Chapter 10 แผ่นหลังขาวเนียน
“ท่านอาจารย์กลับไปแล้วเจ้าค่ะ” จูเหมยตะโกนบอก ผู้คนผิดหวังกันถ้วนหน้า “หา!”
“กลับไปแล้ว! ได้อย่างไร!?”
“โอ้ ข้ายังไม่ได้คารวะท่านเลย!”
“ทุกท่านๆ เดือนหน้าท่านอาจารย์จะมาใหม่ ส่วนจะเป็นวันไหนทุกท่านคงต้องมารอดูเองนะเจ้าคะ ท่านอาจารย์ไม่ได้แจ้งล่วงหน้าเจ้าค่ะ หากท่านใดอยากฟังเสียงพิณของท่านอาจารย์ พวกท่านต้องมาเยือนหอเราบ่อยๆ แล้วเจ้าค่ะ” จูเหมยตะโกนบอกด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม นางถึงกับคารวะเจ้าสำนักน้อยในใจแล้วที่สามารถเชิญท่านอาจารย์เฉินชุนมาบรรเลงพิณที่นี่ได้!
นั่นคืออาจารย์พิณที่แม้แต่ฮ่องเต้ยังเชิญไม่ได้เลยนะ แต่เจ้าสำนักน้อยกลับเชิญเขามาได้!
มารน้อยสมเป็นมารน้อยจริงๆ!
“โอ้! ข้าต้องมาที่นี่บ่อยๆ แล้ว” บุรุษคนหนึ่งพูดขึ้นมา คนอื่นๆ พยักหน้าเห็นด้วย “ใช่ๆ”
ค่ำคืนผ่านไป ผู้คนทั้งเมืองหลวงจึงได้รู้ว่ามีหอคณิกาเปิดใหม่ชื่อว่าหอหงเหลียน และหอหงเหลียนนี้ถึงกับเชิญอาจารย์เฉินชุนไปบรรเลงพิณที่นั่นได้!
ทำให้ชื่อเสียงของหอหงเหลียนดังระบือไปไกลทันที
เช้าตรู่ หลังจากองค์ชายรองได้ยินข่าวนี้ เขาแทบอยากจะแล่นไปถามแม่นางหงทันทีว่านางใช้วิธีอะไรถึงเชิญอาจารย์เฉินชุนไปได้!?
แต่ว่าเขายังต้องเข้าร่วมประชุมขุนนาง เขาจึงได้แต่ข่มใจเอาไว้ แล้วแต่งตัวไปประชุมขุนนางที่ท้องพระโรง
เมื่อไปถึงท้องพระโรง ขุนนางทั้งหลายกำลังพูดคุยเรื่องที่อาจารย์เฉินชุนไปบรรเลงพิณที่หอหงเหลียน
“ไอหยา! น่าเสียดายจริงๆ” ขุนนางคนหนึ่งพูดขึ้นมา ขุนนางอีกคนจึงเอ่ยว่า “ต่อให้เสียดายแล้วอย่างไร สถานที่เช่นนั้นขุนนางอย่างพวกเราไม่ควรย่างก้าวเข้าไปนี่นา”
“แต่ว่าข้าอยากฟังเสียงพิณของท่านอาจารย์เฉินนี่”
“ข้าก็อยากฟัง แต่ว่าที่นั่นไม่ใช่สถานที่ที่พวกเราควรไปเลยจริงๆ”
ขุนนางอีกกลุ่มก็คุยกันว่า “ข้าต้องให้คนไปสืบแล้ว หอหงเหลียนใช้วิธีอะไรถึงเชิญอาจารย์เฉินไปได้”
“นั่นซิๆ ขนาดฝ่าบาทส่งคนไปเชิญ ท่านอาจารย์ยังไม่ยอมมาเลย”
“ไอหยา! เรื่องนี้เจ้าอย่าได้พูดอีกเชียว ประเดี๋ยวก็หัวขาดหรอก”
“ฮ่องเต้เสด็จ—” ขันทีร้องบอก พวกขุนนางจึงรีบเข้าแถว คุกเข่าลงกล่าว “ถวายพระพรฝ่าบาท ขอพระองค์ทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่นๆ ปี”
ฮ่องเต้ก้าวไปนั่งบนบัลลังก์มังกร พลางหลิ่วตาสั่งขันที ขันทีจึงตะโกนว่า “ลุกขึ้นได้”
“ขอบพระทัยฝ่าบาท” ขุนนางทั้งหลายกล่าวแล้วลุกขึ้นยืน
“ข้าได้ยินว่าอาจารย์เฉินไปบรรเลงพิณที่หอหงเหลียน” ฮ่องเต้เอ่ยพลางมองทุกคน แต่ว่าไม่มีขุนนางคนไหนกล้าพูดเลย เพราะกลัวว่าหากพูดออกไปแล้วอาจจะทำให้ฝ่าบาทกริ้วจนคนพูดต้องหัวหลุดจากบ่าก็ได้
