงนอนลงบนเตียง กอดหลานเยี่ยที่นอนสลบแน่น กลัวว่าไม่ทันระวังแล้วเขาจะจากไป
“ตอนนั้นเจ้าแข็งแกร่งมาก แกร่งจนไม่มีคนควบคุมเจ้าได้ แกร่งจนต้องใช้พลังทั้งหมดของหลานฮูหยินมาพนัน แกร่งจนหลังจากเจ้ากลับตระกูลหลานมาแล้วตระกูลเยี่ยก็ยังคิดอยากได้เจ้ามาครอบครอง” หลานเฟิงตัวสั่นอย่างห้ามไม่ได้
“เจ้ารู้หรือไม่ เพื่อข้า เจ้าขยันพยายามฝึกฝนพลัง เพื่อข้า เจ้ายอมปิดบังความเศร้าทั้งหมด เพียงเพราะรอยยิ้มเดียวที่จะส่งให้ข้า เพราะข้า เจ้ายอมกระทั่งละทิ้งชีวิตของตนเอง”
“แต่ตอนนี้เจ้าไม่รู้อะไรทั้งนั้น ไม่รู้ว่าตนเองเคยหัวเราะได้อย่างไร้กังวล ไม่รู้ว่าตนเองเคยลากเอาเด็กหนุ่มที่ใกล้จะดับสลายขึ้นมาจากปากเหว ไม่รู้ว่าข้ารักเจ้ามากเพียงใด ไม่รู้ เจ้าไม่รู้อะไรทั้งสิ้น” ไร้ซึ่งน้ำตา หลานเฟิงไม่รู้ว่าทำไมตนเองถึงร้องไห้ไม่ออก เรื่องทั้งหมดในใจนั้นทำได้เพียงแค่หลุดออกมาทีละคำ
“ทุกคนล้วนเคารพเจ้าเป็นนายน้อยตระกูลหลาน ในอนาคตเจ้าจะกลายเป็นเทพที่ควบคุมกลุ่มตระกูลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดบนแผ่นดินนี้ แต่ในใจของข้า เจ้าเป็นเพียงเสี่ยวเยี่ย เป็นเสี่ยวเยี่ยของข้าคนเดียว เจ้ามีเพียงหนึ่งเดียว ไม่อาจมีใครมาแทนที่ เช่นนี้ข้าจะทำใจเอาเสี่ยวเยี่ยที่อมไว้ในปากก็กลัวจะละลาย เอามาถือไว้ในมือก็พังต้องมาประสบความทรมานเช่นข้าที่เคยได้รับในตอนนั้นได้อย่างไร” หลานเฟิงไม่ทันได้สังเกต น้ำตาเม็ดหนึ่งไหลลงมาจากหางตาของหลานเยี่ย แม้จะไม่ได้สติ แต่หลานเยี่ยน่าจะพบกับหลานเฟิงในความฝันแล้วกระมัง
“แต่ข้าทำได้เพียงเท่านี้ เจ้าคงไม่โทษข้ากระมัง เสี่ยวเยี่ย หากเจ้าคิดว่าเจ็บปวดเกินไป ไม่เป็นไร พวกเราตายไปด้วยกัน หลังจากนี้ข้าจะไม่จากเจ้าไปไหนอีก เจ้าเองก็จะไม่เหงาอีกต่อไป”
∗∗∗
“ชิวเย่ว์เจ้ารู้หรือไม่ ตอนนั้นที่พวกเราอยู่ในคุกตระกูลเยี่ยด้วยกัน ข้ายังเคยลอบสังเกตเจ้ามาก่อน” หลานเยี่ยพูดกับเด็กหนุ่มที่ทอดสายตามองไปยังทิศตะวันตก
“แม้ตอนนั้นข้าจะไร้ความหวังอย่างมาก แต่ยังดีที่นิสัยของเด็กยังไม่ถูกกลบหายไปอย่างสมบูรณ์ ข้าแอบสังเกตเจ้า ตอนนั้นข้าคิดว่าเด็กที่น่ารักขนาดนี้ข้าเพิ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรก แม้เจ้าจะเย็นชา และไม่แสดงท่าทีว่าอยากจะพูดคุยกับข้าก็ตาม แต่เหตุผลที่ทำให้ข้าอยากมีชีวิตต่อนั้นเพิ่มขึ้นมาอีกข้อหนึ่ง นั่นก็คือแอบสังเกตเจ้า ฟังแล้วน่าตลกแต่นี่เป็นเรื่องจริงนะ”
“ข้ามักคิดว่าหากตอนนั้นเรารู้ว่าคนเหล่านั้นจะทำอะไร หากข้าต่อต้านสักหน่อย เช่นนั้นคนที่ได้รับบาดเจ็บก็น่าจะไม่ใช่เจ้า ทำไมข้าถึงไม่ต่อต้านกันนะ ทำไมคนที่ได้รับบาดเจ็บถึงเป็นเจ้า” หลานเยี่ยพูดออกมาเรียบๆ ไม่ร้องไห้ ไม่กรีดร้อง เหมือนว่าลืมความสามารถนี้ไปแล้ว
หลานเยี่ยปัดผมที่บังตาชิวเย่ว์ออก ลูบใบหน้าที่ไม่มีความรู้สึกใดๆ ดวงตาที่เหม่อลอยไปมานั้นไม่มีเงาสะท้อนใดๆ
“บ้าน…” ลูกตาของชิวเย่ว์เหมือนจะเปลี่ยนสี ดวงตาสีแดงก่ำที่เต็มไปด้วยความโกรธแค้นนั้นทำให้หลานเยี่ยอึ้งไป
“ชิวเย่ว์ เจ้าคิดอะไรขึ้นมาได้อย่างนั้นหรือ” หลานเยี่ยพูดออกมาอย่างร้อนใจ รีบจับไหล่ของชิวเย่ว์เอาไว้
“บ้าน… ท่านพ่อ… ท่านแม่…”
“ใช่ เช่นนี้แหละ คิดต่อไป ชิวเย่ว์ ยังมีอะไรอีก” ดวงตาทั้งสองข้างของหลานเยี่ยขุ่นมัว เขาไม่รู้ว่านี่คือโชคดีหรือโชคร้าย
“มีด… สีแดง…” สมองของหลานเยี่ยมึนงง ยังไม่ทันจะเกิดปฏิกิริยาอะไรกับคำพูดของชิวเย่ว์ แต่ความรู้สึกไม่ดีของเขานั้นกลับชัดเจนอย่างไม่มีที่เปรียบในทันใด
