บทที่ 802 หมื่นเผ่าพันธุ์โบราณลำดับที่เก้า
“ยั้งมือก่อน! เอาผลึกปีศาจไปไม่ได้ มิฉะนั้นจะนำพาภัยพิบัติมาสู่เมืองใต้ดินรวมไปถึงมิติเทพลวงตา”
น้ำเสียงชราดังขึ้นจากทางเข้าของพื้นที่เผ่าพันธุ์มนุษย์งู
จ้าวเฟิงและหนานกงเซิ่งชะงักไปและเหลือบมองด้านข้าง
การร่วมมือเมื่อครู่เหมือนว่าจะประสบความสำเร็จในการส่ง ‘ผลึกปีศาจ’ เข้าไปภายในเขตแดนเขตแดนมิติของหนานกงเซิ่งแล้ว
ทันทีที่สิ้นเสียง บริเวณปากทางเดินก็มีมนุษย์งูเฒ่าคนหนึ่งเดินมาอย่างเชื่องช้า
ผู้เฒ่ามนุษย์งูผู้นี้เรือนผมสีดอกเลา ใบหน้าเต็มไปด้วยริ้วรอย หลังค่อม ยามเดินยังดูค่อนข้างอ่อนล้า
แววตาของทุกคนจับจ้องไปบนร่างของผู้เฒ่ามนุษย์งูและเผยแววพิลึกพิลั่นออกมา
“เฮอะ เฮอะ มนุษย์งูเฒ่าที่กำลังจะลงหลุมอยู่แล้ว ผลึกปีศาจจะอยู่ที่นี่หรือจะถูกเอาไป เจ้าสามารถทำอะไรได้งั้นหรือ?”
จ้าวเฟิงหัวเราะเบาๆ
ทันทีที่เอ่ยก็เกิดเสียงอึงคะนึงขึ้นในสถานที่แห่งนี้
มองไม่ออกเลยจริงๆ ว่า ผู้เฒ่ามนุษย์งูที่แม้แต่เดินยังไม่มั่นคงผู้นี้จะเป็นราชันในขอบเขตปราณเทวะ
ในจุดนี้ ต่อให้เป็นหนานกงเซิ่งและกูเจาจื้อก็ล้วนแต่ไม่สามารถจับสังเกตได้ในทันที
“ข้าคือไต้ซือปีศาจคนก่อน”
มนุษย์งูเฒ่าผมขาวกล่าวเสียงแหบแห้ง พร้อมกับทอดสายตาไปยังเด็กหนุ่มผมสีม่วงผู้อยู่ในขอบเขตแก่นก่อกำเนิดระดับต่ำอย่างลึกซึ้ง
ชีวิตและดวงวิญญาณของเขาแห้งเหี่ยวโรยรา กลิ่นอายอ่อนแรงจนถึงขีดสุด
สภาพเช่นนี้ อีกฝ่ายยังคงมองถึงขีดความสามารถของเขาได้ในปราดเดียว
กูเจาจื้อและเหล่ายอดฝีมือลูกศิษย์ของทั้งสามสำนักใจชาวาบ และยิ่งหวาดกลัวจ้าวเฟิงมากขึ้นกว่าเดิม
มนุษย์งูเฒ่าผมขาวผู้นี้เป็นไต้ซือปีศาจคนก่อน เช่นนั้นก็คงจะต้องมีพลังฝึกตนในขอบเขตปราณเทวะเป็นอย่างน้อย
“เฮอะ! ไม่ว่าจะเป็นเพราะเหตุผลใดก็ตาม ข้าไม่มีทางยอมมอบผลึกปีศาจนี้ ความเป็นความตายของเมืองใต้ดินเกี่ยวอะไรกันกับข้า?”
