คลังเก็บรายเดือน: เมษายน 2022

ป้องกัน: สตรีน่าตาย 101

บทความนี้มีรหัสผ่านป้องกันอยู่ การจะดูบทความโปรดใส่รหัสผ่านของคุณด้านล่าง

ป้องกัน: Ebook สตรีน่าตาย เล่ม 10

บทความนี้มีรหัสผ่านป้องกันอยู่ การจะดูบทความโปรดใส่รหัสผ่านของคุณด้านล่าง

ป้องกัน: สตรีน่าตาย 100

บทความนี้มีรหัสผ่านป้องกันอยู่ การจะดูบทความโปรดใส่รหัสผ่านของคุณด้านล่าง

ป้องกัน: สตรีน่าตาย 99

บทความนี้มีรหัสผ่านป้องกันอยู่ การจะดูบทความโปรดใส่รหัสผ่านของคุณด้านล่าง

ป้องกัน: สตรีน่าตาย 98

บทความนี้มีรหัสผ่านป้องกันอยู่ การจะดูบทความโปรดใส่รหัสผ่านของคุณด้านล่าง

ป้องกัน: สตรีน่าตาย 97

บทความนี้มีรหัสผ่านป้องกันอยู่ การจะดูบทความโปรดใส่รหัสผ่านของคุณด้านล่าง

ป้องกัน: สตรีน่าตาย 96

บทความนี้มีรหัสผ่านป้องกันอยู่ การจะดูบทความโปรดใส่รหัสผ่านของคุณด้านล่าง

ป้องกัน: สตรีน่าตาย 95

บทความนี้มีรหัสผ่านป้องกันอยู่ การจะดูบทความโปรดใส่รหัสผ่านของคุณด้านล่าง

ป้องกัน: สตรีน่าตาย 94

บทความนี้มีรหัสผ่านป้องกันอยู่ การจะดูบทความโปรดใส่รหัสผ่านของคุณด้านล่าง

ป้องกัน: สตรีน่าตาย 93

บทความนี้มีรหัสผ่านป้องกันอยู่ การจะดูบทความโปรดใส่รหัสผ่านของคุณด้านล่าง

ป้องกัน: สตรีน่าตาย 92

บทความนี้มีรหัสผ่านป้องกันอยู่ การจะดูบทความโปรดใส่รหัสผ่านของคุณด้านล่าง

ลำนำบุปผาพิษ 308

บทที่ 308

สิ่งที่ต้องเฝ้าพิทักษ์เข้มงวดถึงเพียงนี้คืออะไรกัน

หรือว่าเธอจะมาผิดถํ้า?

กู้ซีจิ่วหันหลังคิดจะเดินออกไปดู เธอเพิ่งหันหลังไป จู่ๆ ก็ สังเกตเห็นอะไรบางอย่าง จึงหันกลับมาทันที!

โคมไฟคู่หนึ่ง!

เป็นโคมไฟสีเขียวคู่หนึ่ง!

โคมไฟแต่ละดวงมีขนาดเท่าถ้วยชา สีเขียวชวนสยองขวัญ!

กู้ซีจิ่วอึ้งไป

หยาดเหงื่อเย็นเฉียบเกือบผุดออกมาแล้ว! นี่มันโคมไฟที่ไหนกัน ดวงตาสัตว์ร้ายชัดๆ!

เกิดสายลมพัดกรรโชก!

‘โคมไฟสองดวง’ กระโจนเข้ามา!

………………………

ครึ่งชั่วยามให้หลัง

กู้ซีจิ่วนั่งอยู่บนชะง่อนหินก้อนหนึ่ง ยกมือจัดเสื้อผ้าที่ยู่ยี่เล็กน้อยเพราะการเคลื่อนไหว รวบเส้นผม จากนั้นก็ลุกขึ้นเตะงูยักษ์เขาเดียวที่เธอเพิ่งสังหารไป ความรู้สึกที่เท้าสัมผัสค่อนข้างนุ่มนิ่ม

ไม่รู้ว่างูยักษ์ตัวนี้เป็นสัตว์ประหลาดพันธุ์ใด ยาวห้าจั้ง ตัวหนาเท่าปากชาม บนหัวยังมีเขาแหลมคมอันหนึ่ง พ่นพิษได้ พ่นไพ่ได้ เกล็ดหนากว่าตัวนิ่มเสียอีก ยามเธอต่อสู้กับมัน ใช้กระบี่ฟันไปหลายที เกล็ดไม่แม้แต่จะหลุดออกมาสักชิ้น

งูตัวนี้ร่างใหญ่มหึมาถึงเพียงนี้ กลับเคลื่อนไหวปราดเปรียวยิ่งกว่ากระต่ายเสียอีก เลื้อยไปมาในถ้ำนี้ดุจแถบผ้าที่มาพร้อมสายฟ้าฟาด พลังน่าตกตะลึงยิ่ง!

กำลังภายในที่กู้ซีจิ่วฝึกฝนมาหนึ่งเดือน ได้นำมาทดสอบฝีมือกับเจ้าสิ่งนี้พอดี เธอต่อสู้โรมรันกับมัน

ท่าร่างประหลาดของเธอ ผนวกกับกำลังภายในที่ลึกลํ้ายิ้งและวิชาเคลื่อนย้ายในพริบตา เมื่อใช้วิชาตัวเบาควบคู่กับวิชาเคลื่อนย้าย ยิ่งเสริมให้คล่องแคล่าดั่งใจนึก เดี๋ยวซ้ายเดี๋ยวขวา เดี๋ยวบนเดี๋ยวล่างอยู่ใกล้ๆ เจ้างูนี้ เจ้างูที่ปราดเปรียวถึงเพียงนั้นถูกเธอหลอกล่อจนตาลาย ถูกฟันติดๆ กันหลายครั้ง…

ต่อสู้พัวพันอยู่เช่นนี้เกือบครึ่งชั่วยามขณะที่สู้พัวพันอยู่ในที่สุดกู้ซีจิ่วก็หาจุดอ่อนของงูตัวนี้พบ แทงกระบี่เข้าที่เพดานปาก ทะลุศีรษะ ทำให้มันดับดิ้นไป

การต่อสู้ครั้งนี้พูดแล้วเหมือนง่ายดาย แต่ความจริงสุ่มเสี่ยงอันตราย หากเป็นฝีมือของเธอเมื่อก่อนคงสู้ไม่ไหว มีแต่ต้องกลายเป็นอาหารของมัน

ตามความเป็นจริงในเชิงปฏิบัติ วรยุทธ์จะพัฒนาอย่างรวดเร็วในการต่อสู้ที่แท้จริง

หลังผ่านการต่อสู้ครั้งนี้ กู้ซีจิ่วเข้าใจแนวทางเพิ่มขึ้นบ้างแล้ว สรุป คือได้ประสบการณ์และบทเรียนจากการต่อสู้กับสัตว์ร้าย เธอเคยสอบถามองค์รัชทายาทหรงเจียหลัวมาแล้ว ยอดเขาที่สองของป่าทมิฬก็มีงูพิษเช่นนี้ นึกไม่ถึงว่าเธอจะได้มาสัมผัสกับเจ้าสิ่งนี้ล่วงหน้า…

เธอหยุดพักเล็กน้อย แล้วเริ่มค้นหาภายในถ้ำที่พังยับเยิน

ล้วนกล่าวกันว่าสัตว์มีพิษชอบพิทักษ์ปกปักข้าวของ เจ้างูยักษ์ตัวใหญ่ขนาดนี้ ทรงพลังถึงเพียงนี้ เมื่อกี้อยู่ที่รังในถํ้าตลอดไม่ยอมออกมา บางทีมันอาจจะซ่อนสมบัติลํ้าค่าไว้ในนี้จริงๆ ก็ได้…

เธอชำนาญการค้นหาสิ่งของมาก ไม่ถึงหนึ่งนาทีเธอก็ค้นพบหีบหยกขาวใบหนึ่งในสถานที่เดิมซึ่งงูยักษ์เลื้อยออกมา หีบหยกขาวใบไม่ใหญ่ ด้านบนมีสลักซับซ้อน

กู้ซีจิ่วตรวจสอบดูก่อน หลังจากยืนยันแน่ชัดว่าหีบหยกขาวใบนี้ไม่มีพิษจึงหยิบมันขึ้นมา พลิกไปพลิกมาดู แล้วค่อยเงี่ยหูฟัง รู้สึกว่าด้านในเหมือนจะมีสิ่งของอะไรที่บางเบาอยู่

สิ่งที่เจ้างูยักษ์ต้องเฝ้าพิทักษ์เข้มงวดถึงเพียงนี้คืออะไรกัน?

