1425. บางทีวันนั้นจะมาถึง…
สายตาชายหนุ่มเต็มไปด้วยความบ้าคลั่งและความรู้สึกแย่ๆทั่วร่างกาย รีบพุ่งลงภูเขาด้วยร่างกายที่กำลังเย็นเฉียบ
ขึ้นภูเขายากเท่าไร ลงภูเขายากยิ่งกว่า!
ขณะที่ลงไปเขาเกิดตกหลุม เกิดรอยฟกช้ำบนร่างกายหลายแห่งและโลหิตไหล แต่อย่างไรชายหนุ่มก็ไม่สนใจอย่างอื่นและลงไปอย่างต่อเนื่อง
‘มันต้องเป็นแค่ไฟ มันต้องเป็นแค่ไฟ!! ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ไม่มีอะไรเกิดขึ้น!!’ ชายหนุ่มร่างสั่นเทา ตะกร้ายาบนหลังสั่นสะเทือน สมุนไพรบางส่วนหลุดออกไปแต่ชายหนุ่มก็ยังไม่สนใจและมุ่งหน้าต่อไป
ระหว่างทางเขาตกหลุมไปหลายครั้ง บางครั้งมีกิ่งไม้บาดจนเกิดแผลยาวบนขาขวา แต่เขาก็ไม่สนใจ สายตาเต็มไปด้วยความกังวล
หลังจากผ่านไปสักพักชายหนุ่มก็มาถึงตีนเขาด้วยอาการหอบ หัวใจสั่นเทาและหวาดกลัว
‘ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ไม่มีอะไรเกิดขึ้น!!’ หัวใจชายหนุ่มกำลังกรีดร้องจนเกือบขอความเมตตา ทุกอย่างเบื้องหน้าเขาเป็นภาพพร่ามัว เขาใช้แรงทั้งหมดที่มีเพื่อถึงถนนสายหลักด้านนอกหมู่บ้าน เขาเพียงต้องเดินทางอีกครึ่งลี้เพื่อให้ได้เห็นหมู่บ้าน
แต่ว่าถึงแม้จะมองไม่เห็นหมู่บ้าน แต่เขามองเห็นเปลวเพลิงมหึมา ทั้งยังได้ยินเสียงร้องไห้อีกด้วย
เสียงร้องไห้มากพอทำให้พื้นดินสั่นสะเทือน “น้องสาว!!!” ชายหนุ่มรีบวิ่งออกไปข้างหน้า
ทว่าขณะนั้นบนถนนมีแรงสั่นสะเทือนรุนแรงยิ่งขึ้น ม้ามากกว่าสิบตัวกำลังวิ่งมา มีชายท่าทีโหดเหี้ยมบางคนกำลังควบม้าด้วยเสื้อผ้ายุ่งเหยิง ส่งเสียงหัวเราะชั่วร้ายขึ้นไปอีก
“ฮ่าฮ่า ข้าไม่คิดว่าหมู่บ้านเล็กๆนี่จะมีสาวงามมากมาย ถ้าไม่ใช่เพราะต้องทำงานของนายท่านให้สำเร็จ ข้าคงต้องไปฉกมาสักสองสามคน”
“ใช่แล้ว โดยเฉพาะเจ้าสาวนั่น นางเยี่ยมจริงๆ…”
ม้ามากกว่าสิบตัววิ่งผ่านชายหนุ่มไปอย่างรวดเร็ว ชายร่างกำยำยกแส้ขึ้นมาฟาดใส่ชายหนุ่มด้านข้างถนนทันที
“สารเลว เจ้ากล้าขวางทางกลุ่มม้าเร็วของเราหรือ? ไปซะ!”
ชายหนุ่มร่างสั่นเทาและกรีดร้อง พลังรุนแรงฟาดเข้าใส่ร่างเขาและกระเด็นออกไป
ม้ามากกว่าสิบตัวผ่านไปพร้อมกับเสียงหัวเราะดังลั่น…เวลาผ่านไปและตกกลางคืน สายลมเย็นพัดผ่าน ชายหนุ่มตัวสั่นอยู่ข้างถนน ค่อยๆลืมตาขึ้นมา ดวงตาเต็มไปด้วยความสับสนและใบหน้าซีด
เขาพยายามลุกขึ้น พึมพำกับตัวเองและดิ้นรนวิ่งไปหาหมู่บ้าน
“ไม่มีอะไรเกิดขึ้น…ไม่มีอะไรเกิดขึ้นกับน้องสาว…ไม่มีอะไร…”
หลังจากผ่านไปสักพัก หมู่บ้านที่เผาไหม้ไปเรียบร้อยแล้วปรากฏต่อหน้าชายหนุ่ม เขาตัวสั่นจ้องมองด้วยความหวาดกลัว ส่งเสียงกรีดร้องและวิ่งเข้าหา
“น้องสาว…น้องสาว…หลันน้อย!!”
