Skip to content
ปกขอทานน้อย

ขอทานน้อยดวงใจจักรพรรดิ 8

Chapter 8 ย้ายไปเมืองหลวง

และที่เนื้อย่างอร่อยยิ่งกว่าเดิมก็เพราะว่ามีคนเลี้ยงนี่เอง ได้กินของอร่อยแล้วยังได้เงินอีก ใครจะสุขใจไปกว่านางอีกล่ะ โฮ๊ะๆๆๆ…

หลังจากกินอิ่มแล้ว จ้านเจียวก็ง่วงนอนขึ้นมา นางจึงบอกว่า “ข้าง่วงแล้ว เช่นนั้นข้ากลับก่อนล่ะ”

“เดี๋ยว” องค์ชายรองเรียก “เจ้าไปพักที่โรงเตี๊ยมเถอะ เมื่อตื่นแล้วเจ้าจะได้พาข้าเที่ยวอีก”

“โอ๋? ท่านคิดจะใช้ข้าให้คุ้มซินะ” จ้านเจียวเอ่ย องค์ชายรองอยากจะปฏิเสธแต่ก็กลัวว่านางจะจากไปเขาจึงพยักหน้าพลางเอ่ยว่า “เจ้ารับเงินข้าไปแล้ว เจ้าก็ควรทำงานให้คุ้มหน่อยไม่ใช่หรือ”

“เอาเถอะๆ ข้าจะทำงานให้ท่านคุ้มหน่อยก็ได้” จ้านเจียวบอกแล้วเดินไปขึ้นรถม้า องค์ชายรองตามไปพลางสั่งสารถีว่า “กลับโรงเตี๊ยม”

“ขอรับ” สารถีรับคำแล้วขับรถม้ากลับโรงเตี๊ยม

เมื่อไปถึงโรงเตี๊ยม องครักษ์ก็เปิดห้องอีกห้องให้แม่นางหงพัก จ้านเจียวเข้าไปนอนในห้องอย่างสบายอกสบายใจ

องค์ชายรองดื่มชาอยู่ในห้อง องครักษ์จึงบอก “อันที่จริงท่านไม่ต้องให้นางทำงานให้ก็ได้ ท่านเห็นแก่ที่นางช่วยชีวิต แค่มอบเงินทองให้นางก็จบแล้วนี่นา ไยท่านจึงพัวพันกับนางล่ะขอรับ?”

องค์ชายรองมองเขาตาดุ องครักษ์จึงไม่กล้าพูดอะไรอีก องค์ชายรองดื่มชาหมดถ้วยแล้วก็ลุกขึ้นยืน ก้าวออกจากห้องไป องครักษ์เดินตามไป องค์ชายรองเดินไปที่หน้าห้องที่แม่นางหงพักอยู่ เขาเปิดประตูเข้าไป องครักษ์จะตามเข้าไป องค์ชายรองปิดประตู ทำให้องครักษ์ชะงักค้างอยู่หน้าประตู เขาจึงก้าวเท้าถอยหลังไปแล้วยืนเฝ้าอยู่หน้าประตู

องค์ชายรองเดินเข้าไปในห้องด้วยฝีเท้าเบาราวกับแมวย่อง เขาเดินไปถึงหน้าเตียง มองผ่านม่านมุ้งบางเบา เห็นแม่นางหงนอนหลับ เขาจึงยืนมองนางอยู่อย่างนั้น

จ้านเจียวตื่นตั้งแต่ได้ยินเสียงเปิดประตูแล้ว นางระวังตัวทันที ยิ่งได้ยินคนย่องเข้ามาในห้องนางจึงกุมมีดสั้นเตรียมพร้อมเอาไว้ ครั้นได้กลิ่นกำยานจากตัวคนที่เข้ามา นางจึงรู้ว่าเป็นองค์ชายรองนั่นเอง นางไม่ลืมตาขึ้นมอง ทำทีเหมือนยังนอนหลับอยู่ รอดูว่าองค์ชายรองจะทำอะไร แต่รอแล้วรอเล่า องค์ชายรองก็ไม่ขยับเขยื้อนเคลื่อนไหว จนในที่สุดนางก็เผลอหลับไปจริงๆ

