Skip to content

A Will Eternal 1074

บทที่ 1074 เลื่อนสู่เทียนจุนรับรู้ทั่วหล้า

ครึ่งเทพเลื่อนสู่เทียนจุนมีทัณฑ์สวรรค์ทั้งหมดสามชั้น หนึ่งในนั้นก็คือปราการไร้รูปลักษณ์ ปราการนี้เป็นเหมือนร่องเหวลึกที่สกัดกั้นผู้แข็งแกร่งครึ่งเทพทุกคนที่ไม่มีคุณสมบัติมากพอให้อยู่เพียงภายนอก และทุกครั้งที่การจู่โจมทำลายปราการล้มเหลวก็จะเป็นการสร้างผลกระทบต่อรากฐาน ซึ่งถ้าเกินจำนวนครั้งที่กำหนดไป นับแต่นั้นก็จะไม่มีความหวังอีกแม้แต่เสี้ยวเดียว

เพราะอย่างไรซะก็ไม่ใช่ทุกคนที่มีพลังการฟื้นตัวอย่างป๋ายเสี่ยวฉุน ซ้ำต่อให้เป็นป๋ายเสี่ยวฉุนเองที่พอโจมตีเกินระดับที่กำหนดไปครั้งหนึ่งก็ยังได้รับบาดเจ็บ

ทว่าก็ยังมีนักพรตครึ่งเทพอีกไม่น้อยที่เนื่องจากมีเส้นสาย มีรากฐาน และมีปัจจัยต่างๆ ที่หนุนนำ เป็นเหตุให้เมื่อสั่งสมพลังได้มากพอจึงสามารถฝ่าทะลุปราการของทัณฑ์แรกไปได้สำเร็จ!

เมื่อมาถึงเวลานี้ สิ่งที่ต้องเผชิญก็คือทัณฑ์ชั้นที่สอง ทัณฑ์นี้มหัศจรรย์อย่างยิ่ง มีคนเรียกมันว่ากลับคืนสู่ธรรมชาติ โดยสรุปแล้วจุดสำคัญของทัณฑ์ที่สองนี้ก็คือ การผสานรวม!

ผสานรวมเป็นหนึ่งเดียวกับเมล็ดของดอกผูกงอิงจำนวนนับไม่ถ้วน!

การผสานรวมนี้มองดูเหมือนง่าย แต่ในความเป็นจริงที่เรียกมันว่าทัณฑ์ชั้นที่สองก็เพราะหลังจากผ่านทัณฑ์ด่านแรกมาได้แล้ว นักพรตเกือบเก้าส่วนล้วนถูกสกัดไว้ภายนอกเพราะด้านนี้ทั้งสิ้น

ในอดีตนักพรตของดินแดนเซียนนิรันดร์กาลไม่เข้าใจทัณฑ์ด่านที่สอง แล้วก็ไม่รู้ต้นสายปลายเหตุ จนกระทั่งจักรพรรดิเซิ่งได้เลื่อนเป็นบุพกาล มีพลังในการฟื้นคืนชีพแล้ว ถึงได้ไขความจริงของทัณฑ์เทียนจุนด่านที่สองจนกระจ่างแจ้ง

สิ่งที่ทัณฑ์นี้ต้องการทดสอบ ก็คือวิชาอภินิหารของนักพรต!

วิชาที่ใช้ฝึกตนมาทั้งชีวิตจนผลักดันให้ตัวเองกลายมาเป็นครึ่งเทพขั้นสมบูรณ์แบบก็คือกุญแจสำคัญของด่านนี้ และด้วยความแตกต่างของวิชา ระดับการผสานรวมจึงต่างกันออกไป

โดยทั่วไปแล้วเมื่อผสานรวมได้ห้าส่วนขึ้นไปจะถือว่าผ่านด่านนี้ไปได้สำเร็จ ห้าส่วนอาจมองดูเหมือนง่าย แต่กระนั้นกลับมีความยากสูงมาก ยากยิ่งกว่าทัณฑ์ด่านที่หนึ่งหลายเท่า เพราะว่าทัณฑ์ที่หนึ่งยังพอจะคิดหาวิธีมาสั่งสมพลังในการฝ่าทะลุไปได้ ทว่าทัณฑ์ที่สองนี้…ทุกอย่างเป็นการกำหนดที่ตายตัวแล้ว เว้นเสียแต่ว่าจะกำจัดตบะตัวเองทิ้งแล้วฝึกตนใหม่ อีกทั้งวิชาที่เลือกมาฝึกยังจำเป็นต้องเป็นสุดยอดวิชาในดินแดนเซียนนิรันดร์กาลอีกด้วย

หากจะบอกว่าสองทัณฑ์แรกมีนักพรตถึงเก้าจุดเก้าส่วนที่ถูกสกัดไว้ภายนอก ถ้าเช่นนั้นทัณฑ์ที่สามก็คือด่านแห่งความเป็นความตาย!