โดยทั่วไปแล้วน่าจะเป็นสมุนไพรหรือของวิเศษกระมัง?

ถึงแม้สลักบนหีบหยกขาวใบนี้จะซับซ้อนยิ่งนัก แต่ก็ไม่คณนามือ มืออาชีพเช่นกู้ซีจิ่ว เพียงครู่เดียวเธอก็เปิดได้แล้ว จากนั้นใช้ไม้พลองบางๆ ด้ามหนึ่งงัดฝาหีบให้เปิดออก

ค่อยยังชั่วไม่มีกลไกยิงอาวุลับที่มีพิษอะไรอยู่ด้านใน เธอมองเข้าไปข้างใน มองเห็นผ้าไหมเนื้อบางผืนหนึ่งที่พับซ้อนเป็นระเบียบเรียบร้อย

ผ้าไหมเนื้อนุ่มสีคร่ำคร่า ค่อนข้างทึมทึมอยู่บ้าง เห็นได้ชัดว่าเก่ามาก

หลังจากยืนยันแล้วว่าไม่มีพิษ กู้ซีจิ่วจึงหยิบผ้าไหมเนื้อนุ่มขึ้นมา ค่อยๆ คลี่กางออก…

ลำนำบุปผาพิษ 307

บทที่ 307

เธอสัมผัสมาแล้วกับมือ!

ทำไมจะไม่แน่ใจล่ะ? เธอสัมผัสมาแล้วกับมือ!

“แน่ใจ ข้าพิสูจน์มาแล้วกับมือ”

“พิสูจน์อย่างไร?”

กู้ซีจิ่วชะงัก ทำไมเธอรู้ลึกว่าหัวข้อนี้ค่อนข้างประหลาด จะเบี่ยงเบนหรือ?

“ผิวสัมผัสของมัน ความรู้สึกยามสัมผัสด้วยมือ…” กู้ซีจิ่วไม่ปิดบัง

“เจ้าแน่ใจหรือว่ามันคือหยก? มิใช่คนจริงๆ?”

กู้ซีจิ่วผงะ แล้วพยักหน้า “แน่ใจ!”

รูปสลักหยกกับคนจริงๆ แยกแยะได้ง่ายจะตาย

“หึๆ…” คนผู้นั้นหัวเราะเสียงเย็น จู่ๆ รอบกายก็เปล่งแสงสีรุ้งเจิดจ้าละลานตา

กู้ซีจิ่วสะดุ้งโหยง จากนั้นคนผู้นี้ก็กลายเป็นรูปสลักหยกต่อหน้าต่อตาเธอ…

กู้ซีจิ่วหน้าเปลี่ยนสี ถอยหลังทันที ไม่รู้ว่าเท้าข้างหนึ่งสะดุดอะไรเข้า ร่างกายจึงพลันซวนเซ!

แสงสีขาวเบื้องหน้าเจิดจ้าแยงตา เธอหลับตาลงตามสัญชาตญาณ เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้งก็พบว่าตนยังอยู่ในห้องนอน

ท่านเทพศักดิ์สิทธิ์ รูปสลักหยก ถ้ำภูเขา ทั้งหมดหายไปอย่างไร้ร่องรอย

ที่แท้ก็ฝันไป!

ในฝันเธอฝันว่ารูปสลักหยกนั้นมีชีวิตขึ้นมา! ตอนแรกเปลี่ยนเป็นเทพศักดิ์สิทธิ์แล้วก็เปลี่ยนเป็นรูปสลักหยกอีกครั้ง…

กู้ซีจิ่วลุกขึ้นนั่ง หัวใจยังเต้นรัวอยู่ เธอนวดคลึงหว่างคิ้ว ความคิดหนึ่งผุดขึ้นมาในสมอง หรือรูปสลัก หยกที่เธอสัมผัสตอนนั้นจะเป็นคนจริงๆ เป็นท่านเทพศักดิ์สิทธิ์?

ไม่ใช่กระมัง?! รูปสลักหยกจะกลายเป็นคนจริงๆ ได้อย่างไร?!

ตอนนั้นเธอเคยพิสูจน์แล้วชัดๆ รูปสลักหยกนั้นทุกส่วนล้วนเป็นผิวสัมผัสของหยก สัมผัสที่มือไม่มีความอ่อนนุ่มอย่างที่ผิวมนุษย์ควรจะมีเลยสักนิด มันเป็นรูปสลักหยก!

หรือรูปสลักหยกนั้นมีจิตวิญญาณ?

ขบคิดอยู่ครู่หนึ่งเธอก็ส่ายหัว แค่ความฝันไร้สาระเท่านั้น เธอคิดวิเคราะห์ถึงเพียงนี้ออกจะน่าเบื่อไปหน่อย

ถึงแม้ในใจจะคิดเช่นนี้ แต่ก็รู้สึกอยู่ตลอดว่ามีบางอย่างค่อนข้างแปลก

ยามนี้ฟ้าสว่างแล้ว กู้ซีจิ่วสวมเสื้อคลุมแล้วลุกจากเตียง จัดเก็บเล็กน้อย แล้วใช้วิชาเคลื่อนย้ายในพริบตาไปที่ถ้ำภูเขาแห่งนั้น…

ความจำเธอดีมาก แม้ถ้ำแห่งนั้นจะอยู่ลับตายิ่งนัก แต่เธอก็หาพบอย่างรวดเร็ว

ถ้ำยังคงเป็นถ้ำบนภูเขา ตั้งอยู่กลางหน้าผา ยื่นอยู่กลางอากาศ หน้าผาราบเรียบเกลี้ยงเกลาดุจกระจก ตำแหน่งนี้ยากจะมีคนปีนขึ้นไปได้

หากเมื่อก่อนเธอไม่มีวิชาเคลื่อนย้ายติดตัว ก็คงไม่มีวิธีปีนขึ้นไปหลบฝน และไม่มีทางได้พบรูปสลักหยกนั้น

เธอยืนอยู่ใต้หน้าผาครู่หนึ่ง ใจเต้นเล็กน้อย

รูปสลักหยกนั่นยังอยู่ไหมนะ?

จะเหมือนอย่างที่เธอเห็นในฝันหรือเปล่า ซุกซ่อนอยู่ด้านในอย่างดี บนใบหน้ามีหน้ากากเพิ่มมา?

เธอเงี่ยหูฟัง หัวใจพลันเต้นกระหน่ำแวบหนึ่ง! ในถํ้าเหมือนจะมีความเคลื่อนไหว!

แน่นอนว่าเสียงเคลื่อนไหวนั้นแผ่วเบายิ่ง ถ้าไม่ตั้งใจฟังไม่มีทางได้ยินแน่

รูปสลักหยกคงไม่ได้มีชีวิตขึ้นมาจริงๆ กระมัง? ด้านในคงไม่มีเทพศักดิ์สิทธิ์อยู่จริงๆ หรอก?!

นิ้วมือเธอกำแน่นเล็กน้อย รู้สึกว่าฝันนั้นของตนไม่ธรรมดา…

เธอใจกล้ามาโดยตลอด ตัดสินใจได้ทันที เหินกายขึ้นไป ครั้งนี้เธอไม่ใช้วิชาเคลื่อนย้ายในพริบตา แต่ใช้วิชาตัวเบา!