หนานกงเซิ่งเอ่ยด้วยสีหน้าเรียบเฉย
เขาต้องจ่ายค่าตอบแทนราคาสูงกว่าจะย้ายผลึกปีศาจให้เข้าไปอยู่ภายในเขตแดนเขตแดนมิติของตนได้
“ไต้ซือเฒ่า ท่านใช้ชีวิตของตนเข้ามาเสี่ยงเพื่อขัดขวางพวกข้างั้นรึ?” กูเจาจื้อมีท่าทีสนใจ
ยามนี้ผลึกปีศาจถูกครอบครองโดยหนานกงเซิ่งแล้ว เขาไม่รังเกียจหากเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นอีก
หนานกงเซิ่งขมวดคิ้ว แต่เขาก็อยากรู้เรื่องที่เกี่ยวข้องกับ ‘ผลึกปีศาจ’ ให้มากขึ้น
“ชีวิตของข้าได้มาถึงจุดสุดท้าย จะเป็นหรือจะตายก็เท่ากัน แต่มีเรื่องบางส่วนที่จำเป็นต้องทุ่มเททุกอย่างเพื่อจัดการ” ไต้ซือชราผมขาวเอ่ยอย่างรวดร้าว
ในเวลานี้
จ้าวเฟิง หนานกงเซิ่ง และกูเจาจื้อ ล้วนแต่ตกอยู่ในภวังค์ชั่วขณะหนึ่งเมื่อสัมผัสได้ถึงความปวดดร้าว
พวกเขามิได้เห็นอกเห็นใจไต้ซือเฒ่าผมขาว แต่เคารพยำเกรงในหลักการของชีวิตและความตาย
ทุกคนต่างรู้ว่าชีวิตมีจำกัดของอายุขัย
อย่างเช่นราชันในขอบเขตปราณเทวะ ปกติแล้วจะมีอายุขัยอยู่ที่หลายพันปี
ทันทีที่อายุขัยมาถึงจุดสิ้นสุด ดวงวิญญาณและชีวิตจะค่อยๆ แห้งเหี่ยวลงไป เข้าสู่ความตายเช่นเดียวกัน
หลักการเช่นนี้ ถึงจะเป็นการเปลี่ยนร่างเกิดใหม่ก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้
ไม่ต้องพูดถึงราชันปราณเทวะ ต่อให้เป็นเซียนขอบเขตเทวาเร้นลับหรือครึ่งเซียน อายุขัยก็เพียงแต่ยาวนานขึ้นเท่านั้น ไม่อาจเป็นอมตะ
อย่างเช่นจ้าวเฟิง
เขาเปลี่ยนร่างเกิดใหม่ ขีดจำกัดอายุขัยในดวงวิญญาณไม่ค่อยเปลี่ยนแปลงมากนัก นอกเสียจากว่ามีของเพิ่มอายุขัยจากภายนอกอย่างน้ำอมฤต หรือไม่ก็ทะลวงผ่านขอบเขตพลังที่สูงส่งกว่านั้น
แน่นอน คนจำพวกจักรพรรดิอาวุโสชั้นยอดส่วนหนึ่ง พวกจักรพรรดิแห่งความตายที่ชำนาญในด้านดวงวิญญาณมรณะ อายุขัยอาจจะสูงส่งกว่าคนในขั้นเดียวกันหลายเท่าตัว
“ทุกท่านควรจะทราบ ในเมืองใต้ดินมักจะมีภัยพิบัติเกิดขึ้น ทั้งหินหนืดและอัคคีในแกนโลก และพลังของ ‘ผลึกปีศาจ’ สามารถส่งผลควบคุมการระเบิดปะทุของภัยพิบัติ”
ไต้ซือชราเปิดปากเอ่ยช้าๆ
เกิดความเงียบสงัดอันผิดปกติขึ้น
เพราะว่านี่คือคำพูดของชายชราผู้ที่กำลังจะจากโลกไป วาจาของคนใกล้ตายย่อมเชื่อถือได้
“หรือว่านี่ไม่ใช่ภัยพิบัติทางธรรมชาติ?”
