ตอนที่ 149-3
โลกนี้เขาอาศัยหน้าตากินข้าวกัน
ตึง—–! ตึง—–! ตึง—–!
เสียงสะท้อนก้องกังวานอยู่ๆ ก็ดังขึ้น ก่อนจะเห็นว่าบนอัฒจันทร์ค่อยๆ ทยอยกันเงียบลง มู่ชิงเกอตอนนี้ถึงได้พบว่าบนอัฒจันทร์ที่สูงขึ้นไปอีกช่วงหนึ่ง ก็นั่งอยู่ด้วยนักปรุงยาที่อายุค่อนข้างสูงวัย ชุดที่สวมใส่บนตัวของพวกเขาก็แตกต่างกับพวกศิษย์ เหมือนกับว่าจะเป็นเหล่าผู้อาวุโสที่ทำการชี้แนะสอนวิชาของโรงโอสถกลาง ในนั้น มู่ชิงเกอก็ยังเห็นใบหน้าที่คุ้นตาอยู่สี่ดวง เป็นไม่กี่คนที่ไปชมการประลองจัดลำดับของโรงโอสถสาขาย่อย นอกจากเซี่ยเทียนอู๋แล้ว ยังมีชางเอ่อร์จื่อ หยวนหู หลี่เหรินอีกสามคน
ในกลุ่มคน นางก็ราวกับจะเห็นว่าเซี่ยเทียนอู๋กำลังลอบพยักหน้ายิ้มๆ ให้แก่นาง แล้วก็ยังมีชางเอ๋อร์จื่อที่ส่งรอยยิ้มบางๆ มาให้นาง
นางก็เช่นกัน ตอบกลับไปตามมารยาท
ผู้อาวุโสที่ดูแลการประลองวางฆ้องทองแดงในมือของตนลง ก่อนจะค่อยๆ เดินขึ้นไปด้านบนเวทีประลอง
เวทีประลองมีลักษณะเป็นทรงกลม รัศมียาวสิบจ้าง ด้านซ้ายและด้านขวาก็วางเรียงรายไว้ด้วยสมุนไพรและวัตถุดิบในการปรุงยา แล้วยังแขวนลูกโลหะกลมๆ เอาไว้ด้านบนชิ้นหนึ่ง ลูกโลหะนั้นในสายตาของศิษย์สาขาย่อยก็ค่อนข้างแปลกตานัก
แต่ว่า ในสายตาของเหล่าศิษย์สาขาหลักกลับดูปกติธรรมดา
“เอาละ ล้วนแต่สงบลงกันแล้วกระมัง เช่นนั้น การประลองโอสถก็เริ่มต้นได้จิ่งเทียน มู่ชิงเกอก้าวขึ้นมา!’’ ผู้อาวุโสที่คุมเวทีประลองก็ไม่กล่าววาจาเปิดงานให้เสียเวลา แต่เป็นกล่าวเรียกผู้ประลองทั้งสองฝ่ายขึ้นไปบนเวทีประลองโดยตรง
จิ่งเทียนเร่งรีบยืนขึ้นมา เขาที่ยืนอยู่ในอัฒจันทร์ก็สะดุดตาเหมือนกับหงส์ให้หมู่นกอย่างไรอย่างนั้น เสียงโห่ร้องนับไม่ถ้วนสะท้านดังไปทั่ว
แต่เดิมก็เป็นการประลองโอสถของคนสองคน แต่ราวกับตอนนี้มันจะกลายเป็นการประลองระหว่างสาขาหลักกับสาขาย่อยไปโดยไม่รู้ตัวแล้ว
อีกทั้ง การประลองครั้งนี้ยังเกี่ยวโยงไปถึงการที่จิ่งเทียนจะได้รับตำแหน่งเป็นผู้อาวุโสของโรงโอสถกลางได้หรือไม่อีกด้วย
ดังนั้นสำหรับจิ่งเทียนแล้วเขาก็ห้ามแพ้เป็นอันขาด!
เสียงเรียกร้องยินดีที่มีให้จิ่งเทียนเหล่านั้น ก็ใช่ว่าจะมีแค่ความเลื่อมใสที่มีให้เขา แต่ยังแฝงความเย้ยหยันที่มีต่อสาขาย่อยอยู่ด้วย พวกเขาก็เหมือนกับไม่อยากให้จิ่ง เทียนแพ้ให้เด็กคนหนึ่งที่มาจากสาขาย่อย ไม่เช่นนั้นศิษย์สาขาหลักอย่างพวกเขาเวลาอยู่ต่อหน้าศิษย์สาขาย่อย จะยังมีหน้าไปกล่าวอะไรได้อีก?