ฝึกฝนมากว่าหนึ่งเดือน ระดับวิชาตัวเบาของเธอย่อมสูงส่งขึ้นมาก ใกล้จะไล่ทันครึ่งหนึ่งของชาติก่อนแล้ว

หน้าผานี้สูงหลายสิบจั้ง เธอแตะปลายเท้าไม่กี่ก้าวก็เหินไปถึงด้านบน พริบตาเดียวก็ร่อนลงในถํ้า

ไม่รู้ว่าในถ้ำนี้มีกลไกใด เห็นกันอยู่ชัดๆ ว่าเป็นยามกลางวัน ทว่าด้านในยังคงมืดมิดเหมือนเคย ยื่นมือไปก็ไม่เห็นห้านิ้ว

โชคดีที่ตอนนี้เธอชำนาญพลังวิญญาณนิดหน่อยแล้ว ในถ้ำที่มืดมิดดั่งยามราตรีเช่นนี้เธอก็มองเห็นสภาพภายในได้ชัดเจน

ผนังถ้ำขรุขระมาก ก้อนหินมีลักษณะไม่สม่ำเสมอตามธรรมชาติ

กู้ซีจิ่วย่นคิ้วน้อยๆ เธอจำได้รางๆ ว่าหนนั้นตอนที่เข้ามาไม่ใช่เช่นนี้…

ยามนั้นผนังกํ้าแห่งนี้เรียบเนียนยิ่ง เหมือนมีคนตั้งใจขุดเจาะไว้ ในส่วนลึกของถ้ำถึงขั้นมีศาลาหลังน้อย กลางศาลาคือรูปสลักหยกชิ้นนั้น

เธอเดินเข้าไปด้านใน แสงในถ้ำมืดสลัว ด้วยกำลังสายตาของเธอก็ยังยากจะมองเห็นสิ่งใดชัดเจน

ลำนำบุปผาพิษ 306

บทที่ 306

ถูกเจ้าทำให้เข้าใจผิดอย่างไร?

เธอพลันถอยหลังไปหลายก้าว เรียกขวัญคืนมา “เจ้า…ท่านคือเทพศักดิ์สิทธิ์หรือ?!”

เมื่อถึงยามนี้ เธอก็งพบว่าแม้เรือนผมของคนผู้นี้จะสีเงินยวงแบบเดียวกับรูปสลักหยก แต่กลับเป็นของจริง

เพียงแต่เมื่อครู่เธอเชื่อในสิ่งที่เคยเห็นมาก่อนมากเกินไป คิดว่าเขาเป็นรูปสลักหยกชิ้นนั้น…

ดวงตาของคนผู้นั้นเป็นสีฟ้าเรืองรอง ดุจท้องทะเลยามราตรี มีประกายแสงล่องลอยอยู่ด้านใน ยามที่มองให้ความรู้สึกกดดันนัก ทำให้อยากคุกเข่ากราบไหว้เขา

คนผู้นี้ดุจเทพเจ้าที่นั่งอยู่บนเมฆา ต่อให้ไม่เอื้อนเอ่ยวาจา เพียงมองเช่นนี้ก็ทำให้คนเข่าอ่อนได้

หากเป็นผู้อื่นถูกแรงกดดันจากร่างเขากดดัน คงจะทรุดลงไปคุกเข่าโขกศีรษะแล้ว

แต่ชั่วชีวิตนี้กู้ซีจิ่วไม่เคยกราบไหว้ผู้ใด หากมิใช่เพราะทะลุมิติมา แม้แต่เรื่องผีสางเทวดาเธอก็ไม่เชื่อ ยามนี้ถึงแม้หัวใจจะเต้นกระหน่ำอย่างยิ่ง ถึงขั้นมีหยาดเหงื่อผุดซึมบนหน้าผาก เธอก็ไม่มีความคิดที่จะคุกเข่าลง เพียงถอยหลังไปอีกหลายก้าวตามสัญชาตญาณ

คนผู้นั้นมองเธออยู่ตลอด มองไม่เห็นอารมณ์ใดในดวงตา

หัวใจกู้ซีจิ่วพลันเต้นกระหน่ำอีกหน เห็นกันอยู่ชัดๆ ว่าเธออยู่ใกล้กับคนผู้นี้ยิ่ง ระยะห่างเพียงสามสี่เมตรเท่านั้น แต่เธอเบิกตาจนกว้างก็มองเห็นใบหน้าอีกฝ่ายไม่ชัดเจน ถึงขั้นแม้แต่ลวดลายหน้ากากบนหน้าเขาก็เห็นไม่ชัด ราวกับรอบกายเขามีวัตถุพรางกายอยู่

“ข้าหลงทางเข้ามาที่นี่ ขออภัยด้วย” ถึงอย่างไรก็บุกรุกเข้ามาในอาณาเขตของผู้อื่น กู้ซีจิ่วรู้สึกว่าควรต้องขออภัย

“ข้าเรียกเจ้ามา” ในที่สุดคนผู้นั้นก็เปิดปากเอ่ย น้ำเสียงลื่นไหลดุจธารน้ำแข็งในสระหยก ไพเราะดึงดูดอย่างยิ่ง

กู้ซีจิ่วทึ่มทื่ออย่างที่พบเห็นได้ยากยิ่ง “หา?”

คนผู้นั้นหลุบตามองเธอ “ประหลาดใจมากหรือ?”

“ประหลาดใจนิดหน่อย” กู้ซีจิ่วพยักหน้ารับซื่อๆ

“ในเมื่ออ้างตนว่าเป็นศิษย์ข้า เหตุใดเห็นข้าแล้วไม่คารวะ?” น้ำเสียงคนผู้นั้นเย็นชายิ่ง

กู้ซีจิ่วชะงักงัน “ขออภัย ข้ามิได้อ้างตนว่าเป็นศิษย์ท่านเทพศักดิ์สิทธิ์ เป็นผู้อื่นตัดสินเช่นนั้น ข้าเองก็ไม่ทราบ…”

“ผู้ใดตัดสิน?” น้ำเสียงคนผู้นั้นยะเยือกเล็กน้อย ไอรอบกายเยียบเย็นราวเหมันต์

เงาร่างตี้ฝูอีแวบเข้ามาในสมองกู้ซีจิ่ว เธอหลุบตาลงเล็กน้อย “เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับผู้อื่น คงถูกข้าทำให้เข้าใจผิดเอง ถ้าท่านเทพศักดิ์สิทธิ์ต้องการกล่าวโทษ เช่นนั้นก็กล่าวโทษข้าเถิด”

“ถูกเจ้าทำให้เข้าใจผิดอย่างไร?” คนผู้นั้นไม่ยินดียินร้าย

หัวใจกู้ซีจิ่วเต้นกระหน่ำอย่างรุนแรง ทว่าสีหน้ากลับสงบนิ่งยิ่งนัก “ข้าดูดซับอสรพิษสายฟ้าทั้งหมด เรืองแสงเจ็ดสี กล่าวกันว่าจุดนี้คล้ายคลึงกับวรยุทธ์ของท่านเทพศักดิ์สิทธิ์มาก”

“ได้ยินว่าเจ้าฝันว่าข้าถ่ายทอดวรยุทธ์ให้เจ้า? จริงรึ?” นิ้วมือเขาเคาะฐานดอกบัวข้างกายเบาๆ นํ้าเสียงเฉื่อยชายิ่ง “ข้าต้องการฟังความจริง”

ความคิดสารพัดวนเวียนอยู่ในใจกู้ซีจิ่ว ทราบแจ่มแจ้งว่าทุกเหตุการณ์บนแท่นเบิกสวรรค์ล้วนล่วงรู้ถึงหูเทพศักดิ์สิทธิ์ผู้นี้แล้ว คนผู้นี้สามารถกลายเป็นบุคคลอันดับหนึ่งของทวีปนี้ได้ ไม่สิ เป็นเทพอันดับหนึ่ง เห็นได้ชัดว่ามิใช่ผู้ที่จะตบตาได้ คนเช่นนี้สามารถปลิดชีพเธอได้ทุกเมื่อ!

กู้ซีจิ่วหลุบสายตา เธอตอบอย่างซื่อตรงยิ่ง “ความฝันสับสนเลอะเลือน ข้าจำได้รางๆ ว่ามีคนถ่ายทอดวรยุทธ์ให้ แต่จำไม่ได้ว่าใช่ท่านเทพศักดิ์สิทธิ์หรือไม่”

“แต่ยามนั้นเจ้ากล่าวถึงอาภรณ์ข้าไม่ผิดเพี้ยนเลยสักนิด! เจ้าเคยพบข้าหรือ?”

