Skip to content

A Will Eternal 1076

บทที่ 1076 สร้างวิถีของตัวเอง

“บทอมตะมิวางวายก็เป็นดั่งพื้นดิน บนพื้นดินนี้จะมีอะไรงอกงามขึ้นมา ก็ต้องดูที่เต๋าของแต่ละคน…”

“เหนือครึ่งเทพขึ้นไปคือเทียนจุน เหนือเทียนจุนคือบุพกาล และหากคิดจะเป็นบุพกาล ตามคำบอกของกงซุนหว่านเอ๋อร์และจากข้อมูลที่ข้าทำความเข้าใจมาคือต้องทำให้เมล็ดพันธ์แห่งเต๋าแตกหน่อ ความคิดแห่งเต๋าผลิบาน และเมื่อมีความคิดแห่งเต๋าก็คือเป็นบุพกาล!”

“เมล็ดพันธ์แห่งเต๋า ความคิดแห่งเต๋า นี่ก็คือความต่างระหว่างเทียนจุนและบุพกาล!”

ป๋ายเสี่ยวฉุนที่ยิ่งใคร่ครวญ แนวความคิดในสมองยิ่งเด่นชัด ก่อนหน้านี้ตอนที่ตบะยังไม่ฝ่าทะลุขั้น เขาแค่พอจะเข้าใจได้บางส่วนเท่านั้น ทว่าตอนนี้เมื่อสัมผัสได้ถึงเมล็ดพันธ์แห่งเต๋าในร่างตัวเอง เขาจึงมีการวิเคราะห์เกี่ยวกับความคิดแห่งเต๋าของผู้แข็งแกร่งขอบเขตบุพกาลได้โดยทางอ้อมแล้ว

“หากจะบอกว่าเทียนจุนอาศัยเมล็ดพันธ์แห่งเต๋ามาชักนำความคิดของทุกสรรพชีวิต ซึ่งความคิดของตัวเขาเองก็เป็นหนึ่งในนั้น ถ้าเช่นนั้นผู้แข็งแกร่งบุพกาลก็จะอาศัยความคิดแห่งเต๋าของตัวเอง…มาทำให้ตัวเองกลายเป็นบุคคลที่สูงส่งเกินกว่าผู้ใด หลุดพ้นไปจากฟ้าดิน แม้แต่เทียนจุนก็มิอาจสั่นคลอน และความคิดแห่งเต๋าของผู้แข็งแกร่งบุพกาลก็จะปกคลุมไปทั่วโลกทั้งใบ!”

“เพียงหนึ่งความคิดก็สามารถพลิกชะตาชีวิต ดังนั้นถึงได้มีคุณสมบัติที่จะชุบชีวิตผู้แข็งแกร่งขอบเขตเทียนจุน…” ป๋ายเสี่ยวฉุนสูดลมหายใจเข้าลึก เขาไม่รู้ว่าความคิดของตัวเองถูกต้องทั้งหมดหรือไม่ แต่เขาเชื่อว่าอย่างไรก็ต้องมีถึงครึ่งหนึ่งที่สอดคล้องกับการวิเคราะห์ของเขา

“ซึ่งก็หมายความว่า ข้าต้องสร้าง…บทที่สามของวิชาอมตะมิวางวาย!”

ดวงตาป๋ายเสี่ยวฉุนเป็นประกายแวววาว

“และเป้าหมายของบทที่สามนี้ก็คือหลังจากที่เมล็ดพันธ์แห่งเต๋าของข้าค่อยๆ แตกหน่อออกมาแล้ว จะต้องมีบุปผาความคิดแห่งเต๋าผลิบานออกมา!” ป๋ายเสี่ยวฉุนพึมพำเบาๆ ปราณทั้งหมดของเขา คลื่นตบะทั้งหมดของเขาล้วนถูกเก็บรวบไปหมดในเสี้ยววินาที ไม่เผยออกไปข้างนอกอีกแม้แต่เสี้ยวเดียว แต่อบอวลอยู่ในร่างของตัวเขาเอง และวินาทีนี้ความคิดของเขาก็ค่อยๆ ตกตะกอน ไร้ความยินดีไร้ความเสียใจ มีเพียงความสงบนิ่ง

“มิวางวายคือสภาวะอย่างหนึ่ง มองดูเหมือนการฟื้นตัว แต่ก็มีความเกี่ยวข้องกับเวลาทางอ้อม ขอแค่มีชีวิตไม่ดับสลายยาวนานนับหมื่นๆ ปีถึงจะเรียกได้ว่ามิวางวาย!”