ชายหนุ่มวิ่งเข้าสู่หมู่บ้าน กลิ่นควันฉุนยังคงอยู่ กลิ่นโลหิตหนาแน่นยังคงอ้อยอิ่งในอากาศ บนพื้นนอกจากคราบโลหิตแล้วยังมีซากศพที่ยังลืมตามองไปบนท้องฟ้ามืดมิด
ภาพเหตุการณ์นี้ทำให้ความเจ็บปวดพุ่งเข้าเจาะลึกไปในใจและแทบทำให้เขาแตกสลาย ซากศพเหล่านี้คือคนทั้งหมดที่เขาคุ้นเคย
บ้านเรือนรอบๆส่วนใหญ่ถูกเผาไหม้จนเกรียม มีเพียงเกี้ยวเจิดจ้าที่ไม่เผาไหม้ เทียบกับบ้านหลังอื่นๆแล้วสีสันเจิดจ้านี่ดูเด่นสะดุดตาเกินไป!!!
ชายหนุ่มกัดริมฝีปาก ร่างกายสั่นเทาและเต็มไปด้วยความเจ็บปวดที่มิอาจอธิบายออกมาได้ เขาเดินเข้าไปในบ้านไหม้เกรียมด้านข้างเกี้ยว ร่างหนึ่งฟุบอยู่ที่นั่น เขาคือพยัคฆ์…ด้านข้างพยัคฆ์คือร่างสตรีคนหนึ่ง เป็นพี่สาวของพยัคฆ์ นางคือฮงฮง… ชายหนุ่มแทบหัวใจแตกสลาย เขาตัวสั่นพลางเดินเข้าไปในห้องลึกขึ้น เขาเห็น…น้องสาว…อยู่ในห้องไหม้เกรียมที่ยังมีคานตั้งอยู่ เศษผ้าไหม้สีขาวพันรอบคอร่างศพสตรีซึ่งแขวนไว้บนคาน…ร่างศพสตรีนั้นเละไปหมด โลหิตไหลออกจากรูขุมขน สายตานางทอดมองออกไปไกลด้วยความสับสน รอคอยคนที่นางรัก…ชายหนุ่มมองร่างน้องสาวของตนเองและกระอักโลหิต
“น้องข้า!!” เสียงร้องโหยหวนดังสะท้อนยามค่ำคืนแห่งความโดดเดี่ยวและ การตายของทั้งหมู่บ้าน! เสียงร้องคงอยู่ไปยาวนาน… “อย่าร้อง หลันน้อย อยู่นี่แล้ว ข้าจะไม่หลับอีกแล้ว ข้าจะไปเอากล้วยไม้สีม่วงนั้นให้เจ้า ตกลงไหม อย่าร้องอีกเลย”
“หลันน้อย เจ้าถามข้าเป็นร้อยครั้งว่าพ่อกับแม่ไปไหน…พี่ใหญ่ไม่ได้บอกเจ้าหรือว่าพวกเขาจากไปในที่อันไกลแสนไกล…พวกเขาจะกลับมารับ เฝ้าดูหลันน้อยเติบโตและเฝ้าดูหลันน้อยแต่งงาน…อย่าร้อง…”
“อุ๊ก…ในเมื่อเจ้าไม่ชอบพยัคฆ์ก็ช่างมันเถอะ พี่ใหญ่จะไม่ตามตื๊อพี่สาวของพยัคฆ์เหมือนที่เจ้าพูดแล้ว…”
“ความฝันของข้าคือการกลายเป็นเซียน! หลันน้อย รอพี่ใหญ่ก่อน เมื่อข้าทำสำเร็จ ข้าจะกลับมาช่วยเจ้าและพยัคฆ์ให้มีชีวิตไปตลอดกาล!”