หากไม่สำเร็จแล้วได้เลื่อนขั้นเป็นเทียนจุนก็ต้องล้มเหลวกลายเป็นเถ้าธุลี ผสานเป็นส่วนหนึ่งของบุปผานิรันดร์กาลตามตำนานของดินแดนเซียนนิรันดร์กาลแห่งนี้

ซึ่งทัณฑ์ที่สามนี้…ก็คือการยอมรับ!

ได้รับบุปผานิรันดร์กาลก็เท่ากับได้รับการยอมรับจากมารดาแห่งนิรันดร์ดาล เรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกับการสั่งสมพื้นฐานและวิชาที่ใช้ฝึกตนเท่าใดนัก ต่อให้เป็นบุพกาลเองก็ยังไม่รู้ถึงข้อบังคับที่แน่ชัด เพราะว่าไม่ว่าจะเป็นจักรพรรดิเซิ่งหรือจักรพรรดิแสก็ล้วนเป็นคนที่มีสายเลือดของเชื้อพระวงศ์ ฝึกวิชาของสองราชสำนักใหญ่ ทว่าในก้าวนี้ก็มีคนที่ไม่ได้รับการยอมรับเกิดขึ้นเช่นกัน

ทัณฑ์ที่สามนี้ก็คือสาเหตุที่ทำให้พวกกู่เทียนจวินมองน้ำวนด้วยสายตาเย็นชา ต่อให้เป็นจักรพรรดิเซิ่งเองที่พอมองไปยังน้ำวนนั้นก็ยังรู้สึกแบบเดียวกัน และการที่ป๋ายเสี่ยวฉุนผ่านทัณฑ์ที่หนึ่งไปได้ จักรพรรดิเซิ่งก็ดี กู่เทียนจวินสามคนก็ช่าง ทุกคนล้วนไม่รู้สึกแปลกใจ

เพราะนับแต่ที่ป๋ายเสี่ยวฉุนมาถึงราชวงศ์จักรพรรดิเซิ่ง ไม่ว่าจะเป็นปลามังกรสวรรค์หรือเม็ดบัว ไอ้หมอนี่ก็กินเข้าไปไม่น้อย แม้แต่เรื่องรากบัวที่เกิดขึ้นตอนนี้ พวกเขาก็ล้วนรู้ดีอยู่แก่ใจว่าต้องเกี่ยวข้องกับป๋ายเสี่ยวฉุนแน่นอน

การสั่งสมเช่นนี้ย่อมต้องทำให้ป๋ายเสี่ยวฉุนผ่านทัณฑ์ที่หนึ่งไปได้อย่างราบรื่น

ข้อนี้จักรพรรดิเซิ่งเองก็คับแค้นใจมากเหมือนกัน เพราะหากเขารู้ตั้งแต่แรกว่าจะเป็นอย่างนี้ ตอนนั้นไม่ว่าอย่างไรเขาก็คงไม่มีทางยอมปล่อยให้ป๋ายเสี่ยวฉุนอยู่ต่อในนครจักรพรรดิเซิ่งเด็ดขาด

“ข้าผู้เป็นจักรพรรดิมิอาจก้าวก่าย คงต้องดูที่โชควาสนาของป๋ายเสี่ยวฉุนเองแล้ว” ดวงตาของจักรพรรดิเซิ่งมีแววดุร้ายวาบผ่าน ในใจแค่นเสียงเย็น หากป๋ายเสี่ยวฉุนไปเลื่อนขั้นอยู่ที่อื่น เขายังพอจะควบคุมได้ แต่ตอนนี้เมื่ออยู่ในนครจักรพรรดิเซิ่ง มีคนมากมายจับตามอง เขาจึงไม่สามารถยื่นมือเข้าแทรก

และขณะที่สายตาของคนทั้งนครจักรพรรดิเซิ่งมารวมกันอยู่ที่วิหารเซียนของป๋ายเสี่ยวฉุน รวมอยู่ที่น้ำวนอันน่าตะลึงลูกนั้น การหมุนโคจรของน้ำวนก็แทบจะไม่ได้หยุดพัก ยังคงขยายขนาดแผ่ลามออกไปด้วยเสียงอึกทึกจนพวกกู่เทียนจุนจำต้องถอยหลบ