“และแม้ว่าอมตะจะเป็นจิตสำนึกอย่างหนึ่ง แต่ก็เกี่ยวข้องกับเวลาเหมือนกัน มันคือการดำรงอยู่ต่อไปอย่างยาวนาน…ถ้าเช่นนั้นบทที่สาม…ควรจะเป็นอะไรนะ…”

ท่ามกลางความเงียบสงบนี้ ป๋ายเสี่ยวฉุนเริ่มครุ่นคิด ดวงตาทั้งคู่ค่อยๆ ปิดลง จมสู่ห้วงแห่งการใคร่ครวญ หวนนึกถึงช่วงเวลาที่เคยผ่านมา หวนนึกถึงการฝึกบทมิวางวาย หวนนึกถึงสิ่งที่เคยได้รับจากบทอมตะ หวนนึกถึงทุกอย่างที่เคยเกิดขึ้นนับตั้งแต่ที่ตนถือกำเนิดขึ้นมาในโลกทงเทียน…

ความทรงจำทุกอย่างค่อยๆ ทยอยกันมาปรากฏอยู่ในหัวสมองของป๋ายเสี่ยวฉุน

ท่ามกลางการสร้างวิชาการฝึกตนของป๋ายเสี่ยวฉุน เมื่อเขาเก็บตบะเข้าไปในร่าง นอกวิหารเซียนที่เขาอยู่อาศัย ลมพายุและน้ำวนซึ่งขยายอาณาเขตออกไปอย่างไร้ที่สิ้นสุดก็ค่อยๆ จางหาย

เสียงพึมพำที่ดังก้องอยู่ในหูของทุกคนก็ค่อยๆ ดังแว่วห่างไปไกล เนิ่นนานหลังจากนั้น เมื่อโลกทั้งใบกลับคืนมาเป็นปกติ กู่เทียนจวินสามคนที่ยืนอยู่กลางอากาศมองวิหารเซียนที่กลับคืนสู่ความสงบด้วยความเงียบงัน

คนอื่นไม่รู้ว่ายามนี้ป๋ายเสี่ยวฉุนกำลังทำอะไรอยู่ แต่มีหรือที่พวกเขาจะไม่รู้

“เขากำลัง…สร้างวิชาของตัวเองขึ้นมา!” เฉินซูเอ่ยเนิบช้า

ปีนั้นพวกเขาสามคนก็เคยผ่านก้าวนี้มาก่อน แล้วก็รู้ดีถึงระดับความสำคัญของขั้นตอนนี้ มันเป็นก้าวที่จะตัดสินพลังการต่อสู้ในขอบเขตเทียนจุนของป๋ายเสี่ยวฉุน รวมไปถึงข้อที่ว่าจะมีความเป็นไปได้หรือไม่ที่…ในอนาคตเขาจะฝ่าทะลุขอบเขตกลายมาเป็นจักรพรรดิบุพกาลคนที่สามในดินแดนเซียนนิรันดร์กาลแห่งนี้!

ทุกคนที่อยู่ในนครจักรพรรดิเซิ่งพากันสูดลมหายใจดังเฮือก โดยเฉพาะนักพรตชนชั้นสูงที่ล้วนหน้าเปลี่ยนสี ต่อให้พวกเขาจะไม่รู้ว่าป๋ายเสี่ยวฉุนกำลังทำอะไร แต่สายตาที่มองไปยังวิหารเซียนของป๋ายเสี่ยวฉุนก็เต็มไปด้วยความกริ่งเกรงอย่างหาที่สุดไม่ได้

ต่อให้บัดนี้ในวิหารเซียนจะไม่มีคลื่นพลังอันยิ่งใหญ่เกรียงไกรอย่างก่อนหน้านี้อีกแล้ว ทว่าในความรู้สึกของทุกคน ยิ่งวิหารเซียนแห่งนี้สงบเงียบมากเท่าไหร่ก็ยิ่งเหมือนสัตว์ร้ายตัวหนึ่งที่แม้จะหลับตา แต่ถ้าลืมตาขึ้นมาเมื่อไหร่ มันก็พร้อมจะกลืนกินทุกอย่างจนสิ้นซากเมื่อนั้น!

