Skip to content

ใต้ม่านรัตติกาล 37


บทที่ 37 แผนการถอนทัพ

“ท่านประมุข” หลานเม่ยประสานมือทำความเคารพ

“ขอให้จู่จื๋อซืออยู่ที่ส่วนในตระกูลหลาน อย่าให้ตระกูลหลานเกิดเรื่องอะไรขึ้น และอย่าให้หนอนบ่อนไส้มีสิทธิ์ได้ฉวยโอกาส ตระกูลหลานต้องส่งมอบให้เจ้าแล้ว” หลานเยี่ยค้อมตัวลงน้อยๆ แสดงการขอร้อง

“ท่านประมุขไม่จำเป็นต้องเกรงใจ นี่เป็นหน้าที่ของหลานเม่ย”

“หลานเฟิงไปเขาเทียนปี้กับข้า ข้าจะต้องลองอีกสักครั้ง”

“ขอรับ”

∗∗∗

เขาเทียนปี้มีดอกไม้บานตลอดทั้งปี ทั้งสี่ฤดูเหมือนฤดูใบไม้ผลิ กลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกไม้นั้นแพร่กระจายอบอวลไปทั่วพื้นที่ตลอดเวลา พื้นที่ที่เชื่อมต่อกับเมืองหลวงมีแม่น้ำสายงามโอบล้อม

เสียงน้ำไหลริน ไพเราะเสนาะหู ใสสะอาดเห็นพื้นแม่น้ำ บนแม่น้ำมีเรือลำเล็กสองสามลำลอยอยู่ตามใจ ดูสบายใจเป็นอิสระ

คาดหวังมากเพียงใดไม่ให้มีการสู้รบเกิดขึ้น และคาดหวังมากเพียงใดว่าภาพวิวทิวทัศน์ที่สวยงามและสามัญเช่นนี้จะไม่ถูกทำลายลง

ตระกูลเยี่ยบุกโจมตี สงครามอุบัติขึ้นโดยง่าย การป้องกันประตูเมืองเขาเทียนปี้ยิ่งหนาแน่นมากยิ่งขึ้น หลานเยี่ยต้องส่งตราหยกประจำประมุขตระกูลหลานออกมาถึงได้ผ่านเข้าไป

ตอนที่ทั้งสองคนถึงตำหนักเอกนั้นจู่ๆ หลานเยี่ยก็หยุดห่างอยู่บริเวณไกลๆ

“หลานเฟิง เจ้าว่าท่านลุงจะให้ข้าเข้าไปหรือไม่?” หลานเยี่ยไม่ได้ก้าวขึ้นไปข้างหน้า บนใบหน้านั้นแสดงความลังเลใจ และหลานเฟิงก็ไม่ได้พูดจาเช่นกัน เขาไม่กล้ารับประกันอะไร เขาเทียนปี้มีอันตรายรออยู่ข้างหน้า เขาไม่อาจพูดแอบอ้างอะไรออกมาอย่างไร้ความรับผิดชอบ เขาเกิดรังเกียจตัวเองเล็กน้อย ทำให้คนข้างกายต้องรู้สึกลำบากใจอีกแล้ว หากว่าตนเองแข็งแกร่งได้กว่าเดิมเสียหน่อยก็คงจะดี

หลานเยี่ยไม่ได้เดินไปทางประตูใหญ่ แต่เลือกจะปีนกำแพงเข้าไป แม้การป้องกันจะแน่นหนามากขึ้น แต่เขาก็รู้ว่าอวิ๋นอี้ไม่มีทางขวางเขาเอาไว้เป็นพิเศษ ดังนั้นต่อให้มีทหารยามเดินเวรก็ละเลยพวกเขาไปอย่างรู้กัน

แต่เขากลับไม่มีความกล้าที่จะเดินผ่านประตูใหญ่ ไม่มาขวางทางเขาตรงนี้แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าพร้อมใจให้เขาเข้ามาในเขาเทียนปี้กระมัง อย่างไรการที่คิดจะปล่อยวางเรื่องราวในตอนนั้นไม่ใช่สิ่งที่จะทำได้ในช่วงเวลาสั้นๆ

