4 มีนาคม 2565
สตรีน่าตาย
Chapter 1 โจรบุกบ้าน!
ณ กองถ่ายละครเรื่องหนึ่ง หลินจื่อเซียน (林子仙) กำลังเตรียมตัวกลับบ้านหลังจากเลิกงานแล้ว หน้าที่ของเธอคือเป็นช่างแต่งหน้าในกองละคร ทีมงานคนหนึ่งเดินเข้ามาบอกเธอว่า “เซียนเซียน วันนี้ทางกองมีเลี้ยงที่ร้าน………..นะ จะไปป่ะ?”
“พี่อวี้ บอกคนอื่นด้วย วันนี้ฉันมีคิวทำงานที่อื่นต่อน่ะ ขอโทษด้วยจริงๆ ไว้โอกาสหน้านะ” หลินจื่อเซียนยิ้มให้ทีมงานคนนั้นแล้วก็หยิบกระเป๋าเดินออกไป อวี้หรงมองตามจนหลินจื่อเซียนเดินลับไปแล้ว เธอก็พูดเบาๆ ว่า “บอส เธอออกไปแล้วค่ะ”
“อืม” เสียงทุ้มจากหูฟังไร้สายที่เสียบอยู่ในหูข้างหนึ่ง ดังคำหนึ่ง แล้วก็เงียบเสียงไป อวี้หรงจึงเดินออกจากห้องไป
หลินจื่อเซียนหิ้วกระเป๋าไปที่รถคันเล็กของเธอ เอากระเป๋าใส่ท้ายรถเสร็จแล้วก็ ขับรถมุ่งหน้าตรงกลับบ้าน อันที่จริงเธอไม่ได้มีคิวทำงานอีก เพียงแต่อยากจะรีบกลับบ้านเท่านั้นเองจึงได้บอกอวี้หรงไปอย่างนั้น เธอไม่อยากสานสัมพันธ์กับผู้คนมากนัก เพราะตัวเธอเองมีความลับที่ไม่อาจบอกใครได้ จึงระมัดระวังเรื่องการพบปะสังสรรค์กับผู้คนเอาไว้เสียหน่อย นอกจากต้องติดต่อกันในหน้าที่การงานแล้ว เธอก็แทบจะไม่ติดต่อกับใครอีกเลย
เมื่อถึงบ้าน หลินจื่อเซียนก็จอดรถไว้ในที่จอดรถแล้วหิ้วกระเป๋าเข้าบ้าน เธอกดรหัสประตูเปิดเข้าไป แล้วปิดประตู ดวงตายาวรีหรี่ลงเล็กน้อย สัญชาตญาณบางอย่างบอกเธอว่ามีสิ่งผิดปกติ แต่ยังไม่ทันที่เธอจะทำอะไร บางสิ่งที่เย็นเฉียบก็จิ้มท้ายทอยเธอ พร้อมกับความรู้สึกว่ามีคนอยู่ข้างหลังเธอ เสียงทุ้มแหบต่ำดังขึ้น “อย่าร้อง อย่าคิดสู้ อย่าคิดหนี ไม่งั้นแม่แกตาย!”
หลินจื่อเซียนสูดลมหายใจเข้าปอดทีหนึ่ง พยักหน้าสองที คล้ายต้องการจะบอกคนที่อยู่ข้างหลังว่าเธอไม่คิดขัดขืน คนที่อยู่ข้างหลังจึงเอื้อมมือมาดึงกระเป๋าไปจากมือเธอ มีเสียงวางกระเป๋าไว้ที่ใดที่หนึ่ง ตามด้วยเสียงสั่ง “ยื่นมือมาข้างหลังช้าๆ นะ”
หลินจื่อเซียนยื่นมือข้างหนึ่งไปข้างหลัง เสียงดังคลิ๊กก็ดังขึ้น พร้อมกับความรู้สึกของโลหะเย็นๆ กระทบผิวข้อมือ คนข้างหลังสั่งอีกว่า “อีกข้างนึง”
หลินจื่อเซียนจึงยื่นมืออีกข้างไป ก็มีเสียงดังคลิ๊กอีกครั้ง เธอลองขยับแขนก็พบว่าถูกใส่กุญแจมือแล้ว สัมผัสที่ท้ายทอยถูกดึงออกไป แล้วต้นแขนเธอก็ถูกจับ ตัวหมุนไปเผชิญหน้ากับคนที่อยู่ข้างหลัง
“มานี่” คนๆนั้นจับแขนเธอลากให้เดินเข้าไปในห้องโถง เธอมองคนที่ลากเธอ เป็นผู้ชายรูปร่างสูงใหญ่ ใส่เสื้อผ้ากระชับทะมัดทะแมง หน้าตาไม่จัดว่าหล่อ อายุราว 30 กว่า เมื่อเธอเดินเข้าไปในห้องโถงเล็กๆ ก็เห็นแม่นั่งอยู่ที่โซฟา มือไพล่หลัง คาดว่าคงถูกใส่กุญแจมือเช่นกัน มีผู้ชายหลายคนยืนบ้างนั่งบ้าง ถือปืนกันทุกคน รายล้อมแม่เธอเอาไว้
“มาแล้วรึ ทีนี้คงบอกได้ซักที ยาอยู่ไหน?” เซี่ยจื่อเย่ (谢子乐) ซึ่งนั่งหันหลัง ท่าทางว่าจะเป็นหัวหน้าของคนทั้งหมด พูดขึ้น หลินจือหยี (林姿妤) ส่ายหน้า “ยาอะไร? พวกแกเป็นแก๊งค้ายาก็ไปบ้านท้ายซอยซิ พวกแกเข้าผิดบ้านแล้ว”
“ปากแข็งนักนะด็อกเตอร์” เซี่ยจื่อเย่พูดขึ้น หลินจือหยียังมีสีหน้าเช่นเดิม แต่ในนัยน์ตาส่วนลึกตื่นตระหนกขึ้นมา หรือว่าพวกมัน…
“คุณคิดว่าเปลี่ยนชื่อแซ่แล้ว หลบซ่อนตัวอย่างดีจะหนีพ้นรึ หึ!” เซี่ยจื่อเย่แค่นเสียงคำหนึ่ง หันไปสั่งลูกน้องว่า “พามานี่”
“ครับ” ลูกน้องรับคำแล้วผลักหลินจื่อเซียนไปข้างหน้า หลินจื่อเซียนเซตามแรงผลักไปล้มลงข้างโซฟา “โอ๊ย!”
เธอมองดูคนที่นั่งอยู่ตรงข้ามแม่ของเธอ คนๆนั้น เป็นผู้ชายหน้าตาจัดว่าหล่อเหลาพอจะเป็นดารานายแบบได้สบายๆ
แต่ดวงตาเย็นชาแฝงความโหดเหี้ยม ทำให้ความหล่อลดลงไปหลายส่วน เธอเปิดปากถาม “พวกคุณเป็นใคร? ต้องการอะไร? บ้านฉันไม่รวยหรอกนะ อยากได้อะไรก็เอาไปซิ เอาไปแล้วก็รีบๆ ออกจากบ้านฉันไปซะ”
“หึ! คิดว่าฉันอยากจะได้ของกระจอกๆ พรรค์นี้รึ” เซี่ยจื่อเย่แค่นเสียงดูถูกดูแคลน ปรายตามองหลินจื่อเซียนทีหนึ่งแล้วเบนสายตาไปจ้องหลินจือหยี พูดว่า “ถ้าไม่อยากให้ลูกตาย ก็เอายามา”
“ไม่มียา” หลินจือหยีปฏิเสธอีกครั้ง “อยากได้ยา ต้องไปบ้านท้ายซอยนู้น”
“ยาพรรค์นั้นจะเอามาทำไม” เซี่ยจื่อเย่พูดอย่างดูแคลน “ที่ฉันต้องการคือยาเพิ่มสมรรถภาพร่างกายที่ด็อกเตอร์คิดค้นต่างหาก ถ้าด็อกเตอร์ยอมมอบให้ดีๆ ฉันก็จะไม่ทำอะไรด็อกเตอร์กับลูก แต่ถ้าไม่…”
เซี่ยจื่อเย่หยุดพูด หลินจื่อเซียนพูดว่า “ด็อกเตอร์อะไร? แม่ฉันเป็นแค่แม่บ้านธรรมดาๆ เท่านั้น แกอยากได้ยาไวอาก้าก็ไปซื้อที่ร้านขายยาซิ”
“หึ ไม่เห็นโลงศพไม่หลั่งน้ำตา ไม่เห็นเลือดคงไม่ยอมบอกซินะ” เซี่ยจื่อเย่พูดน้ำเสียงเย็นชา “เฮ้ย เอายานั่นมาฉีดให้นังนี่หน่อย”
“ครับ” ลูกน้องคนหนึ่งรับคำสั่ง แล้วก็ล้วงกล่องเล็กๆ ออกมา เปิดฝากล่องออก ภายในกล่องมีขวดแก้วเล็กๆ สองขวด กับเข็มฉีดยาเล็กๆ 2 อัน แล้วเขาก็หยิบเข็มฉีดยามาดูดยาจากหลอดแล้วขยับไปหาหลินจื่อเซียน หลินจื่อเซียนกระถดตัวหนีทันที “อย่านะ! อย่าเข้ามานะ!”
“อย่าทำอะไรลูกฉันนะ!” หลินจือหยีลุกขึ้น แต่ก็ถูกชายที่ยืนอยู่ข้างหลังกดไหล่เอาไว้
“ถ้ายังไม่ยอมบอก ด็อกเตอร์ได้ดูลูกสาวโชว์หนังสดแน่!” เซี่ยจื่อเย่พูดอย่างเหี้ยมเกรียม หลินจือหยีกับหลินจื่อเซียนเข้าใจทันทีว่ายาที่อยู่ในเข็มคือยาอะไร ลูกน้องก้าวไปคว้าต้นแขนหลินจื่อเซียนไว้แน่น ก้มลงจะจิ้มเข็ม หลินจือหยีจึงตะโกนว่า “ฉันยอมแล้ว! อย่าทำอะไรลูกฉัน”
“หึ! ก็แค่นี้” เซี่ยจื่อเย่แค่นเสียง ลูกน้องที่กำลังจะฉีดยาก็ชะงักหันไปมองหัวหน้า พอเห็นหัวหน้าใช้สายตาสั่งจึงยืดตัวขึ้น ยืนอยู่ข้างๆ หลินจื่อเซียน หลินจือหยีสะบัดไหล่ให้หลุดจากการจับยึด ลูกน้องข้างหลังก็ปล่อย หลินจือหยีจึงลุกขึ้นยืน พูดว่า “ไขกุญแจมือด้วย”
ลูกน้องมองหัวหน้า เซี่ยจื่อเย่ก็พยักหน้า ลูกน้องจึงไขกุญแจมือให้หลินจือหยี เมื่อมือเป็นอิสระหลินจือหยีจึงกุมรอบๆ ข้อมือตัวเอง นวดคลึงอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็เดินไปทางห้องเก็บของใต้บันได เซี่ยจื่อเย่ก็ลุกขึ้นมา เดินตามหลินจือหยีไป พลางสั่งลูกน้อง “พามันตามมา”
ลูกน้องจึงฉุดหลินจื่อเซียนให้ลุกขึ้น พาเดินตามหัวหน้าไป หลินจือหยีเปิดห้องเก็บของ แสงไฟในห้องก็สว่างขึ้นโดยอัตโนมัติ เธอเหลือบมองไปข้างหลังเห็นคนพวกนั้นเดินตามมา พร้อมกับลูกสาวตัวเอง ในหัวก็แอบวางแผนการบางอย่างเงียบๆ เธอยื่นมือไปกดสวิตท์บนผนัง ตู้เก็บของในห้องก็เลื่อนออกอย่างแผ่วเบา ครืนนนน
เผยให้เห็นช่องประตู มีบันไดลงไปใต้พื้น ซึ่งเป็นห้องลับที่แอบซ่อนเอาไว้อย่างดี เซี่ยจื่อเย่ตาวาววับเมื่อเห็นห้องลับที่ซ่อนอยู่ใต้พื้น เร่งว่า “เร็วซิ”
หลินจือหยีจึงเดินนำลงไป แสงไฟก็สว่างอัตโนมัติ เธอเดินลงบันไดไป เซี่ยจื่อเย่ก็เดินตามไปติดๆ ลูกน้องข้างหลังก็ดึงหลินจื่อเซียนเดินตามลงไป ลูกน้องอีกสี่คนก็เดินตามลงไป ส่วนคนที่เหลืออีกห้าคนก็คอยคุมเชิงอยู่
ห้องลับ ขนาด 16 ตารางเมตร มีตู้มีชั้นเก็บของตั้งติดผนังทั้งสี่ด้าน อากาศภายในห้องเย็นฉ่ำด้วยแอร์ที่เปิดเอาไว้เพื่อรักษาอุณหภูมิภายในห้องที่จะส่งผลกระทบกับสสารที่เก็บเอาไว้ในห้อง ใกล้ๆ ผนังด้านหนึ่งมีเตียงที่เหมือนกับเตียงของโรงพยาบาลตั้งอยู่ บนเตียงมีชายคนหนึ่งนอนอยู่ มีสายอ๊อกซีเจนครอบอยู่บนจมูกชายคนนั้น มีสายน้ำเกลือแทงอยู่ที่แขน ชายคนนี้คือพ่อของหลินจื่อเซียน หลินยี่จื่อ (林裕梓) เขาได้รับบาดเจ็บหนักเมื่อ 3 ปีที่แล้ว เป็นเหตุให้หลินจือหยีลงทุนคิดค้นยาที่จะทำให้เขาฟื้นขึ้นมา ยานั้นก็คือยาเพิ่มสมรรถภาพร่างกาย ยาที่จะช่วยทำให้สามีของเธอฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง บาดแผลในครั้งนั้นหายดีหมดแล้ว แต่เขายังไม่ฟื้นขึ้นมา ยังนอนเป็นเจ้าชายนิทรา ทำให้หลินจือหยีพยายามคิดหาหนทางทุกอย่างที่จะทำให้สามีฟื้นขึ้นมาให้ได้
เมื่อหลินจือหยีเห็นสามี ดวงตาก็ฉายแววอ่อนโยนออกมา ขยับจะไปลูบหน้าเขาเหมือนเช่นเคย เซี่ยจื่อเย่ก็เร่งว่า “ยา”
หลินจือหยีจึงเดินไปเปิดตู้เย็นซึ่งเก็บยาไว้หลากหลายชนิด หยิบหลอดยาซึ่งมีน้ำยาสีแดงอยู่ภายในหลอดออกมาจากตู้เย็น “ยาที่คุณต้องการ”
เซี่ยจื่อเย่เดินเข้าไปรับหลอดยามามองดู “จะแน่ใจได้ไงว่านี่คือยาเพิ่มสมรรถภาพร่างกายจริงๆ ?”