ต้องรู้ว่าก่อนหน้านี้ป๋ายเสี่ยวฉุนที่มีตบะแค่ครึ่งเทพ พวกเขาจะไม่สนใจก็ได้ ทั้งยังสามารถพูดเย้ยหยัน สามารถดูแคลนอีกฝ่าย

ทว่าตอนนี้….เขาได้เลื่อนขั้นเป็นเทียนจุน ป๋ายเสี่ยวฉุนที่กลายมาเป็นเทียนจุนคนที่สิบเอ็ดของดินแดนเซียนนิรันดร์กาลจึงไม่ใช่บุคคลที่พวกเขาจะชี้ไม้ชี้มือใส่ได้อย่างเวลาปกติอีกแล้ว

ต่อให้ที่นี่จะเป็นราชสำนักของเชื้อพระวงศ์ ต่อให้มีกฎเกณฑ์ แต่สุดท้ายแล้วก็ยังเป็นโลกแห่งการบำเพ็ญเพียร ยังคงเป็นโลกที่…นับถือผู้แข็งแกร่งเป็นบุคคลสูงสุด!

หากป๋ายเสี่ยวฉุนไม่ใช่คนของโลกทงเทียน พวกเขาคงรู้สึกภาคภูมิใจจนอยากจะเฉลิมฉลอง ทั้งยังต้องเคารพเลื่อมใสป๋ายเสี่ยวฉุนอย่างถึงที่สุด เพียงแต่ว่าตัวตนไม่เหมือนกัน ซ้ำที่มายังแตกต่าง

ทั้งหมดนี้จึงทำให้ความรู้สึกในใจของทุกคนที่มีต่อป๋ายเสี่ยวฉุนซับซ้อนอย่างยิ่ง

แต่ความรู้สึกที่มากกว่านั้นกลับเป็นความหวาดกลัว ก่อนหน้านี้ก็เรื่องของปลามังกรสวรรค์ แล้วก็ตามมาด้วยเรื่องของเม็ดบัว ไม่ว่าจะเป็นคำพูดหรือการถวายฎีกาที่พวกเขามีต่อจักรพรรดิเซิ่ง เรื่องแรกก็ใช้ถ้อยคำเผ็ดร้อนไม่มีความเกรงใจ ส่วนเรื่องหลังก็ยิ่งถวายฎีกาให้ลงโทษอีกฝ่าย

หากป๋ายเสี่ยวฉุนเป็นครึ่งเทพตลอดไปก็ยังพอทำเนา แต่บัดนี้เมื่อเขาเลื่อนเป็นเทียนจุน พวกชนชั้นสูงก็อดร้องคร่ำครวญอยู่ในใจไม่ได้ และพวกเขาก็ยิ่งไม่ยินดีที่จะให้ป๋ายเสี่ยวฉุนอยู่ในนครจักรพรรดิเซิ่งต่อไป เพราะว่าเหตุการณ์หลายครั้งก่อนหน้านี้ทำให้พวกเขาเกิดลางสังหรณ์อย่างแรงกล้า…

“เขาที่เป็นเพียงครึ่งเทพยังเกือบจะทำให้รากฐานของนครจักรพรรดิเซิ่งล่มสลาย…หากยังเป็นอย่างนี้ต่อไป นครจักรพรรดิเซิ่งต้องตกอยู่ในอันตรายแน่!”

“ต้องให้เขาไปให้ไกลจากที่นี่ ข้ามองออกแล้วว่าทูตผู้ตรวจการหลิวว่าไว้ไม่ผิด เขามันตัวหายนะชัดๆ!”

“เขาเพิ่งมาอยู่นครจักรพรรดิเซิ่งได้แค่หนึ่งปีกว่าเท่านั้น แต่ผลล่ะเป็นอย่างไร…ปลามังกรสวรรค์หายไปเกือบครึ่ง เม็ดบัวหายไปเจ็ดส่วน แม้แต่รากบัว…ก็ยังหายไปไม่น้อย!! จักรพรรดิเซิ่งท่านร่ำรวยมีเงินมีทอง แบกรับความเสียหายได้ไหว แต่พวกเราทำไม่ได้หรอกนะ!”