“เจ้า” องค์ชายรองพึมพำเบาๆ อย่างไม่ค่อยเข้าใจว่าทำไมเขาถึงอยากให้นางอยู่ด้วย ในเมื่อตอบแทนก็ตอบแทนแล้ว ไยเขาจึงไม่กลับเมืองหลวงเสียที ยังจะอยู่ที่นี่ต่ออีกทำไม หากว่านางงดงามเขายังพอเข้าใจได้ว่าเขาคงหลงใหลความงามของนางเข้าแล้ว แต่นี่นางไม่งาม ซ้ำยังขี้เหร่ยิ่งกว่านางกำนัลในตำหนักซะอีก แต่เขากลับอยากเห็นหน้านาง โดยเฉพาะดวงตาของนางคู่นั้นที่เหมือนมีตะขอขูดเกี่ยวลงบนหัวใจเขา จนเขารู้สึกคันหัวใจยุบยิบ เขายื่นมือไปจะแตะแก้มนาง พลันชะงักงันเมื่อคิดถึงความเหมาะสม เขาหดนิ้วกลับมา กำมือแน่น แล้วค่อยๆ หดมือกลับไป เขายืดตัวตรง ยืนมองนางอยู่อย่างนั้น

องครักษ์ที่แอบดูอยู่หน้าประตู เขามองแล้วรู้สึกขัดอกขัดใจยิ่งนัก หากเป็นเขา เขาคงจับแก้มนางไปแล้ว และจะไม่ทำแค่จับแก้มหรอก แต่จะให้นางปรนนิบัติบนเตียงด้วย ก็แค่หญิงคณิกาขายเรือนร่างคนหนึ่งเท่านั้น องค์ชายจะยึกยักมากท่าไปไย

จ้านเจียวตื่นขึ้นมา นางลืมตาขึ้นพลันตกใจเมื่อเห็นว่าองค์ชายรองยืนอยู่ข้างเตียง “อ่ะ!”

“ขออภัยด้วย ข้าเพียงเข้ามาดูว่าแม่นางตื่นหรือยัง” องค์ชายรองบอกแล้วเดินจากไป

จ้านเจียวยันตัวลุกขึ้นนั่ง นางมองสำรวจเสื้อผ้าตัวเอง พบว่ายังอยู่ครบดีนางจึงโล่งใจ นางไม่คิดว่าองค์ชายรองจะหลงใหลในรูปลักษณ์ของนางหรอกนะ นางอุตส่าห์แต้มกระปกปิดความงามเอาไว้ ทำให้ใบหน้านางดูอัปลักษณ์ขี้ริ้วขี้เหร่ เขาย่อมไม่หลงใหลนางแน่นอน แล้วเขาตามพัวพันกับนางเพื่ออะไร? หรือว่าเขาระแคะระคายฐานะแท้จริงของนาง?

นางลุกขึ้นยืนจัดเสื้อผ้าให้เข้าที่เข้าทางแล้วจึงเดินออกไป นางเดินไปที่ห้องขององค์ชายรอง เคาะประตูก๊อกๆ

“เข้ามา” องครักษ์บอก จ้านเจียวจึงเปิดประตูก้าวเข้าไป องค์ชายรองนั่งจิบชาอยู่ เขาผายมือ “เชิญ”

จ้านเจียวนั่งลงแล้วถามว่า “ท่านอยากไปเที่ยวที่ไหนอีกหรือ?”

“เจ้าลองแนะนำซิ” องค์ชายรองบอก จ้านเจียวจึงบอก “เช่นนั้นไปล่องเรือเป็นอย่างไร?”

“ได้” องค์ชายรองพยักหน้า จ้านเจียวจึงลุกขึ้น “เชิญ”

นางเดินนำหน้าไป องค์ชายรองเดินตามไป องครักษ์เดินปิดท้าย จ้านเจียวเดินไปขึ้นรถม้าพลางสั่งสารถีว่า “ไปท่าเรือริมแม่น้ำลั่วโจว”

สารถีเห็นองค์ชายรองพยักหน้าเขาจึงขานรับ “ขอรับ”

องค์ชายรองเข้าไปนั่งในรถม้า สารถีจึงขับรถม้าไปที่ท่าเรือ

เมื่อถึงท่าเรือ จ้านเจียวลงจากรถม้าพลางสั่งองครักษ์ว่า “เจ้าไปเช่าเรือสักลำ”

