1942. เจ้าเป็นใคร?
หลังจากชายชราได้ยินแบบนี้ ดวงตาจึงหรี่ลงและมองหลิวจินเปียวอย่างละเอียด เพียงเท่านี้เขาจึงรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ หลิวจินเปียวเป็นเพียงแค่เซียนขั้นแกนลมปราณเท่านั้นแต่เขากลับพบว่ามีบางอย่างถูกซ่อนอยู่ เป็นกลิ่นอายเก่าแก่ที่ไม่อาจอธิบายออกมาได้จนคล้ายกับอยู่กับเขามานาน
หลิวจินเปียวมองชายชราและเอ่ยอย่างเย็นเยียบ “ข้ารู้ว่าเจ้ากำลังคิดค้นวิญญาณข้า แต่ข้าขอบอกว่าก่อนที่เจ้าจะทำสำเร็จ อาจารย์จะมาถึง จากนั้นสิ่งที่สำนักเมฆาอยู่ก็คือหายนะที่ทำลายล้างได้ทั้งสำนัก!”
“แม้ผู้สูงส่งชั้นฟ้ากุ้ยหยามาหา เขาก็ยังต้องถามหาเหตุผล เจ้าหลอกลวงก่อน!” ชายชราไม่สามารถมองทะลุหลิวจินเปียวได้ อีกฝ่ายสงบนิ่งมากจนหาได้ยาก เขาจะสงบนิ่งแบบนี้ได้อย่างไรถ้าไม่มีเบื้องหลังอันแข็งแกร่ง?
“หลอกลวง? ข้าหลิวจินเปียวบ่มเพาะเต๋าแห่งการหลอกลวง ข้าหลอกสำนักเมฆาเล็กๆ ของเจ้าแล้วอย่างไร? ข้าไปสังหารหรือขโมยสมบัติใครด้วยหรือ?”
“ข้าแค่พาคนธรรมดาที่ต้องการฝึกฝนและแลกเปลี่ยนกับเม็ดยาบางส่วนเท่านั้น เจ้าคิดว่าข้าสนใจเม็ดยาพวกนี้หรือ?” หลิวจินเปียวเต็มไปด้วยความเจ้าเล่ห์ แขนขวาสัมผัสกับกระเป๋าเก็บของ เม็ดยาจำนวนมากลอยออกมากลายเป็นภูเขาย่อมๆ
“ดูซะ เม็ดยาหลายสิบเม็ดพวกนี้มาจากสำนักเมฆาของเจ้า พวกมันก็แค่หลักประกันเพื่อให้ข้าบ่มเพาะเต๋าแห่งการหลอกลวง เจ้าคิดว่าข้าสนใจเม็ดยาพวกนี้หรือ?” หลิวจินเปียวหัวเราะและสะบัดแขนขวา เม็ดยาพวกนั้นสลายกลายเป็นฝุ่นผงทันที
เหตุการณ์นี้ทำให้ชายชราตกตะลึง
“ช่างเม็ดยาพวกนี้เถอะ แม้ข้าจะหลอกลวงสมบัติไปจำนวนมาก เจ้าคิดว่าข้าสนใจหรือ?” หลิวจินเปียวเยาะเย้ยอีกครั้งและสัมผัสกระเป๋า สมบัติหลายสิบชิ้นสำหรับเซียนขั้นแกนลมปราณพลันลอยออกมา เขาสะบัดแขนให้ทั้งหมดสลายกลายเป็นเศษเสี้ยว
“ข้าจะบอกเจ้าให้ว่าข้าไม่สนใจของพวกนี้เลย! แม้เจ้ากล้าค้นวิญญาณข้า ข้าก็มั่นใจได้เลยว่าทั้งสำนักเมฆาของเจ้าจะถูกทำลาย! คิดดีดีนะ ลาก่อน!” หลิวจินเปียวเยาะเย้ยและหันกลับมา เขาไม่ได้มองชายชราที่กำลังตกตะลึงอีกแล้วและเริ่มเดินออกไปจากที่นี่
พอเขาเดินออกไป บนร่างไม่มีแม้แต่เม็ดเหงื่อ หัวใจเต้นเป็นปกติ แม้แต่เขาก็ยังเชื่อตัวเอง แบบนั้นจะหวาดกลัวได้อย่างไร?
