บทที่ 1069 ถูกจับทั้งเต่าทั้งหลักฐาน
หนึ่งคืนผ่านไปอย่างเงียบเชียบ เมื่อฟ้าเริ่มสาง พระยาสวรรค์หลิวที่เฝ้าอยู่นอกวิหารเซียนของป๋ายเสี่ยวฉุนไม่ได้พักผ่อนเลยทั้งคืน แม้ว่าตาจะไม่เคยกะพริบเลยแม้แต่ครั้งเดียว ทว่าเขาก็ยังรวบรวมแรงกายแรงใจทั้งหมดมาใช้ ต่อให้หลายวันมานี้เขาจะเหนื่อยล้าอย่างถึงที่สุด ทว่าเรี่ยวแรงกลับยังเปี่ยมล้นมหาศาล
โดยเฉพาะตอนนี้ที่ฟ้าสางแล้วและป๋ายเสี่ยวฉุนเดินอาดๆ ออกมาจากวิหารเซียน พระยาสวรรค์หลิวก็ให้กระปรี้กระเปร่า จับตามองอีกฝ่ายอย่างใกล้ชิด แต่กลับพบว่าป๋ายเสี่ยวฉุนดูจะผิดปกติเล็กน้อย
“หืม?” พระยาสวรรค์หลิวอึ้งงัน นั่นก็เพราะป๋ายเสี่ยวฉุนที่อยู่เบื้องหน้าตอนนี้ดูสดใสมีสง่าราศีมากกว่าในอดีต ทั้งยังฮัมเพลงเบาๆ ในลำคอ ยิ่งไปกว่านั้นคือ อีกฝ่ายไม่เดินไปที่ริมขอบใบบัว แต่ตรงดิ่งไปยังวังหลวง
“มีปัญหา!” ขณะที่พระยาสวรรค์หลิวกำลังระแวงเขา ป๋ายเสี่ยวฉุนก็เดินคลอเพลงในลำคอไปตลอดทางด้วยความเบิกบานใจจนกระทั่งมาถึงวังหลวง ตอนนี้งานเลี้ยงบงกชยังคงดำเนินต่อไป แม้ว่าชนชั้นสูงของราชสำนักจะไม่ได้มากันทุกวัน แต่กระนั้นบรรยากาศก็ยังครึกครื้นอยู่ดี
สำหรับการมาถึงของป๋ายเสี่ยวฉุน ถ้อยคำเย้ยหยันกลั้วเสียงหัวเราะยังคงดังมาให้ได้ยิน แต่ป๋ายเสี่ยวฉุนกลับทำเป็นหูหวนลม หัวเราะร่าแล้วหาที่นั่งให้กับตัวเอง ครั้นจึงเริ่มดื่มสุราเลิศรสและกินผลไม้เซียนอย่างพึงพอใจ
แม้แต่จักรพรรดิเซิ่งเองก็ยังไม่ได้มาทุกวัน แค่แผ่พลังของบุพกาลไว้ในวังหลวงเมื่อตอนที่งานเลี้ยงฉลองเริ่มขึ้น เพื่อคอยเก็บเอาเม็ดบัวมาแจกจ่ายเท่านั้น
ไม่นานหนึ่งวันก็หมดไป ตอนที่ป๋ายเสี่ยวฉุนจากไปพร้อมความสบายอารมณ์ พระยาสวรรค์หลิวที่สะกดรอยตามมาด้านหลังเขาตลอดวันก็ยิ่งรู้สึกทะแม่งๆ
แต่คิดไปคิดมา เขาก็ยังนึกไม่ออกว่าปัญหาอยู่ตรงไหน จึงได้แต่กัดฟัน นั่งยองๆ แอบอยู่นอกวิหารเซียนของป๋ายเสี่ยวฉุนแล้วจับตามองอย่างใกล้ชิดต่อไป
“เสแสร้ง ทั้งหมดนี้ต้องเป็นการเสแสร้งแกล้งทำของป๋ายเสี่ยวฉุนแน่นอน เพื่อที่จะได้ปิดหูปิดตาทุกคน!!”