องค์ชายรองหลิ่วตาสั่ง องครักษ์จึงไปจัดการเช่าเรือ แล้วกลับไปเชิญองค์ชายรอง “เชิญขอรับ”

องค์ชายรองเดินตามองครักษ์ไป เขาก้าวลงเรือ จ้านเจียวเดินไปลงเรือ องค์ชายรองยื่นมือไปประคอง จ้านเจียววางมือบนมือเขาแล้วก้าวเดินลงเรือ จังหวะนั้นเรือโคลงเคลงทำให้นางเซไป องค์ชายรองจึงคว้าเอวนางเอาไว้ จ้านเจียวตกใจ “อ่ะ!”

ทั้งสองมองตากันครู่หนึ่ง จ้านเจียวดึงสติกลับมา นางดันตัวออก องค์ชายรองปล่อยมือ จ้านเจียวเดินเข้าไปนั่งในเรือ คนพายเรือจึงพายเรือออกจากฝั่ง จ้านเจียวก็พูดว่า “ที่นั่นคือบ้านตระกูลจาง ส่วนตรงนั้นคือบ้านตระกูลเจียง สองตระกูลนี้เมื่อก่อนเกี่ยวดองกัน แต่ตอนนี้เป็นศัตรูกัน”

“เจ้ารู้เรื่องคนอื่นดีจริงๆ” องครักษ์ประชด จ้านเจียวเชิดหน้า “เจ้าจะบอกว่าข้าชอบเสือกเรื่องผู้อื่นก็พูดมาตรงๆ เถอะ เอาแต่ประชดประชันเหมือนสตรีเช่นนี้ เจ้าเป็นชายแน่หรือ?”

“เจ้า!” องครักษ์โมโห องค์ชายรองเอ่ยเสียงเย็น “อย่าเสียมารยาท”

องครักษ์จึงหันหน้าไปอย่างไม่พอใจนัก จ้านเจียวยิ้มเยาะแล้วชี้ต้นไม้ใหญ่ริมแม่น้ำพลางบอก “ต้นไม้ต้นนั้น ตอนเด็กๆ ข้าเคยปีนขึ้นไปจนเกือบถึงยอดเลยนะ”

“เฮอะ! กุลสตรีดีๆ ที่ไหนปีนต้นไม้บ้าง” องครักษ์แค่นเสียงดูถูก จ้านเจียวจึงบอก “ข้าไม่เคยบอกว่าตัวข้าเป็นกุลสตรีสักครั้ง”

“เจ้า!” องครักษ์โมโหจนตาพอง องค์ชายรองยกยิ้มมุมปาก เขาเข้าใจคำพูดของแม่เล้าแล้วที่บอกว่า ‘เอ่อ…ท่านอย่าพบนางดีกว่าเจ้าค่ะ นางเอาใจใครไม่เป็นหรอกเจ้าค่ะ มีแต่จะถูกนางยั่วโมโหจนตายมากกว่าเจ้าค่ะ’

ใช่ นางพูดถูก ตอนนี้เขาก็ได้เห็นแล้วว่าองครักษ์ของเขาถูกแม่นางหงยั่วโมโหอย่างไรบ้าง หึๆๆๆ…

“ท่านขำอะไร?” จ้านเจียวถาม

องค์ชายรองตอบ “ขำที่เจ้าสามารถยั่วโมโหคนของข้าได้อย่างไรล่ะ ปกติแล้วเขาใจเย็นจะตาย ความสามารถของเจ้าไม่ธรรมดาจริงๆ”

“ใจเย็น?” จ้านเจียวเอ่ยพลางมององครักษ์คนนั้นอย่างไม่เชื่อถือ องครักษ์จึงยืดอกเชิดหน้าขึ้น จ้านเจียวเหยียดมุมปากเยาะหยัน “เฮอะ!”

“เอาล่ะๆ แม่นางพูดต่อเถอะ” องค์ชายรองไกล่เกลี่ยก่อนที่องครักษ์ของเขาจะกลายเป็นไก่ชนซะก่อน จ้านเจียวยักไหล่แล้วพูดถึงเรื่องสถานที่ต่างๆ ริมฝั่งแม่น้ำต่อ “ที่นั่น……….”