“ก็ลองกินเองซิ” หลินจือหยีพูด เซี่ยจื่อเย่หรี่ตามอง แล้วเปิดฝาปิดออก เขาหันหลังพุ่งไปหาหลินจื่อเซียน จับคางเธอแล้วบีบปากให้อ้าออก
“โอ๊ย!” หลินจื่อเซียนร้องด้วยความเจ็บ อ้าปากออก ก็พลันถูกกรอกน้ำยาสีแดงใส่ปากจนหมดหลอด เธอตกใจจะบ้วนทิ้ง แต่ก็ถูกปิดปากแน่นจนต้องกลืนยาลงไป
“นี่!” หลินจือหยีตกใจจนอ้าปากค้าง ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก
เมื่อเซี่ยจื่อเย่เห็นว่าหลินจื่อเซียนกลืนยาลงไปแล้ว ก็ปล่อยมือ แล้วหันไปมองหลินจือหยีที่ยืนตะลึงอยู่ “ถ้ามันเป็นยาเพิ่มสมรรถภาพร่างกายจริงๆ ลูกสาวด็อกเตอร์ก็จะไม่เป็นอะไร แต่ถ้ามันไม่ใช่…ก็ช่วยไม่ได้”
เขายักไหล่อย่างเหี้ยมโหด “ถึงลูกสาวด็อกเตอร์จะตายไปก็ไม่เป็นไร ยังมีไอ้แก่นั่นที่จะใช้บังคับให้ด็อกเตอร์สร้างยาขึ้นมาใหม่”
นิ้วเขาชี้ไปที่ร่างของหลินยี่จื่อ หลินจือหยีกำมือแน่น จิกเล็บจนเข้าเนื้อ เธอก็คิดไว้อยู่แล้วว่าพวกมันคงไม่ยอมปล่อยเธอไปง่ายๆ แน่หลังจากที่ได้ยาไปแล้ว
“โอย…” หลินจื่อเซียนร้องออกมาคำหนึ่ง ร่างกายสั่นสะท้าน รู้สึกเดี๋ยวร้อนเดี๋ยวหนาวจนเข่าทั้งสองข้างทรุดลงกับพื้น หลินจือหยีรีบเดินไปดูอาการลูกสาว “เซียนเอ๋อร์…”
“มะ…แม่” หลินจื่อเซียนเรียกเสียงตะกุกตะกัก รู้สึกหนาวจนปากสั่น ตัวสั่น ครู่ต่อมาก็รู้สึกร้อนจนตัวสั่น เหงื่อโทรมกายจนเสื้อเปียกชุ่ม หลินจือหยีจึงพยุงลูกให้ลุกขึ้น “มาๆ ให้น้ำเกลือก่อนนะ”
เธอพยุงลูกไปข้างเตียงสามี เซี่ยจื่อเย่มองดู ไม่ได้ห้ามปราม เพราะห้องนี้ไม่มีทางออกอื่น นอกจากประตูที่เข้ามา แค่ผู้หญิงสองคนจะหนีไปไหนได้ อีกอย่างนังด็อกเตอร์นี่ก็ไม่กล้าทิ้งสามีไปหรอก
ระหว่างที่พยุงลูกไปข้างเตียง หลินจือหยีก็แอบเขียนอักษรบนผิวลูกเป็นคำว่า ‘หนี’
หลินจื่อเซียนเข้าใจแผนการของแม่เป็นอย่างดี เธอจึงพยายามฝืนเดินไปที่เตียงพ่อ เมื่อถึงเตียงเธอก็โถมตัวลงล้มอยู่ข้างๆ พ่อ กุญแจมือหลุดกระเด็นไปแล้ว เธอโอบพ่อเอาไว้ แขนอีกข้างโอบเอวแม่ไว้แน่น เธอพยายามข่มความเจ็บปวดจากยาลงไป แล้วฝืนจั๊ม*ทันที
(จั๊ม ย่อมาจากคำว่า Jumper หมายถึงคนที่มีพลังกระโดดเคลื่อนย้ายจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่ง เป็นความสามารถพิเศษเฉพาะตัวบุคคล)
พลัน! สามคนพ่อแม่ลูกก็หายไป เหลือเพียงรอยแตกกลางอากาศที่คล้ายกระจกร้าวอยู่บนอากาศ เสาน้ำเกลือ เครื่องให้อ๊อกซีเจนหายวับไปด้วย เหลือเพียงเตียงว่างเปล่าเท่านั้น
เซี่ยจื่อเย่กับพวกลูกน้องตกใจจนอ้าปากค้าง ฉับพลันนั้นเองเซี่ยจื่อเย่ก็คว้าเข็มฉีดยาในมือลูกน้องขว้างเข้าไปตรงรอยร้าวกลางอากาศ เข็มพุ่งผ่านไป หายเข้าไปในรอยร้าว ก่อนที่รอยร้าวนั้นจะจางหายไป
“เชี่ยเอ้ย!” เซี่ยจื่อเย่สถบออกมา “มันเป็นจั๊มเปอร์!”
เขาจ้องมองเหนือเตียง ตาดุดันวาววับเหี้ยมโหด แล้วหันไปสั่งลูกน้องว่า “หาตัวพวกมันมาให้ได้ ตามไอ้พวกด็อกเตอร์มาดูยาในห้องนี้”
“ครับ” ลูกน้องรับคำสั่งแผ่วเบา สติสะตังยังไม่กลับดี เคยได้ยินว่ามีคนบางคนที่มีพลังพิเศษ ซึ่งในองค์กรก็เลี้ยงคนพวกนี้เอาไว้ แต่พวกจั๊มเปอร์นั้นหาได้ยากมาก มีน้อยยิ่งกว่าหานางเงือกในมหาสมุทรซะอีก
ขณะที่จั๊มไปนั้น หลินจื่อเซียนก็รู้สึกเจ็บหลัง คล้ายถูกอะไรปักยังไงอย่างงั้น เธอไม่ได้สนใจมันเพราะสองแขนนั้นกำลังโอบพ่อกับแม่เอาไว้ แต่เพราะสภาพร่างกายเธอที่เดี๋ยวร้อนเดี๋ยวหนาว ความเจ็บปวดทั่วร่างก็พุ่งทะยานไม่หยุดราวกับร่างกายถูกเฉือนเป็นหมื่นเป็นแสนชิ้นในคราวเดียว ทำให้อากาศรอบๆ ตัวขณะที่จั๊มผันผวนหนักมาก ห้วงอากาศรอบตัวหมุนรุนแรงราวพายุโทนาโด
พลัน! พายุโทนาโดนั้นก็พัดสามคนพ่อแม่ลูกกระเด็นออกจากกัน หลินจื่อเซียนตกใจจนหัวใจแทบหยุดเต้น “แม่! พ่อ!”
เธอพยายามตะเกียกตะกายจะไปคว้าพ่อกับแม่กลับมา แต่พายุนั้นก็พัดเธอห่างจากพ่อกับแม่ไปไกลจนเกินไขว่คว้า หลินจือหยีก็ตกใจมาก เธอคว้าสามีไว้ได้ กอดเขาเอาไว้แน่นด้วยแขนข้างหนึ่ง แล้วพยายามจะตะเกียกตะกายไปหาลูกสาว แต่แล้วเธอก็รู้สึกว่าถูกพายุพัดห่างจากลูกไปเรื่อยๆ
“เซียนเอ๋อร์…” เธอตะโกนเรียกลูกดังลั่น เธอกับสามีถูกพายุพัดจนตัวหมุนติ้วๆ จนในที่สุดสติก็ดับวูบไป
หลินจื่อเซียนก็ถูกพายุพัด ความเจ็บปวดทั่วร่างกายยิ่งปะทะขึ้นจนสุดจะทานทนไหว ในที่สุดเธอก็หมดสติไป
หลังจากสามคนพ่อแม่ลูกหนีไปแล้ว เซี่ยจื่อเย่รออยู่ไม่นานเท่าไหร่ ทีมนักวิจัยขององค์กรก็มาถึง พวกทีมวิจัยก็ไม่พูดพร่ำทำเพลงมาก รีบพากันขนอุปกรณ์มาตรวจสอบยา ตรวจสอบสสารภายในห้องลับอย่างละเอียด ส่วนเซี่ยจื่อเย่ก็ขึ้นไปนั่งรออยู่ข้างบน
ผ่านไปหนึ่งวันหนึ่งคืน ในที่สุดทีมวิจัยก็ตรวจสอบสสารในห้องลับทั้งหมดแล้ว จากนั้นหัวหน้าทีมก็เดินไปรายงานเซี่ยจื่อเย่ว่า “ไม่มียาเลยครับคุณชาย”
เซี่ยจื่อเย่เงยหน้ามองหัวหน้าทีมวิจัยตาขุ่นขวางอย่างไม่พอใจ จนหัวหน้ารู้สึกเสียวสันหลังวาบๆ ขนลุกซู่ๆ เซี่ยจื่อเย่ลุกขึ้น สั่งเสียงต่ำว่า “เผาที่นี่ซะ”
จากนั้นเขาก็เดินจากไป บรรดาลูกน้องเมื่อได้ยินคำสั่งก็รีบปฏิบัติตามอย่างฉับไว ทีมนักวิจัยก็รีบถอนตัวกลับไป
หลินจื่อเซียนลืมตาขึ้นมา ร่างกายปวดร้าวไปหมดราวกับไปนอนให้รถไฟทั้งขบวนทับร่างยังไงอย่างงั้น “โอย…”
เธอมองไปรอบๆ ก็เห็นว่าตัวเองอยู่ในห้องๆ หนึ่ง ห้องกว้างโล่ง มีเพียงเตียงที่วิจิตรงดงามตั้งอยู่กลางห้องหลังหนึ่ง บนเตียงมีคนนอนอยู่ เธอหรี่ตาลง “ใคร?”
ด้วยความสงสัยเธอจึงพยายามยันตัวลุกขึ้น ค่อยๆ ก้าวไปที่เตียงหลังนั้น คนๆนั้นเป็นผู้ชาย ผิวขาวราวหิมะตัดกับเสื้อผ้าสีดำจนผิวยิ่งขาวเด่นขึ้นมา คนๆนั้นนอนหลับตา มือประสานอยู่บนท้อง หลินจื่อเซียนเดินไปจนชิดเตียง ก้มลงมองดูชายคนนั้น หลุดอุทานออกมา “หล่อมาก!”
เธอทำงานในวงการย่อมเห็นคนหล่อมาไม่น้อย แต่ไม่มีใครหล่อเท่าคนๆนี้ เขาเหมือนรวมความงดงามระหว่างชายหญิงเอาไว้อย่างลงตัว จะว่าหล่อเหลาดุดันก็ไม่ได้ จะว่าอ่อนหวานเหมือนผู้หญิงก็พูดไม่ถูก สรุปว่าเป็นผู้ชายที่หล่อมาก น่าให้แม่มาขอจริงๆ
พอคิดมาถึงตรงนี้เธอก็สะดุ้งโหย่ง! คิดบ้าอะไรห๊ะ!? ทำยังกะอดอยากไม่เคยเห็นผู้ชายงั้นแหละ เธอด่าตัวเองในใจ รู้สึกเจ็บๆ แปล๊บๆ ที่กลางหลังจึงเอื้อมมือไปจับ แล้วเธอก็ดึงสิ่งที่ปักหลังออกมาดู เป็นเข็มฉีดยาอันหนึ่ง เธอเบิกตาโต “เข็มนั่น! ยานั่น!”
