Skip to content
ปกขอทานน้อย

ขอทานน้อยดวงใจจักรพรรดิ 9

Chapter 9 ตกลงไปในอ่างอาบน้ำ

ตึง! เสียงดังอีกครั้ง หลังคาแตกแล้วคนๆ หนึ่งก็ร่วงตกลงมา ตกลงไปในอ่างอาบน้ำของจ้านเจียวพอดิบพอดี ตูม!

ซ่า! น้ำกระเด็นสาดกระจาย จ้านเจียวถอยกรูดไปติดขอบอ่าง พร้อมกับคว้าผ้ามาคลุมตัวอย่างลวกๆ

“ฮึ่ม!” องค์ชายรองยืนขึ้นอย่างโมโหยิ่งนัก เขาเกือบจะจับเป็นคนร้ายได้แล้วเชียว ไยจึงดวงซวยตกจากหลังคาเช่นนี้ได้!

จ้านเจียวมองคนที่ตกลงมาในอ่างน้ำของนาง นางตกใจ “เจ้า!”

องค์ชายรองได้ยินเสียงคุ้นเคยจึงมองคนๆ นั้น เขาตกใจมาก “เจ้า!”

“ไยเป็นเจ้า!?” ทั้งสองพูดพร้อมกัน แล้วชะงักไป

“ข้า” ทั้งสองพูดพร้อมกันอีกแล้วชะงักไปอีกครั้ง

“เอ่อ…” ทั้งสองพูดพร้อมกันอีกแล้วก็ชะงักไปอีกครั้ง ไอน้ำร้อนลอยกรุ่นทำให้องค์ชายรองมองเห็นหน้าแม่นางหงไม่ชัดนัก

“เสียงอะไร!? ไปดูซิ” เสียงเจ้าสำนักตะโกนสั่ง พร้อมกับตัวเขารีบก้าวไปที่เรือนลูกบุญธรรม พลางร้องเรียก “มารน้อยๆ”

“ข้าอาบน้ำอยู่” จ้านเจียวตะโกนตอบแล้วรีบไล่องค์ชายรอง “เจ้ารีบไปซิ จะรอให้พ่อข้ามาเจอหรือไร!”

“อ่า…” องค์ชายรองอึ้งงันทำอะไรไม่ถูก จ้านเจียวจึงผลักเขา “รีบไปซิ!”

องค์ชายรองถูกผลัก เขาจึงรีบออกจากอ่าง ก้าวไปที่หน้าต่าง เขาเปิดหน้าต่างแล้วกระโจนออกไป ก่อนที่จะจากไปเขาหันไปมองแม่นางหงอีกครั้ง แล้วจึงดีดเท้าทะยานขึ้นไปบนหลังคาแล้วกระโดดจากไป

จ้านเจียวออกจากอ่างเดินไปปิดหน้าต่างแล้วรีบสวมเสื้อผ้า พอดีกับที่เจ้าสำนักเดินเข้าไปในห้องของลูกบุญธรรม จ้านเจียวเห็นพ่อบุญธรรมจึงบอก “มีคนวิ่งผ่านหลังคาแล้วตกลงมาน่ะ”

“มันอยู่ไหน?” เจ้าสำนักถามพลางมองลูกบุญธรรมขึ้นๆ ลงๆ เห็นว่านางปลอดภัยดีเขาจึงเบาใจ

“มันหนีไปแล้ว?” จ้านเจียวบอก เจ้าสำนักจึงบอก “ต่อไปคงต้องให้คนขึ้นไปเฝ้าบนหลังคาแล้ว เมืองหลวงนี่อันตรายจริงๆ”

“อืม” จ้านเจียวพยักหน้าแล้วตะโกนสั่งพ่อบ้านว่า “เจ้ารีบหาคนมาซ่อมหลังคาเร็ว”

“ขอรับ” พ่อบ้านรับคำ จ้านเจียวจึงจูงมือพ่อบุญธรรมเดินไปที่เรือนของเขา ปล่อยให้พ่อบ้านจัดการซ่อมหลังคาให้เสร็จ พ่อบ้านก็ให้คนคุ้มกันนี่แหละขึ้นไปซ่อมหลังคา ตัวเขาก็หากระเบื้องจากห้องเก็บของไปให้