“เมื่อเจ้าแต่งงาน พี่ใหญ่จะเตรียมสินสอดทองหมั่นไว้ให้เจ้าเยอะๆเลย”
ชายหนุ่มปาดโลหิตที่ตกลงไป เขามองดูน้องสาวด้วยสายตาว่างเปล่า
หลายวันต่อมา ชายหนุ่มฝังร่างศพในหมู่บ้านทั้งหมดและฝังร่างน้องสาวไว้คนเดียวบนภูเขา มันอยู่สูงมากและมีกล้วยไม้สีม่วงเติบโตอยู่รายเรียง หากนั่งอยู่ในทุ่งหญ้าคงจะเห็นไปเต็มสายตา…น้องสาวเขาไม่ได้ตายจากการโดนล่วงละเมิด นางแขวนคอตัวเอง…ชายหนุ่มเก็บเศษผ้าสีขาวที่นางแขวนคอตัวเองไว้ ชั่วขณะนั้นเขารู้สึกว่าวิญญาณของน้องสาวอยู่ในผ้าแพรผืนนี้
ตอนที่เขาออกไปจากหมู่บ้าน เขามองกลับไปและนำผ้าแพรออกมา เสียงน่ารักพร้อมกระดิ่งดังขึ้นในหู
“พี่ใหญ่…พี่ใหญ่ตื่นเถิด…ดูตรงนี้สิมีพวงกล้วยไม้สีม่วงอยู่…”
“พี่ใหญ่ ท่านพ่อกับท่านแม่ไปไหน…หลันหลันคิดถึงพวกท่าน…”
“พี่ใหญ่…”
ชายหนุ่มกัดริมฝีปากจนเลือดไหล หยดโลหิตไหลลงบนผ้าแพรสีขาว มันแพร่กระจายออกไปเปลี่ยนเป็นรูปร่างดอกท้อ…”กลุ่มม้าเร็ว…” ในสายตาชายหนุ่มมีความเกลียดชัง เขาก้าวเดินออกไปไกลยิ่งขึ้น… “พี่ใหญ่ ข้าจะรอท่านกลับมา…”
วันเวลาผ่านไปในชั่วพริบตา เวลาผ่านไปหลายสิบปี…พรสวรรค์ของชายหนุ่มนับว่าเหนือกว่าจินตนาการ แม้จะไม่ได้ดีที่สุดก็แต่ยังว่าน่าตะลึง เขาได้เข้าสู่สำนักทะลวงสวรรค์และด้วยความมุ่งมั่นที่คนธรรมดาไม่ควรจะมี เขาได้กลายเป็นผู้นำในรุ่นผู้เยาว์!
ในฐานของกลุ่มม้าเร็ว คืนฝนตกคืนหนึ่งมีสมาชิกทั้งหมดหนึ่งพันสี่ร้อยคนถูกสังหาร ไม่มีใครเหลือรอดแม้แต่คนเดียว…แม้แต่ม้าก็ถูกสังหาร คนแก่ประมาณเจ็ดถึงแปดคนทนทุกข์หนักที่สุดก่อนตาย ความเจ็บปวดที่พวกเขาพบไม่ใช่สิ่งที่คนธรรมดาจะทนได้ พวกเขาร้องโหยหวนอยู่เกือบครึ่งเดือนจนในที่สุดก็ตาย
วิญญาณแต่ละคนถูกแยกออกมาและทนทุกข์กับการโดนหลอมอีก ไม่สามารถเข้าสู่วัฏจักรแห่งการเกิดใหม่ได้…อย่างไรก็ตามซือหม่าโม่รู้สึกเจ็บปวดเหมือนเข็มทิ่มแทงผ่านจิตใจ คนร้ายที่ได้ทำร้ายน้องสาวเขานั้นตายไปหลายปีก่อน จากการค้นวิญญาณจึงพบว่าคนร้ายนั้นไม่ได้เจอกับความทุกข์อะไรมากนักและเขาจึงไม่ยอมปล่อยเรื่องนี้ไป!
หลังจากกลับสู่สำนัก ผ่านไปอีกร้อยปี…ซือหม่าโม่บรรลุขั้นวิญญาณแรกกำเนิดและกลายเป็นคนที่แข็งแกร่งที่สุดในรุ่นเยาว์ เขาได้รับความสนใจจากจ้าวสำนักทะลวงสวรรค์และได้รับการยอมรับเป็นศิษย์ของจ้าวสำนัก
ในฤดูหนาว ซือหม่าโม่ลงมาจากสำนักอีกครั้ง เขาใช้วิชาเพื่อคำนวณการเกิดใหม่ของคนร้ายและเริ่มการสังหาร!
ความเกลียดชังแบบไหนกันถึงทำให้คนคนหนึ่งไล่ล่าผู้กระทำผิดแม้อีกฝ่ายจะตายไปแล้วและผ่านการเกิดใหม่?