จนกระทั่งเย็นใกล้ค่ำ เรือจึงพายกลับท่าเรือ องค์ชายรองก้าวไปยืนบนท่าเรือพลางยื่นมือไปช่วยประคองแม่นางหง จ้านเจียวจึงวางมือลงบนมือเขาแล้วก้าวขึ้นไป

“นี่ๆๆ เจ้าน่ะปล่อยลูกข้าเดี๋ยวนี้นะ!” เสียงตวาดดังมา ทุกคนหันไปมองจึงเห็นชายแก่หน้าตาขึงขังก้าวมาทางพวกเขาท่าทางโมโหโทโส

“ท่านพ่อ ท่านมาได้อย่างไร?” จ้านเจียวถาม องครักษ์ที่กำลังจะชักกระบี่ออกมาจึงถูกองค์ชายรองขึงตาห้าม องครักษ์จึงดันกระบี่กลับเข้าฝักเสียงดังกริ๊ก!

เจ้าสำนักยื่นมือไปดึงมือลูกบุญธรรมออกจากมือองค์ชายรอง เขาคว้าเอวนางหมับแล้วอุ้มนางขึ้นจากเรือ อึดใจต่อมาเขาก็ดันนางไปไว้ข้างหลังตัวเองแล้วมองจ้ององค์ชายรองเขม็ง “หากข้ายังไม่มา เกรงว่าเจ้าคงถูกไอ้หนุ่มนี่หลอกจนเสียตัวแล้วกระมัง”

“หลอกเหลิกอะไรกัน ข้าแค่พาเขาเที่ยวในฐานะเจ้าบ้านเท่านั้นเอง” จ้านเจียวบอก เจ้าสำนักไม่ฟังอะไรแล้วเขาหันไปจูงมือนางไปขึ้นรถม้าอย่างหวงแหน “ไปๆ กลับบ้านได้แล้ว เที่ยวเล่นทั้งวันแล้ว ควรพอได้แล้ว”

จ้านเจียวหันไปโบกๆ มือให้องค์ชายรอง เจ้าสำนักจึงคว้ามือลูกบุญธรรมหมับ แล้วดึงนางไปขึ้นรถม้า จากนั้นรถม้าก็เคลื่อนตัวจากไป

“เฮอะ! ตาแก่นั่นทำเหมือนว่านายท่านพิศวาสลูกสาวเขาเสียเต็มประดาอย่างนั้นแหละ หึ! หน้าตาเช่นนั้นยังไม่คู่ควรเป็นสาวใช้ให้นายท่านเลยด้วยซ้ำ” องครักษ์แค่นเสียงเยาะ องค์ชายรองเดินไปขึ้นรถม้า องครักษ์รีบตามไป จากนั้นรถม้าก็กลับโรงเตี๊ยมไป

ขณะที่อยู่ในรถม้า องค์ชายรองก็เดาว่าแม่นางหงน่าจะขายศิลปะเป็นงานอดิเรกแน่นอน นางย่อมไม่ขายตัวจริงๆ ส่วนเรื่องที่นางเคยเป็นขอทาน นั่นเป็นเรื่องเมื่อตอนเด็กๆ จริงหรือเท็จเขาก็ยังไม่รู้จริงๆ แต่ดูจากท่าทางแล้วพ่อบุญธรรมคนนั้นของนางหวงลูกสาวไม่น้อย เรื่องนี้เป็นเรื่องจริงแน่นอน ตอนที่เขานอนบาดเจ็บอยู่ในรถม้า ชายคนนั้นก็คอยกันท่าไม่ให้แม่นางหงเข้าใกล้เขา

เมื่อกลับถึงสำนักยาจก จ้านเจียวก็ไปดูคนที่ลอบทำร้ายนางกับองค์ชายรอง คนๆ นั้นถูกมัดล่ามติดกับเสา เนื้อตัวมีรอยถูกเฆี่ยนตี เดาว่าคนของนางคงซักถามก่อนหน้านางแล้วกระมัง

“เจ้า ปล่อยข้า!” คนร้ายเงยหน้าขึ้นตะคอก จ้านเจียวมองแล้วถามคนที่เฝ้าอยู่ว่า “สืบได้อะไรบ้าง?”