จนหลังคาซ่อมเสร็จแล้ว จ้านเจียวจึงกลับเรือนตัวเองไป

องค์ชายรองหลังจากออกจากบ้านหลังนั้นแล้วเขาก็ไม่ได้ไปไหนไกล ยังคงแอบอยู่บนหลังคาบ้านข้างๆ มองดูคนในบ้านหลังนั้น เขาจึงเห็นชายแก่พ่อบุญธรรมของแม่นางหง แล้วก็คนคุ้นหน้าคุ้นตาอีกกลุ่มหนึ่ง และยังมีคนที่เขาไม่เคยเห็นอีกหลายคน คนพวกนั้นล้วนสวมเครื่องแบบสำนักคุ้มภัย แต่ชื่อสำนักคุ้มภัยนั้นไม่คุ้นหูเขาเลย เขาจึงพึมพำเบาๆ “จ้านคงหรือ?”

เขาเห็นคนขึ้นไปซ่อมหลังคาเขาจึงแอบติดแนบไปกับหลังคาบ้าน รอจนเสียงซ่อมหลังคาเงียบลงแล้ว คนลงจากหลังคาไปแล้วเขาจึงชะเง้อแอบมองอีกครั้ง แล้วเขาก็เห็นแม่นางหงกลับไปที่เรือนหลังนั้น เขาจึงแอบย่องไปหานาง

จ้านเจียวกำลังจะเข้านอนพลันชะงัก นางหันไปมองพลางบอก “เข้ามาซิ”

องค์ชายรองจึงเดินเข้าไปนั่งที่เก้าอี้ จ้านเจียวเดินไปนั่งที่เก้าอี้ตรงข้ามกับเขา ภายในห้องมืดสลัว องค์ชายรองจึงมองไม่เห็นใบหน้าแม่นางหง จ้านเจียวก็ไม่คิดจะจุดตะเกียง นางยังไม่ได้แต้มกระ จึงไม่อยากให้องค์ชายรองเห็นใบหน้าของนางในตอนนี้ แม้ว่าใบหน้านางจะไม่ถึงขั้นงามล่มเมือง แต่ก็เป็นสาวงามคนหนึ่ง ซึ่งหน้าตานางถอดแบบมาจากท่านพ่อแท้ๆ ที่มีใบหน้าหล่อเหลาคมคาย ส่วนท่านแม่นางก็งามพอดูได้ไม่ถึงกับขี้ริ้วขี้เหร่ ดังนั้นพวกเขาจึงเป็นคู่สามีภรรยาที่มีใบหน้างามที่สุดในหมู่บ้านแล้ว แต่น่าเสียดายที่ถูกโจรชั่วฆ่าล้างหมู่บ้านไปทำให้นางกลายเป็นเด็กกำพร้าตั้งแต่อายุขวบกว่าๆ

“เจ้าไม่จุดตะเกียงหน่อยหรือ?” องค์ชายรองถาม จ้านเจียวบอก “จุดให้คนอื่นเห็นว่าในห้องข้ามีผู้ชายหรือไร”

“อืม ก็จริง” องค์ชายรองพยักหน้าแล้วถามว่า “เจ้ามาเมืองหลวงทำไมรึ?”

“ไม่ได้ตามเจ้ามาหรอกนะ เจ้าอย่าได้หลงตัวเอง” จ้านเจียวบอก “ท่านพ่อข้าคิดจะเปิดร้านที่เมืองหลวง พวกเราจึงย้ายมาที่นี่ชั่วคราว”

“อ่อ” องค์ชายรองรับรู้ “เช่นนั้นวันหน้าข้าจะมาหาเจ้าอีก”

จ้านเจียวไม่ตอบอะไร องค์ชายรองจึงลุกขึ้นแล้วแอบออกไปอย่างเงียบๆ จ้านเจียวจึงลุกไปนอนที่เตียงพลางคิดๆ หากนางอยากแก้แค้นองค์ชายสาม องค์ชายรองที่เป็นศัตรูขององค์ชายสามก็นับว่าเป็นหมากที่ดีของนาง แต่นางไม่คิดจะลุยน้ำขุ่นเรื่องแย่งชิงบัลลังก์ระหว่างพวกเขาด้วยเลยสักนิด ดังนั้นหมากอย่างองค์ชายรองนี่ นางพยายามไม่ยุ่งเกี่ยวด้วยจะดีกว่า