เธอตกใจมาก ความรู้สึกวาบหวามที่รู้สึกอยู่เมื่อครู่ยิ่งพุ่งทะยานขึ้นมา ยาปลุกเซ็กส์เริ่มออกฤทธิ์มาสักพักแล้ว เธอสถบลั่น “เวรเอ้ย!”
ถ้ายังอยู่ในบ้าน เธอก็ยังพอจะทำยาแก้ได้อยู่หรอก แต่ตอนนี้อยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ มองไปรอบๆ ห้องๆ นี้ก็ไม่มีประตูหน้าต่างสักบาน แล้วเธอจะออกไปยังไงล่ะ จะจั๊มออกไปเธอก็จั๊มไม่ได้เพราะความเจ็บปวดทั่วร่างยังไม่ทุเลาเลยสักนิด เท่าที่ฝืนยืนอยู่นี่ก็สุดกำลังแล้ว จนในที่สุดเธอก็ฝืนยืนต่อไปไม่ไหว เข่าค่อยๆ รูดลงไปกองกับพื้น ทั้งความเจ็บปวดจากฤทธิ์ยาเพิ่มสมรรถภาพร่างกายผสมกับฤทธิ์ยาปลุกเซ็กส์ทำให้เธอได้แต่คู้ตัวลงนอนขดกับพื้น สองแขนกอดตัวเองแน่น
ฤทธิ์ยาปลุกเซ็กส์ยิ่งพุ่งทะยานทำให้เนื้อตัวเธอเต้นยุบยิบจนเธอต้องลูบ ต้องบีบ ต้องเค้น อาการยุบยิบจึงค่อยบรรเทาลงไปเล็กน้อย แต่ก็แค่เล็กน้อยจริงๆ ใจเธอเต้นระส่ำ มือลูบไปตามเนื้อตัว หวังจะคลายอาการยุบยิบ ในใจก็ภาวนาขออย่าให้ผู้ชายบนเตียงตื่นขึ้นมาตอนนี้เลย ไม่งั้นเธอได้อายขายขี้หน้าแน่ อีกทั้งไม่รู้จะอธิบายเรื่องราวทั้งหมดยังไงดี แต่เธอทั้งลูบ ทั้งบีบ ทั้งเค้นแล้ว อาการยุบยิบก็ยังไม่บรรเทาสักที มีแต่จะยิ่งรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุดเธอก็ปลดกระดุม รูดซิบ ล้วงมือเข้าไปในกางเกง จัดการสำเร็จความใคร่ด้วยตัวเอง
เธอสำเร็จความใคร่ไปหลายรอบแล้ว แต่อาการยุบยิบก็ยังไม่บรรเทาจนเธอสถบออกมา “เชี่ยเอ้ย! ยาอะไรของมันวะ!?”
เธอพยายามคิดหาวิธีทำลายฤทธิ์ยาจนหัวหมุน แต่ก็คิดไม่ออก ทั้งความเจ็บปวดทั่วร่างก็รุมเร้าไม่หยุดไม่หย่อน อาการยุบยิบก็ไม่ทุเลาบรรเทาเบาบาง จนในที่สุดเธอก็พยายามยันตัวขึ้นมา โผขึ้นไปบนเตียง ขึ้นคร่อมชายที่นอนหลับอยู่บนเตียง ยื่นมือไปลูบกลางลำตัวเขา พอลูบคลำรู้ขนาดเธอก็อุทานออกมา “ใหญ่มาก!”
เธอเหลือบตามองหน้าเขา เห็นเขายังหลับตาราวกับเป็นเจ้าชายนิทรายังไงอย่างงั้น ไม่มีท่าทีว่าจะลืมตาตื่นขึ้นมาเลย ยังคงนอนนิ่งไม่ไหวติงอยู่อย่างเดิม ถ้าไม่ใช่เพราะอุณหภูมิที่อุ่นร้อนจากร่างเขา เธออาจจะคิดว่าเขาเป็นศพๆหนึ่งล่ะมั้ง แต่ตอนนี้เธอคิดวิธีสลายฤทธิ์ยาปลุกเซ็กส์ได้วิธีหนึ่ง นั่นก็คือ กินน้ำอสุจิ
เมื่อคิดแล้ว เธอก็ลงมือทำทันที เธอแหวกเสื้อคลุมตัวยาวของเขาออก ใต้เสื้อคลุมมีกางเกงสีดำ เธอรีบแก้เชือกผูกกางเกงออก แล้วดึงกางเกงลง ใต้กางเกงไม่มีกางเกงใน น้องชายเขาจึงปรากฏแก่สายตาของเธอ ขาวละมุนน่าเลีย บ้าเอ้ย! คิดอะไรวะ!
ตรงนั้นของเขาไม่มีขนหยาบรกรุงรังเหมือนอย่างที่เธอเคยเห็นจากผู้ชายคนอื่นๆ เขามีไข่สองใบอยู่ตรงโคน ไข่ก็ขาวละมุน เธอมองแล้วก็จับเครื่องเพศของเขาลูบไปลูบมา แล้วกำรูด แรกเริ่มหนักเบาพอประมาณ จนน้องชายเขาขยายตัวขึ้น เธอยิ่งเพิ่มน้ำหนักจังหวะในการกำรูดเร็วขึ้น…เร็วขึ้น เธอรูดจนเมื่อยมือ เขาก็ยังไม่มีท่าทีว่าจะเสร็จ จนเธอต้องเปลี่ยนมือ แล้วลองใช้ปากอมเหมือนอย่างที่เคยเห็นในคลิป 18+ ทั้งหลาย เธอทำทั้งน้ำตาหลั่งไหลในใจ ฮือๆๆๆ ปากเธอเสียความบริสุทธิ์แล้ว! มือเธอก็เสียความบริสุทธิ์แล้ว เพราะไอ้ยาบ้านั่นทีเดียว!
ทำเธออยากฆ่าคนคิดค้นยาตัวนี้นัก!
เธอทั้งรูด ทั้งอม จนในที่สุดน้องชายเขาก็ปล่อยน้ำอสุจิออกมา เธอจึงกลืนน้ำอสุจิไปจนหมด น้ำเขาหวานๆ มีกลิ่นหอมๆ อ่อนๆ จนเธอนึกแปลกใจ เพราะเท่าที่เคยได้ยินมา เขาว่ากันว่าน้ำอสุจิมักจะมีกลิ่นคาวๆ ไม่ใช่เหรอ แต่นี่น้ำของเขากลับมีกลิ่นหอมอ่อนๆ รสก็หวานๆ ทำให้เธอไม่รู้สึกฝืนใจที่จะต้องกลืนลงไปเลยสักนิด จริงซิ ตั้งแต่ตอนที่เธอเริ่มอมแล้ว เธอก็ได้กลิ่นหอมอ่อนๆ จึงทำให้เธอ อมได้อย่างไม่รังเกียจ เธอเลียไปทั่วส่วนหัวจนไม่มีน้ำหลงเหลือแล้วจึงถอนปากออก เหลือบมองหน้าเขา ก็ยังเห็นเขานอนนิ่งดังเดิม
“หรือจะเป็นเจ้าชายนิทราเหมือนพ่อ?” เธอคิด มองจ้องใบหน้าแสนงาม แต่อาการยุบยิบทั่วตัวก็ยังไม่บรรเทาลง จนเธอต้องลงไปนอนคู้อยู่ข้างๆ เขา เธอไม่รู้ว่าเธอนอนดิ้นยุกยิกอยู่นานเท่าไหร่ ในที่สุดอาการยุบยิบทั่วตัวก็คลายไป เหลือเพียงอาการเจ็บปวดจากฤทธิ์ยาเพิ่มสมรรถภาพร่างกาย ยาหลอดนั้นเธอเคยลองกินไปแค่ไม่กี่ซีซีเท่านั้น ตอนนั้นก็เกิดผลข้างเคียงเจ็บปวดเนื้อตัว แต่ไม่มากเท่าครั้งนี้
หลังจากกินยาไปแล้วทำให้ประสาทสัมผัสของเธอดีขึ้น หูได้ยินเสียงไวขึ้น แม้แต่เสียงมดเดินเธอยังได้ยินเลย จมูกก็ได้กลิ่นไวขึ้นด้วย สายตาก็เห็นได้ดีขึ้น เห็นได้ไกลขึ้น แม้ในที่มืดๆ เธอยังมองเห็นรางๆ เลย แต่คราวนี้เธอถูกบังคับให้กลืนยาทั้งหลอด ความเจ็บปวดจึงทวีคูณมากกว่าครั้งนั้นเป็นไหนๆ แม่กับเธอพยายามที่จะปรับปรุงยาไม่ให้มีอาการข้างเคียง แต่ก็ยังปรับปรุงไม่สำเร็จ จนกระทั่งไอ้พวกเลวนั่นมา!
Chapter 2
“อา…นี่เจ้าเป็นปีศาจจากไหนกัน?”
คอยดูเถอะ เธอจะสนองพวกมันคืนเป็นร้อยเท่าพันเท่าเลยทีเดียว!
เธอนอนอยู่ข้างๆ ชายสุดหล่อนานเท่าไหร่ไม่รู้ รู้แต่ว่าเมื่อเธอลืมตาตื่นขึ้นมา อาการเจ็บปวดปางตายทั่วร่างก็หายไปแล้ว ประสาทสัมผัสดียิ่งกว่าเมื่อก่อนเสียอีก ดีจนเธอได้ยินเสียงหัวใจของชายคนนี้ดัง ตึกๆ เป็นจังหวะสม่ำเสมอ ดังราวกับเธอเอาหูไปแนบกับอกเขายังไงอย่างงั้น เธอหันไปมองชายข้างกาย เขายังหลับอยู่เช่นเดิม เสียงหัวใจก็ยังดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอเช่นเดิม เธอยื่นมือไปเขย่าแขนเขา “เฮ้ๆ”
ไร้การตอบสนองใดๆ เขายังนอนนิ่งเป็นเจ้าชายนิทราอยู่อย่างนั้น เธอดึงมือกลับมา ยันตัวลุกขึ้นนั่ง เธอรู้สึกว่าร่างกายเธอกระปรี้กระเปร่ามาก เหมือนกับได้ชาร์ทแบตจนเต็มเปี่ยมยังไงอย่างงั้น เธอมองไปที่ผนังด้านหนึ่งแล้วลองจั๊ม พริบตาเดียวตัวเธอก็หายวับไปปรากฏอยู่ตรงจุดที่เธอมอง เธอหันกลับไปมองที่เตียง กลางอากาศเหนือเตียงไม่ปรากฏรอยแตกร้าวของการจั๊มแม้แต่รอยเดียว สิ่งนี้ทำเธอดีใจจนแทบกระโดดแล้ว เธอจั๊มได้อย่างสมบูรณ์แบบที่สุดแล้ว เป็นสุดยอดจั๊มเปอร์แล้ว เธอหัวเราะออกมา “ฮ่าๆๆๆๆ”
ยิ้มจนปากแทบจะฉีกถึงหูได้ แล้วเธอก็ลองจั๊มอีกหลายครั้ง ตรงจุดที่เธอหายตัวไป ไม่มีรอยแตกร้าวของอากาศแม้แต่รอยเดียว! อา…ดีจริงๆ ต่อไปนี้ไอ้พวกที่คอยตามล่าจั๊มเปอร์ก็ไม่อาจตามรอยเธอได้เด็ดขาด
เมื่อความดีใจสงบลง เธอจึงเดินไปรอบๆ ห้องใหญ่ที่ผนังเป็นหินเรียงต่อๆ กัน คล้ายสถาปัตยกรรมโบราณ เธอลองเคาะผนังดู ฟังเสียงแล้วตันทึบ บ่งบอกว่าเป็นหินก้อนใหญ่ที่มีความหนาอย่างน้อยก็เกิน 30 เซนติเมตร เธอขมวดคิ้วนิดหนึ่ง แล้วเดินกลับไปที่เตียงกลางห้อง มองดูเจ้าชายนิทราคนนั้น เขาช่างหล่อเหลางดงามกระชากใจมาก น่าเสียดายที่ต้องกลายเป็นเจ้าชายนิทราแบบนี้
ยิ่งมองเธอก็ยิ่งเสียดาย จึงก้มลงไปจูบหน้าผากเขาทีหนึ่ง อวยพรว่า “ฟื้นไวๆ นะคุณรูปหล่อ”
เธอยืดตัวขึ้น สายตาก็เหลือบไปเห็นตู้เล็กๆ อยู่ข้างหัวเตียง ตัวตู้เป็นไม้สีเข้ม ส่งกลิ่นหอมจางๆ ออกมา ดูจากลักษณะเนื้อไม้แล้ว น่าจะเป็นพวกไม้หอมอย่างกฤษณาหรือไม่ก็ไม้จันทร์หอม แต่กลิ่นที่โชยออกมาจากเนื้อไม้กลับไม่ใช่กฤษณาหรือว่าจันทร์หอม แต่จะเป็นไม้อะไรก็ช่างมันเถอะ สิ่งที่เธอสนใจคือในตู้นี้มีอะไร?