กู้ซีจิ่วเริ่มปวดหิวนิดๆ แล้ว คำถามของคนผู้นี้ยิ่งถามยิ่งเฉียบคม เธอเม้มริมฝีปาก แล้วพูดความจริงที่จริงครึ่งเท็จครึ่ง “เคยพบ ในฝันข้าเคยมาที่ถ้ำแห่งนี้ พบรูปสลักหยกชิ้นหนึ่งที่กลางถ้ำ หยกสลักนั้นคงเป็นท่านเทพศักดิ์สิทธิ์ ตอนนั้นข้าไม่ทราบ ค่อยมาทราบอีกทีในภายหลัง”

“รูปสลักหยก? เจ้าแน่ใจหรือว่านั่นคือรูปสลักหยก?” คนผู้นั้นดูเหมือนจะสนใจ

ลำนำบุปผาพิษ 305

บทที่ 305

เวรแล้ว! รูปสลักนี้มีชีวิต!

ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม การที่เขาไม่มาถือเป็นเรื่องดี กู้ซีจิ่วหวังว่าเขาจะไม่มาตลอดไป

ส่วนตี้ฝูอีที่ชั่วร้ายผู้นั้น หลังการทดสอบเสร็จสิ้น เขาก็ไม่สนใจกู้ซีจิ่วอีก ไม่โผล่หน้ามาเลย

ภายหลังเธอทราบจากปากองค์ชายหรงเช่อว่าทูตสวรรค์ฝ่ายซ้ายหายตัวไปอีกแล้ว เขาไปจากวังคํ้านภา ไม่มีใครทราบว่าไปไหน จักรพรรดิซวนมีธุระจะพบเขาก็ไม่ได้เจอแล้ว…

ยังมีท่านทูตสวรรค์ฝ่ายขวาผู้นั้นอีก เขายังไม่กลับมาเลย เพียงส่งข่าวคราวถึงเด็กรับใช้ในวังของเขา บอกว่าอีกครึ่งเดือนให้หลังจะกลับมา

จักพรรติซวนทราบว่ากู้ซีจิ่วต้องเร่งเวลาในการฝึกฝน ดังนั้นสามวันต่อมาจึงมีราชโองการห้ามมิให้ข้าราชการขุนนางรวมถึงสมาชิกในครอบครัวไปเยี่ยมเยือนจวนแม่ทัพอีก

ในที่สุดชีวิตของกู้ซีจิ่วก็กลับสู่ความสงบชั่วคราว

……………………

ไม่ทันรู้สึกตัวเวลาก็ผ่านพ้นไปหนึ่งเดือนแล้ว หนึ่งเดือนมานี้กู้ซีจิ่วเอาแต่ฝึกฝนและฝึกฝน พลังวิญญาณก็ชำนาญขึ้นเล็กน้อย เนื่องจากเธอบำรุงตัวเองอย่างถูกวิธี แม้กระทั่งส่วนสูงก็เพิ่มขึ้นเล็กน้อย

เมื่อก่อนเธอสูงไม่ถึง 150 เซนติเมตร ทว่าตอนนี้สูงถึง 155 เซนติเมตรแล้ว ที่น่ายินดียิ่งกว่านั้นคือในที่สุด ร่างกายเธอก็เริ่มพัฒนา นูนขึ้นมานิดๆ ไม่แบนราบจนขี่ม้าวิ่งทะยานได้อีกต่อไปแล้ว..

ส่วนปานแดงบนใบหน้ายังคงจางลงไปอย่างต่อเนื่อง ถึงแม้จะเชื่องช้ามาก แต่ก็เพียงพอทำให้กู้ซีจิ่วเบิกบานใจได้

ตรงหน้าผากนั้นจากที่แดงเกือก ก็กลายเป็นสีชมพูอ่อนราวกับดอกท้อ หาแป้งให้หนาหน่อยก็อำพรางได้แล้ว

นับว่ากู้ซีจิ่วผ่านพ้นหนึ่งเดือนนี้ไปอย่างสบายอกสบายใจ ไม่มีใครมารบกวน อยากก็นก็กิน อยากฝึกก็ฝึก

อย่างเดียวที่ไม่สบายใจคือหยกนภายังไม่ฟื้น!

ดูเหมือนเจ้าสิ่งนี้จะเสพติดการนอนไปเสียแล้ว หากมิใช่ยามกู้ซีจิ่วพูดคุยกับมัน มันจะส่องแสงบ้างเป็นครั้งคราวเพื่อยืนยันว่าตนยังสบายดี เธอเกือบคิดว่ามันถูกกระแสไฟฟ้าแรงสูงซ็อตจนพังแล้ว!

ถ้าหยกนภาไม่ฟื้นขึ้นมา เธอก็ไม่มีหนทางฝึกฝนพลังวิญญาณธาตุลมจริงๆ ในระยะเวลาหนึ่งเดือนนี้เธอไปค้นหาอีกมากมายหลายที่ แม้กระทั่งจวนของทูตสวรรค์ฝ่ายขวาเธอก็ไปเดินเล่นมารอบหนึ่งแล้ว จนปัญญาที่ไม่มีตำราธาตุนี้เลย แม้ว่าในใจเธอจะร้อนรน แต่ก็ไม่มีหนทางอื่นใด

คืนนี้ จู่ๆ เธอก็ฝัน

ในฝันเธอเดินทางเข้าไปในภูเขา จากนั้นก็เข้าไปในถ้ำแห่งหนึ่ง หลังจากเข้าไปในถ้ำเธอถึงรู้สึกรางๆ ว่าสถานที่แห่งนี้ค่อนข้างคุ้นตา เมื่อมองอย่างละเอียดถึงนึกออก

นี่คือถ้ำที่เธอเคยมาหลบฝนตอนที่เพิ่งทะลุมิติมา ได้พบ ‘รูปสลักหยก’ ชิ้นนั้นที่นี่ และลอกคราบเสื้อผ้าของผู้อื่น…

เธอนึกไม่ถึงว่าจะได้มาเยือนสถานที่เคยมา สองขาก้าวไปสู่ด้านใน อยากเห็นว่ารูปสลักหยกนั้นยังอยู่หรือไม่

ในที่สุดเธอก็เข้ามาถึงด้านในอีกครั้ง พอเงยหน้าก็มองเห็นรูปสลักหยกชิ้นนั้น!

ยังคงสวมชุดขาวราวกับเมฆหมอกเหมือนเก่า ผมยาวสยายดุจม่านน้ำตก คล้ายจะมีหมอกควันปกคลุมอยู่รอบกาย สิ่งที่แตกต่างคือ บัดนี้ใบหน้าของมันสวมหน้ากากปีศาจอันหนึ่ง หน้ากากนั้นเสมือนสร้างจากน้ำแข็งเย็นเฉียบ ราวกับมีไอเย็นแผ่ออกมาจางๆ นั่งอยู่ตรงนั้นราวกับพระพุทธเจ้า

ในความฝันกู้ซีจิ่วยังมีความทรงจำอยู่ ยามนี้เมื่อได้เห็นรูปสลักหยก ในใจก็พลันเบิกบาน ที่แท้มันยังอยู่ที่นี่!

เธอเคลื่อนกายแวบเดียวก็มาถึงเบื้องหน้ารูปสลักหยกนั้น เริ่มมองหน้ากากก่อน มันทำจากวัสดุที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อน คล้ายมีแสงเรืองรองรางๆ

ในถ้ำมีแค่ตัวเธอ ดังนั้นกู้ซีจิ่วจึงไม่กังวลอะไร ยกมือขึ้นหมายจะหยิบหน้ากากนี้ลงมาดู

ทว่านิ้วมือยังไม่ทันแตะถูกขอบหน้ากาก ก็รู้สึกว่าไอเย็นรอบๆ กดดันขึ้นมาโดยพลัน แรงกดอันทรงพลังแผ่ออกมาจากร่างรูปสลักหยก กดดันจนหัวใจเธอเต้นถี่รัวอย่างบ้าคลั่ง เธอช้อนตามองด้วยความประหลาดใจ ก่อนจะสบตากับรูปสลักหยกที่เพิ่งลืมตาขึ้น!

กู้ซีจิ่วตกตะลึง!

เวรแล้ว! รูปสลักนี้มีชีวิต!

ไม่สิ เขาไม่ใช่รูปสลักหยก เขาคือมนุษย์ที่มีชีวิต!

ลำนำบุปผาพิษ 304

บทที่ 304

หรือว่าถูกอะไรฉุดรั้งไว้?