“มันปากแข็งจริงๆ ข้าเฆี่ยนจนหมดแรงแล้วมันก็ยังไม่ยอมพูดเลย” คนเฝ้าบอก จ้านเจียวยิ้มเหี้ยม “หึ! ต่อให้ปากแข็งอย่างไร ข้าก็มีวิธีจัดการ”

นางมองคนร้ายแล้วเอ่ยว่า “ถอดกางเกงมันออก”

“ได้” คนเฝ้ารับคำสั่งแล้วเดินไปถอดกางเกงพรึด!

“เจ้าจะทำอะไร?” คนร้ายถาม

“หึๆๆๆ…” จ้านเจียวยิ้มแย้ม “ในเมื่อเจ้าไม่ยอมพูด เช่นนั้นข้าก็จะตอนเจ้าก่อน ถ้าเจ้ายังไม่ยอมพูดอีก ข้าก็จะตัดแขนเจ้าข้างหนึ่ง เจ้าไม่พูด ข้าก็ตัดแขนเจ้าอีกข้าง เจ้ายังไม่ยอมพูดอีก ข้าก็จะตัดขาเจ้าอีกข้าง เจ้ายังไม่พูดอีก ข้าก็จะตัดขาเจ้าอีกข้าง หลังจากตัดแขนขาเจ้าหมดแล้ว ค่อยโยนเจ้าไว้ในหลุมมด เจ้าจะถูกมดกัดกินค่อยๆ ตายไปอย่างทรมานทีละนิด…ทีละนิด”

นางพูดเนิบนาบเหมือนว่าวันนี้กินข้าวกับอะไร ฟ้าฝนเป็นอย่างไรบ้าง ทำให้คนร้ายฟังแล้วขนลุกซู่ๆ รู้สึกหวาดกลัวจนหัวหดแล้ว วิธีการที่นางพูดมาแต่ละอย่างนั่นโหดเหี้ยมเกินไปแล้ว!

เขาที่คิดถึงภาพตัวเองถูกตอน แขนถูกตัดทีละข้าง…ทีละข้าง ขาถูกตัดทีละข้าง…ทีละข้าง แล้วถูกโยนลงไปในหลุมมด ถูกมดกัดจนกว่าจะตาย มันช่างเป็นภาพที่โหดเหี้ยมจนเขาอยากตายเลยทีเดียว

“ข้ายอมแล้วๆ” เขารีบพูดอย่างหวาดกลัวหัวหดจริงๆ จ้านเจียวยิ้ม “ดี”

นางก้าวเข้าไปพลางหยิบดาบขึ้นมาถือแล้วใช้ปลายดาบชี้ไปที่องคชาติของชายคนร้าย “เอาล่ะ ตอบมา เจ้าเป็นใคร? ทำงานให้ใคร?”

คนร้ายกลืนน้ำลายอึกๆ แล้วรีบสารภาพทุกอย่างที่นางอยากรู้ออกไปจนหมด ไม่กล้าปิดบังแม้แต่น้อย “ข้า………”

คนเฝ้าถึงกับคารวะเจ้าสำนักน้อยอยู่ในใจ แค่นางพูดขู่ไม่เท่าไหร่ก็ทำให้เจ้าคนปากแข็งนี้ยอมคายความลับออกมาจนหมดได้ นับถือๆ

แต่ว่าวิธีการที่นางพูดมาก่อนหน้านี้ทำให้เขาเพิ่งจะรู้ว่าเจ้าสำนักน้อยช่างโหดเหี้ยมอย่างแท้จริง วิธีการก่อนหน้านี้ที่พวกเขาพบเจอกลายเป็นวิธีเด็กน้อยไปเลยเมื่อเทียบกับคำพูดที่นางพูดออกจากปากได้หน้าตาเฉยเมื่อครู่นี้

วันต่อมา องค์ชายรองก็กลับเมืองหลวง ขณะเดียวกันคนขององค์ชายสามก็สืบร่องรอยองค์ชายรองไปถึงเมืองลั่วโจว แต่ว่าหลังจากสืบข่าวในเมืองลั่วโจวแล้วพวกเขากลับสืบข่าวอะไรไม่ได้สักข่าว ราวกับว่าคนที่พวกเขาตามสืบไม่ได้มาที่เมืองนี้ ไม่มีใครเห็น ไม่มีใครรู้จักคนในภาพวาดแม้แต่คนเดียว คนขององค์ชายสามจึงกลับไปมือเปล่า และที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่าคนของสำนักยาจกให้ข่าวปลอมกับพวกองค์ชายสามน่ะซิ ดังนั้นพวกขององค์ชายสามจึงคว้าน้ำเหลวกลับไป