เธอยื่นมือไปเปิดตู้ พลันก็ปรากฏวงอักขระสีขาวขึ้นมา
“เฮ้ย!” เธอตกใจ รีบดึงมือกลับทันที ถอยหลังไปสามก้าวตามสัญชาตญาณ วงอักขระสีขาวนั้นดูคล้ายกับเป็นยันต์ที่พวกพ่อมดหมอผีใช้กัน แต่อักขระแบบนี้เธอไม่เคยเห็นมาก่อน ไม่รู้จักแม้แต่น้อย เธอมองดูอยู่ครู่หนึ่ง เห็นว่าเจ้าสิ่งนี้นอกจากจะปรากฏขึ้นมา ก็ไม่มีอะไรอื่นอีก เธอเม้มปาก ทำใจกล้า ยื่นมือไปแตะวงอักขระสีขาวนั้น เธอกลั้นใจแตะมัน…
ไม่มีปฏิกิริยาใดๆ สิ่งนี้ยังคงลอยคว้างอยู่อย่างนั้น เธอมอง ครุ่นคิด… “มันคืออะไร?”
เธอยื่นมือไป ปรากฏว่ามือเธอทะลุผ่านอักขระสีขาวเหล่านั้นได้ เธอมองอย่างฉงน “เอ๋?”
เธอกวาดมือผ่านอักขระสีขาวเหล่านั้น มือเธอก็ผ่านอักขระสีขาวราวกับพวกมันเป็นหมอกควันยังไงอย่างงั้น “นี่คืออะไร? ทำไมมันถึงได้แปลกประหลาดแบบนี้ล่ะ?”
เธอยื่นมือไปอีก จับบานตู้เปิดออก แต่ตู้ก็ไม่เปิด ติดแน่นราวกับประตูตู้เซฟที่ถูกล็อคสลักไว้ทั้งสี่ด้าน “เปิดไม่ออก”
เธอเขย่าๆ มือจับบนบานตู้ พยายามดึงสุดแรง แต่บานตู้ก็ไม่มีทีท่าว่าจะเปิดออก จนเธอถึงขนาดใช้สองมือดึง แล้วใช้ขาข้างหนึ่งยันขอบตู้ เธอดึงจนสุดแรง บานตู้ก็ไม่ขยับสักนิด เธอลองดึงอีกหลายที จนต้องยอมปล่อยมือ แล้วขยับเข้าไปมองตรงของตู้ว่ามีสลักล็อคตรงไหนบ้าง แต่ก็ไม่เห็นรอยสลักแม้แต่นิดเดียว ไม่เห็นมีรูกุญแจที่จะใช้ไขเปิด ไม่เห็นว่ามีตัวล็อคใดๆ “แล้วมันล็อคยังไงฟร่ะ!?”
ด้วยความที่เธอเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการเปิดตู้เซฟ สะเดาะกุญแจต่างๆ พอมาเจอตู้ล็อคแบบนี้จึงกระตุ้นความอยากเปิดของเธอขึ้นมา
“มา! มาลองกันซักตั้ง” เธอถกแขนเสื้อขึ้น แล้วใช้มือลูบไปทั่วๆ ตู้ เธอลูบๆ คลำๆ อยู่ครู่ใหญ่ แต่ก็ไม่พบตัวล็อคแม้แต่น้อย เธอลองดึงๆ อีกครั้ง บานตู้ก็ไม่ขยับเลย เธอจึงถอยหลังไปหน่อย แล้วมองจ้องตู้ใบนั้นอย่างต้องการจะเปิดมันให้ได้ พลัน! สายตาเธอก็มองวงอักขระสีขาวตรงหน้า “อืม…ตอนที่แตะ ไอ้นี่ก็โผล่ออกมา…”
เธอจ้องมองอักขระสีขาวเหล่านั้น เธอลองจับตัวอักขระย้าย ปรากฏว่ามันย้ายตามมือเธอได้ด้วย “หือ?”
เธอมองจ้องมันเขม็ง แล้วลองจับมันย้ายมาต่อๆ กัน เธอเป็นเซียนต่อจิ๊กซอร์ เธอเห็นสิ่งที่ผิดปกติเล็กๆบนตัวอักขระเหล่านั้น จึงลองเอาส่วนนั้นมาต่อๆ กันคล้ายกับต่อตัวจิ๊กซอร์ยังไงอย่างงั้น เมื่อเธอต่อตัวสุดท้ายเสร็จ พลันอักขระสีขาวเหล่านั้นก็สลายหายไป บานตู้ดีดเปิดออกผึง!
“เฮ้ย!” เธอสะดุ้งตกใจจนเผลอจั๊ม ตัวเธอไปปรากฏอยู่ติดผนังห้อง พอตั้งสติได้เธอก็จั๊มกลับไป มองตู้ประหลาดใบนั้น ข้างในตู้มีม้วนผ้าม้วนหนึ่ง เธอยื่นมือไปหยิบม้วนผ้านั้นมาดู เธอคลี่ม้วนผ้าออก ก็เห็นอักขระแถวแรกเป็นอักขระสีเขียวที่เธอไม่รู้จัก ไม่เคยเห็น เธออ่านไม่ออก
“นี่เหมือนจะเป็นตำราอะไรสักอย่างล่ะมั้ง?” เธอมองอักขระแถวแรกที่เห็น แล้วมือก็คลี่ม้วนผ้าเปิดออกต่อ พลัน! อักขระสีเขียวแถวนั้นก็ลอยขึ้นมา
“เฮ้ย!” เธอตกใจยังไม่ทันจะผงะออก อักขระสีเขียวแถวนั้นก็พุ่งเข้าไปตรงกลางหน้าผากของเธอแล้ว ชั่วพริบตานั้น ในห้วงสติของเธอก็ปรากฏอักขระสีเขียวลอยเด่นหราอยู่กลางห้วงสติ เธออ่านออกเสียงเป็นภาษาของเธอได้ว่า “ตำราเทพรักษา”
“เทพรักษา…” เธอทวนคำ พลัน! ในสมองเธอก็ผุดคำๆหนึ่งขึ้นมา ‘หมอ’
เธอเข้าใจแล้ว นี่คือตำราหมอ หรือตำราแพทย์นั้นเอง จู่ๆ มือเธอก็คลี่เปิดตำราอย่างรวดเร็ว อักขระสีเขียวเหล่านั้นในตำราก็พุ่งเข้าสู่หน้าผากเธอเป็นสายสีเขียวยาวเหยียด จนกระทั่งมือเธอคลี่ม้วนผ้านั้นจนหมดแล้ว อักขระสีเขียวก็ลอยเข้าสู่หน้าผากเธอจนถึงตัวสุดท้าย ม้วนผ้ากลายเป็นว่างเปล่า ไม่มีอักขระสีเขียวอีกต่อไป แต่อักขระสีเขียวที่ลอยอยู่ในห้วงสติของเธอ ลอยวนไปวนมานับล้านๆ อักขระจนเธอรู้สึกเวียนหัวไม่น้อย มือปล่อยม้วนผ้านั้นโดยไม่รู้ตัว ม้วนผ้าก็ตกลงพื้น พร้อมๆกับที่เธอ ยกสองมือขยุ้มหัวตัวเองแน่น ในห้วงสติ เธอเห็นแต่อักขระสีเขียวเหล่านั้นเต็มไปหมด ทำเธอเวียนหัวตาลายอย่างยิ่ง “เวรเอ้ย! นี่มันอะไรกัน!”
“อา…ต้นกล้าที่ดี” เสียงทุ้มเก่าแก่เสียงหนึ่งดังขึ้นในหัวของเธอ พลัน! เธอก็เห็นเงาๆหนึ่ง ปรากฏขึ้นในห้วงสติของเธอ เธออ้าปากถาม “ใคร!?”
“ข้าคือราชันย์โอสถ” เสียงนั้นตอบกลับมา หลินจื่อเซียนขมวดคิ้วทวนคำ “ราชันย์โอสถ?”
“เด็กเอ๋ย เจ้าเป็นต้นกล้าที่ดี เจ้ารีบซึมซับความรู้ทั้งหมดของข้าเสียซิ ความรู้ของข้าจะทำให้เจ้าสามารถทะยานฟ้าขึ้นเป็นราชันย์โอสถคนต่อไปได้” ราชันย์โอสถกล่าว
“ดูดซับ?” หลินจื่อเซียนทวนคำ จับใจความสำคัญจากประโยคที่เงานั้นพูด
“ใช่ ดูดซับ” ราชันย์โอสถกล่าวย้ำ “มาๆ รีบมาเป็นผู้สืบทอดของข้าเสีย ข้าจะได้หมดห่วงเสียที”
“ผู้สืบทอด? หมดห่วง?” หลินจื่อเซียนขมวดคิ้ว มองเงารางเลือนที่มีรูปร่างคล้ายเงาผู้ชายคนหนึ่ง พลัน! ในสมองเธอก็นึกถึงคำว่า ‘ผี’ ขึ้นมา หรือว่านี่คือผี?
“ข้าไม่ใช่ผีอย่างที่เจ้าเข้าใจ” ราชันย์โอสถเอ่ยออกมา “ข้าเป็นเศษเสี้ยวดวงจิตที่เฝ้ารอผู้สืบทอด หลังจากเจ้าสืบทอดความรู้ทั้งหมดในชีวิตของข้าแล้ว ข้าก็จะหายไป”
“ทำไมต้องเป็นฉัน?” หลินจื่อเซียนถาม ราชันย์โอสถหัวเราะเบาะ “หึๆๆๆ เจ้าเป็นต้นกล้าที่ดี ข้าเลือกเจ้าก็เพราะเจ้ามีปัญญาล้ำเลิศกว่าคนอื่น เจ้าย่อมสืบทอดความรู้ของข้าได้ทั้งหมด เอ้า รีบดูดซับความรู้ของข้าเสียซิ ข้าจะได้จากไปอย่างหมดห่วงเสียที”
“ดูดซับ? ดูดซับยังไง?” หลินจื่อเซียนสงสัย พลัน! อักขระสีเขียวตัวหนึ่งก็พุ่งเข้ามาตรงหน้าเธอ เธอตกใจอ้าปากร้อง “เฮ้ย!”
อักขระสีเขียวตัวนั้นก็หายเข้าไปในปากเธอแล้ว “ง่ะ?”
“นั่นแหละ ดูดซับ!” ราชันย์โอสถเอ่ยขึ้น หลินจื่อเซียนเบิกตาโต “คือกินมันเข้าไปเนี่ยนะ?”
“กิน ใช้กับร่างกายกินอาหารเข้าไป แต่จิตวิญญาณกิน เรียกว่าดูดซับ” ราชันย์โอสถกล่าว หลินจื่อเซียนพูดไม่ออก “…”
เธอหันไปมองอักขระสีเขียวที่ลอยล่องอยู่รอบๆ จิตวิญญาณของเธอนับล้านๆ อักขระเหล่านั้น ให้เธอกินมันทั้งหมด แล้วเธอจะกินมันหมดเมื่อไหร่ล่ะ หนึ่งเดือน? ไม่ซิ หนึ่งปี ไม่ๆๆๆ คงเป็นสิบๆ ปีเลยมั้งกว่าที่เธอจะกินมันหมดน่ะ!
“จะกี่ปี เจ้าก็รีบดูดซับมันไปเถอะ ข้าจะได้จากไปเสียที” ราชันย์โอสถเร่ง หลินจื่อเซียนถอนหายใจทีหนึ่ง แล้วอ้าปากขึ้นอย่างจำใจ เอาๆๆ จะกี่ปีเธอก็ต้องกินมันไปให้หมด ไม่งั้นมันลอยล่องอยู่ในห้วงสติเธอแบบนี้ เธอก็ไม่อาจคิดอ่านอะไรอย่างอื่นได้น่ะซิ
เมื่อเธออ้าปาก อักขระสีเขียวก็ลอยเข้าไปในปากเธอ ลอยเป็นสาย…เป็นสาย ยาวเหยียด ไม่มีที่สิ้นสุด ราชันย์โอสถเบิกตาโต เขาก็ไม่คิดว่าเด็กคนนี้จะสามารถดูดซับความรู้ของเขาได้มากขนาดนี้ คิดว่าอย่างมากก็คงดูดซับได้วันละห้าแถวหรือสิบแถวกระมัง
หลินจื่อเซียนสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ร่างกายก็ขยับนั่งขัดสมาธิ มือวางซ้อนกันบนตักโดยอัตโนมัติ ในห้วงสติ เธอยืนอ้าปากกลืนอักขระสีเขียวเข้าไปอย่างต่อเนื่องไม่มีหยุด ไม่มีเหน็ดเหนื่อย
“อา…นี่เจ้าเป็นปีศาจจากไหนกัน?” ราชันย์โอสถเบิกตาโต เขาถูกลูกศิษย์คนนี้ทำให้ตกใจแล้ว
ผ่านไปหนึ่งวันหนึ่งคืน ในที่สุดหลินจื่อเซียนก็กลืนกินอักขระสีเขียวเข้าไปจนหมด ไม่หลงเหลืออักขระสีเขียวอยู่ในห้วงสติของเธอแม้แต่ตัวเดียว ในสมองเธอปรากฏความรู้ของราชันย์โอสถมากมายนับไม่ถ้วย ทั้งความรู้ด้านสมุนไพร ตำราโอสถ ทุกสิ่งปรากฏอยู่ในสมองเธอ สลักแน่นฝังลึกอยู่ในนั้น ชนิดไม่ตายไม่มีทางลืมได้เด็ดขาด
ราชันย์โอสถเบิกตาโต เขาตกใจมากที่ลูกศิษย์คนนี้สามารถดูดซับความรู้ของเขาเข้าไปหมดภายในระยะเวลาอันแสนสั้นแค่หนึ่งวันหนึ่งคืน “นี่เจ้ามีปัญญาสูงล้ำเท่าไหร่?”