โลกนี้มีพลังวิญญาณหลากหลายชนิด นอกจากทอง-ไม้-นํ้า-ไฟ-ดินแล้ว ยังมีรากฐานวิญญาณหายากอย่างธาตุสายฟ้ากับธาตุลมด้วย ทุกชนิดล้วนมีการฝึกฝนที่แตกต่างกัน และต้องการตำราที่ต่างกัน

กู้ซีจิ่วตรวจสอบดูแล้ว รากฐานวิญญาณในร่างเธอเป็นรากฐานวิญญาณคู่ หนึ่งเป็นรากฐานวิญญาณธาตุไฟที่พบเห็นได้ทั่วไป อีกหนึ่งเป็นรากฐานวิญญาณธาตุลมที่หายากยิ่ง ต้องใช้ตำราฝึกฝนแบบพิเศษ

ทั่วทั้งจวนแม่ทัพหาตำราประเภทนี้ไม่พบเลย กู้ซีจิ่วจำต้องขอความช่วยเหลือจากภายนอก เธอจึงไปหาองค์รัชทายาทหรงเจียหลัว

องค์รัชทายาทหรงเจียหลัวก็ไม่ตระหนี่กับเธอแม้แต่น้อย พาเธอไปที่หอเก็บตำราในวังทันที เธอค้นหาอยู่ที่นั้นตั้งครึ่งค่อนวัน ในที่สุดก็หามาได้สองเล่ม

หลังจากกู้ซีจิ่วอ่านดูแล้วก็ค่อนข้างผิดหวัง ตำราสองเล่มนี้ไม่ใช่ตำราพื้นฐาน แต่เหมือนจะเป็นตำราเคล็ดลับแขนงใหม่ มีแต่ต้องฝึกฝนถึงระดับกลางถึงจะอ่านได้

แต่เธอเป็นเพียงระดับเริ่มต้น ย่อมไม่เหมาะสมแน่ แต่ก็หาตำราเล่มอื่นๆ ที่เหมาะสมไม่ได้แล้ว

เธอทำได้เพียงนำตำราสองเล่มนี้กลับไปศึกษาดูก่อน คิดจะนำตำราที่ไม่สมบูรณ์ทั้งสองเล่มมาอนุมานเป็นฉบับพื้นฐานเอา

เมื่อวานเธอศึกษาอยู่ทั้งวัน ก็ศึกษาหาที่มาที่ไปไม่ได้

ความรู้สึกเหมือนนักเรียนชั้นมัธยมต้นที่ข้ามพีชคณิตระดับมัธยมต้นมาอ่านแคลคูลัสระดับมหาวิทยาลัย อ่านแล้วสับสนมึนงง

เธอจำต้องยอมแพ้ชั่วคราว แล้วเปลี่ยนมาฝึกฝนลักษณะพิเศษที่สอดคล้องกับรากวิญญาณธาตุไฟแทน

ตอนกลางวันวันนี้เธอฝึกฝนตลอดทั้งวัน รู้สึกว่าพลังวิญญาณของตนสมบูรณ์ขึ้นเล็กน้อย นับว่ามีพัฒนาการบางส่วน

วันก่อนเธอได้พูดคุยกับองค์รัชทายาทหรงเจียหลัวที่เคยเข้าสู่ป่าทมิฬแล้วพักหนึ่ง ประเด็นหลักคืออยากเข้าใจสภาพแวดล้อมโดยรอบของสามยอดเขาป่าทมิฬ

ตอนที่องค์รัชทายาทหรงเจียหลัวเข้าไปในป่าทมิฬแห่งนั้น ระดับพลังวิญญาณอยู่ที่ขั้นหก เป็นระดับสุดยอดของอาณาจักรเฟยซิง นับเป็นยอดฝีมือที่ลํ้าเลิศ

แม้แต่เขาที่อยู่ในระดับนี้ก็แทบจะไปไม่ถึงพรมแดนยอดเขาที่สามแล้ว ไม่ได้เข้าไปแม้แต่ด้านในก็ประสบกับความยุ่งยากครั้งใหญ่ เกือบสูญเสียชีวิต บาดเจ็บสาหัสแทบจะไม่รอดออกมา…

ตามที่เขาพูด ข้างในนั้นไม่เพียงมีสัตว์ร้ายที่ดุดันโหดร้ายยิ่งเท่านั้น ยังมีไอพิษอยู่ทั่วทุกหนทุกแห่งด้วย

หนองน้ำที่อำพรางตนเป็นทุ่งหญ้าเพื่อดูดกลืนคน ต้นไม้กินคน ฝูงมดกินคน…มีแม้กระทั่งอาณาจักรแห่งความฝันที่สามารถกินคนได้ เหมือนปีศาจอ๋าวโลหิตที่กู้ซีจิ่วพบเจอเมื่อหลายวันก่อน ก็พบเห็น ได้บ่อยมากในสถานที่แห่งนั้น

เมื่อองค์รัชทายาทแจกแจงเช่นนี้ ในที่สุดกู้ซีจิ่วก็เข้าใจป่าทมิฬแห่งนี้คร่าวๆ แล้ว ในใจยิ่งทราบแจ่มแจ้งว่าการฝึกฝนของนางจะล่าช้าไม่ได้

เมื่อไปถึงบนยอดเขาที่สามจริงๆ ไม่มีใครสามารถช่วยเหลือเธอได้ เธอต้องพึ่งตัวเองเท่านั้น

ระยะเวลาครึ่งปีดูเหมือนจะนาน แต่สำาหรับเธอแล้วกระชั้นชิดอย่างยิ่ง

สำหรับจักรพรรดิซวนแล้ว ฐานะเช่นนี้ของกู้ซีจิ่วเป็นฐานะที่หาได้ยากนัก และเป็นที่หมายตาของอีกสองอาณาจักร เพื่อป้องกันเหตุไม่คาดฝัน จักรพรรดิซวนจึงออกคำสั่งโยกย้ายกองทหารรักษา พระองค์กลุ่มหนึ่งไปอารักขาความปลอดภัยของจวนแม่ทัพโดยเฉพาะ ทั้งยังส่งยอดฝีมือของวังหลวงอีกสี่นายไปแฝงตัวอยู่รอบกายกู้ซีจิ่ว เตรียมพร้อมสำหรับเหตุฉุกเฉิน มีคนเหล่านี้คุ้มครองอยู่รอบกายกู้ซีจิ่ว เธอจึงปลอดภัยไม่น้อย แต่ลึกๆ ในใจของกู้ซีจิ่วยังมีความหวาดระแวงอยู่อีกชั้น หวาดระแวงหลงซือเย่!

ระแวงว่าเขาจะแอบมาลักพาตัวเธอไปที่เทือกเขาถามสวรรค์เพื่อเป็นเบี้ยรับเคราะห์ฟื้นคืนชีพให้คู่หมั้นเขา…

ผู้สูงส่งเฉกเช่นหลงซือเย่ ถ้าลงมือขึ้นมาจริงๆ ยอดฝีมือที่จักรพรรดิซวนส่งมาอยู่รอบกายเธอเหล่านี้ไม่มีทางต้านทานได้ เธอก็ต้านทานไม่ได้เหมือนกัน

เธอระแวดระวังอยู่สามวัน ตั้งแต่ต้นจนจบไม่เห็นเงาของหลงซือเย่เลย จึงเบาใจลงเล็กน้อย แต่ในใจก็ยังคงคลางแคลงอยู่บ้าง

ดูจากท่าทางของหลงซือเย่ในวันนั้น เหมือนจะยึดติดกับเธอ รู้สึกว่าไม่ตายไม่ยอมเลิกรา

แต่นึกไม่ถึงว่าตั้งแต่เธอถูกตี้ฝูอีนำตัวกลับมา หลงซือเย่ก็ไม่ได้โผล่มาเลย เขาถอดใจแล้วหรือ?

หรือว่าถูกอะไรฉุดรั้งไว้?

ลำนำบุปผาพิษ 303

บทที่ 303

สวมเสื้อผ้าโปร่งบางถึงเพียงนี้ ไม่กลัวเปิดเปลือยเลยรึ!

กว่าตี้ฝูอีจะรู้สึกว่ากิริยาของตนไม่ถูกต้อง เขาก็จ้องเรียวขาทั้งคู่ของนางไปหนึ่งนาทีเต็มแล้ว!

เขากระแอมไอเบาๆ ถอนสายตากลับมา

เจ้าตัวแสบ สวมเสื้อผ้าโปร่งบางถึงเพียงนี้ ไม่กลัวเปิดเปลือยเลยรึ!