เหมือนจ้าวเฟิงจะสังเกตเห็นบางอย่าง
เมื่อเข้าไปในเมืองใต้ดิน เขารู้เพียงว่าแต่ละเผ่าพันธุ์นับถือแท่นบูชาปีศาจอย่างยิ่ง
ไต้ซือผู้ทำพิธีมีความสามารถในการควบคุมภัยธรรมชาติผ่าน ‘ผลึกปีศาจ’ จริงๆ
“นี่เป็นเพียงหลักการเท่านั้น” ไต้ซือชราผมยาวสูดหายใจลึก สีหน้าตึงเครียด “มีเพียงนักบวชผู้ทำพิธีในอดีตจำนวนน้อยนิดนักที่ล่วงรู้ ใต้พื้นดินยังมี ‘ภัยพิบัติ’ ที่หนักหนาไปกว่านั้น”
ภัยพิบัติที่หนักไปกว่านั้น?
ยอดฝีมือและลูกศิษย์ของทั้งสามสำนักสัมผัสได้ว่าบรรยากาศรอบตัวไม่เป็นปกติ
และในเวลานี้เอง กลุ่มคนก็สัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือนที่เกิดขึ้นน้อยๆ ใต้แท่นบูชาปีศาจ ซึ่งมาจากใต้พื้นดินที่ลึกลงไป
ตุบ! ดวงตาเทพเจ้าของจ้าวเฟิงเต้นระริกเล็กน้อย
ในเวลานี้ สายเลือดวิถีราชาของจ้าวเฟิงและข่งเฟยหลิงสั่นเทาด้วยความหวาดกลัวจับขั้วหัวใจโดยสัญชาตญาณ
สามารถทำให้สายเลือดวิถีราชาหวั่นเกรงได้ จะต้องเป็นกลิ่นอายอะไรกันแน่?
“สัมผัสได้แล้วล่ะสิ?”
ไต้ซือชราผมขาวสีหน้าทุกข์ทรมาน ในแววตาเผยแววกังวลอย่างลึกล้ำ
“ใต้…ใต้ดินมีอะไรกันแน่?”
บรรดาลูกศิษย์ยอดฝีมือของทั้งสามสำนักล้วนรู้สึกกระวนกระวาย
ในความมืดสลัวเหมือนว่ามีกลิ่นอายภัยพิบัติกลุ่มหนึ่งกำลังค่อยๆ ก่อตัวขึ้น
“พวกเจ้าควรจะรู้ว่า สิบลำดับแรกในรายชื่อหมื่นเผ่าพันธุ์โบราณ มีเผ่าพันธุ์หนึ่งนามว่า ‘เผ่าพันธุ์มังกรล้างโลกา’ ”
ไต้ซือชราผมขาวเอ่ย
เผ่าพันธุ์มังกรล้างโลกา!
จ้าวเฟิง หนานกงเซิ่ง และกูเจาจื้อใจเต้นระรัว
“รายชื่อหมื่นเผ่าพันธุ์ในลำดับที่เก้า…เผ่าพันธุ์มังกรล้างโลกา!” ผู้เฒ่าเฟ่ยตระหนกจนพูดไม่ออก
ความหวาดกลัวกระจายตัวในใจทุกคน“รายชื่อหมื่นเผ่าพันธุ์โบราณลำดับที่แปดคือ ‘เผ่าพันธุ์วิหคทอง’ ส่วนลำดับที่เก้าคือ ‘เผ่าพันธุ์มังกรล้างโลกา’…”
ยอดฝีมือกับลูกศิษย์ในที่ดังกล่าวเป็นคนของสำนักสองดาวและสามดาว จึงย่อมมีประสบการณ์ที่ไม่ธรรมดา