เมื่อคิดได้แล้วนางก็นอนหลับไป

วันต่อมา หลังจากกินข้าวเช้าแล้ว จ้านเจียวก็ออกไปดูร้านที่นางให้คนซื้อเอาไว้ ชาติก่อนนางอยู่เมืองหลวงมาทั้งชีวิต จึงรู้จักสถานที่ต่างๆ ในเมืองหลวงเป็นอย่างดี รู้แม้กระทั่งว่าจวนขุนนางจวนไหนมีทางลับตรงไหนบ้าง และที่นางรู้ก็เพราะว่านางต้องส่งสาวๆ ผ่านทางลับเหล่านั้นไปให้พวกขุนนางทั้งหลายอย่างไรล่ะ

นางไปถึงร้านแรกซึ่งอยู่ตรงข้ามกับหอหงฮวา นางยืนมองหอหงฮวาที่เงียบเชียบในตอนกลางวัน พลางคิดว่า ‘คอยดูเถอะ วันหน้าข้าจะทวงของๆ ข้าคืนมา’

นางหันไปสั่งจูเหมยว่า “เจ้าไปจัดการ……….”

“อื้มๆ” จูเหมยพยักหน้ารับคำสั่ง จากนั้นก็ถอยออกไป จ้านเจียวหันไปมองหอหงฮวาอย่างมาดหมาย ในเมื่อนางสร้างมันได้ นางก็กล้าทำลายมันได้เหมือนกัน

จากนั้นนางก็ออกจากร้านแรกแล้วไปดูร้านที่ 2 ซึ่งร้านนี้นางตั้งใจเปิดเป็นร้านค้าข้าว นางสั่งงานเถ้าแก่แล้วก็จากไป จากนั้นนางก็ไปร้านอื่นๆ ต่อไป

เมื่อกลับถึงบ้าน จ้านเจียวก็นั่งดูบัญชีอยู่ในห้อง เจ้าสำนักเดินเข้าไปนั่งตรงข้ามพลางบอก “คราวนี้เจ้าผลาญเงินข้าเกือบหมดเลยนะ”

“น่าๆ เดี๋ยวก็ได้คืนมา” จ้านเจียวประจบแล้วเย้าแหย่ว่า “หากข้าทำการค้าขาดทุนล่ะท่านพ่อ?”

“เพ่ยๆๆ” เจ้าสำนักถุยน้ำลาย “เทพโชคลาภอย่างเจ้าจะทำให้ข้าขาดทุน ข้าไม่เชื่อหรอก”

“ก็ไม่แน่นะท่านพ่อ” จ้านเจียวเย้าแหย่ เจ้าสำนักจึงพูดจริงจังว่า “ต่อให้ขาดทุนแล้วอย่างไร อย่างมากข้าก็พาเจ้าไปเร่ร่อนขอทานก็ได้ ตัวข้าจะกินจะนอนอย่างไรก็ได้ แต่เจ้านี่นะ แต่เล็กมาก็ทำตัวเป็นคุณหนูซะแล้ว เฮ้อ…”

“ท่านพ่อดีกับข้าที่สุด” จ้านเจียวลุกไปนั่งตรงหน้าเขา เอาศีรษะซบตักเขาท่าทางออดอ้อนจนเจ้าสำนักใจละลายเป็นน้ำไปแล้ว น้อยนักที่นางจะออดอ้อนเขาเช่นนี้ เขาจึงลูบๆ ศีรษะนางพลางบอก “ก็ข้าเป็นพ่อเจ้านี่ ไม่ดีกับเจ้าแล้วจะให้ข้าดีกับหมาแมวที่ไหนล่ะ”

“ข้ารักท่านพ่อที่สุด” จ้านเจียวอ้อนครู่หนึ่งแล้วลุกไปดูบัญชีต่อ เจ้าสำนักจึงกลับเรือนของเขาไป

จ้านเจียวดูบัญชีจนดึกจึงดับตะเกียงแล้วเข้านอน องค์ชายรองเห็นไฟในเรือนแม่นางหงดับไปแล้วเขาจึงลอบเข้าไปในเรือนของนาง เขารู้สึกว่าแม่นางหงคนนี้ยังมีเรื่องที่ปิดบังอยู่ เพราะวันนี้เขาให้คนจับตาดูนาง นางก็ไปร้านค้าหลายๆ ที่ แต่ละที่ล้วนอยู่ใกล้หรือไม่ก็ตรงข้ามกับร้านค้าขององค์ชายสามทั้งหมด หรือว่านางจะเป็นสายขององค์ชายสาม?