“เป็นความจริงพะย่ะค่ะ” องค์ชายสามกุมมือตอบ เขาที่ได้ยินข่าวเรื่องนี้ก็เจ็บใจนัก หอหงฮวาถือเป็นกิจการที่ทำเงินให้เขามากทีเดียว จู่ๆ ก็มีหอหงเหลียนมาเปิดแข่ง ซ้ำยังแย่งลูกค้าไปหมด นี่ทำให้เขาเจ็บใจมาก อยากจะส่งคนไปพังหอหงเหลียนนัก และหอนั่นก็ยังเชิญอาจารย์เฉินไปบรรเลงพิณที่นั่นอีก นี่ทำให้เขาเจ็บใจจนแทบกระอักเลือดออกมาจริงๆ เมื่อเสด็จพ่อถามเรื่องนี้ขึ้นมาเขาจึงคิดแผนการได้แผนหนึ่ง อาจารย์เฉินที่เสด็จพ่อยังเชิญไม่ได้ แต่หอคณิกากลับเชิญได้ นี่ไม่เท่ากับตบหน้าเสด็จพ่อหรอกหรือ?
หากว่าเขาใส่ไฟดีๆ หน่อย ไฟนี้ย่อมเผาจนหอหงเหลียนวอดวายแน่!
“ข้ายังเชิญเขาไม่ได้ แล้วหอนั่นใช้วิธีใดเชิญกัน?” ฮ่องเต้ถาม ทุกคนเงียบเป็นเป่าสาก ฮ่องเต้จึงสั่งว่า “ไปตามเจ้าของหอหงเหลียนมาให้ข้าเดี๋ยวนี้”
“พะย่ะค่ะ” ขันทีรับคำสั่งแล้วรีบส่งคนไปทันที
ขณะที่รอ ฮ่องเต้ก็ถามว่า “มีเรื่องอะไรอีกไหม?”
“อ่า…” ขุนนางทั้งหลายเหลือบมองฮ่องเต้ แล้วขุนนางคนหนึ่งก็เอ่ยว่า “ปีนี้ท่านราชครูทำนายว่าภัยแล้งจะรุนแรงยิ่งนัก และภัยหนาวก็รุนแรงเช่นกัน เรื่องนี้ควรจัดการอย่างไรดีพะย่ะค่ะ?”
“อา…นี่จะทำอย่างไร? ภัยแล้งจะทำให้คนอพยพมาเมืองหลวงมากขึ้น ภัยหนาวจะทำให้คนตายมากขึ้น”
ขุนนางถามกันไปมา คิดวิธีจัดการเรื่องนี้ไม่ได้
เวลาผ่านไปนานพวกเขาก็ยังถกเรื่องนี้ไม่ได้ข้อสรุปเสียที
จนกระทั่งทหารขานว่า “กราบทูลฝ่าบาท เจ้าของหอหงเหลียนมาแล้วพะย่ะค่ะ”
“เข้ามา” ฮ่องเต้สั่ง ทหารจึงนำตัวจูเหมยเข้าเฝ้า จูเหมยพยายามทำสีหน้าปกติทั้งๆ ที่ในใจหวาดกลัวจนแทบจะตัวสั่นพั่บๆ แล้ว นางรีบคุกเข่าลงคารวะ “ถวายพระพรฝ่าบาท ขอพระองค์ทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่นๆ ปี”
“ลุกขึ้น” ฮ่องเต้สั่ง จูเหมยจึงค่อยๆ ลุก ทั้งๆ ที่ในใจนางคิดว่า ‘ไม่ต้องให้ข้าลุกก็ได้ ข้าแทบยืนไม่อยู่แล้ว’
ฮ่องเต้มองสตรีเจ้าของหอหงเหลียน จูเหมยยิ่งใจสั่นๆ นางก้มหน้าลงไม่กล้ามองหน้าฮ่องเต้
“เจ้าคือเจ้าของหอหงเหลียนรึ?” ฮ่องเต้ถาม จูเหมยกุมมือตอบ “เพคะ”
“เจ้าใช้วิธีอะไรถึงเชิญอาจารย์เฉินชุนได้?” ฮ่องเต้ถามอีก “ข้าเชิญเขาตั้งหลายครั้ง เขายังไม่มาเลย”
“นั่นซิๆ นางใช้วิธีอะไรถึงเชิญท่านอาจารย์ได้?” ขุนนางกระซิบกระซาบคุยกัน
“นี่ไม่เท่ากับเป็นการตบหน้าฝ่าบาทหรอกหรือ นางเป็นแค่แม่เล้าคนหนึ่ง กลับเชิญอาจารย์เฉินชุนได้” ขุนนางอีกคนกระซิบเอ่ย
จูเหมยได้แต่ร้องในใจว่า ‘มารน้อย ช่วยข้าด้วยเถอะ หากข้ายังถูกคาดคั้นต่อไป ข้าจะตายเอานะ’
“ฝ่าบาทพะย่ะค่ะ” ทหารวิ่งเข้าไปในท้องพระโรงอย่างรีบร้อน ฮ่องเต้จึงถาม “มีเรื่องอะไร?”