หลังจากเดินออกมาจากอาราม ชายชรามีสีหน้ามืดมนไปเรื่อยๆ เขาจ้องเศษเม็ดยาและเศษสมบัติเบื้องหน้า วินาทีนี้เขาได้หลงไปกับคำพูดของหลิวจินเปียวแล้ว
เขาไม่เคยเจอเรื่องราวอะไรแบบนี้มาก่อนในชีวิต!
‘สิ่งที่เขาพูดเป็นจริงหรือโกหก? หากเขาหลอก เขาจะสงบนิ่งและไม่สนใจเม็ดยากับสมบัติที่ทำลายไปได้อย่างไร? แม้ทั้งหมดจะเป็นของระดับต่ำ แต่เขาก็หลอกลวงไปเยอะมาก…’
‘เขาหลอกลวงผู้คนมานานและไม่เคยตาย ต้องมีเหตุผลบางอย่าง!’
‘หากเขาพูดจริง ข้า…ข้าไม่ควรไปลวงเกินเขาได้จริงๆ นอกจากนี้เขาก็ไม่ได้หลอกลวงสมบัติมีค่าหรือชีวิตอันใด มันเป็นแค่ยาระดับต่ำเท่านั้น…’ ชายชราตกตะลึงไปชั่วขณะ
ตอนนี้หลิวจินเปียวได้เดินออกมาจากอาราม แต่เหล่าศิษย์ของสำนักเมฆาก็เข้ามาหยุดเขา
หวังหลินเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดอย่างชัดเจนและอดไม่ได้ที่จะตกตะลึง เขาคิดว่าหลิวจินเปียวต้องเจออะไรบ้างสักเล็กน้อยแต่หลายอย่างกลับเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว แม้แต่หวังหลินก็อดชื่นชมไม่ได้
‘การแสดงนี้…สมจริงเกินไป…’ หวังหลินยิ้มและส่ายศีรษะ
ชายชราจ้องมองหลิวจินเปียวที่กำลังยืนอยู่นอกตำหนักและถูกศิษย์ของสำนักเมฆาล้อมรอบเอาไว้
‘หากข้ารู้ว่าเรื่องมันซับซ้อนขนาดนี้ ข้าคงไม่สนใจเขาแต่กลับเลยเถิดได้ขนาดนี้…แม้จะฟังดูน่าเชื่อถือแต่ก็ไม่น่าเชื่อถือด้วยเช่นกัน แต่หากข้าปล่อยเขาไป นั่นหมายความว่าข้าหวาดกลัวคำพูดเขาและคงเสียหน้ามากเกินไป…’ ชายชรากัดฟันและกำลังจะพูด
ทว่าจังหวะนี้เองหลิวจินเปียวหันกลับมา แขนขวาสัมผัสกระเป๋านำป้ายไม้ขนาดเท่าฝ่ามือโยนให้ชายชรา
หลิวจินเปียวมีท่าทีสงบนิ่งและพูดขึ้นอย่างเยือกเย็น “หลังจากเห็นสิ่งนี้ ข้าจะให้เวลาเจ้าคิดสามลมหายใจ!”
ชายชรารับป้ายไม้สีดำมา หลังจากชำเลืองมองสีหน้าท่าทางจึงเปลี่ยนไป มีสองคำอยู่บนป้าย!
กุ้ยหยา!
‘วัตถุดิบธรรมดา มันแค่เศษไม้ธรรมดาแต่กลับมีกลิ่นอายที่ทำให้จิตใจข้าสั่นไหว กลิ่นอายนี้เต็มไปด้วยความตาย มันเป็นสิ่งพิเศษ!’ ก่อนหน้านี้ชายชราเกิดความสงสัย แต่หลังจากเห็นป้ายไม้เขาจึงมั่นใจประมาณเจ็ดถึงแปดในสิบส่วนว่าสิ่งที่หลิวจินเปียวพูดเป็นเรื่องจริง
หากหลิวจินเปียวนำป้ายออกมาก่อน ชายชราคงไม่เชื่อ แต่หลังจากหลิวจินเปียวพูดก่อนหน้านี้ ผลลัพธ์จึงแตกต่างกัน!