“ปัญญาสูงเหรอ?” หลินจื่อเซียนทวนคำ แล้วตอบว่า “ไอคิวฉันวัดได้ถึง 300 เท่าเทียบกับ William Sidis* นั่นแหละ”
(William Sidis : IQ 200-300 ไซดิส เป็นชาวรัสเซีย เกิดวัน April Fool’s Day หรือ 1 เมษายน ค.ศ.1898 สมาคมทางด้าน IQ ให้ฉายาว่า “Universal Genius” บุคคลที่ถือว่า “ฉลาดที่สุดในจักรวาล” สามารถอ่านหนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทม์ได้ตั้งแต่อายุเพียงหนึ่งขวบครึ่ง และต่อมาสามารถเรียนรู้ภาษาละตินด้วยตนเองเมื่ออายุ 2 ขวบ พอ 3 ขวบก็เริ่มฝึกพิมพ์ดีด ด้วยการเขียนจดหมายสั่งของเล่นมาให้ตัวเอง! 8 ขวบเขียนหนังสือเสร็จไปสี่เล่ม รู้จักไปแล้วสิบภาษา 11 ขวบ เป็นผู้ที่เข้าศึกษาที่ harvard อายุน้อยที่สุด)
ราชันย์โอสถส่ายหน้า “ข้าไม่รู้จักวินๆอะไรที่เจ้าว่าหรอก แล้วไอคิวที่เจ้าว่าคือสิ่งใดข้าก็ไม่รู้จัก สรุปว่าเจ้ามีปัญญาสูงนัก สูงกว่าคนทั่วๆไปที่ข้าเคยพบเจอมา”
“ในเมื่อคุณมอบของดีให้ฉัน งั้นฉันก็ขอไหว้คุณเป็นอาจารย์ล่ะกัน ว่าแต่อาจารย์ชื่ออะไรคะ?” หลินจื่อเซียนยกมือไหว้เงานั้น ราชันย์โอสถยิ้ม ตอบว่า “ข้าแซ่จ้าว ชื่อมู่ จ้าวมู่ (赵牧) คือชื่อแซ่ของข้า แล้วเจ้าล่ะ?”
“หลินจื่อเซียนค่ะ” หลินจื่อเซียนตอบ ราชันย์โอสถยิ้มแล้วพูดว่า “เอาล่ะจื่อเซียน ถึงเวลาที่ข้าต้องไปแล้ว เจ้ารักษาตัวด้วย จำไว้ อย่าทำให้ชื่อเสียงศิษย์ราชันย์โอสถต้องด่างพร้อยเด็ดขาด”
เมื่อเขาพูดจบ เงาก็สลายหายไป หลินจื่อเซียนลืมตาขึ้น ค่อยๆ ขยับนิ้ว สูดลมหายใจเข้าลึกๆ หลายหน เมื่อก่อนเธอก็เคยนั่งสมาธิฝึกจิตได้เป็นวันๆ บางครั้งเธอนั่งฝึกจิตติดต่อกันหลายวัน ไม่ดื่มไม่กินไม่ขับถ่าย หลังฝึกจิตแล้ว ร่างกายจะยิ่งเบาสบาย จนเธอติดนิสัยฝึกจิตมาตั้งแต่เล็กๆ พ่อกับแม่ก็ฝึกจิตเป็น แต่พลังจิตไม่กล้าแข็งเท่ากับเธอ พ่อมีความสามารถในการจั๊ม ส่วนแม่เป็นนักวิทยาศาสตร์ ทำให้เธอได้รับการสั่งสอนจากพ่อแม่มาตั้งแต่เล็กๆ หนึ่งขวบ เธอก็อ่านหนังสือได้แล้ว สองขวบ เธอก็เรียนรู้ภาษาอังกฤษจนคล่องปร๋อ สามขวบ เธอก็ผสมสารเคมีเป็นแล้ว เธอจึงกลายเป็นนักเคมีที่อายุน้อยที่สุดในโลกก็ว่าได้ เพียงแต่ความสามารถทั้งหมดของเธอถูกปิดบังซ่อนเร้นเอาไว้ เพราะพ่อเป็นมือสังหารขององค์กรมือสังหารที่รับงานฆ่าทุกรูปแบบ แม่เป็นนักวิทยาศาสตร์จากสถาบันชั้นนำของโลก พ่อกับแม่ของเธอเจอกัน เกิดรักกันปิ้งปั๊ง จนตกลงแต่งงานด้วยกัน แล้วก็มีเธอออกมาเป็นโซ่ทองคล้องใจ
สรุปว่าเธอสืบทอดความสามารถในการจั๊มมาจากพ่อ สืบทอดความสามารถนักวิทยาศาสตร์มาจากแม่ สืบทอดพลังจิตมาจากทั้งพ่อและแม่ ทำให้เธอมีไอคิวสูงมาก ซึ่งตอนทดสอบไอคิว พ่อกับแม่เป็นคนทดสอบเอง พอทั้งสองรู้ว่าเธอมีไอคิวสูงขนาดนี้ก็ทั้งตกใจทั้งดีใจ เธอได้เรียนรู้ศาสตร์ต่างๆ จากพ่อกับแม่จนหมดสิ้น ทำให้เธอเป็นเด็กเฉลียวฉลาดมาตั้งแต่เล็ก ๆ เธอเรียนอยู่ที่บ้านกับแม่ ใช้ระบบโฮมสคูล ถึงเวลาเธอก็ไปสอบเทียบชั้นเอา จนสอบเทียบถึงระดับไฮสคูล เธอก็หยุด รอให้ตัวเองอายุถึง 20 ก่อนค่อยไปสอบเทียบระดับมหาวิทยาลัย ไม่งั้นถ้าเธอไปสอบเลย ได้มีข่าวแพร่ออกไปแน่ว่า เด็กอายุไม่ถึง 10 ขวบสอบเทียบระดับมหาวิทยาลัยได้ นี่ย่อมต้องเป็นข่าวดังแน่นอน
พ่อกับแม่ ไม่อยากให้เธอเป็นข่าวจึงได้ให้เธอค่อยๆ สอบเทียบระดับการศึกษาตามอายุของเธออย่างที่เด็กทั่วไปควรจะเป็นกัน ตอนนี้เธออายุ 16 แล้ว สอบเทียบระดับไฮสคูลก็ไม่เป็นข่าว อีกทั้งตอนทำข้อสอบเธอก็แกล้งตอบผิดๆ บ้าง ไม่ได้ตอบเอาคะแนนเต็มร้อย จะได้ไม่เป็นจุดสนใจเกินไป ส่วนยาเพิ่มสมรรถภาพร่างกาย แม่ของเธอเป็นคนต้นคิด ส่วนเธอเป็นคนลงมือทำ ในที่สุดก็สามารถทำยาออกมาได้ แต่ยายังไม่สมบูรณ์ ยังมีผลข้างเคียงอีกมาก เธอกับแม่ไม่กล้าเอายาให้พ่อกินเพราะกลัวว่าพ่อจะทนรับความเจ็บปวดจากผลข้างเคียงของยาไม่ไหว แล้วเกิดช็อคตายไป เธอกับแม่จะทำไงล่ะ
ก็ไม่รู้ว่ามีข่าวเรื่องยาหลุดไปถึงหูองค์กรมือสังหารพวกนั้นได้ไง? ทำให้พวกมันอยากได้ยาจนถึงขนาดบุกมาที่บ้านเธอ
จริงซิ พ่อกับแม่!
เธอนึกขึ้นได้จึงขยับขาเหยียดออก แล้วล้วงกระเป๋าเสื้อหยิบมือถือออกมา เธอกำลังจะกดโทรหาแม่ พลัน! สายตาก็เหลือบเห็นว่า ไม่มีสัญญาณเครือข่าย!
นี่เธอจั๊มมาอยู่ที่ไหนถึงได้ไม่มีสัญญาณมือถือ ห้องใต้ดิน? เกาะกลางทะเล? กลางทะเลทราย? หรือที่ไหน? แล้วพ่อกับแม่ล่ะ? หลุดจั๊มไปโผล่ที่ไหน? บางทีตอนนี้ แม่อาจจะกำลังเป็นห่วงเธออยู่ก็ได้!
เธอรีบลุกขึ้น คิดจะจั๊มไปยังสถานที่ที่เป็นเซฟเฮ้าส์ของครอบครัวเธออีกแห่ง แต่เธอก็ยังไม่จั๊มไปที่นั้นเลย เธอนึกภาพห้องในเซฟเฮ้าส์หลังนั้นอีกครั้ง…
แต่เธอก็ยังอยู่ที่เดิม “เอ๋?”
เธองุนงงหนักมาก “หรือจะจั๊มไม่ได้?”
เธอมองไปยังจุดหนึ่งในห้อง พลัน! เธอก็จั๊มไปที่นั้นทันที “เอ๋? ก็จั๊มได้นี่นา แล้วทำไมถึงจั๊มไปที่นั่นไม่ได้ล่ะ?”
เธอพยายามนึกภาพห้องๆ นั้นอีกครั้ง แต่เธอก็ยังยืนอยู่ที่เดิม ไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ เกิดขึ้น เธอนึกภาพห้องๆ นั้นอีกครั้ง
ผลก็ยังเป็นเช่นเดิม เธอจั๊มไปที่นั้นไม่ได้ เธอลองนึกภาพสถานที่ที่อื่นดู ปรากฏว่าเธอจั๊มไปสถานที่เหล่านั้นไม่ได้เลย “เกิดอะไรขึ้น? ทำไมจั๊มไม่ได้?”
เธองุนงงหนักมาก พยายามครุ่นคิดหาสาเหตุ “หรือว่าห้องนี้มีสนามแม่เหล็กที่รบกวนการจั๊ม?”
แต่ถ้ามีสนามแม่เหล็กจริงๆ เธอก็ไม่น่าจะจั๊มได้นี่น่า? แต่เธอก็ยังจั๊มไปจั๊มมาในห้องนี้ได้อย่างอิสระ “งั้นมันเป็นเพราะอะไรกัน?”
เธอคิดๆ คิดแล้วคิดอีก แต่ก็หาสาเหตุไม่ได้ “ถ้างั้นออกไปข้างนอกก่อนล่ะกัน”
เธอคิดจะออกไป แต่มองไปรอบห้องแล้วก็ไม่เห็นหน้าต่าง ไม่เห็นประตูสักบาน แล้วจะออกไปทางไหนล่ะ? ที่นี่เหมือนเป็นห้องปิดตายชัดๆ ไม่มีทางออก ไม่มีทางเข้า
การจะจั๊มไปสถานที่ไหนๆ เธอต้องมีภาพสถานที่แห่งนั้นอยู่ในความทรงจำก่อน ง่ายๆ คือ มีภาพในหัวแล้วถึงจะจั๊มไปได้ การเสี่ยงจั๊มโดยไม่มีภาพในหัว อาจทำให้เธอจั๊มไปอยู่กลางถนนแล้วถูกรถชนตายก็ได้ หรือไม่ก็จั๊มไปตกกลางปากปล่องภูเขาไฟก็ได้ เสี่ยงยิ่งนัก
เธอเดินไปรอบๆ ห้อง สำรวจหาทางออก แต่ไม่ว่าจะเคาะผนังตรงไหนก็ไม่มีท่าทีว่าจะเป็นประตูลับเลยสักนิด “แล้วสุดหล่อนั้นเข้ามาได้ไง?”
เธอครุ่นคิด “หรือว่าตอนเข้ามาแล้วก็ถูกขังไว้ในห้องนี้ ทางเข้าถูกปิดตายไปแล้ว?”
เธอหันไปมองชายรูปหล่อบนเตียงอย่างสงสาร “ถ้าเป็นอย่างงั้นจริงๆ คนๆ นี้ก็น่าสงสารไม่น้อย ถูกขังไว้ให้ตายอย่างโดดเดี่ยวในห้องคนเดียว ใครกันช่างใจร้ายทำกับคนหล่อๆได้ถึงขนาดนี้?”
เธอเดินกลับไปที่เตียง แล้วประคองเขาลุกขึ้นมา กอดเขาไว้ในอ้อมแขน “มามะ สุดหล่อเดี๋ยวเจ้จะพาออกไปนะ”
แล้วเธอก็ตัดสินใจจั๊มโดยไม่มีภาพในหัว เมื่อเธอปรากฏตัวขึ้นอีกครั้งก็พบว่าตัวเองอยู่ท่ามกลางต้นไม้สีเขียว ลำต้นไม้แต่ละต้นใหญ่ขนาดสิบคนโอบได้ ในอ้อมแขนกอดชายรูปงามเอาไว้ เขายังคงหลับอยู่เช่นเดิม เธอเบิกตาโตมองต้นไม้รอบๆ ตัว “ที่ไหนอ่ะ? คงไม่ใช่หลุดมาอยู่กลางแอฟริกาหรอกมั้ง?”