“อาจารย์เฉินชุนขอเข้าเฝ้าพะย่ะค่ะ” ทหารรายงาน ฮ่องเต้ตกใจจนลุกขึ้นยืน “อะไรนะ?”
‘โอ้ สวรรค์ทรงโปรด’ จูเหมยอุทานในใจ ในที่สุดตัวช่วยของนางก็มาแล้ว!
“รีบเชิญๆ” ฮ่องเต้เอ่ย ทหารจึงวิ่งออกไปเชิญคน ฮ่องเต้ทนรอไม่ไหวจึงเดินไปดูด้วยตัวเอง ขุนนางทั้งหลายจึงแห่ตามไปหมด จูเหมยทรุดลงนั่งแปะกับพื้น องค์ชายรองไม่ได้ตามไปด้วย เขาก้าวไปหาแม่นางจูเหมย ยอบตัวลงกระซิบข้างๆ นางว่า “แม่นางหงใช้วิธีอะไรถึงได้เชิญอาจารย์เฉินได้?”
“ข้า…” จูเหมยกำลังจะพูด องค์ชายสามพลันพูดแทรกว่า “นั่นซิแม่นาง เจ้าใช้วิธีอะไรถึงเชิญอาจารย์เฉินได้ ทั้งๆ ที่เสด็จพ่อข้าส่งคนไปเชิญเขาตั้งหลายครั้ง เขายังปฏิเสธอย่างไม่กลัวตาย หรือว่าเจ้าใช้เรือนร่างเข้าแลก?”
“น้องสาม เจ้าพูดเช่นนี้ช่างดูถูกแม่นางคนนี้มากนัก” องค์ชายรองตำหนิตรงๆ “อาจารย์เฉินหรือจะมองแค่เรือนร่างสตรี หากว่าเขาเป็นคนเช่นนั้นจริงๆ คงตกลงรับคำเชิญของเสด็จพ่อไปนานแล้ว”
“ใช่แล้ว หากข้าเป็นคนเช่นนั้นจริงๆ ข้าคงตกลงรับคำเชิญของฝ่าบาทไปนานแล้วจริงๆ คำพูดนี้ขององค์ชายสามช่างดูหมิ่นเกียรติข้ายิ่งนัก” เฉินชุนพูดพลางก้าวเข้าไปในท้องพระโรง ฮ่องเต้เดินอยู่ข้างๆ ขุนนางตามหลังเป็นพรวน
“เจ้ายังไม่รีบขอขมาท่านอาจารย์เฉินอีก!” ฮ่องเต้ตำหนิ สายตาดุดัน องค์ชายสามจึงรีบคุกเข่าลงไป โขกศีรษะกับพื้นโปกๆ “ท่านอาจารย์เฉินให้อภัยข้าด้วย ให้อภัยข้าด้วย”
เขาเงยหน้าขึ้นมาแล้วตบปากตัวเองทีหนึ่ง เพี๊ยะ!
เฉินชุนไม่สนใจองค์ชายสาม เขาเดินไปประคองแขนแม่นางจูขึ้นมา “ลำบากแม่นางแล้ว”
จูเหมยลุกขึ้นเอ่ย “ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ”
องค์ชายสามตบปากตัวเองอีกทีหนึ่ง เพี๊ยะ!