เผ่าพันธุ์ที่จัดอยู่ในสิบลำดับแรกของรายชื่อหมื่นเผ่าพันธุ์โบราณไม่ใช่ธรรมดา
“ตลกนัก! ถ้าหากว่า ‘เผ่าพันธุ์มังกรล้างโลกา’ มีอยู่ เพลิงมังกรล้างโลกาเพียงคราเดียวก็สามารถทำลายมิติเทพลวงตาได้”
น้ำเสียงเยาะๆ ดังมาจากเด็กหนุ่มใบหน้าหล่อเหลาผมม่วง
ผู้ที่เอ่ยปากพูดคือจ้าวเฟิง
เขาเคยอ่าน ‘รายชื่อหมื่นเผ่าพันธุ์โบราณ’ จึงมีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในกำลังรบ ความสามารถ และลักษณะพิเศษของแต่ละเผ่าพันธุ์
ในความจริงแล้ว รายชื่อหมื่นเผ่าพันธุ์โบราณไม่ได้ใช้ ‘กำลังรบ’ เพียงอย่างเดียวเท่านั้นในการจัดลำดับสายเลือด
ยกตัวอย่างเช่น ‘เผ่าพันธุ์ความลับสวรรค์’ กำลังรบไม่ได้แข็งแกร่งนัก แต่ความรู้ของพวกเขาสูงส่งเกินใครเทียม
เผ่าพันธุ์ความลับสวรรค์เป็นพวกไม่ล่าสัตว์ ลองสร้าง ‘เครื่องมือย้อนเวลา’ ถึงขั้นมีแผนการ ‘ลอกเลียนเผ่าพันธุ์โบราณ’
แต่ว่า เผ่าพันธุ์มังกรล้างโลกาเป็นเผ่าพันธุ์ที่มีกำลังรบสะเทือนฟ้าและสามารถทำลายล้างทุกสิ่ง
‘เผ่าพันธุ์วิหคทอง’ ที่อยู่ในลำดับที่แปด ในผืนพสุธาแห่งนี้มีเพียงหนึ่งเดียวที่ดำรงอยู่คือ วิหคทองบรรพกาล ร่างกายใหญ่โตเกินคาดเดา มอบความร้อนให้กับพสุธาอย่างไร้ขีดจำกัด
แต่เผ่าพันธุ์มังกรล้างโลกาซึ่งอยู่ในลำดับที่เก้า ว่ากันว่าเป็นไม้เบื่อไม้เมากับเผ่าพันธุ์วิหคทอง
ตามที่จ้าวเฟิงรู้มา เผ่าพันธุ์นี้ ‘ทำลายเพื่อสร้าง’ เป้าหมายสุดท้ายของพวกเขาคือทำลายล้างโลกทั้งหมด
“มนุษย์งูเฒ่า เจ้ากล้าหลอกลวงพวกข้า!”
บรรดายอดฝีมือและลูกศิษย์ทั้งสามสำนักถอนหายใจ
เหงื่อเย็นๆ ผุดขึ้นบนหน้าผากของหนานกงเซิ่ง
เผ่าพันธุ์มังกรล้างโลกา เผ่าพันธุ์ในตำนานนี้น่ากลัวเกินไปแล้วจริงๆ
ไต้ซือเฒ่าผมขาวยิ้มอย่างขมขื่น “เผ่าพันธุ์มังกรล้างโลกา แท้จริงได้สูญสิ้นไปแล้ว แต่ว่าในแกนโลกมี ‘มังกรวารีล้างโลกา’ ตัวหนึ่งถูกผนึกอยู่ ภายในร่างของมันยังมีสายเลือดล้ำค่าของเผ่าพันธุ์มังกรล้างโลกาสายหนึ่งไหลวนอยู่ด้วย”