วันเวลาผ่านไป…หวังหลินได้เห็นความทรงจำทั้งหมดของปรมาจารย์ซือโม่ เขาจึงขบคิดเงียบๆ
เขาเห็นช่วงเวลาต่อมาอีกหมื่นปีด้วย ตอนที่ปรมาจารย์ซือโม่เฝ้าดูสหายร่วมสำนักตายไปในดินแดนเจ็ดสี ร่างกายเขาโดนลิ่มเจ็ดสีทิ่มแทงใส่และถูกราชันย์รับมา…
“ข้าซือหม่าโม่ แม้จะถูกขับไล่ออกจากสำนักทะลวงสวรรค์ แต่ก็เป็นคนของดินแดนชั้นใน ข้ากลายเป็นสุนัขรับใช้ของดินแดนชั้นนอกไปได้อย่างไร? ข้าเสียสละทุกสิ่งเพียงเพื่อเอาตัวรอดและทุ่มเททั้งหมดจนโดนการบรรลุขั้นที่สามล่อลวงไปได้อย่างไร?”
“หากข้าตาย ข้าก็ตาย!”
น้ำเสียงเก่าแก่ดังออกมาจากโลกและเข้าสู่ความคิดของซือหม่าโม่ “ไม่เพียงแต่ข้าจะป้องกันไม่ให้เจ้าตาย…ข้ายังสามารถให้น้องสาวเจ้ากลับมาได้…แม้ข้าไม่สามารถนำชีวิตนางกลับมาได้ แต่ข้าสามารถทำให้นางอยู่ข้างๆเจ้าไปชั่วนิรันดร์…หากการบ่มเพาะของเจ้าสำเร็จ บางทีเจ้าจะได้เจอใครสักคนที่สามารถชุบชีวิตนางขึ้นมาได้… หากเจ้าตายตอนนี้ ทุกอย่างก็จะหายไป…”
ซือหม่าโม่เกิดความคิดสั่นสะท้าน… “มากับข้า…ตั้งแต่วันนี้ต่อไป เจ้าไม่ใช่ซือหม่าโม่แห่งดินแดนชั้นในอีกแล้ว แต่จะเป็นคนของราชันย์ผู้นี้ ข้าขอมอบชื่อให้เจ้า ‘ปรมาจารย์ซือโม่’ ”
ภายในเตาหลอมจักรพรรดิ ดวงตาปรมาจารย์ซือโม่เกิดอาการพร่ามัวพร้อมกับมีหยาดน้ำตา…เพลิงขนาดเท่าเล็บก้อยตรงกลางคิ้วแพร่กระจายและครอบคลุมบนใบหน้า
ด้านนอกเตาหลอมจักรพรรดิ หวังหลินนั่งอยู่บนเตาหลอม ลืมตาขึ้นมาภายใต้สายตาของเซียนรอบด้าน ดวงตาเขาเต็มไปด้วยความสับสน…ผ่านไปสักพักหวังหลินจึงถอนหายใจและยืนขึ้น ก้าวออกมาข้างหน้าและสะบัดแขน เตาหลอมจักรพรรดิสั่นเทาและหายไป
เผยเป็นร่างของปรมาจารย์ซือโม่
หวังหลินไม่ได้จงใจทิ้งสิ่งใดไว้ในความทรงจำของปรมาจารย์ซือโม่ แต่เขาทิ้งความคิดบางอย่างเอาไว้…เขาล้มเลิกการหลอมปรมาจารย์ซือโม่ไป
การหลอมครั้งนี้บางทีคงไม่สำเร็จเนื่องจากปรมาจารย์ซือโม่ยังมีสมบัติมากมาย การต่อสู้นี้คงไม่มีผลอะไรหากดำเนินต่อไป
ปรมาจารย์ซือโม่ยืนอยู่ในอากาศและขบคิดอยู่นาน เขาสะบัดแขนขวา หญิงสาวหายเข้าไปในแขนเสื้อ
ด้วยระดับบ่มเพาะของปรมาจารย์ซือโม่ จึงตระหนักสิ่งที่เกิดขึ้นได้ทันที เขามองหวังหลินด้วยสายตาซับซ้อนที่อธิบายไม่ถูก
“โปรดบอกข้า…คำพูดของนางก่อนหน้านี้…มาจากวิชาเจ้า หรือว่า…”
“ข้าก็ไม่รู้เช่นกัน” หวังหลินถอนหายใจ
‘หากข้าเป็นซือหม่าโม่และน้องสาวเขาคือหวานเอ๋อร์…ข้าควรจะเลือกอย่างไรดี…’ หวังหลินกลัวการคิดถึงคำตอบ…บางทีคำตอบคงเหมือนกับที่ตอบซือหม่าโม่ไป หรือเขาเองก็มีคำตอบอยู่แล้ว
……………………………………………….