เขาเห็นอาจารย์เฉินชุนยังไม่ให้อภัย เขาจึงตบปากตัวเองอีกหลายหน เพี๊ยะ!ๆๆๆๆๆๆๆ…”
“อ่า…อาจารย์เฉิน” ฮ่องเต้เอ่ย เฉินชุนจึงพูดว่า “องค์ชายสามหยุดเถอะ หากท่านยังตบต่อไปข้าคงกลายเป็นผู้ใหญ่รังแกเด็กแล้ว”
“ขอบคุณท่านอาจารย์เฉิน” องค์ชายสามหยุดตบแล้วลุกขึ้นยืน ในใจเขาแค้นเคืองยิ่งนัก ‘คอยดูเถอะ คนที่ทำให้ข้าขายหน้าในวันนี้ ข้าจะฆ่าให้หมด!’
“เชิญอาจารย์เฉินนั่งก่อน” ฮ่องเต้บอก ขันทีรีบยกเก้าอี้ไปให้อาจารย์เฉินทันที
“ขอบพระทัยฝ่าบาท” เฉินชุนกุมมือกล่าวแล้วจึงนั่งลง ฮ่องเต้จึงก้าวไปนั่งบนบัลลังก์ ขุนนางก็เข้าแถวยืนเรียงราย
“ขอถามอาจารย์เฉินสักหน่อย เหตุใดท่านจึงรับคำเชิญของแม่นางผู้นี้ล่ะ?” ฮ่องเต้ถาม เฉินชุนจึงตอบ “ข้ารับคำเชิญของหอหงเหลียนเพราะว่านางมีบุญคุณกับข้า”
“บุญคุณอะไรหรือ?” ฮ่องเต้ถามต่อ เฉินชุนตอบ “บุญคุณช่วยชีวิต”
“โอ…” ทุกคนอุทานพร้อมกัน แล้วก็เข้าใจเหตุผลแล้ว บุญคุณช่วยชีวิตย่อมเป็นเรื่องใหญ่ ต่อให้ต้องเอาชีวิตเข้าแลกก็ต้องตอบแทนกลับคืนไป ดังนั้นการที่อาจารย์เฉินตอบรับคำเชิญของแม่นางคนนี้ก็ไม่นับว่ามากเกินไปจริงๆ
ทุกคนไม่เอะใจเลยว่าคำพูดของอาจารย์เฉินผิดตรงไหน แต่องค์ชายรองที่รู้ดีว่า เจ้าของหอหงเหลียนตัวจริงคือแม่นางหง ดังนั้นบุญคุณช่วยชีวิตนี้ย่อมเป็นแม่นางหงเป็นคนช่วย ส่วนแม่นางจูคนนี้เป็นแค่หุ่นเชิดบังหน้าเท่านั้นเอง
“ข้าออกมานานแล้ว ควรจะกลับเสียที หากช้ากว่านี้ฮูหยินข้าจะบ่นเอา” เฉินชุนบอกแล้วลุกขึ้นกุมมือคารวะฮ่องเต้ จากนั้นเขาก็เดินออกไป
“อาจารย์…” ฮ่องเต้เอ่ยยังไม่ทันจบ เฉินชุนก็หันกลับไปพูดแทรกว่า “หากฝ่าบาทอยากฟังข้าบรรเลงพิณ ก็เชิญที่หอหงเหลียนเถอะ ข้ารับปากนางไว้แล้วว่าจะไปเล่นพิณที่นั่นทุกเดือน”
เขาพูดแล้วก็หมุนตัวเดินออกไป ฮ่องเต้จึงโบกมือ ขันทีจึงพาแม่นางจูส่งกลับหอหงเหลียน
จูเหมยเมื่ออยู่ในรถม้ากำลังจะกลับหอหงเหลียน นางก็นั่งพิงผนังรถม้าท่าทางหมดเรี่ยวแรงเหมือนเทียนที่ถูกแดดเผาจนละลายอ่อนยวบ
เฉินชุนก็รีบกลับบ้านไปเอาอกเอาใจฮูหยินของเขา เขาออกไปซื้อเนื้อย่างให้ฮูหยินของเขา แต่จู่ๆ คนของจ้านเจียวก็เชิญเขาให้ไปช่วยจูเหมย เขาจึงได้รีบเข้าวังก่อน ในเมื่อช่วยคนแล้วเขาจึงรีบกลับบ้านทันที
หลังจากประชุมขุนนางเสร็จ องค์ชายรองก็รีบไปหาแม่นางหงทันที เขารู้ว่านางไปที่ร้านเสื้อผ้า เขาจึงไปหานางที่นั่น