ณ สำนักยาจก จ้านเจียวเอ่ยกับพ่อบุญธรรมว่า “ท่านพ่อ กิจการของพวกเราในเมืองลั่วโจวก็เข้าที่เข้าทางแล้ว ข้าคิดจะขยายกิจการไปที่เมืองหลวง”

“ดี” เจ้าสำนักตบโต๊ะเห็นด้วย จ้านเจียวจึงบอก “เช่นนั้นอีก 3 วันพวกเราไปเมืองหลวงกัน”

“อืม ดีๆ” เจ้าสำนักพยักหน้า ครู่ต่อมาเขาก็เบิกตาโต “เฮ้ๆ เจ้าคงไม่ได้คิดจะตามเจ้าหนุ่มนั่นไปหรอกนะ”

“ตามอะไรกัน ท่านพ่อพูดเหลวไหลแล้ว” จ้านเจียวดุสีหน้าขึงขัง เจ้าสำนักจึงถาม “แล้วทำไมเจ้าถึงคิดจะไปเมืองหลวงล่ะ? ไอ้หนุ่มนั่นจากไปเจ้าก็จะตามเขาไปแล้ว นี่ใช้ได้ที่ไหนกัน”

“ไม่ได้ตามๆ ข้าไม่ได้ตามใครทั้งนั้น เรื่องขยายกิจการไปเมืองหลวงนี่ข้าคิดไว้นานแล้ว ท่านไม่เชื่อก็ถามพวกลุงๆ ป้าๆ ซิ ข้าให้พวกเขาไปดูลาดเลาที่เมืองหลวงตั้งแต่ 2 ปีก่อนแล้ว” จ้านเจียวบอก เจ้าสำนักจึงหันไปถามคนในสำนักว่า “นางพูดจริงหรือ?”

“จริงขอรับ เรื่องนี้เจ้าสำนักน้อยวางแผนไว้ตั้งแต่ 3 ปีก่อนแล้วขอรับ นางบอกว่ารอให้กิจการที่ลั่วโจวมั่นคงดีแล้วก็จะขยายกิจการไปที่เมืองหลวง นางไม่ใช่เพิ่งจะวางแผนวันสองวันนี้หรอก” คนในสำนักยืนยัน เจ้าสำนักจึงเบาใจ “เฮ้อ…”

“ทีนี้ท่านเชื่อรึยัง? ข้าไม่ได้ตามใครซะหน่อย ข้ารู้ความหรอกน่า เขาเป็นองค์ชาย เรื่องลุยน้ำโคลนอะไรนี่ข้าไม่เอาด้วยหรอก ข้ายังอยากใช้ชีวิตสุขสบายอยู่นะท่านพ่อ” จ้านเจียวบอกอย่างจริงจัง เจ้าสำนักจึงบอก “เอาตามที่เจ้าว่าล่ะกัน”

“เช่นนั้นท่านพ่อก็เตรียมตัวให้ดี อีก 3 วันออกเดินทาง” จ้านเจียวบอกแล้วเดินออกไป เจ้าสำนักมองตามแล้วพูดกับคนในสำนักว่า “เจ้าดูซิ ข้าเป็นพ่อนางหรือว่านางเป็นแม่ข้ากันแน่?”

“เอ่อ…” คนในสำนักอ้ำอึ้งแล้วเอ่ยว่า “ข้ายังต้องไปให้อาหารไก่ ขอตัวก่อน”

พูดจบแล้วเขาก็รีบเผ่นไปทันที

3 วันต่อมา จ้านเจียวกับเจ้าสำนักก็นั่งรถม้าไปเมืองหลวง คนในสำนักติดตามไปด้วยจำนวนหนึ่ง ซึ่งคนที่ติดตามไปด้วยนี้ล้วนเป็นคนที่ถูกคัดตัวไปทำงานที่สำนักคุ้มภัยที่เปิดใหม่ ทุกคนแต่งเครื่องแบบของสำนักคุ้มภัยจ้านคง ดูแล้วน่าเกรงขามเหมือนสำนักคุ้มภัยใหญ่ๆ อย่างไรอย่างนั้น