แล้วเวลาก็ล่วงผ่านไปอย่างนี้อีกห้าวัน งานเลี้ยงบงกชครั้งนี้ก็ใกล้จะดำเนินมาถึงช่วงสุดท้าย ชีวิตของป๋ายเสี่ยวฉุนเป็นไปอย่างราบรื่น ตอนกลางวันเขาจะเข้าวังไปตั้งแต่เช้า ส่วนตอนกลางคืนกลับมาก็จะแบ่งเม็ดบัวกับเจ้าเต่าน้อยคนละครึ่ง
แม้ว่าเม็ดบัวที่เจ้าเต่าน้อยเก็บมาจะเม็ดเล็ก ทว่าจำนวนกลับเยอะมาก… หลายวันมานี้เม็ดบัวที่ถูกแบ่งมาให้ป๋ายเสี่ยวฉุนมีมากนับพันเม็ด
ต่อให้ฤทธิ์ยาจะน้อย แต่ปริมาณขนาดนี้ก็ทำให้ตบะของป๋ายเสี่ยวฉุนฝ่าทะลุจากครึ่งเทพช่วงท้ายสู่ครึ่งเทพขั้นสมบูรณ์แบบได้ในที่สุด
วินาทีที่ตบะฝ่าทะลุ ป๋ายเสี่ยวฉุนก็รีบสะกดปราณของตัวเองเอาไว้ด้วยความตื่นเต้นอย่างหาที่เปรียบไม่ได้ เขารู้ว่าตัวเองขยับเข้าไปใกล้ขอบเขตเทียนจุนอีกก้าวหนึ่งแล้ว อีกทั้งหากเป็นอย่างนี้ต่อไป เขาก็เชื่อว่าในเวลาอีกแค่ไม่กี่ปี ตบะของเขาจะฝ่าทะลุ สร้างเมล็ดพันธุ์แห่งเต๋าขึ้นมาได้สำเร็จและเลื่อนสู่ขอบเขตเทียนจุนได้อย่างสมบูรณ์แบบ!
และเมื่อเทียบกับป๋ายเสี่ยวฉุนแล้ว เจ้าเต่าน้อยกลับได้รับผลเก็บเกี่ยวที่มากกว่า ป๋ายเสี่ยวฉุนเดารายละเอียดไม่ออก แต่ดูจากแสงสีแดงเปล่งปลั่งเต็มใบหน้าของมัน หรือแม้แต่กระดองที่เป็นมันแวววาวของเจ้าเต่าน้อย ป๋ายเสี่ยวฉุนก็พอจะจินตนาการได้ว่าด้วยความเจ้าเล่ห์ของเจ้าเต่าน้อย อีกฝ่ายยอมมอบเม็ดบัวให้ตนด้วยความเต็มใจถึงหนึ่งพันกว่าเม็ด ถ้าเช่นนั้นทุกครั้งที่ไอ้หมอนี่ออกไปที่บ่อสวรรค์ข้างนอก จำนวนเม็ดบัวที่มันขโมยกินเข้าไปเกรงว่าคงไม่น้อยกว่าหลายพันเม็ดแน่นอน
นี่จึงทำให้ป๋ายเสี่ยวฉุนเริ่มคิดไม่ตก ไม่ใช่ว่ารู้สึกเสียดายแทนจักรพรรดิเซิ่ง แต่เพราะหากเป็นอย่างนี้ต่อไป ป๋ายเสี่ยวฉุนกลัวว่าความจะแตก…
“เจ้าระวังหน่อยนะ อย่ากินมากขนาดนั้น พอสมควรแล้วก็หยุด!”