“ข้าแน่ใจมากๆ ว่าหากเป็นอย่างนี้ต่อไป พลังในการทำลายล้างของคนผู้นี้ต้องเพิ่มมากขึ้นตามตบะเทียนจุนของเขาแน่นอน และเขาก็ต้องมองพวกเราเป็นเป้าหมาย เมื่อถึงเวลานั้นสู้ก็สู้ไม่ชนะ ทั้งคนผู้นี้ยังเจ้าเล่ห์มากด้วย พวกเราจะตกอยู่ในอันตราย!!” หลังจากที่ทุกคนตระหนักได้ถึงสิ่งเดียวกัน เหล่าชนชั้นสูงที่อยู่ในนครจักรพรรดิเซิ่งก็รีบไปถวายคำร้องต่อจักรพรรดิเซิ่งทันที

“ฝ่าบาท เจ้าพระยาทงเทียนเลื่อนขั้นเป็นเทียนจุนถือเป็นเรื่องมงคลยิ่งใหญ่ของราชวงศ์จักรพรรดิเซิ่งเรา กระหม่อมขอเสนอแนะว่า ด้วยตัวตนและคุณูปการของเจ้าพระยาทงเทียน ให้เขาอยู่ในนครจักรพรรดิเซิ่งต่อไปเกรงว่าจะไม่เหมาะสม เขาควรจะไปอยู่ดินแดนเซียนแห่งที่สอง ในฐานะเทียนจุนที่เฝ้าพิทักษ์ดินแดนเซียนแห่งที่สอง!”

“ฝ่าบาท ดินแดนเซียนแห่งที่สองมีความขัดแย้งและเปิดศึกกับราชวงศ์จักรพรรดิแสอยู่เป็นประจำ จ้าวหยวนหันเทียนจุนเฝ้าพิทักษ์อยู่ที่นั่นมานานหลายปีแล้ว ไม่ว่าจะเป็นคุณูปการหรือความยากลำบากก็ถือว่าเขาทุ่มเทให้กับราชวงศ์จักรพรรดิเซิ่งเราอย่างเต็มที่ เราก็ควรจะให้ท่านผู้อาวุโสได้กลับมาพักผ่อนบ้างแล้ว”

“ถูกต้อง ฝ่าบาท กระหม่อมเองก็ขอถวายฎีกาให้เจ้าพระยาทงเทียนไปจากที่นี่…พวกเราจะปล่อยให้เจ้าพระยาทงเทียนรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจไม่ได้นะพะยะค่ะ เขาถึงขนาดจับตัวเทียนจุนมาเข้าพวกกับเรา คุณความชอบใหญ่หลวงเช่นนี้จะไม่ให้ตำแหน่งที่ชัดเจนกับเขาได้อย่างไร!”

ฎีกาที่มาจากชนชั้นสูงทั้งหมดล้วนมารวมกันอยู่ต่อหน้าจักรพรรดิเซิ่ง ทั้งยังมีนักพรตหลายคนที่มาเยือนด้วยตัวเองพร้อมเอ่ยเกลี้ยกล่อมด้วยความหวังดี ท่าทางของทุกคนล้วนเหมือนกันหมด นั่นคือไม่ยอมปล่อยให้ป๋ายเสี่ยวฉุนอยู่ในนครจักรพรรดิเซิ่งต่อไปอีกเด็ดขาด!

ต่อให้เป็นจักรพรรดิเซิ่งเองก็ยังปวดหัวอย่างถึงที่สุด เขาตระหนักได้นานแล้วว่าการที่ตนรั้งตัวป๋ายเสี่ยวฉุนไว้ที่นี่ก่อนหน้านี้ถือเป็นความประมาทอย่างใหญ่หลวง นั่นเป็นเพราะเขาเองก็คิดไม่ถึงเหมือนกันว่าป๋ายเสี่ยวฉุนจะร้ายกาจได้ถึงขนาดนี้

ซ้ำอีกฝ่ายยังไม่เผยจุดอ่อนที่เด่นชัดออกมา แถมทุกครั้งที่เขาสร้างความวุ่นวายกลับยิ่งเป็นการเพิ่มมูลค่าของตัวเองให้สูงมากขึ้นไปอีก ยิ่งพอนึกถึงปลามังกรสวรรค์ของตัวเอง นึกถึงเม็ดบัวที่คงไม่ผุดขึ้นมาในอีกหลายปีข้างหน้า คิดถึงใบบัวที่เริ่มเหลืองกรอบรวมไปถึงดอกบัวที่เหี่ยวเฉา

จักรพรรดิเซิ่งก็มีลางสังหรณ์อย่างแรงกล้าว่าหากตนยังดึงดันรั้งตัวป๋ายเสี่ยวฉุนเอาไว้ เกรงว่านครจักรพรรดิเซิ่งคงถูกเขาเล่นงานจนจบเห่แน่