“หนึ่ง…สอง…” หลิวจินเปียวพูดช้าๆ ก่อนจะพูดคำว่า “สาม” ชายชรากัดฟันและโยนป้ายไม้กลับไปหาหลิวจินเปียว หลิวจินเปียวรับเอาไว้และมีเสียงมืดมนดังกึกก้องในหู
“เปิดประตูและ…ปล่อยเขาไป!”
ศิษย์ทั้งหมดของสำนักเมฆาที่อยู่นอกตำหนักถึงกับตกตะลึง สำนักเมฆาเป็นสำนักอันดับต่ำที่สุดในแคว้นมหาปราชญ์ พวกเขามีเซียนขั้นที่สามเพียงคนเดียวซึ่งอยู่ในระดับสวรรค์ดับสูญและปิดด่านบ่มเพาะตลอดทั้งปี
ส่วนชายชราอยู่ในขั้นทลายสวรรค์ เขาไม่กล้าเดิมพันด้วยเรื่องเล็กๆ แค่นี้
ท่าทีของหลิวจินเปียวเป็นธรรมชาติและพ่นลมหายใจอย่างเยือกเย็น เขาทะยานออกมาจากสำนักเมฆา พอออกมาได้ไกลแล้วจึงร่อนลงไปในป่าลึกอันเก่าแก่
วินาทีที่มาถึง ใบหน้าพลันซีดเซียวทันที เขาไม่สามารถควบคุมร่างกายได้อีกและเริ่มสั่นไหว เต็มไปด้วยสัมผัสแห่งความหวาดกลัว
‘อันตรายจริง!! บัดซบ ข้าเกือบทิ้งชีวิตอยู่ในแคว้นมหาปราชญ์แล้ว!’ หลิวจินเปียวสูดหายใจลึกและรู้สึกเจ็บใจ
‘ช่างโชคร้ายเรื่องเม็ดยามากมายพวกนั้น…ข้ายังทำได้ดีเกินไปจนเชื่อว่าเม็ดยาไร้ค่ายิ่ง…นี่…เสียเม็ดยามากเกินไป!!’ พอหลิวจินเปียวคิดถึงตอนที่เขาทิ้งเม็ดยาไปง่ายๆ ตอนนี้จึงมารู้สึกเสียใจ
‘ข้าควรนำออกมาน้อยๆ…มันจบกันแล้ว ข้าทิ้งความพยายามไปตลอดหลายปี…ข้าต้องเอามันกลับมาอีกครั้ง ข้าหลิวจินเปียวเกิดขึ้นมาอย่างแตกต่างและจะเอามันกลับมา!’ เขาสูดหายใจลึกและนั่งลงสงบจิตใจตัวเอง
ทว่าในจังหวะนั้นมีเสียงอ่อนโยนดังขึ้นด้านหลัง
“เจ้าบรรลุเต๋าแห่งการหลอกลวงขั้นที่สองได้อย่างสมบูรณ์แล้ว”
น้ำเสียงปรากฏขึ้นฉับพลันทำให้หลิวจินเปียวสั่นเทา ทว่าเขาสงบจิตใจลงทันทีและมองด้านหลังอย่างเยือกเย็น เขาเห็นชายหนุ่มผมขาวสวมชุดสีขาวกำลังมองมา
“ดูเหมือนสำนักเมฆาของเจ้าไม่อยากอยู่รอด!” หลิวจินเปียวพูดขึ้น คนตรงหน้าเขาให้ความรู้สึกที่อธิบายไม่ถูก แม้เขาจะหลอกตัวเองเขาก็ยังรู้สึกหวาดกลัว
“ข้าไม่ได้มาจากสำนักเมฆา” หวังหลินยิ้มพลางมองหลิวจินเปียวและนั่งลง สะบัดแขนนำขวดสุราออกมาจิบ
“ไม่ว่าเจ้าจะมาจากไหน หากเจ้ากล้าทำลายข้า นายท่านของข้าจะออกมาทำลายเจ้าทันที!” หลิวจินเปียวเสียงสั่นและถอยหลังโดยไม่รู้ตัว แม้จะใช้เต๋าแห่งการหลอกลวงขั้นที่สองก็ยังตัวสั่นและรู้สึกว่าการหลอกตัวเองกำลังพังทลาย ราวกับเขาไม่สามารถหลอกคนตรงหน้าได้