ป๋ายเสี่ยวฉุนกำชับเจ้าเต่าน้อยอยู่หลายครั้ง ยังดีที่เจ้าเต่าน้อยไม่ได้ดื้อด้านเกินไป ยอมรับปากเขาทุกครั้ง
ทว่าป๋ายเสี่ยวฉุนก็ยังไม่วางใจ แต่กระนั้นการปล่อยเจ้าเต่าน้อยออกมาเป็นเรื่องง่าย คิดจะเก็บมันกลับไป…เป็นเรื่องที่ยากยิ่ง โดยเฉพาะเหลือเวลาอีกไม่กี่วันก่อนที่งานเลี้ยงบงกชจะสิ้นสุดลง เจ้าเต่าน้อยถึงกับไม่กลับมาอีกเลย
นี่ทำให้ป๋ายเสี่ยวฉุนระแวดระวังขึ้นมาทันใด
“หรือว่าเจ้าเต่าน้อยถูกจับแล้ว?” ป๋ายเสี่ยวฉุนสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อสงบสติอารมณ์ แล้วก็รู้สึกว่าหากเจ้าเต่าน้อยถูกจับ ด้วยนิสัยของอีกฝ่ายไม่มีทางที่มันจะปิดปากสนิทแน่ ทว่าจักรพรรดิเซิ่งก็ไม่ได้มาเอาเรื่องตนเหมือนกัน นี่จึงทำให้ป๋ายเสี่ยวฉุนเริ่มไม่แน่ใจ
รออยู่หลายวันติดต่อกัน เมื่อเห็นว่างานเลี้ยงบงกชใกล้จะปิดฉากลงแล้วแต่เจ้าเต่าน้อยยังไม่กลับมา ความร้อนรนกระวนกระวายใจของป๋ายเสี่ยวฉุนก็ยิ่งเพิ่มพูนขึ้นไปอีก ขณะเดียวกันพระยาสวรรค์หลิวที่รออยู่นอกวิหารเซียนก็ร้อนใจสุดขีดไม่ต่างอะไรไปจากป๋ายเสี่ยวฉุน
“สมควรตายนัก ปัญหาอยู่ที่ไหนกันแน่นะ เหตุใดเจ้าป๋ายเสี่ยวฉุนผู้นี้ถึงได้เก็บตัวเงียบนัก การคาดการณ์ของข้าไม่ผิดไปแน่ เขาต้องมีแผนการชั่วร้ายอะไรอยู่แน่นอน!!”
ท่ามกลางความร้อนรนของคนทั้งสอง ในที่สุดงานเลี้ยงบงกชก็มาถึงช่วงเวลาแห่งการอำลา
เมื่อเสียงระฆังดังก้องกังวานมาจากในวังหลวง การปิดฉากของงานเลี้ยงบงกชในวันนี้ ก็เหมือนกับวันเริ่มงานเลี้ยงที่ขุนนางทั้งราชสำนักพากันมาร่วมงาน ทุกคนมารออยู่บนลานกว้างเพื่อเป็นพยานในการเก็บเม็ดบัวชุดสุดท้ายของจักรพรรดิเซิ่ง จากนั้นทุกคนก็จะทำพิธีขอบคุณ เมื่อทำทุกอย่างจบสิ้นก็เท่ากับว่างานเลี้ยงบงกชสิ้นสุดลงแล้ว
ยามนี้ป๋ายเสี่ยวฉุนเองก็ยืนอยู่บนลานกว้างเฉกเช่นชนชั้นสูงคนอื่นๆ เมื่อเทียบกับความสงบนิ่งของทุกคนแล้ว ใจป๋ายเสี่ยวฉุนกลับไม่เป็นสุข เขาคอยลอบมองสีหน้าของทุกคนที่อยู่รอบกาย แต่ก็ไม่พบพิรุธอะไร
จนกระทั่งเงาร่างของจักรพรรดิเซิ่งเดินออกมาจากในวังทีละก้าวและมายืนอยู่ตรงตำแหน่งประธานท่ามกลางความตึงเครียดของป๋ายเสี่ยวฉุน จักรพรรดิเซิ่งก็กวาดสายตามองทุกคนที่อยู่เบื้องล่างแล้วค่อยๆ คลี่ยิ้มอ่อนโยน
“ขุนนางที่รักทุกท่าน ครั้งนี้ดอกบัวที่บานสะพรั่งทำให้เราได้เก็บเม็ดของมันมาแล้วแปดร้อยเม็ด เม็ดบัวสองร้อยเม็ดสุดท้ายที่จะเปิดโอกาสให้แก่นักพรตทั่วหล้าช่วงชิงก็จะถูกข้าผู้เป็นจักรพรรดิเก็บมาในวันนี้เช่นกัน”
“หวังว่าราชวงศ์จักรพรรดิเซิ่งของเราจะเป็นดั่งเม็ดบัวนี้ที่เติบโตไปทีละก้าว ดำรงอยู่ยาวนานตลอดกาล!”