และพอมองพวกชนชั้นสูงที่อยู่เบื้องล่าง จักรพรรดิเซิ่งก็เข้าใจได้ รู้ดีว่าคนพวกนี้เริ่มกลัวกันแล้ว ทุกคนเป็นกังวลว่าหากป๋ายเสี่ยวฉุนออกจากด่านมาเมื่อไหร่จะแผ่พลังการทำลายล้างของตัวเองมาสู่ตัวพวกเขา เพราะอย่างไรซะมาจนถึงวันนี้ก็ดูเหมือนว่าคนที่เผชิญกับหายนะที่ป๋ายเสี่ยวฉุนก่อไว้จะมีเพียงตนเท่านั้น…

“เจ้าป๋ายเสี่ยวฉุนผู้นี้มันสมควรตายนัก!”

จักรพรรดิเซิ่งคิดมาถึงตรงนี้ก็ยิ่งเดือดดาล และพอจินตนาการถึงภาพเหตุการณ์ในอนาคต เขาก็ถอนหายใจยาวเหยียด รู้ดีว่าเมื่อถึงเวลานั้นตนที่ขึ้นขี่หลังเสือย่อมลงยาก เล่นงานอีกฝ่ายไม่ได้ ไม่จัดการเขาก็ไม่ได้ และราชวงศ์จักรพรรดิแสก็ย่อมต้องฉวยโอกาสนี้มาพยายามดึงเขาเข้าเป็นพรรคพวก…

ทั้งหมดนี้ทำให้จักรพรรดิเซิ่งปวดหัวเข้าไปใหญ่

“ทำไมเจ้าป๋ายเสี่ยวฉุนสมควรตายผู้นี้มันถึงได้เข็ญใจนัก!! ถ้ารู้ว่าจะเป็นอย่างนี้ตั้งแต่แรก ข้าคงไม่ยอมรับการสวามิภักดิ์จากเขา!” จักรพรรดิเซิ่งถอนหายใจอีกครั้ง ขณะที่กำลังจะตัดสินใจกลับไพล่นึกไปถึงว่าหากโยนป๋ายเสี่ยวฉุนไปไว้ในดินแดนเซียนแห่งที่สอง ถ้าอย่างนั้นดินแดนเซียนแห่งที่สองก็อาจจะ…ตกอยู่ในอันตรายเหมือนกัน!

หากเปลี่ยนมาเป็นเมื่อก่อน จักรพรรดิเซิ่งไม่มีทางคิดอย่างนี้แน่นอน ทว่าการที่ได้ประสบพบเจอกับความร้ายกาจของป๋ายเสี่ยวฉุนตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา จักรพรรดิเซิ่งก็เริ่มหวาดหวั่นขึ้นมาบ้างแล้ว ซ้ำตอนนี้ป๋ายเสี่ยวฉุนยังกลายมาเป็นเทียนจุนแล้ว ไม่สามารถส่งอีกฝ่ายไปเป็นผู้ปกครองในเขตการปกครองแห่งใดแห่งหนึ่งได้ ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องให้เขาเป็นผู้พิทักษ์ดินแดนเซียนแห่งหนึ่งเท่านั้น

และขณะที่จักรพรรดิเซิ่งยังคิดไม่ตก เหล่าข้าราชบริพารพากันถวายคำร้องไม่หยุดนั้นเอง ในวิหารเซียนของป๋ายเสี่ยวฉุน เขาที่กำลังนั่งเข้าฌานหวนนึกถึงเหตุการณ์ตลอดชีวิตที่ผ่านมาได้พักใหญ่ก็พลันลืมตาอย่างเงียบเชียบ ก่อนจะพึมพำแผ่วเบาด้วยน้ำเสียงที่แฝงไว้ด้วยความกระจ่างแจ้งและความเลื่อนลอยเสี้ยวหนึ่ง!

“การย้อนทวนความทรงจำทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับข้าในโลกทงเทียน ความทรงจำทั้งหมดที่เริ่มมาตั้งแต่ลืมตาดูโลก ทุกเรื่องล้วนเป็นอดีตไปแล้ว…”

“เมล็ดพันธ์แห่งเต๋าฝังราก สุดท้ายผลิบานเป็นความคิดแห่งเต๋า…”

“เมื่อผสานรวมกันเป็นหนึ่ง ก็คือ…ความคิดแห่งอดีต!”

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!