“หนาว…” กู้ซีจิ่วที่อยู่ในห้วงนิทราละเมอออกมา พร้อมขดร่างกายท่อนล่างขึ้น

ตี้ฝูอีหรี่ตามองเล็กน้อย

สองขาของนางแนบชิดและคู้ขึ้นเล็กน้อย นอนตะแคงขณะกอดอกไว้ นี่คือท่านอนยามรู้สึกไม่ปลอดภัย

ปกติแล้วสาวน้อยผู้นี้ท่าทางเหมือนไม่เห็นเรื่องใดหรือผู้ใดอยู่ในสายตา ราวกับเข้มแข็งยิ่งนัก ที่แท้ยามนอนหลับที่ควรผ่อนคลาย นางนอนด้วยท่าทางเช่นนี้

ท่าทางนี้ชวนให้คนอดจะอ่อนโยนด้วยไม่ได้…

“เด็กน้อย เจ้าหนาวแล้วยังจะเตะผ้าห่มอีก! หาเรื่องหรือ?” เขายื่นมือไปจัดชุดนอนให้นาง จัดแจงให้เป็นระเบียบเรียบร้อย แล้วค่อยห่มผ้าให้

ระหว่างที่ห่มก็พบว่าเท้าน้อยๆ ของนางเย็นเฉียบ ด้วยรู้ว่าร่างกายนางไม่ถูกกับความหนาว จึงสอดผ้าห่มไว้ใต้ร่างนาง ห่อหุ้มไว้นางอย่างมิดชิด เผยไว้เพียงหน้าและมือเล็กๆ ข้างหนึ่งถึงยอมเลิกรา

สายตาเขาวนเวียนบนดวงหน้าน้อยๆ ของนาง จากนั้นก็ตกลงบนมือ

หยกนภาที่ครอบครองข้อมือผอมบางของนางไร้ชีวิตชีวา ดูท่าจะได้รับบาดเจ็บจริง นานๆ ครั้งถึงจะส่องแสงวูบวาบออกมา

เขายืนปลายนิ้วไปแตะหยกนภา ราวกับกำลังสัมผัสอะไรบางอย่าง ผ่านไปครู่หนึ่ง เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย เขาสัมผัสถึงพลังวิญญาณทั้งหมดที่แฝงอยู่ในหยกนภาได้อย่างชัดเจน ดูเหมือนจะมีน้อยกว่าที่คิดไว้มาก

ก่อนหน้านี้เขาแอบสั่งให้หยกนภาดูดซับอสรพิษสายฟ้าห้าสีบางส่วนไว้จริง แค่ดูดซับลวกๆ ไว้ไม่กี่สายก็พอ จากนั้นค่อยปล่อยรัศมีสีรุ้งของมันบนร่างกู้ซีจิ่วก็เสร็จสมบูรณ์แล้ว

ไม่นึกว่าหยกนภาจะมีความสามารถขนาดนี้ ดูดซับอสรพิษสายฟ้าห้าสีจากสวรรค์ได้จนหมด! ทำให้ทุกคนตะลึงงันตาค้าง

และทำให้เขาประหลาดใจยิ่ง ยามนั้นเขาไม่ได้พูดอะไร ทว่าแอบสงสัยอยู่ในใจ ดังนั้นจึงมาดูในยามนี้

ความจริงพิสูจน์แล้วว่าเขาไม่ได้คิดมากไป หยกนภาไม่ได้ดูดซับอสรพิษสายฟ้าห้าสีด้วยตัวเองจนหมด มันดูดซับไปไม่ถึงหนึ่งในสาม อีกสองส่วนที่เหลือน่าจะเป็นผลงานของร่างกู้ซีจิ่ว!

ว่ากันตามเหตุผลแล้ว ดูดซับอสรพิษสายฟ้าที่แฝงพลังวิญญาณอันแข็งแกร่งได้มากถึงเพียงนั้น ด้วยร่างกายเล็กๆ ที่เส้นชีพจรเปิดออกเพียงเล็กน้อยของกู้ซีจิ่ว น่าจะฝืนรับเอาไว้ไม่ไหว อาจจะเกิดการระเบิดด้วยซ้ำ แต่คิดไม่ถึงว่าหลังจากอสรพิษสายฟ้าห้าสีเข้าสู่ร่างกายนางก็ราวกับวัวดินจมสมุทร หายไปอย่างไร้ร่องรอยในชั่วพริบตา เขาถึงขั้นตรวจหาไม่พบอีก…

หรือจะเกี่ยวข้องกับร่างกายที่พิเศษของนาง?

หรือเป็นเพราะนางคือดวงวิญญาณที่มาจากต่างโลก?

ปลายนิ้วของเขาหยุดอยู่ที่หน้าผากนาง ลูบปานสีแดงอ่อนตรงนั้นเบาๆ แววตาลึกลํ้า

ผ่านไปครู่หนึ่ง ในที่สุดเขาก็หยัดกายขึ้น เงาร่างหายไปในพริบตา

ม่านเตียงอ่อนนุ่มกระเพื่อมไหวดุจระลอกคลื่น กู้ซีจิ่วที่นอนอยู่บนเตียงตื่นจากห้วงนิทรา ลืมตาขึ้นมา

เธอมองผ้าห่มที่ห่มคลุมร่างกายอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย คิ้วขมวดนิดๆ

เธอติดนิสัยเตะผ้าห่ม ตื่นมาหนนี้กลับเรียบร้อยขนาดนี้ หรือเป็นเพราะอากาศหนาว?

เธอยกมือขึ้นนวดคลึงหว่างคิ้ว รู้สึกรางๆ ว่าระหว่างนั้นตนเหมือนจะตื่นขึ้นมาครั้งหนึ่ง เพียงแต่ยังไม่ทันตื่นเต็มตาก็หลับไปอีก

ยามนั้นในช่วงที่สะลืมสะลือคล้ายมีคนผู้หนึ่งเข้ามา…

หัวใจพลันบีบรัด! เธอสวมเสื้อคลุมแล้วลุกขึ้น

วนสำรวจภายในห้องอย่างรวดเร็ว ไม่พบสิ่งใดผิดปกติ ไม่พบร่องรอยว่ามีผู้ใดเข้ามา

เธอระแวงมากไปหรือ?

ท้องฟ้าด้านนอกยังเช้าตรู่อยู่ กู้ซีจิ่วกลับขึ้นเตียงแล้วพักผ่อนต่อ สามวันมานี้เธอเหนื่อยมากจริงๆ ถึงแม้ไม่ต้องรับมือกับแขกเหรื่อที่มาเยี่ยมเยือนเหล่านั้น แต่เพื่อรับมือกับการเดินทางเข้าสู่ป่าทมิฬ ในอีกครึ่งปีให้หลัง เธอต้องคว้าโอกาสฝึกฝนตลอดเวลา

ลำนำบุปผาพิษ 302

บทที่ 302

ไม่รู้ว่าคิดอะไรอยู่

“ไม่สำเร็จ?” กู้ซีจิ่วเอ่ยทวนพลางยิ้มหยัน

“แม่ทัพกู้ ท่านรู้สึกว่าบุตรสาวคนนี้ควรถูกย่ำยีจนตายใช่หรือไม่? สมควรถูกบุตรสาวคนอื่นๆ ของท่านปองร้ายจนตายใช่หรือเปล่า?! กู้เทียนนั่วถูกปองร้ายจนตายไปแล้ว กู้ซีจิ่วบุตรสาวคนนี้ของท่านก็ถูกผู้อื่นปองร้ายจนตายไปแล้วจริงๆ! ท่านไม่ละอายใจต่อหลัวซิงหลานหรือ? นี่คือความเสียใจที่ท่านมีต่อหลัวซิงหลานหรือ?!”

กู้เซี่ยเทียนตะลึงงัน

“บางเรื่องมิใช่แค่กล่าวขอโทษประโยคเดียวก็สลายบุญคุณความแค้นทั้งปวงได้ บางคนก็มิใช่แค่กล่าวขอโทษเลื่อนลอยประโยคเดียวก็สามารถเอาทุกอย่างกลับคืนมา ข้าไม่ซ้ำเติมเรื่องของกู้เทียนฉิงก็นับว่าเห็นแก่ท่านแม่ทัพกู้มากแล้ว! เชิญแม่ทัพกู้กลับไปเถิด เรื่องนี้อย่าเอ่ยถึงอีก!”