เขาจุดตะเกียงแล้วเปิดดูบัญชีร้านบนโต๊ะทีละเล่ม…ทีละเล่ม

จ้านเจียวลืมตาตั้งแต่ที่มีคนแอบเข้ามาในเรือนของนางแล้ว นางที่ถูกพ่อบุญธรรมจับฝึกวรยุทธ์ตั้งแต่ 2 ขวบกว่าจึงหูไวกว่าคนทั่วไปมากนัก ดังนั้นเมื่อมีคนย่องเข้าเรือนนาง นางจึงรู้ตัวทันที ครั้นเห็นว่าเป็นองค์ชายรองลอบเข้ามา นางจึงนอนมองดูเขาไม่ส่งเสียงกระโตกกระตากสักคำ

องค์ชายรองดูบัญชีทีละเล่ม…ทีละเล่ม แล้วจึงพบว่า ร้านค้าแต่ละร้านล้วนทำการค้าเหมือนกับร้านขององค์ชายสามไม่มีผิด ดังนั้นมีความเป็นไปได้อย่างเดียวก็คือ แม่นางหงไม่ใช่สายขององค์ชายสาม แต่เป็นศัตรูขององค์ชายสามต่างหาก!

การคาดเดานี้ทำให้เขาตกใจมาก “นี่!”

“นี่เน้ออะไร เจ้าเสียงดังเดี๋ยวท่านพ่อข้าก็ได้ยินหรอก” จ้านเจียวบ่น องค์ชายรองตกใจ “เจ้า!”

“ชู่ว!” จ้านเจียวจุ๊ปากพลางดุ “เดี๋ยวท่านพ่อข้าก็ได้ยินหรอก”

“เจ้าตื่นแล้ว?” องค์ชายรองถาม จ้านเจียวบอก “เจ้าจุดตะเกียงแสงแยงตาข้าขนาดนี้ข้าหลับได้ลง อีก 10 เดือนข้าคงคลอดลูกไม่มีพ่อแล้ว”

“เจ้า…เจ้า…” องค์ชายรองโมโหปากนางจริงๆ เรื่องพรรค์นี้นางยังกล้าพูดออกมาได้ไม่อายปาก นางไม่ใช่กุลสตรีจริงๆ เฮอะ!

“แอบเข้ามาทำไมอีก? หรือเจ้าคิดถึงข้าจนทนไม่ไหว” จ้านเจียวถามพลางยั่วแหย่เขาไปด้วย

“เฮอะ! ใครคิดถึงเจ้ากัน” องค์ชายรองบอกอย่างโมโห พลางมองนางที่อยู่บนเตียงมีม่านมุ้งบางๆ กั้นขวางทำให้เขาเห็นนางไม่ชัดนัก เห็นเงาร่างว่านางนั่งอยู่บนเตียง ผมสยายอยู่ด้านหลัง

“ไม่คิดถึงแล้วแอบเข้ามาทำอะไรในห้องข้าล่ะ?” จ้านเจียวถาม

“เจ้าเป็นศัตรูขององค์ชายสามรึ?” องค์ชายรองถาม จ้านเจียวจึงตอบ “คงงั้นมั้ง”

“หากเจ้าเป็นพวกเดียวกับเขา เจ้าก็เป็นศัตรูกับข้า หากเจ้าเป็นศัตรูของเขา เจ้าก็คือมิตรของข้า” องค์ชายรองบอก จ้านเจียวเอ่ย “จะบอกว่าศัตรูของศัตรูก็คือมิตรซินะ คำนี้ข้าเคยได้ยินมาก่อน จะเป็นมิตรหรือศัตรูข้าก็ไม่สนทั้งนั้น ข้าบอกไว้ก่อนนะ เจ้าอย่าคิดใช้ประโยชน์จากข้าในการแย่งชิงบัลลังก์ของพวกเจ้า ไม่งั้นข้าจะฆ่าพวกเจ้าทั้งคู่เลย”

“หึ! อย่างเจ้ามีปัญญาฆ่าข้าได้รึ” องค์ชายรองแค่นเสียงเยาะ จ้านเจียวจึงบอก “กระต่ายก็ยังกัดคนตายได้นะ”

“อ่อ แล้วกระต่ายอย่างเจ้าจะกัดข้าตายอย่างไรหรือแม่นาง?” องค์ชายรองถามหยอกเย้า จ้านเจียวไม่ตอบ นางเพียงแค่นเสียงคำหนึ่ง “ฮึ!”