“เจ้าสำนักออกมาแล้ว รีบไปเร็ว!” มีเสียงหนึ่งดังแว่วมา ตามมาด้วยเสียงผู้ชายอีกคนพูดว่า “เหตุใดเจ้าสำนักจึงไม่ออกทางประตูเล่า? ไยไปอยู่ในป่าได้เล่า?”
หลินจื่อเซียนตื่นตัวทันที เธอแผ่พลังจิตออกไป ก็พบว่ามีผู้ชาย 5 คนอยู่ห่างจากเธอไปราว 100 เมตร ด้านหลังพวกเขาเป็นอาคารหลังหนึ่งทรงโดมคว่ำ น่าจะเป็นอาคารที่เธออยู่ข้างในเมื่อครู่นี้ล่ะมั้ง? คน 5 คน กำลังมุ่งหน้ามาทางเธอ เธอคิดในใจ ทางที่ดีควรหนีไปก่อนจะดีกว่า แล้วเธอก็จั๊มอีกครั้ง พร้อมกับพาชายรูปงามไปด้วย
เธอปรากฏตัวขึ้น รอบด้านยังเป็นป่าต้นไม้ใหญ่ๆ แต่สภาพแวดล้อมแตกต่างจากจุดเดิมเล็กน้อย
เมื่อคน 5 คนไปถึงจุดที่เธออยู่ก่อนหน้า พวกเขาก็มองหน้ากัน “เอ๋? เจ้าสำนักล่ะ?”
หนึ่งคนในนั้นล้วงเอาจานหินกลมๆ ออกมา บนจานหิน มีจุดแสงจุดหนึ่ง ชายคนนั้นก็พูดว่า “ทางนั้น”
“น่าประหลาดนัก เจ้าสำนักออกมาก่อนกำหนด อีกทั้งยังหนีพวกเราไปแบบนี้?”
“หรือว่าไม่ใช่เจ้าสำนักไปด้วยตัวเอง แต่ถูกคนลักพาตัวไป?” อีกคนคาดเดา
หากหลินจื่อเซียนได้ยินประโยคนี้คงสะดุ้งแน่ๆ ที่คนๆ นี้ ช่างคาดเดาได้แม่นยำนัก เมื่ออยู่ในสถานที่แห่งใหม่เธอก็ปล่อยพลังจิตออกมาสำรวจสถานที่อีกครั้ง ครั้งนี้เธอมาไกลจากที่เดิมราว 80 เมตร ชาย 5 คนนั้น กำลังยืนอยู่ในสถานที่ที่เธออยู่ก่อนหน้า สักพักพวกเขาก็มุ่งหน้ามาทางเธออีกครั้ง ครั้งนี้เธอเริ่มสงสัยแล้วว่า “หรือในตัวผู้ชายคนนี้จะติดชิปติดตามตัวเอาไว้?”
ไม่ได้การแล้ว! ถ้าเธอยังพาเขาไปด้วย คนพวกนั้นต้องหาพวกเธอเจอแน่นอน แล้วเธอก็ตัดสินใจทันที ทิ้งชายรูปหล่อคนนี้ไปก่อน วันหน้าค่อยหาทางมาช่วยเขาใหม่ก็ยังไม่สาย เพราะเธอก็ยังไม่รู้ว่าเหตุใดเขาจึงกลายเป็นเจ้าชายนิทรา อีกทั้งไม่รู้ว่าเหตุใดคนพวกนั้นถึงได้ตามเธอมาราวกับหมาล่าเนื้อ เธอก้มลงมองชายรูปหล่อในอ้อมแขน แล้วบอกเขาว่า “เจ้จำใจต้องทิ้งรูปหล่อไปก่อนนะ วันหน้าเจ้จะหาทางช่วยให้ได้”
Chapter 3
หนี
พูดจบแล้วเธอก็จั๊มไปอยู่บนต้นไม้เหนือหัว แอบซ่อนตัวอยู่บนนั้น คอยมองดูคนที่กำลังพุ่งมาทางนี้อย่างใจจดใจจ่อ
ไม่นานนักคน 5 คนก็มาถึง พวกเขาเห็นชายรูปงามนอนอยู่บนพื้นก็ตกใจ “เจ้าสำนัก!”
คนที่ถือจานหิน ชื่อหานหมิงห้าว (韩明昊) พุ่งเข้าไปถึงตัวชายรูปงามก่อนใคร แตะชีพจรดู พบว่าชีพจรยังเต้นเป็นปกติสม่ำเสมอก็ถอนหายใจ หันไปพูดกับอีก 4 คนว่า “เจ้าสำนักไม่เป็นอะไร เพียงแต่ยังไม่ออกจากการหลับลึก”
“อา…ดีๆๆ” หานห้าวเฟิง (韩昊锋) พูดอย่างโล่งใจ ส่วนหานเสียนห้าว (韩贤浩) ก็พูดอย่างสงสัย “ยังไม่ออกจากการหลับลึก แล้วเหตุใดเจ้าสำนักถึงได้มาอยู่ตรงนี้เล่า?”
“ต้องมีคนพาเจ้าสำนักออกมาแน่นอน” หานห้าวตง (韩浩冬) พูดอย่างมั่นใจ หานรั่วเฟย (韩若飞) พูดอย่างสงสัย “ใครกัน? ถึงขนาดเล็ดรอดหูตาพวกเราทั้งห้า เข้าไปลักพาตัวเจ้าสำนักออกมาได้?”
“ไม่ว่ามันจะเป็นใครก็ต้องหาตัวมันออกมาให้ได้ หานหมิงห้าวพูดพลางมองไปรอบๆ ค้นหาคนที่แอบเข้ามา หานรั่วเฟยก็มองไปรอบๆ เช่นกัน เข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน “หาตัวมันเจอเมื่อไหร่ ข้าจะสับมันเป็นหมื่นๆชิ้นเลยทีเดียว ฮึ่ม!”
หานเสียนห้าว ขยับไปนั่งลงข้างๆ เจ้าสำนัก แล้วตรวจหาร่องรอยบนร่างเจ้าสำนัก เขาได้กลิ่นหอมแปลกๆ ที่ไม่ใช่กลิ่นกายของเจ้าสำนัก เขาก้มลงไปสูดดมกลิ่นราวกับสุนัข “มีกลิ่นเจ้าคนๆ นั้นติดอยู่บนตัวเจ้าสำนัก!”
เมื่อเขาพูดคำนี้ออกมา อีกสี่คนก็เบิกตาโต ทรุดลงไปรุมดมกลิ่นบนตัวเจ้าสำนัก สูดจมูกฟุดฟิดราวกับสุนัขอย่างไรอย่างนั้น
“มีกลิ่นจริงๆ ด้วย!” หานห้าวตงพูด พลางเบิกตากว้าง “ใครกันบังอาจถึงเพียงนี้?”
หานห้าวเฟิงซึ่งอยู่ตรงช่วงขา พลันเห็นความผิดปกติบางอย่าง เขายื่นมือไปปัดชายเสื้อคลุมออก เห็นเชือกผูกกางเกงหลุดลุ่ย กางเกงเลื่อนต่ำอย่างหมิ่นเหม่ จนแทบจะเห็นเครื่องเพศของเจ้าสำนักแล้ว เขาตกใจจนอ้าปากค้าง “นี่…!!!”
สายตาอีกสี่คนก็ตกไปอยู่ตรงจุดเดียวกันอย่างไม่ได้นัดหมาย พวกเขากลืนน้ำลายเอือกหนึ่ง ไม่ใช่อย่างที่พวกเขาคิดใช่ไหม?
หานเสียนห้าว กลั้นใจจับขอบกางเกงดึงขึ้น “ขออภัยด้วยขอรับ”
เขาพูดแล้วมองเข้าไปในกางเกง เห็นทิวทัศน์ใต้กางเกงเต็มตา แม้จะเป็นผู้ชายเหมือนกัน แต่ก็ยังอดใจเต้นไม่ได้ ที่ใจเต้นเพราะกลัวว่าถ้าเจ้าสำนักรู้เรื่องนี้เข้า ไม่รู้ว่าเจ้าสำนักจะโกรธมากเพียงใด อาจถึงขึ้นควักลูกตาเขาเลยก็ได้ แต่เมื่อเกิดความสงสัยแล้ว เขาก็จำเป็นต้องตรวจสอบให้ถึงที่สุด เพราะถ้าไม่มีคำตอบที่ละเอียดให้เจ้าสำนัก ชีวิตเขาก็ไม่รอดเช่นกัน!
เขาเห็นรอยคราบแห้งกรังเล็กน้อยติดอยู่บนเครื่องเพศของเจ้าสำนัก “นี่…!!!”
เขาเบนสายตาไปมองหานหมิงห้าวที่อยู่ข้างๆ ซึ่งหานหมิงห้าวเองก็เห็นเหมือนกับที่เขาเห็น สีหน้าของหานหมิงห้าวเปลี่ยนสีพลัน “นี่…”
เจ้าสำนักถูกคนล่วงเกินแล้ว!
ประโยคนี้ผุดขึ้นในใจพวกเขาทั้งสอง อีกสามคนไม่อาจมองเห็นทิวทัศน์ใต้กางเกงได้ จึงได้แต่ถามหานเสียนห้าว “เกิดอะไรขึ้น?”
หานเสียนห้าวกลืนน้ำลายเอือกหนึ่ง หันไปพูดกับคนอื่นๆ ว่า “ไป! ไปหาตัวเจ้าคนๆ นี้ที่บังอาจล่วงเกินเจ้าสำนักให้ได้! ไม่เช่นนั้นพวกเราก็อย่าหวังเลยว่าจะรอดพ้นจากความผิดครั้งนี้ไปได้!”
“ห๊ะ!?”
อีกสามคนหน้าเปลี่ยนสีทันที หานเสียนห้าวใช้พลังธาตุลมของตัวเอง ม้วนพัดไปบนร่างเจ้าสำนัก กวาดม้วนเอากลิ่นแปลกปลอมที่ติดอยู่บนร่างเจ้าสำนักออกมา แล้วส่งลูกบอลลมให้หานรั่วเฟย “ไป ไปตามหาตัวมันมาให้ได้”
หานรั่วเฟยรับลูกบอลลมไป แล้วผิวปากเรียกนกแร้งดำที่เลี้ยงไว้ทันที
หานหมิงห้าวก้มลงไปจัดแจงผูกเชือกกางเกงจนแน่นแล้วอุ้มเจ้าสำนักขึ้นมา “ข้าจะพาเจ้าสำนักกลับไปก่อน พวกเจ้าไปตามจับเจ้าคนชั่วช้าสารเลวมาให้ได้!”
“อืม” หานรั่วเฟยพยักหน้ารับ สีหน้าขึงขัง แล้วหานหมิงห้าวก็พุ่งตัวจากไป
อีกสี่คนจึงรออยู่ที่เดิม จนกระทั่งแร้งดำบินมาราว 7 ตัว ร่อนลงตรงหน้าหานรั่วเฟย หานรั่วเฟยก็ผลักลูกบอลลมไปตรงหน้าพวกมัน สั่งว่า “ตามหาคนที่มีกลิ่นนี้มาให้ข้า!”
“กี๊ดๆ” แร้งดำส่งเสียงรับอย่างรู้ความ ดมกลิ่นจากลูกบอลลม แล้วก็เชิดหน้าขึ้น สายตาพวกมันมองจ้องไปบนต้นไม้เหนือหัวพวกมันเป็นตาเดียว ส่งเสียงร้องยาวๆ “กี๊ดดดดดด….”
คนทั้งสี่ สีหน้าเปลี่ยนพลัน หานรั่วเฟยจ้องเขม็งไปบนต้นไม้ “เฮอะ! ข้าคิดว่ามันหนีไปไกลแล้วเสียอีก ที่ไหนได้ กลับแอบซ่อนอยู่บนนี้นี่เอง”
หลินจื่อเซียนสะดุ้งโหยง เธอไม่คิดเลยว่าจะได้เห็นพลังแปลกๆ แบบนี้ อีกทั้งยังเห็นแร้งดำๆ ที่ดูราวกับฟังภาษาคนออก สามารถทำตามคำสั่งได้อีก ที่นี่คือที่ไหนกัน?
ความคิดหนึ่งผุดวาบขึ้นมาในใจ หรือว่าเราจะกลายเป็นเหมือนนิยายน้ำเน่าพวกนั้นที่ทะลุมิติ ย้อนยุคอะไรแบบนั้น?
เธอสลัดความคิดนี้ออกจากหัว ถ้างั้นก็หลับ แล้วฝันไป?
เธอลองแอบหยิกเนื้อตัวเองทีหนึ่ง อูย…เจ็บจริงอ่ะ
หานรั่วเฟยก็ตะโกนว่า “ออกมา!”
หลินจื่อเซียนดึงสติกลับมาแล้วมองลอดใบไม้ลงไป พวกเขาไม่เห็นเธอแน่นอน แต่เธอเห็นพวกเขาชัดเจน หานห้าวเฟิงก็ตะโกนด้วยน้ำเสียงดุดันว่า “ถ้ายังไม่ออกมาอีก! เจ้าได้ตายเป็นหมื่นชิ้นแน่!”