เมื่อเสียงของจักรพรรดิเซิ่งดังก้อง ชนชั้นสูงของราชสำนักที่อยู่เบื้องล่างก็พากันถวายบังคมแด่เขา
“ขอให้ราชวงศ์จักรพรรดิเซิ่งของพวกเราดำรงอยู่ไปชั่วกาลปวสาน!”
เสียงของทุกคนแซ่ซ้องดังกระหึ่มไปแปดทิศ ป๋ายเสี่ยวฉุนที่อยู่ในกลุ่มคนพยายามข่มกลั้นความกังวลใจ กุมมือคารวะเอ่ยปากพร้อมกับทุกคน
เมื่อได้รับการคารวะจากคนมากมาย รอยยิ้มของจักรพรรดิเซิ่งก็ยิ่งอ่อนโยน เขายกมือขวาขึ้นอย่างสบายๆ ตบะบุพกาลพลันแผ่ออกไป ปณิธานแห่งความศักดิ์สิทธิ์ขุมหนึ่งพุ่งทะยานเทียมฟ้า ครั้นมือใหญ่ก็จำแลงขึ้นมาพร้อมๆ กับที่ดอกบัวมากมายผุดแหวกผิวน้ำจนบ่อสวรรค์เต็มไปด้วยริ้วคลื่น ก่อนที่มือใหญ่จะพุ่งเข้าคว้าดอกบัวเหล่านั้น
เวลาปกติยามที่จักรพรรดิเซิ่งเก็บเม็ดบัว เขาแค่ปัดมือผ่าน ดอกบัวก็จะบานเองโดยอัตโนมัติ แล้วเม็ดบัวก็จะบินออกมา
ทว่าวันนี้…ชั่วขณะที่มือใหญ่ของจักรพรรดิเซิ่งคว้าจับไป ดอกบัวที่พอโผล่พ้นผิวน้ำก็ไหวเอนไปวูบหนึ่ง และแม้จะยังบานสะพรั่งเป็นปกติ ทว่าดอกบัวที่บานกลับไม่มีเม็ดบัวบินออกมา!!
กลับกันคือพอดอกบัวพวกนั้นผลิบาน สิ่งที่ทุกคนเห็นกลับมีเพียง…หลุมบ่อเรียงกันเป็นตับ!!!
มือใหญ่ชะงักกึก
“…” จักรพรรดิเซิ่งอึ้งค้างไปครู่หนึ่ง พวกชนชั้นสูงที่อยู่บนลานกว้างก็เริ่มมีคนไม่น้อยแผ่อำนาจจิตออกไป พอเห็นภาพนี้ แต่ละคนก็เบิกตากว้าง
เฉินซู กู่เทียนจวินและยังมีนักพรตฝ่ายบุ๋นวัยกลางคนผู้นั้นต่างอึ้งกิมกี่
ไม่นานคนอื่นๆ ก็รู้สึกได้ถึงความผิดปกติ พากันแผ่อำนาจจิตออกไป หลังจากมองเห็นหลุมโพรงบนดอกบัวที่โผล่ขึ้นมา ทุกคนก็ตะลึงงันพูดไม่ออก
ป๋ายเสี่ยวฉุนใจหายวาบ รีบแผ่อำนาจจิตออกไปเช่นกัน พอเห็นดอกบัวแต่ละดอกที่ไม่เหลือเม็ด มีแต่โพรง ด้วยความร้อนตัวจึงแสร้งทำท่าอึ้งงันเหมือนคนอื่นๆ ทันใด
ตลอดทั้งวังหลวงเงียบกริบ ครู่ใหญ่ จักรพรรดิเซิ่งที่หน้าตาดำทะมึนก็โบกมือใหญ่อีกครั้ง ทันใดนั้นในบ่อสวรรค์ก็มีดอกบัวอีกไม่น้อยที่ผุดขึ้นมาเหนือน้ำแล้วชูช่อบานสะพรั่งพร้อมกัน
ทว่ากลับยังคงไม่มีเม็ดบัวลอยขึ้นมาแม้แต่ครึ่งเม็ด มีแต่หลุมเว้าสีดำสนิทที่อยู่บนดอกบัว…ภาพนี้ทำเอาเหล่าชนชั้นสูงพากันสูดลมหายใจดังเฮือกอย่างห้ามไม่อยู่ เสียงฮือฮาก็ยิ่งระเบิดออกมาอย่างที่มิอาจควบคุม
“นี่…นี่…”
“เม็ดบัวล่ะ?”