กู้เซี่ยเทียนรู้สึกละอาย ทำได้เพียงจากไปอย่างรวดเร็ว

กู้ซีจิ่วกลับขึ้นเตียงอีกครั้ง เอนกายพลางหาวติดๆ กันสองครั้ง ใช้ปลายนิ้วเคาะกำไลอยู่กลางข้อมือเบาๆ “เสี่ยวชาง การฟื้นตัวของเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง?”

หยกนภาไม่ได้ส่งเสียงตอบเธอ เพียงเปล่งแสงแวบหนึ่งแสดงให้เห็นว่ามันยังมีชีวิตอยู่

บนแท่นเบิกสวรรค์วันนั้น ผู้ที่ดูดซับอสรพิษสายฟ้าห้าสีทั้งหมดคือมัน ผู้ที่เปล่งแสงสีรุ้งรอบกายกู้ซีจิ่ว ทำให้เธอดูราวกับเปล่งแสงแห่งพระพุทธก็คือมัน…

หลังการทดสอบที่ทำให้อัตลักษณ์กู้ซีจิ่วเฉิดฉายโดดเด่น หยกนภาทิ้งคำพูดประโยคหนึ่งไว้ให้กู้ซีจิ่วแล้วก็เข้าสู่สภาวะหลับลึก “เจ้านาย ข้าจะท้องแตกตายแล้ว ข้าต้องค่อยๆ ดูดซับ…”

ด้วยเหตุนี้มันจึงพักฟื้นมาตลอดจนถึงตอนนี้ ยังไม่มีทีท่าว่าจะฟื้นขึ้นมาเลย

การทดสอบบนแท่นเบิกสวรรค์วันนั้น ตอนที่อัตลักษณ์ของกู้ซีจิ่วปรากฎขึ้น เธอยังนึกว่าตี้ฝูอีแอบวางแผนช่วยเหลือ พอได้ยินหยกนภากล่าวเช่นนั้นเธอถึงรู้ว่าเป็นผลงานของมัน

เพียงแต่เธอรู้สึกอยู่เสมอว่าหยกนภากับตี้ฝูอีทำข้อตกลงอะไรกันมาก่อน ไม่เช่นนั้นตี้ฝูอีคงไม่กล่าวว่าเธอเป็นลูกศิษย์เทพศักดิ์สิทธิ์ อะไรนั่นได้แนบเนียนปานนั้นหรอก ทำเอาคนจับผิดไม่ได้เลยสักนิด

ลูกศิษย์เทพศักดิ์สิทธิ์…

จะว่าไป ตี้ฝูอีโป้ปดมหันต์ถึงเพียงนี้ ไม่เกรงว่าท่านเทพศักดิ์สิทธิ์ผู้นั้นจะรู้เข้าแล้วลงโทษเขาหรือ?

แถมยังพูดว่าวรยุทธ์แสงสีรุ้งนี้เป็นวรยุทธ์ของเทพศักดิ์สิทธิ์จริงๆ ด้วย แม้แต่ตี้ฝูอีก็เข้าใจผิดหรือ?

กู้ซีจิ่วมองกำไลกลางข้อมือ นึกถึงตอนที่มันถูกนำขึ้นเวทีประมูลอย่างโดดเด่น ในใจเริ่มครุ่นคิดว่าเป็นไปได้ไหมที่แต่เดิมมันจะเป็นของวิเศษของเทพศักดิ์สิทธิ์มาก่อน

หยกนภาซื่อสัตย์ต่อเธอจริง แต่มันก็ปิดบังบางอย่างจากเธออยู่จริงเช่นกัน

เมื่อก่อนกู้ซีจิ่วเคยซักถามมันอยู่หลายหน ล้วนไม่เคยถามได้ความเลย

ถึงเจ้าสิ่งนี้จะดูเหมือนพูดมาก แต่ความจริงแล้วเก็บความลับได้ดียิ่ง ตอนที่มันไม่อยากพูดปากจะปิดสนิทยิ่งกว่าฝาหอยเสียอีก ง้างเท่าไหร่ก็ไม่เปิด

เธอหลับตาสงบจิตครู่หนึ่ง แล้วผล็อยหลับไปโดยไม่รู้ตัว

แสงเทียนนอกม่านส่องสลัว ในห้องมีชายหนุ่มผู้หนึ่งเพิ่มขึ้นมา

ผมดำอาภรณ์ม่วง นัยน์ตาจิ้งจอกบนแถบแพรคาดหน้าผากส่องประกายแวววาว เขาย่อมเป็นทูตสวรรค์ฝ่ายซ้ายตี้ฝูอี

กู้ซีจิ่วที่อยู่บนเตียงคล้ายจะรู้สึกตัว เปลือกตาสั่นไหวหลายครา คล้ายต้องการจะลืมตาขึ้น ตี้ฝูอีขยับแขนเสื้อ มีกลิ่นหอมจางๆ โชยเข้าไปในจมูกเธออย่างอ่อนโยน กู้ซีจิ่วตกสู่ห้วงฝันอันลึกลํ้าอีกครั้ง เขายืนอยู่หน้าเตียง ดวงตาฉายแววซับซ้อนรางๆ มองใบหน้ายามหลับใหลของเธอ ไม่รู้ว่าคิดอะไรอยู่

ต่อให้หลับอยู่กู้ซีจิ่วก็ไม่อยู่นิ่ง ร่างกายขยับเขยื้อน ผ้าห่มถูกเธอเตะจนเปิดออกครึ่งหนึ่ง

คืนนี้เธอสวมชุดนอนที่ทำเอง ค่อนข้างโปร่งโล่ง

ชุดนอนยุ่งเหยิง เผยให้เห็นเรียวขาขาวสล้างทั้งสองข้าง

ถึงแม้กู้ซีจิ่วจะมีปานบนหน้า ทว่าผิวกายกลับขาวกระจ่างยิ่ง ขาทั้งสองข้างที่โผล่ออกมางดงามได้รูปนัก

หากไม่มีอะไรเหนือความคาดหมาย เมื่อเธอเติบโตขึ้นจะกลายเป็นผู้ที่มีขาเรียวยาวงดงามสมบูณ์แบบ

สองเท้าก็ยอดเยี่ยม ไม่เล็กไม่ใหญ่ เล็บเท้าทั้งห้ากลมมนเป็นสีชมพูระเรือ ดูเหมือนกำจนรอบก็ยังเหลือที่ด้วยซ้ำ ชวนให้คนอยากกุมไว้ในมือยิ่งนัก…

ลำนำบุปผาพิษ 301

บทที่ 301

ใส่ใจกว่าองค์หญิงเสียอีก

“ช่างเถอะ จิ่วเอ๋อร์ พวกเราอย่าเอ่ยถึงเรื่องเก่าๆ พวกนั้นเลย ถึงอย่างไรก็ผ่านไปแล้ว ครึ่งปีให้หลังเจ้ายังต้องเข้าสู่ป่าทมิฬ ควรฝึกฝนวรยุทธ์ให้ดี พ่อหาอาจารย์สอนวรยุทธ์ให้เจ้าดีหรือไม่? ในเมืองหลวงมีอาจารย์สอนวรยุทธ์ท่านหนึ่งเยี่ยมยอดมาก ค่อนข้างสนิทสนมกับพ่อนัก พ่อจะเชิญเขา…”

“ไม่จำเป็น!” กู้ซีจิ่วตัดบทเขา

“เรื่องวรยุทธ์ของข้า ข้ามีแผนอยู่ในใจแล้ว ทราบว่าต้องฝึกฝนเช่นใด ท่านแม่ทัพไม่จำเป็นต้องสิ้นเปลืองกำลังสมอง เชิญกลับไปเถิด”

กู้เซี่ยเทียนทำได้เพียงกลับไปอย่างหน้าม่อยคอตก

ตอนเขามาที่นี่เดิมทียังมีถ้อยคำอื่นอยากจะกล่าว แต่ถูกบุตรสาวด่าทอถึงเพียงนี้ เขาจึงลืมถ้อยคำเหล่านั้นไปสิ้น เมื่อกลับถึงเรือนตนถึงได้นึกออก