เงียบ… ไม่มีเสียงใดๆ นอกจากเสียงลมพัด ใบไม้ไหว
หลินจื่อเซียนรู้ดีว่าถ้าเธอออกไป เธอได้ตายแน่นอน แต่ถ้าเธอหนีก็ยังมีโอกาสรอด จากที่ดูฉากเมื่อครู่ ดูเหมือนว่าหนุ่มหล่อคนนั้นจะเป็นเจ้านายของคนพวกนี้ ดูสีหน้าท่าทางแต่ละคนห่วงใยเจ้านายไม่น้อยทีเดียว เป็นเธอที่เข้าใจผิดไปเองว่าเขาถูกขังอยู่ในห้องปิดตายให้ตายอย่างโดดเดี่ยว ในเมื่อดูรูปการณ์แล้วหนุ่มหล่อที่โดนเธอกินไปไม่น่าจะมีอันตรายอะไรแล้ว เธอจึงตัดสินใจหนีไปได้อย่างหายห่วงล่ะ
เธอเงยหน้ามองตรงไป มองลอดกิ่งไม้ออกไป เธอแผ่พลังจิตออกไปค้นหาสถานที่ที่มีน้ำ ในเมื่อคนพวกนี้ใช้นกตามกลิ่น ถ้างั้นเธอก็ต้องล้างกลิ่นน้ำหอมที่ติดตัวอยู่ออกไปซะก่อน ถ้าไม่ล้างออกไป ไม่ว่าเธอจะหนีไปไหน แร้งพวกนี้ก็ย่อมตามกลิ่นเธอไปได้อยู่ดี
แต่จากระยะที่แผ่พลังจิตออกไป ดูเหมือนโชคจะไม่เข้าข้างเธอเอาเสียเลย เธอไม่พบแหล่งน้ำที่พอจะลงไปแช่ทั้งตัวเพื่อล้างกลิ่นได้ คงมีแต่ต้องหนีไปก่อน แล้วค่อยหาแหล่งน้ำล้างกลิ่นตัวอีกที
เมื่อคิดแล้วเธอก็จั๊มทันที!
แร้งดำฝูงนั้นรู้สึกว่ากลิ่นหายไปจากบนต้นไม้แล้ว พวกมันจึงหันไปส่งเสียงบอกหานรั่วเฟย “กี๊ดๆ กี๊ดๆ”
หานรั่วเฟยฟังเสียงร้องของแร้งดำ พูดออกมาสามคำอย่างงุนงง “หนีไปแล้ว!?”
“หือ?” หานห้าวตงขมวดคิ้ว “จะหนีไปได้อย่างไร? ข้าไม่รู้สึกเลยว่ามีความเคลื่อนไหวออกไปจากที่นี่”
หานเสียนห้าวขยับตัวปล่อยพลังธาตุลม พุ่งขึ้นไปบนต้นไม้ พลังลมกวาดพัดผ่านใบไม้กิ่งไม้ขึ้นไปจนทั่วทุกซอกมุม แล้วพลังลมก็ม้วนกลับลงมา กวาดเอากลิ่นที่หลงเหลืออยู่บนต้นไม้ลงมาด้วย เขาได้กลิ่นแล้วก็พูดว่า “เจ้าสารเลวนั่นแอบอยู่บนนั้นจริงๆ แต่ตอนนี้ไม่อยู่แล้ว”
“บัดซบ! มันลอบหนีไปตอนไหน!” หานห้าวเฟิงสถบออกมา หานเสียนห้าวก็หันไปพยักเพยิดหน้า สั่งหานรั่วเฟยว่า “ตาม!”
หานรั่วเฟยจึงสั่งแร้งดำ “ตามกลิ่นมันไป! เมื่อครู่มันยังอยู่ที่นี่ มันย่อมยังหนีไปได้ไม่ไกลแน่แท้”
“กี๊ดๆ” แร้งดำส่งเสียง แล้วก็กางปีกกระพือพับๆ วิ่งไปข้างหน้าราวกับเครื่องบินที่กำลังจะทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า จากนั้นพวกมันก็โผบินขึ้นฟ้าไป หานรั่วเฟยก็รีบวิ่งตามฝูงแร้งดำไป อีกสามคนที่เหลือก็ไม่รอช้า รีบวิ่งตามหานรั่วเฟยไปอย่างรวดเร็ว
หลินจื่อเซียน ปรากฏตัวขึ้นบนต้นไม้ที่เธอเห็นจากต้นไม้ต้นเดิม ระยะสายตาของเธอสามารถมองได้ไกลขึ้นมากกว่าเดิมหลายเท่าตัว ราวกับดวงตาเธอมีกล้องส่องทางไกลที่สามารถมองเห็นได้ไกลกว่าสายตาคนปกติ เธอจึงจั๊มมาปรากฏตัวบนต้นไม้ที่อยู่ห่างจากต้นเดิมถึง 10 กิโลเมตรได้อย่างง่ายดาย เมื่อก่อนในระยะสายตาที่มองเห็นเธอสามารถจั๊มไปได้ไกลประมาณ 1 กิโลเมตร แต่ตอนนี้ระยะทางเพิ่มขึ้นกลายเป็น 10 กิโลเมตร นี่ต้องยกให้เป็นความดีความชอบชองยาเพิ่มสมรรถภาพร่างกายโดยแท้ แต่ความเจ็บปวดจากผลข้างเคียงของยาก็รุนแรงจนหัวใจเธอแทบจะหยุดเต้นหลายครั้ง หากไม่ใช่เพราะร่างกายเธอแข็งแรงดี ก็คงจะช็อคตายเพราะทนความเจ็บปวดไม่ไหวไปแล้ว
ยังต้องปรับปรุงยาให้ไม่มีผลข้างเคียงซะก่อนจึงจะให้พ่อกินได้!
แร้งดำสูดจมูกรับกลิ่น แล้วบินตรงไปทางหนึ่งโดยไม่แตกฝูง หานรั่วเฟยจับตาดูแร้งดำตลอดเวลา จึงหันไปตะโกนบอกอีกสามคนว่า “มันอยู่ทางนั้น!”
“รีบตาม!” หานห้าวเฟิงพยักหน้า เร่งฝีเท้าตามฝูงแร้งดำไป อีกสองคนก็รีบเร่งฝีเท้าเช่นกัน นกแร้งบินนำหน้า คนหนึ่งตามหลัง อีกสามคนเกาะกลุ่มกันวิ่งตามสุดฝีเท้า ความเร็วของคนทั้งสี่เกือบจะเร็วเท่าๆ แร้งดำเลยทีเดียว
หลินจื่อเซียนอยู่บนต้นไม้ แผ่พลังจิตออกไปรอบๆอีกครั้ง เพื่อค้นหาแหล่งน้ำ แต่จากระยะที่แผ่พลังจิตออกไปก็ไม่พบแหล่งน้ำเลย มีแต่ป่าทึบ สัตว์ป่าประปราย ส่วนมากเป็นสัตว์เล็กๆ อย่างพวกกระต่าย นก ไก่ งู กบ เขียด คางคง จำพวกนั้น ไม่มีสัตว์ใหญ่อย่างเก้งกวาง หมาป่า เสือ หมี หรือว่าช้างเลยสักตัว คาดว่าคงเพราะบริเวณนี้ยังอยู่ใกล้กับแหล่งที่มีคน จึงไม่มีสัตว์ใหญ่จำพวกนั้น หากอยากจะหาสัตว์ใหญ่ คงต้องเข้าไปลึกๆ ในฝืนป่าล่ะมั้ง
เสียงร้อง กี๊ดดดดดด… ยาวๆ ดังมา เธอหันไปมองตามทิศที่ได้ยินเสียง แล้วก็เห็นแร้งดำกำลังบินตรงมาทางเธอ “หึ! ไอ้นกน่าเกลียดนี่ก็ช่างตามติดซะจริง น่าเอาปืนไรเฟิลยิงทิ้งซะจริงๆ”
แต่น่าเสียดายที่ตอนนี้เธอไม่มีปืนซักกระบอก ไม่งั้นล่ะก็ต่อให้เป็นปืนพกสั้นอย่างพวก .22 หรือ .38 เธอก็มั่นใจว่าสามารถสอยพวกมันลงไปได้ แต่เธอก็ยังสงสัยอยู่ดี นี่เธอจั๊มมาโผล่ที่ไหน? ทำไมมันมีแต่ป่าที่มีแต่ต้นไม้ต้นโตๆ ยังกับป่าดึกดำบรรพ์ยังไงอย่างงั้น คงไม่ใช่ว่าเธอข้ามมิติ หรือทะลุโลกอะไรพวกนั้นหรอกนะ นั่นน่ะ มีแต่ในนิยายน้ำเน่าเฟ้ย!
เธอคิดความเป็นจริงที่ใกล้เคียงได้ที่สุดคือเธออาจจะจั๊มมาโผล่แถวๆ ป่าดงดิบในแอฟริกาล่ะมั้ง? แต่ยังไงก็ต้องหนีไอ้นกฝูงนี้กับคน 4 คนนั่นให้ได้ก่อน แล้วเธอค่อยหาทางจั๊มออกจากป่า ไปหาแหล่งที่มีผู้คนอาศัย เพื่อจะได้สอบถามว่าเธออยู่ตรงส่วนไหนของโลกกันแน่?
เธอไม่กลัวกับการพบคนแปลกหน้าหรอก อย่างน้อยเธอก็พูดได้นับสิบภาษาล่ะ ทั้งจีน ญี่ปุ่น เกาหลี อังกฤษ เยอรมัน สวีดิช ฝรั่งเศส สแปนนิช รัชเซีย หรือแม้แต่ภาษาแถบตะวันออกกลางเธอก็พอพูดได้บ้าง ยิ่งภาษามือ เธอยิ่งถนัดนักล่ะ
ครั้นพอแร้งดำบินมาใกล้ เธอก็จั๊มอีกครั้ง เมื่อแร้งดำมาถึงต้นไม้ที่เธอเคยอยู่มันก็เกาะบนกิ่งก้านต้นไม้ต้นนั้นแล้วกรีดร้องเสียงยาว “กี๊ดดดดดด….”
หานรั่วเฟย ได้ยินเสียงแร้งดำร้องเช่นนั้นก็ตาลุกวาว “มันอยู่ที่นั่น!”
หานเสียนห้าวรีบพุ่งนำหน้าไป พอใกล้ๆ ถึงต้นไม้ต้นนั้น เขาก็ปล่อยพลังธาตุลมไปโอบล้อมต้นไม้ต้นนั้นทันที พลังลมพัดซอกซอนไปทั่วทุกกิ่งใบของต้นไม้ แล้วก็หอบเอากลิ่นที่หลงเหลืออยู่บนต้นไม้กลับไปให้หานเสียนห้าว หานเสียนห้าวสถบอย่างเดือดดาล “บัดซบ! มันไม่อยู่แล้ว!”
“วะ! มันเป็นใครกันจึงได้หนีไวปานนี้? จับได้เมื่อไหร่ข้าจะถลกหนังมันทิ้ง ตัดมือตัดเท้ามัน ดูซิ มันยังจะหนีไปได้อีกหรือไม่?” หานห้าวตงเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน หานรั่วเฟยจึงตะโกนสั่งแร้งดำ “ตาม!”
แร้งดำจึงกางปีกถลาลงจากยอดไม้ แล้วกระพือๆ โผไปในอากาศอีกครั้ง
หลินจื่อเซียนปรากฏตัวอีกครั้งบนต้นไม้ที่ห่างจากต้นเดิมประมาณ 11 กิโลเมตร เธอรีบแผ่พลังจิตออกไป ในที่สุดโชคก็เข้าข้างเธอแล้ว ห่างออกไปราว 5 กิโลเมตร มีแม่น้ำสายหนึ่ง จากพลังจิตที่รับรู้ได้เป็นแม่น้ำที่ใหญ่พอประมาณ เธอรีบจั๊มไปที่แม่น้ำสายนั้นทันที
“อา…โชคดีแล้ว” เธอพูดอย่างดีใจแล้วโดดพลิ้วลงไปราวกับปลาเจอน้ำ เธอดำให้หัวจมน้ำลงไป เพื่อจะได้ล้างกลิ่นน้ำหอมให้หมด ดูเหมือนโชคจะเข้าข้างเธออีกอย่างที่แม่น้ำสายนี้ขุ่นแดงมองไม่เห็นก้นแม่น้ำ เธอจึงดำลงไปจนไม่อาจมองหาตัวเธอจากผิวน้ำได้ เธอปล่อยให้สายน้ำเปียกชุ่มร่าง ชะล้างกลิ่นน้ำหอมออกไปจนหมด จนกระทั่งกลิ่นตัวเธอกลมกลืนไปกับกลิ่นน้ำในแม่น้ำแล้ว เธอจึงรีบจั๊มหายไปจากตรงนั้นทีนที
ราว 10 นาทีหรือ 15 นาทีต่อมา แร้งดำฝูงนั้นก็มาบินวนอยู่ตรงจุดสุดท้ายที่ได้กลิ่นนั้น ส่งเสียงร้องยาว “กี๊ดดดดดด….”