เมื่อไปถึงร้าน องค์ชายรองก็ก้าวเข้าไปในร้านทันที คนขององค์ชายรองชี้ไปที่ห้องๆ หนึ่ง องค์ชายรองจึงก้าวยาวๆ ไปที่ห้องๆ นั้นแล้วเปิดประตูเข้าไป เถ้าแก่ร้านกำลังจะอ้าปากห้ามก็ห้ามไม่ทัน “อ่ะ…”
องครักษ์ขององค์ชายรองพลันชักกระบี่ออกมาพาดคอเถ้าแก่เอาไว้ เถ้าแก่กลัวจนตัวสั่นๆ นางไม่กล้าร้องสักคำ
จ้านเจียวกำลังลองชุดใหม่ นางสวมเพียงเอี๊ยมกับกางเกงขาสั้น นางคิดว่าเป็นสาวใช้ในร้านเข้ามานางจึงไม่ได้หันไปมอง เอ่ยว่า “ชุดสีเขียวอ่อนที่ข้าดูเมื่อกี้ เจ้าไปหยิบมาให้ข้าด้วย”
“อ่า…” องค์ชายรองตกใจจนปากอ้าตาค้างเมื่อมองแผ่นหลังขาวเนียนราวกับหยกมันแพะเนื้อดีที่มีเพียงสายเอี๊ยมเส้นเล็กๆ ผูกเอาไว้ที่กลางหลัง
จ้านเจียวได้ยินเสียงบุรุษ นางจึงหันขวับไปมอง นางตกใจมาก “เจ้า!”
“เอ่อ…” องค์ชายรองอ้าปากจะแก้ตัวก็แก้ตัวไม่ออก หน้าเขาแดงก่ำจนถึงใบหูแล้ว จ้านเจียวโมโหจนกระทืบเท้า “เจ้าคนลามก เจ้ายังไม่รีบออกไปอีก!”
นางคว้าสิ่งของบนโต๊ะได้ก็ขว้างใส่เขาทันที เอี๊ยมสตรีผืนหนึ่งจึงลอยละลิ่วไปตกลงบนศีรษะขององค์ชายรองพอดี เส้นเชือกเล็กๆ ห้อยลงมาแกว่งไปมาตรงหน้าองค์ชายรอง
“ออกไป๊!” จ้านเจียวตวาดพลางขว้างของใส่เขา กางเกงขาสั้นที่ถูกขยุ้มเป็นก้อนกลมจึงกระแทกหน้าเขาปุ๊!
องค์ชายรองคว้าสิ่งนั้นไว้แล้วลนลานรีบออกไป
องครักษ์เห็นองค์ชายรองรีบร้อนออกมา เขาจึงมองดูองค์ชายรอง ครั้นเห็นสิ่งที่อยู่บนศีรษะองค์ชายรองเขาก็ตกใจจนปากอ้าตาค้างไปแล้ว “เอ่อ…”
สภาพองค์ชายรองตอนนี้ดูแล้วไม่ต่างอะไรกับโจรเด็ดดอกไม้สักนิด องครักษ์ตกตะลึงอึ้งงันไปแล้ว
ในห้องจ้านเจียวรีบแต่งตัว จากนั้นก็เปิดประตูเดินออกไปอย่างโมโหจนโทสะท่วมฟ้า องค์ชายรองเห็นนางออกมาเขากำลังจะอธิบาย พลัน! หมัดๆ หมึ่งก็พุ่งเข้าใส่เบ้าตาเขา ผั๊วะ!
“โอ๊ย!” องค์ชายรองร้องออกมา จ้านเจียวต่อยคนแล้วก็เดินฉับๆ จากไปทันที ขืนนางอยู่ต่ออีกนิด นางคงได้ฆ่าคนตายแน่!
องค์ชายรองกุมเบ้าตาเอาไว้ เขาอยากจะอธิบายแต่ว่านางก็ไปแล้ว เขาจึงได้แต่กลับไปขึ้นรถม้า องครักษ์รีบเก็บกระบี่แล้วตามไปทันที สารถีมองอย่างงุนงง เขาไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น เขาเฝ้ารถม้าอยู่ข้างนอก เห็นแม่นางหงคนนั้นเดินออกจากร้านท่าทางโมโหมาก แล้วองค์ชายรองก็ออกมาในสภาพที่บนศีรษะมีเอี๊ยมสตรีคลุมอยู่ ‘เอ่อ…หรือว่าองค์ชายจะลวนลามแม่นางหง?’