จิ่งเทียนก้าวเดินออกมาจากฝูงชมด้วยท่าทางสบายๆ พอเดินขึ้นไปบนเวทีแล้วก็นำมาซึ่งเสียงโห่ร้องยินดีที่ดังขึ้นไปอีก
รอเขายืนนิ่งอยู่กับที่แล้ว มู่ชิงเกอถึงได้ค่อยชันกายลุกขึ้น เงาร่างสีแดงนั้นก็พลันดึงดูดสายตาของฝูงชน
“ว้าว! หล่อเหลายิ่งนัก!”
“ในแผ่นดินนี้ทำไมถึงได้มีชายหนุ่มที่หน้าตางดงามเช่นนี้?”
“ช่างหล่อเหลาจริงๆ แววตาของเขาก็ราบเรียบดุจสายนํ้า แต่ข้าทำไมกลับรู้สึกว่าหัวใจของตัวเองกำลังเต้นไม่หยุดกันนะ?”
“ไม่เพียงแค่หล่อเท่านั้น แต่ยังอายุน้อยอีกด้วยนอก จากนี้ก็ยังมีพรสวรรค์ที่สูงส่ง คนเช่นนี้ก็ดูจะสมบูรณ์แบบเกินไปแล้ว!”
“ใช่แล้ว ใช่แล้ว! ข้าได้ยินมาว่าเขากับจิ่งเทียนก็เหมือนกัน ล้วนเป็นนักปรุงยาระดับจิตวิญญาณ!”
“นักปรุงยาระดับจิตวิญญาณผู้นี้ช่างอายุเยาว์นัก!”
มู่ชิงเกอตั้งแต่เดินลงจากอัฒจันทร์ไปถึงด้านล่าง ก็ก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ของศิษย์หญิงในโรงโอสถจำนวนไม่น้อย ไปจนขนาดมีศิษย์ชายจำนวนหนึ่งก็ยัง ตกตะลึงกับใบหน้าของนาง ทั้งยังคิดเพ้อไปว่า ถ้าหากใบหน้านี้เป็นผู้หญิงแล้วละก็ เช่นนั้นก็จะทำให้เกิดภาพเช่นไร
แต่เดิมทางฝั่งมู่ชิงเกอ เพราะว่าเป็นฝ่ายมาเยือน ก็มีเพียงเสียงร้องให้กำลังใจบางเบาของศิษย์สาขาย่อย ยี่สิบสามสิบคน แต่ว่าพอเขาค่อยๆ เข้าสู่สายตาของเหล่าศิษย์สาขาหลัก ก็พลันมีศิษย์สาขาหลักจำนวนไม่น้อยที่ร้องให้กำลังใจเขาตามขึ้นมา “ศิษย์น้องมู่! ศิษย์น้องมู่! ศิษย์น้องมู่!”
ไม่ทันไร เสียงโห่ร้องก็ยิ่งมายิ่งดังขึ้น ไปจนถึงขนาดตามทันฝั่งของจิ่งเทียน
ฝั่งจิ่งเทียนที่ยืนอยู่บนเวทีประลอง สีหน้าก็กลายเป็นดำทะมึนจนน่ากลัว ชิงชังจนอยากจะจัดการสั่งสอนพวกที่ ร้องเรียกชื่อของมู่ชิงเกอบนอัฒจันทร์สักฝ่ามือหนึ่ง
เจ้าคนพวกนี้จริงๆ แล้วจะอยู่ฝังไหนกันแน่?
“ศิษย์น้องมู่ช่างหล่อเหลานัก—–!”
อยู่ๆ ก็พลันมีคนป้องปากเป็นรูปวงกลมร้องตะโกนประโยคนี้ขึ้นมา
ก่อนที่มันจะกลายเป็นการกระตุ้นจิตใจของหญิงสาวจำนวนมาก
ถัดมาก็มีหญิงสาวจำนวนไม่น้อยร้องตะโกนเสียงแหลมขึ้น
“ศิษย์น้องมู่ช่างงดงามนัก! ศิษย์น้องมู่สู้ๆ!”
มู่ชิงเกอที่กำลังเหยียบบันไดขึ้นไปบนเวทีประลองก็ชะงักไปเล็กน้อย เกือบจะเซล้มหน้าทิ่มลง
มุมปากของนางก็ยกยิ้มขึ้นบางๆ การตอบรับจากศิษย์หญิงของโรงโอสถกลางก็ทำเอานางสีหน้าเคร่งขรึมขึ้นเล็กน้อย ในขณะเดียวกันนางก็อดทอดถอนใจออกมาไม่ได้ ‘เฮ้อ! นี่ก็ถือเป็นโลกที่ดูหน้าตาเป็นหลักจริงๆ!’