รถม้าหลายคันวิ่งตามกันไป คนคุ้มกันก็ขี่ม้ารอบๆ รถม้า พวกเขาห้อยดาบไว้ที่เอว ข้างม้ามีทวนยาวเหน็บอยู่พร้อมที่จะหยิบใช้งานได้ทุกเมื่อ ทำให้ผู้คนรอบๆ ที่รถม้าวิ่งผ่านไปถึงกับรีบหลบข้างทาง รอให้รถม้าผ่านไปแล้วพวกเขาก็ชะเง้อมองตามอย่างอยากรู้อยากเห็น “นั่นรถม้าของใครกัน จ้างคนจากสำนักคุ้มภัยซะด้วย”

“คงเป็นพวกคนรวยนั่นแหละ” อีกคนพูดแล้วเดินต่อไป

รถม้าวิ่งไปหยุดพักไปเป็นระยะๆ จนกระทั่งถึงเมืองหลวง พวกจ้านเจียวก็ไปพักที่บ้านหลังหนึ่งซึ่งนางให้คนซื้อเอาไว้ตั้งแต่เมื่อครึ่งปีก่อนแล้ว พ่อบ้านรู้ว่าเจ้าสำนักจะมาก็ทำความสะอาดบ้านไว้รอท่าแล้ว เมื่อรถม้ามาจอดที่หน้าบ้านเขาจึงเปิดประตูดู

“บ้านหลังนี้รึ?” เจ้าสำนักลงจากรถม้าแล้วมองประตูรั้วที่สูงใหญ่แข็งแรง พ่อบ้านเดินไปหากุมมือคารวะ “ท่านจะ…”

“เรียกนายท่านซิ” จ้านเจียวบอกขณะลงจากรถม้า พ่อบ้านจึงกลืนคำว่า ‘เจ้าสำนัก’ ลงไปแล้วเรียกขานว่า “นายท่าน”

“อืมๆ” เจ้าสำนักพยักหน้า พ่อบ้านหันไปคารวะเจ้าสำนักน้อย “คุณหนู”

“ให้คนไปต้มน้ำอาบเถอะ ข้าอยากอาบน้ำเต็มที” จ้านเจียวบอกแล้วเดินเข้าบ้านไป เจ้าสำนักเดินตามไปพลางมองดูบ้านที่ลูกบุญธรรมซื้อไว้ บ้านหลังไม่ใหญ่มาก แต่ก็คงสภาพของเรือนสี่ประสานเอาไว้ ด้านหน้ามีเรือนเล็กๆ ติดกับประตูรั้ว สำหรับให้บ่าวไพร่พักอยู่เฝ้าประตู เรือนตรงกลางเป็นห้องโถงรับแขก ด้านข้างซ้ายขวาของโถงรับแขกมีประตูพระจันทร์ ผ่านประตูพระจันทร์ไปเป็นเรือนฝั่งซ้ายและฝั่งขวา ห้องโถงตรงกลางมีประตูไปยังเรือนหลัก นับว่าเป็นบ้านที่แบ่งสัดส่วนได้ดีจริงๆ

จ้านเจียวเลือกพักที่เรือนฝั่งซ้าย คนคุ้มกันจึงพักที่เรือนฝั่งขวา ส่วนเจ้าสำนักพักที่เรือนหลัก

“คุณหนู น้ำร้อนเต็มอ่างแล้วขอรับ” พ่อบ้านเดินไปบอก จ้านเจียวพยักหน้า “อืม”

พ่อบ้านเดินออกไป จ้านเจียวจึงเดินไปอาบน้ำ นางถอดเสื้อผ้าแล้วลงไปแช่น้ำร้อนในอ่าง

ขณะเดียวกัน องค์ชายรองกระโจนไปบนหลังคา เขากำลังไล่ล่าคนร้ายที่แอบเข้าไปในตำหนักของเขา คนร้ายกระโจนหนีไปตามหลังคาบ้าน องค์ชายรองตามไปติดๆ

ตึง! เสียงดังบนหลังคา จ้านเจียวสะดุ้ง “อ่ะ!”

นางพลันคว้ามีดสั้นที่วางอยู่ข้างอ่างขึ้นมาทันที นางเงยหน้ามองบนหลังคา

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!