องค์ชายรองลุกไปที่เตียง จ้านเจียวจึงบอก “เจ้าเข้ามาอีกข้าจะร้องเรียกคนแล้วนะ”

“หึ! นางกำนัลในตำหนักข้ายังสวยกว่าเจ้าเลย เจ้าหลงตัวเองไปหน่อยกระมังแม่นาง” องค์ชายรองแค่นเสียงเยาะหยัน จ้านเจียวจึงเยาะเย้ยว่า “พวกนางสวยกว่าข้า เจ้าก็ไปขึ้นเตียงพวกนางซิ เจ้าจะวิ่งมาที่เรือนข้าทำไมล่ะ”

“ข้ามาดูว่าเจ้าเป็นศัตรูหรือมิตรกันแน่ เจ้าอย่าได้เข้าใจผิดไป” องค์ชายรองบอก จ้านเจียวจึงไล่ว่า “ในเมื่อดูแล้ว เจ้าก็ไปได้แล้วกระมัง ข้าจะได้นอนเสียที ดับไฟให้ข้าด้วยล่ะ”

นางพูดแล้วก็นอนลงไป องค์ชายรองมองนางอย่างโมโห เขาเป็นถึงองค์ชายรองที่สตรีหมายปองทั้งเมือง กลับถูกสตรีขี้เหร่ขับไล่อย่างนี้น่ะรึ! ฮึ่ม!

“เชิญคุณชาย ข้าไม่ส่งล่ะ” จ้านเจียวบอก ตาก็มองเขาอย่างระวังตัว องค์ชายรองโมโหจนอยากบีบคอนางสักที เขาจึงสะบัดแขนเดินไปเป่าตะเกียงแล้วออกจากห้องนางไปอย่างโมโหโกรธกรุ่น

จ้านเจียวเห็นว่าเขาไปแล้วนางจึงนอนหลับได้เสียที เห็นทีคืนต่อๆ ไปนางต้องให้คนมาเฝ้ายามหน้าห้องแล้วกระมัง ฮึ!

ขณะที่จากไปองค์ชายรองเพิ่งจะคิดได้ว่า ‘เมื่อครู่ นางพูดถึงเรื่องชิงบัลลังก์นี่นา เช่นนั้นนางก็รู้ว่าข้าคือองค์ชายซินะ’

นางมองสถานะของเขาออกเขาไม่แปลกใจ แต่คนที่พบเจอองค์ชายอย่างเขาแล้วยังทำตัวปกติได้มีน้อยยิ่งนัก หากว่าไม่หวาดกลัวก็รีบประจบประแจง แต่นางกลับไม่มีท่าทีทั้งสองอย่าง ทำเหมือนเขาเป็นคนธรรมดาคนหนึ่ง นี่ทำให้เขาประหลาดใจนัก

องค์ชายรองจึงสั่งให้คนจับตาดูแม่นางหงทุกฝีก้าว เขาจะต้องรู้ให้ได้ว่านางเป็นใครกันแน่? เป็นมิตรหรือว่าศัตรู?

วันต่อมา จ้านเจียวก็ออกไปดูความคืบหน้าในการเปิดร้านค้าต่างๆ นางรู้ว่าถูกคนจับตามองก็ไม่สนใจสักนิด นางยังคงเข้าร้านนั้นดูร้านนี้ ตรวจดูความคืบหน้าร้านค้าของนางที่มีเถ้าแก่ทั้งหลายเป็นผู้ออกหน้า ส่วนตัวนางคอยเก็บเกี่ยวผลประโยชน์อยู่เบื้องหลัง เปรียบไปแล้วเถ้าแก่ทั้งหลายก็เหมือนหุ่นเชิดของนางนั่นเอง พวกเขาเป็นคนที่นางคัดมาแล้วว่ามีใจภักดีไม่คิดทรยศนางจึงวางใจใช้งานได้ นางจะไม่ยอมผิดพลาดเหมือนชาติก่อนเด็ดขาดที่ไว้ใจผิดคน จนตัวเองต้องตายอย่างอนาถ