“จะเป็นไปได้อย่างไร ทำไมเม็ดบัวถึงไม่มีแล้ว!!”
ท่ามกลางเสียงร้องอุทานด้วยความตกใจของทุกคน ป๋ายเสี่ยวฉุนก็พลันแหกปากตะเบ็งเสียง ที่ฟังดูเกินจริงดังแผดแหลมขึ้นมา
“สวรรค์ เป็นอย่างนี้ไปได้อย่างไร หรือว่าปลามังกรสวรรค์พวกนั้นจะกินมันเข้าไปแล้ว?!!”
ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ด้วยความเหลือเชื่อของทุกคน สีหน้าของจักรพรรดิเซิ่งไม่น่ามองอย่างถึงที่สุด เขาพลันยกมือขวาขึ้น คราวนี้ไม่ได้ควบคุมมือใหญ่ที่อยู่บนท้องฟ้า แต่ลงมือทำมุทราชี้ไปยังบ่อสวรรค์ด้วยตัวเอง
ทันใดนั้นพลังแห่งความศักดิ์สิทธิ์ในร่างของเขาก็ระเบิดปะทุ ฟ้าดินเปลี่ยนสี ลมกระโชกพัดเมฆม้วนตลบ ดอกบัวทั้งหมดที่อยู่ในบ่อสวรรค์พลันโผล่ออกมาเหนือน้ำทั้งหมด!
ไม่ว่าจะสุกงอมหรือยังไม่สุก ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ก็ล้วนเบ่งบานอย่างพร้อมเพรียงกัน จำนวนนั้นเกรงว่าคงมากนับหมื่นดอก ยามนี้พอปรากฏพร้อมกันทั้งหมดก็ทำเอาจิตวิญญาณของคนที่มองเห็นสั่นสะท้าน
และที่ยิ่งทำให้พวกเขาสะท้านสะเทือนเข้าไปอีกก็คือดอกบัวนับหมื่นที่ผลิบานนี้กลับมีเกินครึ่ง…ที่ไม่มีเม็ดบัว แต่ละดอกมีแต่โพรงสีดำเต็มพรืด มองแล้วน่าพรั่นพรึงยิ่งนัก!
หากเป็นเพียงเท่านี้ก็ยังพอว่า ทว่าแทบจะเวลาเดียวกันที่ไม่เพียงแค่จักรพรรดิเซิ่ง เฉินซูสามคนเท่านั้น แม้แต่พวกครึ่งเทพและขุนนางคนฟ้าที่เหลือก็ยังสังเกตเห็นทันทีว่า…บนดอกบัวดอกหนึ่งที่บานอยู่ เวลานี้มีเต่าน้อยตัวหนึ่งกำลังแทะเม็ดบัวขนาดเท่ากำปั้นไปได้ครึ่งหนึ่งอย่างเมามัน แต่เห็นได้ชัดว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกะทันหันนี้ทำให้มันตกใจ เม็ดบัวที่กัดเข้าไปครึ่งหนึ่งจึงหลุดร่วงออกมาจากปากของมัน
หลังจากมองเห็นเจ้าเต่าน้อยตัวนี้ ป๋ายเสี่ยวฉุนก็เบิกตากว้าง ใจหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่ม เดิมทีเขานึกว่าเจ้าเต่าน้อยแค่ขโมยกินเม็ดบัวไม่กี่พันเม็ด นึกไม่ถึงเลยว่าไอ้หมอนี่จะแอบมาขโมยกินไปมากมายขนาดนี้ ขณะเดียวกันเสียงคำรามเดือดดาลก็พลันดังสะเทือนไปทั้งแผ่นฟ้า
“สมควรตายนัก นี่มันเต่าอะไรถึงได้กล้ามาขโมยกินบงกชเซียนของราชวงศ์จักรพรรดิเซิ่งเรา!!”
“ดอกบัวมากมายล้วนว่างเปล่าหมดแล้ว นั่นมันเกือบเจ็ดส่วนเชียวนะ อย่างน้อย…อย่างน้อยมันก็ต้องกินเม็ดบัวไปนับหมื่นเม็ดแล้ว!!”
“บัดซบ ข้าจะจับมันมาตุ๋น!!”