เมื่อฟังจบ ลูกศิษย์ของทั้งสามสำนักก็ใจเย็นวาบ
ที่แท้แล้ว
ในแกนกลางของโลกมีมังกรวารีทมิฬตัวหนึ่งซึ่งมีสายเลือดของเผ่าพันธุ์มังกรล้างโลกาที่หาได้ยากยิ่ง
“ที่ผ่านมา มังกรวารีล้างโลกาตัวนี้ถูกเซียนผนึกเอาไว้ ผ่านกาลเวลาที่ยาวนานนับไม่ถ้วน ถึงแม้พลังของมันมีไม่ถึงหนึ่งในร้อยขณะที่อยู่ในสภาวะสุดยอด แต่ว่าผนึกก็อ่อนกำลังลงไป”
ไต้ซือผมขาวทอดถอนใจ
โครม~
ใต้แท่นบูชาปีศาจมีไอร้อนกับแรงสั่นสะเทือนน้อยๆ
ขณะที่ไม่คาดฝัน เหมือนว่าจะมีเสียงคำรามของมังกรที่ถูกจองจำมาเป็นเวลานาน เพลิงที่มีไว้ทำลายล้างเพื่อสร้าง ปรารถนาจะหวนคืนสู่โลกและกลืนกินทุกอย่างไป
สมาชิกและลูกศิษย์ของทั้งสามสำนักล้วนใจเต้นระรัว
บรรยากาศแห่งการทำลายล้างและความหวาดกลัวแผ่กระจายไปทั่วอย่างเงียบงัน
ตุบ! จ้าวเฟิงรู้สึกได้ว่าดวงตาเทพเจ้าของตนกระตุกและเตือนไม่หยุด
สามารถยืนยันได้ว่า ไต้ซือเฒ่าที่กำลังจะตายผู้นี้คงไม่หลอกลวงทุกคน
“ภัยพิบัติต่างๆ ใต้ดิน ส่วนมากล้วนเกิดจากการดิ้นรนของ ‘มังกรวารีล้างโลกา’ ประโยชน์ของผลึกปีศาจคือสามารถควบคุมทุกอย่างให้อยู่ในสภาวะปกติ และยังส่งผลช่วยให้ผนึกมั่นคงระดับหนึ่ง”
ไต้ซือผมขาวพ่นลมหายใจออกมา
เมื่อเอ่ยถึงตรงนี้ เขาก็ทรุดตัวนั่งลงแล้วแจกแจงถึงเหตุผลทั้งหมด
แววตาของจ้าวเฟิงและหนานกงเซิ่งเป็นประกาย
“ข้าไม่มีทางคืนผลึกปีศาจให้ ส่วนเรื่องผนึกนั่น ก็ไม่ใช่เผ่าพันธุ์มังกรล้างโลกาจริงๆ เสียหน่อย ไม่ได้ไร้เทียมทาน ยิ่งไปกว่านั้นก็มิได้อยู่ในสภาวะสุดยอดด้วยซ้ำไป”
หนานกงเซิ่งอย่างไร้เยื่อใย
การอยู่หรือตายของเผ่าพันธุ์เมืองใต้ดิน เขามิได้ใส่ใจแม้แต่น้อย
พลังสุดยอดถึงขีดจำกัดต่างหากถึงจะเป็นสิ่งที่เขาตามหา
“ไต้ซือเฒ่า เจ้ามาช้าเกินไป กว่าพวกข้าจะย้ายผลึกปีศาจมาได้ ตอนนี้คิดจะเอาคืนไปก็ยากเสียแล้ว”
จ้าวเฟิงสั่นศีรษะพลางถอนหายใจออกยาว
เขาพูดคุยกับเจ้าแมวขโมยตัวน้อยที่อยู่บนไหล่
เมี้ยว เมี้ยว!