10 วันต่อมา ร้านค้าใหม่หลายๆ ร้านก็เปิดร้านในวันเดียวกัน เสียงประทัดดังปังๆ จากหน้าร้านใหม่ทั้งหลาย ผู้คนผ่านไปผ่านมาหยุดดูร้านใหม่ที่เพิ่งเปิดอย่างสนอกสนใจ

“เชิญขอรับๆ” เสียงร้องเรียกลูกค้าดังขึ้น ผู้คนจึงเข้าไปดูร้านใหม่ เถ้าแก่ทั้งหลายวางท่าเป็นเจ้าของเต็มตัว ต้อนรับขับสู้ลูกอย่างเต็มเปี่ยม อีกทั้งร้านใหม่แต่ละร้านล้วนใช้ชื่อต่างกันทำให้ยากจะสืบได้ว่าร้านค้าเหล่านั้นล้วนมีที่มาแหล่งเดียวกัน

ค่ำคืนมาเยือน หอคณิกาแห่งใหม่ก็เปิดขึ้น เสียงประทัดดังปังๆ จูเหมยผู้เป็นแม่เล้ายืนเชื้อเชิญแขกอยู่หน้าร้าน “เชิญทุกท่านเจ้าค่ะ วันนี้เปิดหอใหม่ ค่าอาหารคิดราคา 8 ส่วนเท่านั้น เชิญเจ้าค่ะๆ สาวงามรอทุกท่านอยู่นะเจ้าคะ”

“หือ? หอหงเหลียนรึ?” บุรุษทั้งหลายที่กำลังจะก้าวเท้าเข้าหอหงฮวาพลันชะงักเท้าหันไปมองหอหงเหลียนฝั่งตรงข้ามที่จุดโคมไฟสว่างไสว อีกทั้งค่าอาหารที่ลดราคาก็ล่อตาล่อใจให้พวกเขาอยากลองของใหม่ๆ ดังนั้นพวกเขาจึงก้าวเท้าไปหอหงเหลียนกัน

“ท่านแม่ ท่านดูซิ หอนั่นคิดจะแข่งกับพวกเราชัดๆ” หญิงคณิกาหอหงฮวาเอ่ยอย่างไม่พอใจ แขกกำลังจะเข้าร้านแล้วจู่ๆ ก็ถูกร้านใหม่ดึงความสนใจไป นี่จึงน่าโมโหยิ่งนัก

“ไป ไปดูกัน” หลิวจี้จือบอกแล้วก้าวเดินไปที่หอฝั่งตรงข้าม นางเงยหน้ามองป้ายร้านที่แกะสลักเป็นตัวอักษรงดงาม ป้ายสีดำตัวอักษรสีทองวาววับดูโดดเด่นสะดุดตา ต่างจากป้ายสีแดงตัวอักษรสีทองของหอหงฮวา โคมไฟของหอหงเหลียนก็วิจิตรงดงามกว่าหอหงฮวา นางหยุดมองแม่เล้าของหอหงเหลียน จูเหมยยิ้มแย้มต้อนรับแขก “เชิญแม่นาง บุรุษของเรามีให้ท่านเลือกมากมาย ท่านอยากได้แบบใดล้วนมีหมดเจ้าค่ะ บัณฑิต โจรป่า จอมยุทธ์ ล้วนมีให้ท่านเลือก เชิญเจ้าค่ะๆ”

นางพูดแล้วหันไปสั่งบุรุษในร้านว่า “เด็กๆ ต้อนรับแม่นางให้ดีๆ”

“ขอรับ” บุรุษรูปงามรับคำแล้วก้าวไปผายมือเชื้อเชิญ “เชิญแม่นางขอรับ”

หลิวจี้จือมองบุรุษรูปงามคนนั้นแล้วตกตะลึงไป บุรุษรูปงามเอ่ยอีก “เชิญขอรับ แม่นางชอบเหล้าแบบใดหรือขอรับ? เหล้าผลไม้ เหล้าหมักจากข้าว หรือเหล้าใสรสแรง?”