ทว่าวินาทีที่พวกเขาถอยไปข้างหลังนั้นเอง จู่ๆ ในน้ำวนก็มีเสียงคำรามต่ำๆ ของป๋ายเสี่ยวฉุนดังออกมา เสียงคำรามนี้เป็นดั่งเสียงครวญของมังกรที่ดังสนั่นไปยันเก้าชั้นฟ้า ลมกระโชกหอบก้อนเมฆให้ม้วนตลบ สั่นสะเทือนไปทั้งนครจักรพรรดิเซิ่ง เป็นเหตุให้ปลามังกรสวรรค์ที่อยู่ในบ่อสวรรค์ตัวสั่นเทิ้มรีบมุดลงไปใต้น้ำ ไม่กล้ากระดุกกระดิกตัวแม้แต่น้อย

ขณะเดียวกันกับที่พวกกู่เทียนจวินสามคนและจักรพรรดิเซิ่งตกใจนั้นเอง น้ำวนเชื่อมนภากาศที่ส่งเสียงดังสะเทือนเลือนลั่นก็คล้ายจะระเบิดความเร็วอย่างที่ยากจะจินตนาการ

ขนาดของมันขยายลามออกไปอย่างไม่หยุดยั้งราวกับจะแหวกกระชากผืนฟ้า ปกคลุมไปยันสิบเขตการปกครองของดินแดนเซียนอันเป็นที่ตั้งของนครจักรพรรดิเซิ่ง!!

บัดนี้ในดินแดนเซียนที่ใหญ่กว่าโลกทงเทียนหลายต่อหลายเท่า นักพรตทุกคน สิ่งมีชีวิตทุกตัวที่ไม่ว่าจะทำอะไรอยู่ก็ตาม จิตใจของพวกเขาล้วนสั่นไหวอย่างห้ามไม่ได้ รู้สึกราวกับว่ามีพลานุภาพสยบขุมหนึ่งที่ทำให้จิตวิญญาณของพวกเขาสั่นคลอนกดทับลงมาจากท้องฟ้าตามการแผ่ขยายของน้ำวน

และน้ำวนลูกนี้ก็ยังคงขยายตัวออกไปอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งปกคลุมไปครึ่งหนึ่งของดินแดนเซียน มันก็พลันลามออกไปยังดินแดนเซียนอีกแห่งหนึ่ง ภาพนี้ทำให้จักรพรรดิเซิ่งและกู่เทียนจวินสามคนหน้าเผือดสี ร้องอุทานเสียงหลง

“เป็นไปไม่ได้!!”

“เหตุใดถึงผ่านทัณฑ์ที่สองไปได้เร็วขนาดนี้!!”

“ต่อให้เขาฝึกวิชาของจักรพรรดิขุยก็ยากที่จะผสานรวมได้ในเสี้ยววินาที!” ลมหายใจของกู่เทียนจวินชะงักค้าง ความสั่นสะเทือนในใจแผ่ลามไปทั่วกายเป็นครั้งแรก

แม้แต่จักรพรรดิเซิ่งที่อยู่ในวังหลวงก็ยังถึงกับพุ่งตัวออกมาปรากฏกายอยู่กลางอากาศ สีหน้าของเขาเคร่งเครียดอย่างถึงที่สุด ดวงตาที่มองไปยังวิหารเซียนของป๋ายเสี่ยวฉุนฉายแสงคมกริบ

“ปีนั้นตอนที่ข้าเลื่อนขั้นเป็นเทียนจุน ใช้เวลาในทัณฑ์ที่สองไปหนึ่งก้านธูป ส่วนทัณฑ์ที่สามใช้เวลาสามวัน…ทว่าเจ้าป๋ายเสี่ยวฉุนผู้นี้กลับใช้เวลาไม่ถึงสิบชั่วลมหายใจ…วิชาอมตะมิวางวายอย่างนั้นหรือ…ถ้าเช่นนั้น หากเขาผ่านทัณฑ์ที่สามไปได้ จะใช้เวลานานเท่าไหร่?”

ขนาดกู่เทียนจวินสามคนและจักรพรรดิเซิ่งยังสะท้านสะเทือน ก็ยิ่งไม่ต้องพูดถึงพวกชนชั้นสูงในนครจักรพรรดิเซิ่งเลย พวกเขาตะลึงพรึงเพริดกันอยู่นานแล้ว

แต่ละคนหน้าเปลี่ยนสีหวีดร้องเสียงหลง ทว่าจู่ๆ ข้างหูของพวกเขา…กลับมีเสียงพึมพำดังขึ้นมา!

