บทที่ 56 ข้ายินยอม ข้าเลือก ฉะนั้นข้าถึงอยู่
ก๊อก ก๊อก ก๊อก ก๊อก ก๊อก ก๊อก
หลานเยี่ยเพิ่งกลับมาถึงตระกูลหลานกำลังเปลี่ยนเสื้อผ้าอยู่ในห้อง ประตูห้องก็ถูกคนเคาะเสียงดังสนั่น
“เข้ามา”
หลานเม่ยผลักประตูเข้ามาก็เห็นว่าหลานเฟิงกำลังสวมเสื้อนอกให้หลานเยี่ย
“ท่านประมุข หลานเม่ยมาเพื่อรับผิดขอรับ” หลานเม่ยคุกเข่าข้างเดียวลงบนพื้น
“จู่จื๋อซือไม่มีมีความผิด เจ้าเพียงพยายามทำสิ่งที่ตนไม่ควรทำเท่านั้นเอง เป็นเพราะตระกูลหลานทั้งนั้น ม่านพลังตระกูลหลานพันปีมานี้ไม่เคยมีคนทำลายมาก่อน ตอนนี้ก็ไม่มีทางถูกทำลายลงโดยง่าย ลุกขึ้นเถิด”
หลานเยี่ยทำท่าประคองให้ลุกขึ้น
“ขอบคุณท่านประมุข”
“สถานการณ์ด้านซีเชวียเป็นอย่างไร?”
หลานเม่ยเล่าสถานการณ์ในซีเชวียออกมาอย่างรวบรัดได้ใจความ และยังพูดเป็นนัยว่าเรื่องนี้อาจจะมีการวางแผนล่วงหน้า
“ศึกหมุนเวียนหรือ หลานเฟิงเจ้าพาทหารไปที่ซีเชวียในทันที ให้หลานอีอยู่ที่ตระกูลหลาน จู่จื๋อซือ ทหารพลังและพลทหารของเขาเทียนปี้เพิ่งกลับมา เจ้ารั้งอยู่ที่ตระกูลหลานคอยจัดการงานที่สืบเนื่องภายหลัง ตามนี้”
“ขอรับ”
หลานเฟิงได้รับคำสั่งแล้วก็ออกไปในทันที หลานเม่ยยังคงอยู่ในห้อง
“จู่จื๋อซือยังมีธุระอื่นอีกหรือ?” เห็นหลานเม่ยยังไม่ออกไป หลานเยี่ยจึงเอ่ยปากขึ้นถม
“ท่านประมุข หลานเม่ยมีเรื่องที่ไม่รู้ว่าสมควรพูดหรือไม่?”
หลานเยี่ยเหลือบตามองเขาทีหนึ่ง พอจะเข้าใจความหมายอยู่บ้าง
“ท่านประมุข… หากอยู่ส่วนตัวก็เรียกข้าว่านายน้อยหรือหลานเยี่ยเถิด อย่างไรท่านประมุขตระกูลก็ยังมีชีวิตอยู่! มีอะไรก็พูดมาเถิดท่านลุงหลานเม่ย”
หลานเยี่ยเปลี่ยนสรรพนามเรียกแสดงถึงท่าทีของตน อย่างแรกเพราะพวกเขามีความสัมพันธ์ฉันท์ผู้นำและขุนนาง แต่อีกทางหนึ่งพวกเขายังมีความสัมพันธ์เป็นลุงหลาน หลังจากหลานเม่ยได้ยินเช่นนั้นก็วางใจ
“นายน้อยประสบเคราะห์กรรมตั้งแต่เด็ก ฝึกฝนจิตใจอันยืนหยัด พรสวรรค์ก็โดดเด่นกว่าคนธรรมดามากนัก กระแสพลังก็ไม่มีใครมาเทียบได้ เพิ่งจะมารับเรื่องการสงครามตระกูลหลานแต่ก็จัดการได้เป็นอย่างดี”
“ท่านอย่าได้ชมข้าอีกเลย มีอะไรก็พูดมาตรงๆ เถิด ข้าไม่ได้ดีขนาดที่ท่านพูด”
“นายน้อยอย่าได้ลุ่มหลงอยู่ในอารมณ์เกินไป” หลานเม่ยพูดถึงตรงนี้ก็หยุดลง
“เกรงว่าข้าจะติดขัดเพียงเพราะคำว่าอารมณ์อย่างนั้นหรือ?” หลานเยี่ยมีสีหน้าดำคล้ำ
“ท่านลุงหลานเม่ยอายุมากกว่าข้าหนึ่งรอบ จะใช้อายุสามสิบเอ็ดปีมาพูดแนะนำแทนพ่อข้าอย่างนั้นหรือ?” หลานเยี่ยหน้านิ่งขรึมในทันใด
หลานเม่ยเงียบเสียงไม่พูดจา
“ล้อท่านเล่นต่างหากเล่า!” หลานเยี่ยยิ้มแย้ม
“ท่านลุงเคยพบคนคนหนึ่งที่ทำให้ท่านใจเต้นได้จริงๆ แล้วหรือยัง หรือทำไมให้ท่านเกิดความอยาก คิดถึงนางตลอดเวลาหรือไม่?”
“ยังไม่เคย”
“เช่นนั้นที่จนถึงตอนนี้ท่านลุงยังไม่แต่งงานเป็นเพราะหาคนที่เหมาะสมไม่ได้อย่างนั้นหรือ? แม้แต่ด้ายแดงที่พ่อข้าเคยเชื่อมให้ท่านก็ปฏิเสธ ดูท่าทางท่านยังเป็นคนเชื่อในความรู้สึกที่แท้จริง!”
“…”
หลานเม่ยคิดไม่ถึงว่าการที่เขาพูดเรื่องของหลานเยี่ยจะทำให้ตนเองถูกหลานเยี่ยตีกลับมา
“สำหรับเรื่องนี้ท่านลุงไม่จำเป็นต้องพูดขึ้นมาอีก ท่านพ่อไม่อาจยุ่งกับข้าได้ มีคนที่จริงใจแนะนำข้าได้ข้าดีใจมาก” หลานเยี่ยหยุดไปครู่หนึ่ง ผ่านไปสักพักถึงเอ่ยปากพูดต่อ
“สำหรับเมื่อครู่นี้ที่ท่านพูดอ้อมไปอ้อมมาว่าการศึกครั้งนี้ได้มีการวางแผนไว้ล่วงหน้า ข้าจะกลับไปคิดดูให้ดี ไม่แน่ว่าเป้าหมายของพวกเขาเป็นเพียงตระกูลหลานจริง!” หลานเยี่ยยิ้มด้วยความเคยชิน
“นายน้อยท่านพักก่อนเถิด ข้าขอตัว”
หลานเม่ยออกจากห้องไป เหลือเพียงหลานเยี่ยอยู่ในห้องคนเดียว
“หลงในอารมณ์… ข้าช่างยิ่งใหญ่เสียจริง แอบซ่อนอยู่หลังคนที่อยู่เบื้องหลัง เจ้าคิดจะทำอะไรกันแน่?” หลานเยี่ยพูดพึมพำ
“ข้ามีความจริงใจ ข้ารักษาความตั้งใจแรก แต่ข้ามีใจหรือไม่นะ?”
มองดูม้วนกระดาษบนกำแพง หลานเยี่ยยิ้มออกมาน้อยๆ
“ข้ายินยอม ข้าเลือก ฉะนั้นข้าถึงอยู่”