หลิวจี้จือก้าวเท้าตามบุรุษรูปงามไปอย่างลืมตัว รอยยิ้มของเขา ท่าทีอ่อนน้อมเอาอกเอาใจทำให้นางรู้สึกเหมือนเป็นราชินีที่กุมอำนาจความเป็นความตายของผู้อื่นอย่างไรอย่างนั้น หญิงคณิกาที่ตามมาด้วยก็รู้สึกไม่ต่างกัน นางถูกเสน่ห์ของบุรุษรูปงามร้อยรัดไปเรียบร้อยแล้ว นางมีท่าทางเคลิ้มฝัน ภาพในสมองปรากฏภาพนางถูกบุรุษรูปงามเอาอกเอาใจจนลอยล่องขึ้นสวรรค์ไปแล้ว

“หือ? แม่นางหลิวก็มาด้วยหรือ?” มีเสียงกระซิบเอ่ยแผ่วเบา คนข้างๆ จึงกระซิบว่า “แน่นอนซิ นางคงมาดูหอใหม่ที่เป็นคู่แข่งของหอนางอย่างไรล่ะ”

“ข้าเข้ามาแล้ว ข้ารู้สึกว่าหอหงฮวาด้อยไปเลย เจ้าดูซิ แค่โคมไฟก็เทียบกันไม่ได้แล้ว การประดับประดาของที่นี่ก็งามกว่า ยิ่งสาวๆ นั่นอีก หอหงฮวาเทียบไม่ติดเลยจริงๆ” บุรุษคนแรกชี้ไปที่ชั้นสองซึ่งมีสตรีงามสวมผ้าคลุมหน้านั่งเรียงรายมองลงมาเบื้องล่าง พวกนางสวมเสื้อผ้าสีสันงดงาม ไม่ได้เปิดเปลือยเนื้อหนัง แต่กลับทำให้บุรุษทั้งหลายกระสันอยากจะถอดเสื้อผ้าพวกนางออกให้หมด

จูเหมยรอจนแขกนั่งเกือบเต็มก็ตบๆ มือเป็นสัญญาณ สาวใช้หน้าตาจิ้มลิ้ม 2 คนยกพิณไปวางบนเวทียกพื้นสูง บุรุษผู้หนึ่งท่าทางสุขุมก้าวไปนั่งที่โต๊ะวางพิณ ผู้คนฮือฮาทันที “โอ้! นั่นอาจารย์เฉินชุนนี่”

“ที่นี่ถึงกับเชิญอาจารย์เฉินชุนมาได้เชียวหรือ?”

เฉินชุนเริ่มบรรเลงพิณ เสียงพิณดังกังวาน ผู้คนเงียบงันทันที พวกเขาตั้งใจฟังเสียงพิณที่อาจารย์เฉินชุนบรรเลง เสียงพิณแรกเริ่มเป็นท่วงทำนองเนิบช้าฟังแล้วเพลิดเพลินใจยิ่งนัก และค่อยๆ เริ่มเข้าสู่จังหวะเร่งเร้า ราวกับกลองศึกดังระรัว ผู้คนคล้ายเห็นภาพม้าศึกย่ำตะลุยไปกลางสนามรบ ทหารนับพันนับหมื่นต่อสู้กันจนเลือดสาดกระจาย แล้วเสียงพิณก็ลดจังหวะลงเนิบช้า ราวกับภาพทหารล้มลงทีละคน…ทีละคน ม้าศึกล้มตายเกลื่อนสนามรบ เสียงพิณลากยาวราวกับบทเพลงส่งวิญญาณผู้กล้าทั้งหลาย ติ๊งงงงงงง….

เฉินชุนลุกขึ้นแล้วเดินจากไป สาวใช้ยกพิณเก็บ ผู้คนจึงเพิ่งคืนสติกลับมา พวกเขารู้สึกว่าแก้มเปียกๆ จึงยกมือขึ้นลูบ พวกเขาจึงพบว่าตัวเองหลั่งน้ำตาออกมา!

“ยอดเยี่ยม! ยอดเยี่ยม!” เสียงชมดังขึ้นตามด้วยเสียงตบมือ ทำให้ผู้คนตบมือเสียงดังสนั่น คำชมหลั่งไหลดังลั่น “ยอดเยี่ยม! ยอดเยี่ยม!”

“ดีๆๆ”

ครั้นผู้คนมองไป อาจารย์เฉินชุนก็ไม่อยู่แล้ว พวกเขาจึงรีบถามว่า “อาจารย์เฉินชุนล่ะ?”

“ท่านอาจารย์ล่ะ?”

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!