เขาหยุดความคิดนี้ไม่ได้จริงๆ แม้จะพยายามบอกตัวเองว่าเขาต้องเข้าใจผิดไปแล้ว แต่ภาพที่องค์ชายรองมีเอี๊ยมสตรีคลุมศีรษะมันฝังลึกลงไปในจิตใจเขาเสียแล้ว
“กลับตำหนักซิ” องค์ชายรองสั่งน้ำเสียงดุดัน เขารู้สึกอับอายแล้วก็โมโหปนกัน มือก็ใช้ผ้าประคบๆ เบ้าตา แต่พอเขามองดูผ้าผืนนั้นเขาก็ตกใจ “นี่!”
เขาคลี่ผ้าผืนนั้นดู พบว่ามันคือกางเกงตัวในของสตรีเขาจึงยิ่งอับอายจนแทบจะเอาหน้ามุดดินแล้ว เขาเห็นสายเล็กๆ แกว่งไปมาเขาจึงดึงมันลงมา ครั้นพบว่าสิ่งนั้นคือเอี๊ยมสตรีเขาก็ยิ่งอับอายจนหน้าแดงถึงใบหูแล้ว
เมื่อจ้านเจียวกลับถึงบ้าน นางก็เข้าห้องปิดประตูดังตึง!
“โอ๊ะ!” เจ้าสำนักที่กำลังนั่งจิบชาอยู่หน้าเรือน เห็นลูกบุญธรรมเข้าห้องไปท่าทางเหมือนโมโหใครมา เขาจึงถามพ่อบ้านว่า “นางโมโหใครรึ?”
พ่อบ้านส่ายๆ หน้า เขาจะไปรู้ได้อย่างไร ในเมื่อเขาอยู่บ้านไม่ได้ออกไปกับเจ้าสำนักน้อย เจ้าสำนักจึงเดินไปหน้าห้อง เคาะประตู “มารน้อย”
ภายในห้องเงียบไม่มีเสียงขานตอบ เจ้าสำนักจึงเรียกอีก “มารน้อย”
จ้านเจียวเปิดประตู หน้าตางอง้ำบึ้งตึง เจ้าสำนักปะเหลาะถาม “มารน้อย ใครทำให้เจ้าโมโห? บอกข้าซิ ข้าจะไปหักขามันให้เจ้าเอง”
จ้านเจียวส่ายหน้า “ช่างเถอะ”
หักขาองค์ชาย คงได้ถูกประหาร 9 ชั่วโคตรกระมัง อีกทั้งนางก็ต่อยเขาไปแล้ว เรื่องนี้ก็ให้มันจบแค่นี้เถอะ
“ท่านพ่อกินข้าวหรือยัง?” จ้านเจียวถาม เจ้าสำนักดีใจขึ้นมาที่ลูกบุญธรรมห่วงใย เขาตอบ “ยังๆ เจ้ากลับมาก็มากินข้าวด้วยกันเถอะ”
“พ่อบ้าน รีบตั้งโต๊ะ” เขาหันไปตะโกนสั่งพ่อบ้าน พ่อบ้านรับคำ “ขอรับ”
จากนั้นสองพ่อลูกก็นั่งกินข้าวมื้อกลางวันด้วยกัน
องค์ชายรองกลับตำหนักไปอย่างอับอายนัก เขาจึงไม่กล้าสู้หน้าแม่นางหงไปหลายวัน
หลายวันผ่านไป องค์ชายรองไปหาแม่นางหง คราวนี้เขาไม่ได้บุ่มบ่ามเข้าไปหานางเหมือนครั้งก่อนแล้ว เขาให้องครักษ์ไปบอกก่อน
จ้านเจียวจึงอนุญาตให้องค์ชายรองเข้าพบ เมื่อพบหน้ากันนางถามเขาว่า “วันนี้เจ้ามาหาข้ามีเรื่องอะไรอีกล่ะ?”
อยากอ่านต่อ ติดต่อฝ่ายขายเว็บ www.readclub.in ได้ทาง :-
ติดตามข่าวสารและพูดคุยกับไรเตอร์ได้ทางเพจ readfree.in ค่ะ
ทางเว็บไซต์ www.readclub.in ค่ะ
และทาง Line Official Account : @287rcwyf
ขอบคุณนักอ่านทุกท่านที่เข้ามาอ่านค่ะ