ตรงกลางของอัฒจันทร์เซี่ยเทียนอู๋ก็กล่าวด้วยรอยยิ้ม ตาหยี “ดูท่ารูปลักษณ์ของคนผู้นี้จะเติบโตมาได้มีประโยชน์นัก”
ไม่ทันไรก็พลันมีผู้อาวุโสอีกคนกล่าวแย้งขึ้น “หึ ศาสตร์การปรุงยาก็ไม่ได้ดูที่ใครหน้าตาดีใครหน้าตาไม่ดีนี่”
“แต่ก็ไม่อาจไม่ยอมรับได้ว่า คนที่หน้าตาดีพอปรุงโอสถแล้ว ก็จะทำให้คนชื่นชอบเป็นพิเศษมากกว่า” เซี่ยเทียนอู๋กล่าวโต้กลับด้วยรอยยิ้มตาหยี
ผู้อาวุโสคนนั้นก็สบถเสียงเย็นขึ้นเสียงหนึ่ง “เช่นนั้นข้าก็จะดูเสียหน่อยว่ามู่ชิงเกอผู้นี้จริงๆ แล้วจะร้ายกาจอย่างที่เจ้าว่าหรือไม่”
“เจ้าจะไม่ทางผิดหวัง” เซี่ยเทียนอู๋ยิ้มขึ้นอย่างมั่นใจ จบการโต้เถียงไร้สาระครั้งนี้ลง
บนเวทีประลอง จิ่งเทียนก็มองไปยังมู่ชิงเกอที่ยืนอยู่ตรงข้ามกับตัวเอง ท่าทางหยิ่งผยองก็แฝงความเยียบเย็นเอาไว้หลายส่วน “คิดไม่ถึงว่าเจ้าจะกล้าขึ้นมาจริงๆ”
มู่ชิงเกอส่ายหน้าพลางยิ้มขำ “ศิษย์พี่จิ่งเทียนเวลานี้ก็ยัง จะกล่าวคำพูดเช่นนี้อีก ก็ช่าง…” คำพูดของนางยังไม่ได้กล่าวจบ แต่ไม่ว่าใครก็สามารถฟังออกถึงการถาก ถางที่ซ่อนอยู่ด้านใน
“หึ!” จิ่งเทียนสบถเสียงเย็นขึ้นเสียงหนึ่ง
‘การทักทาย’ ของทั้งสองก็พลันจบลง ผู้อาวุโสคุมการประลองยืนอยู่ตรงกลางของทั้งสองคน เงยหน้าขึ้นกล่าว “เชิญท่านหัวหน้าประกาศหัวข้อการประลอง”
พอคำพูดของเขาจบลง ก็พลันมีนกกระเรียนตัวหนึ่งบินเข้ามาจากบนฟ้า ในปากของมันคาบม้วนผ้าเอาไว้ม้วนหนึ่ง มันร่อนลงด้านหน้าของผู้อาวุโสที่คุมการประลอง ก่อนจะก้มหน้าลงมอบม้วนผ้าให้ผู้อาวุโส เสร็จแล้วจึงค่อยสยายปีกบินจากไป
ผู้อาวุโสคลี่ม้วนผ้าออก ตอนที่เห็นเข้ากับเนื้อความด้านใน แววตาก็พลันหดเล็กลง แต่ก็ฟื้นฟูกลับไปเป็นปกติได้อย่างรวดเร็ว
แต่ว่าการเปลี่ยนแปลงเพียงช่วงสั้นๆ นี้ของเขา ก็ยังไม่สามารถปิดบังเหล่าผู้อาวุโสที่นั่งอยู่บนอัฒจันทร์ได้
“ท่านหัวหน้าโรงโอสถออกบททดสอบอะไรกันแน่ ดูท่าทางแล้วคงไม่ธรรมดา!”
“บางทีท่านหัวหน้าอาจจะอยากทดสอบทั้งสองคนนี้จริงๆ ก็ได้”
เสียงวิพากษ์วิจารณ์บนอัฒจันทร์ก็ไม่ได้ส่งผลอะไรต่อผู้อาวุโสผู้คุมการประลอง เขาเอาม้วนผ้าคลี่ไปทางฝูงชน พร้อมกับกล่าวว่าเสียงดัง “ตัวยาที่ใช้ในการประลองโอสถครั้งนี้…โอสถยืดอายุไท่เวย!”
ปัง—–
บนอัฒจันทร์คนหลายพันพากันอื้ออึงขึ้นพร้อมกัน
แม้แต่เหล่าผู้อาวุโสบนอัฒจันทร์พอได้ยินกันก็พากันสีหน้าเปลี่ยนสี