ตอนที่อยู่สำนักเมฆาเขาไม่มีความรู้สึกนี้ ความจริงเขาไม่เคยรู้สึกแบบนี้มาก่อนในชีวิต ขณะที่ตัวสั่นเทาเขาก็เอนตัวพิงกับต้นไม้และจ้องมองหวังหลิน
“นายท่านของข้าคือผู้สูงส่งชั้นฟ้ากุ้ยหยา ผู้ติดตามมหาชั้นฟ้าชวงจื่อ ข้าฝึกฝนเต๋าแห่งการหลอกลวงด้วยคำอนุญาตจากนายท่าน ข้า…ข้ามีป้ายสิทธิ์ของนายท่าน!!” หลิวจินเปียวตัวสั่นพลางนำป้ายไม้สีดำออกมา ขณะที่กำลังจะสะบัดออกไป หวังหลินยื่นแขนออกมาทำให้ป้ายนั้นลอยเข้าสู่มือหวังหลิน
หวังหลินมองไม่กี่ครั้งและพูดอย่างอมยิ้ม “ทำของปลอมได้ดี เจ้าต้องหลอกตัวเองด้วยการใช้เต๋าแห่งการหลอกลวงขั้นที่สองเพื่อบอกตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าเจ้าคือผู้สูงส่งชั้นฟ้ากุ้ยหยา แล้วจึงเขียนลงไป”
“ส่วนกลิ่นอายของป้ายไม้…กลิ่นอายแห่งความตายอันทรงพลังนี้ เจ้าต้องไปเจอเข้ากับร่างเซียนอันทรงพลัง เจ้าได้วางป้ายไม้ไว้ข้างๆ กับร่างนั้นอยู่หลายปีจนกลิ่นอายแห่งความตายไปรวมเข้ากับป้าย!”
ทุกคำพูดของหวังหลินทำให้หลิวจินเปียวใบหน้าซีดยิ่งกว่าเดิม ขณะที่หวังหลินส่งยิ้มมาให้ หลิวจินเปียวรู้สึกจิตใจสั่นไหว เต๋าแห่งการหลอกลวงขั้นที่สองเพื่อไว้หลอกตัวเองจึงเกิดการพังทลายและเขาฟุบลงกับพื้น
เรื่องแบบนี้มันเกินจินตนาการ เขาหลอกลวงมาหลายปีแต่นี่เป็นครั้งแรกที่มีคนอื่นมองทะลุออกอย่างสิ้นเชิง ยังไม่นับถึงส่วนสำคัญที่คนตรงหน้าเข้าใจเต๋าแห่งการหลอกลวงอย่างถ่องแท้
แม้กระทั่งรู้จักเต๋าแห่งการหลอกลวงขั้นที่สอง! รู้ว่าการหลอกลวงขั้นที่สองคือการหลอกตัวเอง
แม้หลิวจินเปียวจะมองไปที่รอยยิ้มนั้นเขากลับรู้สึกว่าจิตใจกำลังพ่ายแพ้ ราวกับความรู้สึกหวาดกลัวออกมาจากวิญญาณ
ความรู้สึกนี้ทำให้ยิ่งเขามองหวังหลินยิ่งทำให้เขารู้สึกคุ้นเคย ราวกับเคยเจอหวังหลินที่ไหนมาก่อน…
“เจ้า…เจ้าเป้นใคร!?!” ร่างกายกำลังสั่นเทา สายตาเต็มไปด้วยความหวาดกลัวเกินคำอธิบาย
‘สัญญาณบอกว่าผนึกกำลังพังทลายด้วยตัวเอง…’ หวังหลินประหลาดใจ เขาเห็นอย่างชัดเจนว่าผนึกในความทรงจำของหลิวจินเปียวกำลังถดถอย
‘ดูเหมือนผนึกความทรงจำของชีวิตก่อนหน้านี้สามารถทำลายตัวเองได้เพียงแค่การกระตุ้นโดยไม่ต้องให้ข้าทำลายเอง…’ หวังหลินขบคิด
……………………………………………….