เจ้าแมวขโมยตัวน้อยโบกกรงเล็บของมันไปมา ในมือปรากฏคทา เพชรโลหิตสีม่วงด้านบนปริร้าวแล้ว
ก่อนหน้านี้ พวกเขาสามารถเอา ‘ผลึกปีศาจ’ ออกไปได้ ก็เป็นเพราะบ่อโลหิตและคทาล้วนแต่อยู่ในเขตแดนมิติของหนานกงเซิ่ง
ฝีมือของจ้าวเฟิงและเคล็ดวิชามิติของหนานกงเซิ่งเป็นเพียงแค่ตัวดึงดูด
นี่เป็นเพียงประโยชน์ที่คนทั้งสองร่วมมือกันทำให้เกิดขึ้น
หากพูดให้แน่ชัดยิ่งขึ้นก็คือ
หนานกงเซิ่งยังไม่ได้ครอบครองผลึกปีศาจ เพียงแค่ใช้ความพยายามของคนหลายคนย้ายผลึกปีศาจเข้าไปในที่เขตแดนมิติของเขาเท่านั้น
แต่ในตอนนี้ คิดจะเอาผลึกปีศาจกลับคืนก็ช้าไปเสียแล้ว
“พวก…พวกเจ้า…”
ไต้ซือเฒ่าผมขาวเอ่ยด้วยน้ำเสียงคล้ายวิญญาณหลุดลอย ความโศกเศร้าระบายเต็มใบหน้า
ก่อนนี้เขาเองก็ไม่เคยคิดว่าผู้มาเยือนจากภายนอกเหล่านี้จะสามารถช่วงชิงผลึกปีศาจไป
รอให้เขามาถึงก็ไม่สามารถทำอะไรได้อีกแล้ว
“ต้องขอโทษยิ่งนัก เชิญพักก่อน” จ้าวเฟิงเอ่ยอย่างสลดและเห็นอกเห็นใจ
อ๊อก! ไต้ซือเฒ่าผมขาวผ่อนลมหายใจ ชีวิตของเขามาถึงสุดทางแล้ว
ในวินาทีสุดท้าย เลือดเนื้อและวิญญาณของผู้เฒ่าผมขาวก็มอดไหม้ ทะลักกลิ่นอายมหาศาลที่ใกล้จะถึงขั้นจักรพรรรดิออกมา
“แย่แล้ว!”
ยอดฝีมือและลูกศิษย์ของทั้งสามสำนักในที่ดังกล่าว แต่ละคนล้วนแต่หายใจไม่ออก ขนาดหนานกงเซิ่งและกูเจาจื้อ ยังหน้าเปลี่ยนสี มิน่าล่ะ ไต้ซือผมขาวผู้นี้จึงอยากจะตายตกไปพร้อมกันกับทุกคน
มีเพียงจ้าวเฟิงที่ยืนนิ่ง ไม่ได้ตื่นตระหนก
“เผ่าพันธุ์ทั้งหมดในเมืองใต้ดินจงรีบออกไปจากที่นี่ ภัยพิบัติ…กำลังจะมาถึง”
เสียงเจ็บปวดรวดร้าวของไต้ซือเฒ่าผมขาวกระจายไปทั่วทุกมุมของโลกใต้ดิน
ก่อนจะตาย ไต้ซือชราใช้พลังเฮือกสุดท้ายทั้งหมดประกาศก้องไปทั่ว
จ้าวเฟิงนึกยกย่องในใจอยู่ไม่น้อย แต่กลับเอ่ยพึมพำ “การดำรงอยู่ของผลึกปีศาจ อย่างมากก็ทำได้แค่ยืดเวลาคลายผนึกของ ‘มังกรวารีล้างโลกา’ เท่านั้น”
ผลึกปีศาจต่อให้แข็งแกร่งเพียงไหน ก็เป็นแค่หินผลึกก้อนหนึ่งเท่านั้น
มันไม่ใช่จุดสำคัญในการผนึก ประโยชน์ของมันมีเพียงแค่คลี่คลายเท่านั้น
โครม เปรี้ยง——
โลกใต้ดินแว่วเสียงสั่นสะเทือนมาไม่หยุด พื้นที่ส่วนหนึ่งมีหินหนืดระเบิดทะลักออก เปลวไฟใต้พิภพลุกลาม
เสียงคำรามของมังกรที่ถูกผนึกจนถึงขีดสุดดังกึกก้องมาจากส่วนลึกใต้ดิน
“โลกใบนี้จะสั่นสะเทือนด้วยหวาดกลัวเพลิงโทสะของเผ่าพันธุ์ล้างโลกา เทพบรรพกาลเสียหยาง (อาทิตย์มาร) ข้าจะทำลายคฤหาสน์ของเจ้าก่อนแล้วค่อยทำลายโลกของเจ้า…”