สำหรับทุกคนแล้ว เสียงพึมพำนี้เป็นดั่งเสียงเรียกขานจากมารดาแห่งนิรันดร์กาล แยกไม่ออกว่ามาจากทิศทางไหน คล้ายมาจากกาลเวลาอันห่างไกล คล้ายดังมาจากฟ้าดิน!

นี่ก็คือเสียงพึมพำแห่งนิรันดร์กาลที่จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อผ่านทัณฑ์ที่สองไปได้เท่านั้น แล้วก็เป็นสัญญาณที่บอกว่าเมล็ดพันธ์แห่งเต๋ากำลังจะก่อตัวได้สำเร็จ!

ไม่เพียงแต่นักพรตในนครจักรพรรดิเซิ่งเท่านั้นที่ได้ยิน บัดนี้สิ่งมีชีวิตจำนวนนับไม่ถ้วนของราชวงศ์จักรพรรดิเซิ่งที่อยู่ในพื้นที่ซึ่งถูกน้ำวนบนท้องฟ้าปกคลุมก็ล้วนได้ยินเสียงพึมพำนี้เหมือนกันหมด!

ต่อให้เป็นคนของโลกทงเทียนก็ยังเป็นเช่นเดียวกัน คนทั้งราชวงศ์จักรพรรดิเซิ่งพลันตื่นตะลึง!!

แม้ว่าคนส่วนใหญ่จะไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ก็ยังมีคนไม่น้อยที่เคยมีประสบการณ์ในทำนองนี้หรือไม่ก็เคยได้ยินคนเล่าให้ฟังมาก่อนจึงเดาคำตอบได้ในทันที

“มีคน…กำลังเลื่อนสู่เทียนจุน!!”

เมื่อความจริงข้อนี้แพร่สะพัดออกไปจากทั่วทุกเขตการปกครองของราชวงศ์จักรพรรดิเซิ่ง มันก็กลายมาเป็นเหมือนพายุลูกยักษ์พอๆ กับน้ำวนบนท้องฟ้าที่หมุนคว้างไปทั่วทั้งแผ่นดิน!

แม้แต่ในราชวงศ์จักรพรรดิแสเองก็ยังสืบข่าวได้อย่างรวดเร็ว จักรพรรดิแสสะท้านสะเทือน จ้องนิ่งไปยังทิศที่ตั้งของนครจักรพรรดิเซิ่ง ส่วนกงซุนหว่านเอ๋อร์ที่ถูกแลกตัวกลับมาตอนนี้ไม่ได้อยู่ในนครจักรพรรดิแส แต่กำลังติดตามกองทัพใหญ่เดินทางไปเบื้องหน้า นางที่อยู่บนเรือกระดูกเดิมทีสีหน้าเฉยชา ทว่าไม่นานก็พลันเบิกตากว้าง มองไปยังทิศทางของนครจักรพรรดิเซิ่ง

“คือพี่ชายน้อย…”

ในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียร หากเลื่อนขั้นเป็นเทียนจุนได้สำเร็จ ชื่อเสียงก็จะระบือลือเลื่องไปทั่วโลกทันที!

ความครึกโครมนี้ ป๋ายเสี่ยวฉุนที่จมจ่อมอยู่กับการผสานรวมไม่รับรู้แม้แต่น้อย ตอนนี้หัวสมองของเขาว่างเปล่า

สิ่งที่เหลืออยู่มีเพียงความสงบนิ่งกับสัญชาตญาณเท่านั้น ต่อให้เป็นการผสานรวมที่สร้างความตะลึงลานให้แก่จักรพรรดิเซิ่งและกู่เทียนจวินสามคน

ทว่าสำหรับป๋ายเสี่ยวฉุนแล้ว เขากลับไม่ได้สนใจ เขารู้สึกแค่เพียงว่าตนกลายมาเป็นส่วนหนึ่งของเมล็ดพันธ์ดอกผูกงอิง ซึ่งเวลานี้กำลังล่องลอยอยู่ในความว่างเปล่าอย่างไม่รู้ทิศทาง แต่กลับเหมือนจะได้ยินเสียงเพรียกที่คล้ายซุกซ่อนอยู่ในจิตวิญญาณของตนดังแว่วขึ้นมา