เดิมทีไปเทียวนี้เขาอยากขอร้องให้กู้ซีจิ่วไปพบองค์จักรพรรดิเพื่อขอความเมตตาให้องค์ชายหรงเหยียนและกู้เทียนฉิง

ถึงอย่างไรกู้ซีจิ่วในตอนนี้ก็ไม่เหมือนในวันวานแล้ว จักรพรรดิซวนให้ค่านางอย่างยิ่ง หลายวันมานี้ทรงประทานข้าวของให้นางเสมอ บางครั้งก็เรียกเข้าไปถามไถ่ในวัง ถามว่านางฝึกฝนถึงขั้นใดแล้ว ใส่ใจกว่าองค์หญิงเสียอีก

ด้วยความโปรดปรานที่จักรพรรดิซวนมีต่อนาง หากนางเอ่ยปากขอความเมตตาให้องค์ชายหรงเหยียนและกู้เทียนฉิงที่อยู่ในคุก คาดว่าคงทำให้จักรพรรดิซวนยอมมอบทางออกให้สองคนนั้น…

ถึงอย่างไรองค์ชายหรงเหยียนก็เป็นพระโอรส เสือร้ายยังไม่กินลูกตน จักรพรรดิซวนน่าจะละเว้นโทษตายให้เขา

แต่กู้เทียนฉิงไม่เหมือนกัน นางเป็นเพียงบุตรสาวแม่ทัพ หลังจากเรื่องนี้แพร่ออกไป เกรงว่าในใจจักรพรรดิซวนคงมองนางเป็นบ่อเกิดแห่งหายนะที่น่าเภทภัยมาสู่องค์ชายหรงเหยียน ไม่แน่อาจจะใช้ นางเป็นตัวตายตัวแทนเรื่องการตายของเล่อฮวาโหว มอบคำอธิบายแก่พระอนุชาลู่…

หลายวันมานี้กู้เซี่ยเทียนคิดสารพัดวิธีเพื่อช่วายเหลือบุตรสาวคนนี้อยู่ตลอด แต่จนปัญญาที่เขาหาลู่ทางใดไม่ได้เลย ภายใต้ความสิ้นหวังจนปัญญา เขาจึงตั้งความหวังไว้ที่กู้ซีจิ่ว…

สุดท้ายเขาสงบใจไม่ได้ ตัดสินใจหวนกลับไปที่เรือนของกู้ซีจิ่วอีกครั้ง

กู้ซีจิ่วนึกไม่ถึงว่าเขาไปแล้วจะย้อนกลับมาอีก คิ้วจึงขมวดเล็กน้อย

กู้เซี่ยเทียนฝืนใจกล่าวคำขอของตน พูดไปพลางมองสีหน้าของกู้ซีจิ่วไปพลาง

กู้ซีจิ่วสีหน้าเป็นปกติ นางเพียงมองดูกู้เซี่ยเทียน

นัยน์ตาดำขลับคู่นั้นมองจนหัวใจกู้เซี่ยเทียนหวาดหวั่น ทำได้เพียงฝืนใจพูดต่อไป “จิ่วเอ๋อร์พ่อรู้ว่ากู้เทียนฉิงเลวทรามทำผิดต่อเจ้า แต่นางก็ได้รับบทเรียนแล้วจริงๆ นางอยู่ในคุกถูกผู้คุมมากมายรังแก ลูกก็แท้งไปแล้ว…เมื่อเป็นเช่นนี้ก็นับว่านางได้รับโทษทัณฑ์เรียบร้อย ถึงอย่างไรนางก็เป็นพี่สาวร่วมอุทรของเจ้า เจ้าคงมองนางตายอยู่ในคุกไม่ได้ใช่ไหม? ยามเจ้าเข้าวังอีกครั้งช่วยขอความเมตตาจากฝ่าบาหได้หรือไม่…”

กู้ซีจิ่วยกมือห้ามไม่ให้เขาพูดต่อ “แม่ทัพกู้ ข้าจะพูดสามข้อ ข้อแรก นางสังหารผู้อื่น สังหารผู้อื่นต้องชดใช้ด้วยชีวิต ข้อสอง นางไม่ใช่พี่สาวร่วมอุทรของข้า มารดาข้าคือหลัวซิงหลาน มารดานางคือเหลิ่งเซียงอวี้ ข้อสาม เมื่อก่อนยามนางกับองค์ชายหรงเหยียน วางแผนปองร้ายข้าก็ไม่เคยคิดว่าข้าเป็นน้องสาวนาง! หากครานั้น แผนร้ายของพวกเขาบรรลุผล ข้าคงถูกเล่อฮวาโหวผู้นั้นย่ำยีจนตาย! แม่ทัพกู้คงไม่แม้แต่จะนึกถึงข้อนี้กระมัง?!”

อันที่จริงกู้ซีจิ่วคนเดิมตายตกไปในแผนร้ายครั้งนั้นตั้งนานนมแล้ว!

เท่ากับว่าองค์ชายหรงเหยียนและกู้เทียนฉิงสังหารคนจริงๆ!

คนที่พวกเขาฆ่าไม่ใช่เล่อฮวาโหวหรงอี้ แต่เป็นกู้ซีจิ่วคนนั้น!

เด็กที่น่าสงสารคนนั้นไม่เคยได้รับความรักความห่วงใยใดๆ เลย เดียวดายจนถึงตอนตาย!

ยามนั้นกู้เซี่ยเทียนอยู่ที่ใดเล่า? ความรักใคร่จากบิดาของเขาอยู่ที่ไหน?!

กู้เซี่ยเทียนถูกเธอถามจนอ้าปากค้าง ใบหน้าแก่เฒ่าเห่อแดงเล็กน้อย “จิ่วเอ๋อร์พ่อรู้ว่าเมื่อก่อนทำผิดต่อเจ้า เทียนฉิงก็ทำผิดต่อเจ้า นางปองร้ายเจ้าถึงเพียงนี้ เจ้าโกรธแค้นนางก็สมควรแล้ว แต่สุดท้ายนางก็ทำไม่สำเร็จไม่ใช่หรือ? โชคดีที่ตอนนี้เจ้ายังอยู่ดี…”

ป้องกัน: สตรีน่าตาย 91

บทความนี้มีรหัสผ่านป้องกันอยู่ การจะดูบทความโปรดใส่รหัสผ่านของคุณด้านล่าง

ป้องกัน: Ebook สตรีน่าตาย เล่ม 9

บทความนี้มีรหัสผ่านป้องกันอยู่ การจะดูบทความโปรดใส่รหัสผ่านของคุณด้านล่าง

ป้องกัน: สตรีน่าตาย 90

บทความนี้มีรหัสผ่านป้องกันอยู่ การจะดูบทความโปรดใส่รหัสผ่านของคุณด้านล่าง

ป้องกัน: สตรีน่าตาย 89

บทความนี้มีรหัสผ่านป้องกันอยู่ การจะดูบทความโปรดใส่รหัสผ่านของคุณด้านล่าง

ป้องกัน: สตรีน่าตาย 88

บทความนี้มีรหัสผ่านป้องกันอยู่ การจะดูบทความโปรดใส่รหัสผ่านของคุณด้านล่าง

ป้องกัน: สตรีน่าตาย 87

บทความนี้มีรหัสผ่านป้องกันอยู่ การจะดูบทความโปรดใส่รหัสผ่านของคุณด้านล่าง

ป้องกัน: สตรีน่าตาย 86

บทความนี้มีรหัสผ่านป้องกันอยู่ การจะดูบทความโปรดใส่รหัสผ่านของคุณด้านล่าง

ป้องกัน: สตรีน่าตาย 85

บทความนี้มีรหัสผ่านป้องกันอยู่ การจะดูบทความโปรดใส่รหัสผ่านของคุณด้านล่าง

ป้องกัน: สตรีน่าตาย 84

บทความนี้มีรหัสผ่านป้องกันอยู่ การจะดูบทความโปรดใส่รหัสผ่านของคุณด้านล่าง

ป้องกัน: สตรีน่าตาย 83

บทความนี้มีรหัสผ่านป้องกันอยู่ การจะดูบทความโปรดใส่รหัสผ่านของคุณด้านล่าง

ป้องกัน: สตรีน่าตาย 82

บทความนี้มีรหัสผ่านป้องกันอยู่ การจะดูบทความโปรดใส่รหัสผ่านของคุณด้านล่าง