ด้านหน้ามีนายพลอวิ๋นอานเฝ้าประจำการ ไม่จำเป็นต้องกังวล ฉะนั้นอวิ๋นอี้อยู่ที่โถงบรรพชนจริง

ในโถงบรรพชนไม่ได้แตกต่างอะไรจากเวลาปกติ แสงไฟมืดมน โบกสะบัดไปมาตามแรงลม แต่ครั้งนี้เพียงแค่สะบัดแรงมากขึ้นเท่านั้นเอง กลไกบนกำแพงโถงบรรพชนถูกเปิดออกแล้ว ภายในเป็นไฟอมตะที่ทำจากเลือดของคนในตระกูลเขาเทียนปี้

คนอยู่ไฟสว่าง คนตายไฟดับ

อวิ๋นอี้เขม็งมองไฟสว่างที่อยู่บนกำแพงนิ่ง ไฟที่ดับไปแล้วเจ็ดปีแต่เดิมควรเอาออก ไฟที่อยู่เต็มกำแพงควรจะสว่างทั้งหมด แต่ไฟดวงนั้นกลับไม่สว่างขึ้นมา นั่นคือไฟอมตะของอวิ๋นหรง อวิ๋นอี้ทำใจเอาออกไปไม่ได้ เขาหวังมากเพียงใดให้ไฟดวงนั้นสว่างขึ้นมาอีกครั้ง…

“ท่านลุง” หลานเยี่ยเหลือบมองไฟอมตะบนกำแพง ไฟของตนเองนั้นสะบัดพัดไปตามแรงลมแต่ยังคงสว่างอยู่ ในตอนนี้ยังไม่มีไฟที่ดับลง ดูท่าเหตุสงครามตรงหน้ายังไม่ถึงขั้นน่าอนาถ

อวิ๋นอี้ไม่ได้เงยหน้าขึ้น ยังคงนิ่งเงียบเหมือนปกติ

จู่ๆ ประตูก็ถูกเปิดออก หญิงสาวคนหนึ่งอายุประมาณสิบเจ็ดสิบแปดเดินเข้ามา สวมเสื้อชุดทำศึกแม้จะง่ายแต่ก็ขับให้สตรีผู้นั้นดูเปล่งปลั่งสวยงาม ทำให้คนไม่อาจละสายตาได้

หากเป็นเวลาปกติหลานเยี่ยจะต้องก้าวขึ้นไปข้างหน้า อดไม่ได้ที่จะเอ่ยชื่นชมสองสามประโยค แต่ตอนนี้จะงดงามน่ามองกว่านี้มากเพียงใดก็ไม่จิตใจมาชื่นชม

“ท่านพี่มาแล้ว” หญิงสาวส่งยิ้มให้หลานเยี่ยน้อยๆ

หลานเยี่ยถึงได้เห็นหน้าตาของคนที่เดินเพิ่งเข้ามาอย่างชัดเจนโดยใช้แสงไฟ สตรีคนนั้นเป็นญาติผู้น้องของเขา ธิดาศักดิ์สิทธิ์แห่งเขาเทียนปี้อวิ๋นหรู เฉลียวฉลาดเป็นยอดคน อายุสิบหกปีก็เข้ารับตำแหน่งธิดาศักดิ์สิทธิ์ ไม่ได้เจอกันนานยิ่งดูคล่องแคล่วและหัวไวมากขึ้น

“ท่านพ่อ ด่านมู่หลิงป้องกันง่ายโจมตียาก ทัพทหารตระกูลเยี่ยไม่อาจโจมตีเข้ามาได้ในช่วงเวลาสั้นๆ ตอนนี้ถอยทัพออกมาจัดรูปแบบชั่วคราวก่อนได้ นอกจากทหารสองสามนายแล้ว ก็ไม่มีคนในตระกูลที่ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต” อวิ่นหรูรายงานสถานการณ์สู้รบออกมาง่ายๆ จากนั้นก็ถอยไปอีกฝั่ง

“ท่านลุง วันนี้ข้ามาเพื่อจะปรึกษาเรื่องแผนการถอยทัพ” หลานเยี่ยพูดต่อจากเรื่องของอวิ๋นหรูต่อไป

ACAC

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!
Exit mobile version