เขาไม่รู้ว่าเสียงนั้นกำลังพูดอะไรอยู่ เพียงรู้สึกได้โดยสัญชาตญาณว่ามันปลอดภัยอย่างมาก ทั้งยังพึ่งพาได้ คล้ายเป็นเสียงที่มาจากมารดาของตัวเอง เขาลืมสิ้นทุกสิ่ง เหมือนตัวเองกลายมาเป็นเมล็ดพันธ์ดอกผูกงอิงที่ล่องลอยเนิบช้าอยู่ท่ามกลางความมืดมิดจริงๆ

ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าไหร่ อาจจะหนึ่งปี หรือหนึ่งร้อยปี หนึ่งหมื่นปี…เมื่ออยู่ท่ามกลางความว่างเปล่านี้เหมือนไม่มีคำจำกัดความของคำว่าเวลา จนกระทั่งมีวันหนึ่ง ในที่สุดเขาก็ได้ยินเสียงนั้นอย่างชัดเจน

“บุตรของข้า จงบอกชื่อของเจ้าแก่ข้า…”

“ข้าชื่อ…ป๋ายเสี่ยวฉุน!” ชั่วขณะที่เสียงของป๋ายเสี่ยวฉุนดังออกมาจากปาก ทุกคำของเขากลายมาเป็นดั่งอสนีบาตที่ผ่าความว่างเปล่าให้แหลกละเอียด โลกที่เขาอยู่แตกกระจายออกเป็นเสี่ยงๆ ท่ามกลางเศษซากชิ้นส่วนเหล่านั้น

ป๋ายเสี่ยวฉุนพลันฟื้นตื่น ทั้งฟื้นตื่นขึ้นมาจากในหมู่เมล็ดพันธ์ดอกผูกงอิง แล้วก็ฟื้นตื่นขึ้นมาในวิหารเซียนของราชวงศ์จักรพรรดิเซิ่ง

ชั่วขณะที่เขาลืมตา ความทรงจำทั้งหมด ทุกสิ่งทุกอย่างของเขาล้วนลอยอยู่ตรงหน้า และร่างของเขาก็มี…เมล็ดพันธ์เมล็ดหนึ่งที่คล้ายเมล็ดของดอกผูกงอิง…ปรากฏขึ้นมาแล้ว!

นั่นก็คือ เมล็ดพันธ์แห่งเต๋า!!

บัดนี้ลมพัดกระโชกบรรยากาศแปรปรวน ราชวงศ์จักรพรรดิแส ราชวงศ์จักรพรรดิเซิ่ง จิตวิญญาณของทุกสรรพชีวิตที่ไม่ว่าจะมีตบะอะไร ไม่ว่าจะเป็นใคร…เสียงกระซิบในสมองและในหูของพวกเขาก็คล้ายจะบอกพวกเขาด้วยประโยคเดียวกัน!

เทียนจุนอันดับที่สิบเอ็ดแห่งโลกใบนี้ มีนามว่า…ป๋ายเสี่ยวฉุน!

และวินาทีนั้น นอกแผ่นดินเซียนนิรันดร์กาล กลางท้องฟ้ามืดมิดข้างกายยักษ์ผู้บงการมีวัตถุขนาดมหึมาราวแผ่นดินใหญ่ผืนหนึ่งเผยตัว หากมองอย่างละเอียดจะเห็นได้ว่านั่นคือ พัดครึ่งเล่ม!

ต่อให้สภาพจะผุพังเต็มที ทว่ากลับไหลลื่นรวดเร็วดั่งดาวตกอยู่ในท้องฟ้ามวลดาราแห่งนี้

เดิมทีทิศทางที่มันตั้งใจมุ่งไปไม่ใช่แผ่นดินเซียนนิรันดร์กาล

ทว่าเมื่อตบะของป๋ายเสี่ยวฉุนฝ่าทะลุขั้น เมื่อเสียงนั้นดังเข้าหูทุกสรรพชีวิตบนแผ่นดินเซียนนิรันดร์กาลก็ราวกับว่าที่นั่นมีน้ำวนซึ่งมองไม่เห็นลูกหนึ่งปรากฏขึ้นมา เป็นเหตุให้วัตถุชิ้นใหญ่ที่เสื่อมโทรมชิ้นนี้เปลี่ยนทิศทาง ทั้งยังเพิ่มความเร็วมากกว่าเดิม แต่หากดูจากวิถีโคจรของมัน ต่อให้ทิศทางจะถูกเปลี่ยนไปแล้ว แต่สุดท้ายก็ยังเหมือนว่าจะต้องเฉียดผ่านดินแดนเซียนนิรันดร์กาลไปอยู่ดี!

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!