หานรั่วเฟยตามมาถึงก็มองริมฝั่งแม่น้ำซึ่งเป็นทรายสีแดงโคลน ปรากฏรอยรองเท้า 1 คู่ย่ำลงไปบนพื้นทรายสีแดงโคลน หายลงไปในน้ำ เขาแค่นเสียงเยาะหยัน “เฮอะ! คิดว่าแม่น้ำแค่นี้จะขวางข้าได้รึ”
เขาเหยียบไปบนผิวน้ำราวกับเดินบนพื้นดิน ก้าวเดินไปดูอีกฟากหนึ่ง ฝั่งนี้พื้นทรายราบเรียบ ไร้รอยคนย่ำขึ้นจากน้ำ ทำเขาหรี่ตาหดลงอย่างประหลาดใจ “ไม่มีรอยเท้า!?”
อีกสามคนตามมาถึงริมฝั่ง ก็มองหานรั่วเฟยเป็นตาเดียว หานเสียนห้าวคาดการณ์ว่า “มันคงหนีไปฝั่งนั้นแล้วซินะ”
หานรั่วเฟยส่ายศีรษะ “ไม่ มันไม่ได้ขึ้นมาฝั่งนี้”
“ไม่ได้ข้ามไปฝั่งนั้น?” หานห้าวเฟิงหรี่ตาลง “หรือว่ามันจะว่ายไปตามกระแสน้ำ?”
“อาจเป็นได้” หานห้าวตงพยักเพยิด หานรั่วเฟยแสยะยิ้ม “ยิ่งมันว่ายไปตามกระแสน้ำ มันคิดว่าจะหนีรอดพ้นเงื้อมมือข้าไปได้รึ หึ!”
แล้วเขาก็ใช้พลังธาตุน้ำของตัวเอง เชื่อมต่อกับแม่น้ำทั้งสาย สักพักใหญ่เขาก็เงยหน้าขึ้น หน้าตาบิดเบี้ยวไม่น่าดู “มันไม่อยู่ในแม่น้ำนี้!”
อีกสามคนพูดพร้อมกัน “ไม่อยู่!”
“เช่นนั้นมันหนีไปไหน?” หานห้าวตงถามออกมา สายตาก็กวาดมองไปรอบๆ หานรั่วเฟยจึงเงยหน้าตะโกนสั่งแร้งดำว่า “ตาม!”
แร้งดำบินวนๆ ไม่อาจตามต่อได้ เพราะไม่ได้กลิ่นนั้นแล้ว มันส่งเสียงร้องอย่างอดสู “กี๊ดๆๆๆๆ”
หานรั่วเฟยหน้าตาบิดเบี้ยว ไม่น่าดู “ตามไม่ได้แล้ว!”
แร้งดำส่งเสียงอีกครั้ง “กี๊ดๆๆๆๆๆ”
“บัดซบ!” หานรั่วเฟยสถบลั่น ฟาดมือทีหนึ่งจนสายน้ำพุ่งขึ้นมาราวกับมีลูกระเบิด ระเบิดอยู่ในน้ำ ตูม! น้ำแตกกระจายพุ่งขึ้นไปในอากาศ
“เช่นนั้นพวกเราแยกย้ายกันไปหา ข้าคิดว่ามันคงยังหนีไปได้ไม่ไกลนักหรอก” หานเสียนห้าวพูดขึ้น แล้วเขาก็พุ่งตัวไปทางต้นน้ำ หานรั่วเฟยจึงมุ่งหน้าไปค้นหาอีกฝั่งของแม่น้ำ ส่วนหานห้าวตงกับหานห้าวเฟิง ก็พุ่งไปทางปลายน้ำ แร้งดำก็บินตามหานรั่วเฟยไป พวกมันก็ช่วยค้นหาคนเท่าที่สายตาพวกมันจะมองเห็น
หลินจื่อเซียนจั๊มอีกสามครั้ง ก็มาหยุดอยู่ใต้ผาแห่งหนึ่ง มีซอกเล็กๆ ซึ่งเกิดจากหินสองก้อนเกยซ้อนกัน จนใต้ก้อนหินมีพื้นที่โล่งราว 10 ตารางเมตร พอให้เธอได้อาศัยพักเหนื่อย เสื้อผ้าที่เปียกชุ่มเธอก็ใช้พลังจิตทำให้มันแห้งไป แต่ไม่อาจขจัดคราบน้ำสีแดงขุ่นออกไปได้ เสื้อเธอจากสีขาวสะอาดจึงเป็นสีตุ่นๆ เหมือนซักด้วยน้ำโคลน เธอมองไปบนฟ้า “หวังว่าคงสลัดไอ้นกน่าเกลียดนั่นได้แล้วนะ”
เธอล้วงเอามือถือออกมา มือถือของเธอแสนจะแพงย่อมต้องกันน้ำได้อยู่แล้ว แต่ไม่ว่าเธอจะชูมันหาสัญญาณยังไงก็ไม่มีสัญญาณขึ้นซักขีด “เฮ้อ!”
เธอเก็บมือถืออย่างเซ็งๆ พลัน! ท้องก็ร้อง จ๊อกกกกก…
เสียงร้องนี้เตือนว่าเธอไม่ได้กินอะไรมาหลายมื้อแล้ว นับตั้งแต่เกิดเรื่อง เธอจึงสอดส่ายสายตามองหาของกิน เธอจึงเดินเข้าไปในผืนป่าเบื้องหน้า บนพื้นมีเห็ดมากมายผุดขึ้นเต็มไปหมด รูปร่าง สีสันต่างจากเห็ดที่เธอเคยเห็น เห็ดเหล่านี้ดอกหนึ่งใหญ่เท่าร่ม มีสีแดงยังกับเลือด เพียงแค่เห็น ความรู้หนึ่งก็ผุดขึ้นมา ‘เห็ดเลือด’
ความรู้นี้มาจากตำราของราชันย์โอสถ เห็ดเลือด มีพิษร้ายแรง ใช้สกัดเป็นยาพิษได้หลายชนิด เมื่อความรู้นี้ผุดขึ้นมาในสมอง หลินจื่อเซียนก็ไม่คิดที่จะกินเจ้าเห็ดสีสวยนี้ลงไปเด็ดขาด เธอจึงเบนเท้า ไม่เดินเข้าไปในดงเห็ด
เมื่อเดินไปอีกสักพักเธอก็เห็นต้นไม้ต้นหนึ่ง มีไม้กาฝากเกาะอยู่ กิ่งก้านเป็นสีเหลือง ไร้ใบ ไม้กาฝากชนิดนี้เรียกว่าหลงเสอ แกนข้างในกินได้ เมื่อเห็นไม้กาฝากชนิดนี้เธอจึงไม่รอช้า ใช้มือกระชากดึงมันลงมาทั้งต้น แล้วใช้พลังจิตกรีดผ่ามันออกดึงเอาแกนข้างในออกมากิน เธอนั่งกรีดผ่าไป หยิบกินไปจนกระทั่งหมดต้นแล้วก็ทิ้งซากมันไว้อย่างนั้น รสชาติแกนมันคล้ายกับกินบัวหิมะ หวานๆ เย็นๆ ชุ่มคอ
เมื่อก่อนเธอใช้พลังจิต ก็ใช้ได้ไม่นาน และรัศมีไม่กว้างมากนัก แต่ตอนนี้ราวกับร่างกายเธอสามารถสร้างพลังจิตได้เรื่อยๆ ราวกับเป็นเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ที่ไม่มีวันมอดดับ ใช้พลังจิตอย่างไรก็ไม่หมดไม่สิ้น สิ่งนี้ทำให้เธอดีใจนัก เพราะตอนนี้ต่อให้ไม่มีมีด ไม่มีปืน แต่เธอก็ยังมีพลังจิตที่สามารถใช้แทนมีดได้ แต่การใช้พลังจิตต่อหน้าคนอื่นก็ยังเป็นเรื่องที่ไม่ควรทำอยู่ดี เพราะไม่งั้นเธอจะถูกกลุ่มองค์กรที่ชุบเลี้ยงคนที่มีความสามารถพิเศษตามล่า ถ้าเธอไม่ยอมเป็นพวกมัน เธอก็ถูกหมายหัวให้ต้องตาย เหมือนอย่างเช่นพ่อของเธอที่ต้องยอมเป็นมือสังหารเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกหมายหัว ต้องรับจ้างฆ่าตามใบสั่ง เป็นคนขององค์กรมืดไปจนตาย
หลังจากกินอิ่มแล้ว เธอก็เดินกลับไปนอนใต้ซอกหิน ถึงแม้เธอจะหลับ แต่เธอก็เปิดประสาทสัมผัสไว้ส่วนหนึ่งคอยระวังภัย ถ้ามีเสียงไม่ชอบมาพากลดังขึ้นในระยะ 50 เมตร เธอก็จะสามารถตื่นขึ้นมารับมือกับสถานการณ์ได้ เธอนอนหงาย มือทั้งสองข้างวางแนบตัว ฝ่ามือแนบกับพื้น คอยรับรู้การสั่นสะเทือนบนพื้นดิน ต่อให้เป็นงูเล็กๆ เลื้อยมาใกล้เธอก็สามารถรับรู้ได้ทันที ศาสตร์การเอาตัวรอดนี้เธอเรียนมาจากพ่อซึ่งเป็นมือสังหารระดับท็อปขององค์กร ก็อย่างที่เขาว่ากันนั้นแหละ ‘พ่อเป็นพยัคฆ์ ลูกจะเป็นสุนัขได้อย่างไร’
เธอจึงเป็นมือสังหารโดยสายเลือดนั่นแหละ
Chapter 4
ฆ่าทั้งหมด!
หานหมิงห้าวอุ้มเจ้าสำนักกลับมาถึงอาคารหินที่ไร้ประตูหน้าต่างหลังนั้น เขาใช้เท้าเตะไปที่ผนังหินทีหนึ่ง พลัน บนผนังหินก็ปรากฏวงอักขระสีขาวขึ้นมา เขาอุ้มเจ้าสำนักไปตรงหน้าวงอักขระสีขาววงนั้น พลัน! เจ้าสำนักก็ถูกดูดเข้าไปในวงอักขระสีขาวนั่น
เมื่อเจ้าสำนักถูกดูดเข้าไปแล้ว เขาก็ถอนหายใจโล่งอก ภายในอาคารหลังนี้ไม่มีทางเข้าออก มีเพียงผ่านเข้าออกได้ผ่านทางวงอักขระเท่านั้น อีกทั้งเป็นเจ้าสำนักคนเดียวเท่านั้นที่จะผ่านเข้าออกได้ แล้วเจ้าสารเลวนั่นลักพาเจ้าสำนักออกไปได้อย่างไร!?
ยิ่งคิดเขาก็ยิ่งสงสัย เขานั่งเฝ้าอยู่ตรงนี้ตลอดเวลาไม่ได้ไปไหนเลย ไม่มีทางที่ใครจะผ่านเขาเข้าไปได้โดยที่เขาไม่เห็น อีกทั้งรอบทิศ อีกสามด้าน รวมทั้งด้านบนอาคาร อีกสี่คนก็เฝ้าอารักขาอย่างแข็งขัน ยากนักที่ใครจะลอบเข้าไปภายใน เขาเตรียมใจแล้วหากเจ้าสำนักตื่นขึ้นมา โทษทัณฑ์คราวนี้ยากที่จะรอดไปได้ ฮือๆๆๆ เขาทำใจเตรียมตัวถูกถลกหนังแล่เนื้อแล้ว
ภายในห้องไร้ประตูหน้าต่าง ร่างของเจ้าสำนักรูปงามก็ลอยไปนอนอยู่บนเตียง ร่างเขาดูดซับพลังจากภายในห้องที่แผ่ออกมาจากพื้นหยกเข้าไปเรื่อยๆ ซึ่งห้องนี้เป็นห้องฝึกฝนพิเศษเฉพาะเจ้าสำนักเท่านั้น เพียงนอนอยู่ในห้องนี้ก็จะดูดซับพลังงานที่แผ่ออกมาจากพื้นห้องเข้าไปในร่างโดยไม่ต้องฝึกฝนอะไรมาก เขาจึงเข้ามานอนหลับลึกในห้องนี้ปีละ 1 เดือน เมื่อครบกำหนดเวลา เขาก็จะตื่นขึ้นมาพร้อมกับพลังธาตุที่เต็มเปี่ยม นี่คือการทำน้อยได้มากโดยแท้
ส่วนอีกสี่คนกับแร้งดำก็ยังวนเวียนตามหาตัวเจ้าคนสารเลวผู้นั้นต่อไป
เช้ามืด หลินจื่อเซียนตื่นขึ้นมา ความเหนื่อยล้าหายไปจนหมดสิ้น เธอจึงเดินออกมาตรงหน้าซอกหิน มองไกลออกไป แล้วก็จั๊มไปยังจุดที่เห็นอยู่ในสายตาไกลลิบๆ
เธอจั๊มทีละ 10 หรือ 11 กิโลเมตร เธอไม่กล้าจั๊มแบบไม่มีภาพในหัวเด็ดขาด กลัวว่าจะจั๊มไปลงกลางปากปล่องภูเขาไฟหรือไม่ก็สถานที่ที่อันตราย เพราะฉะนั้นเธอเลือกค่อยๆ จั๊มไปดีกว่า ถึงแม้จะไปได้ทีละน้อย แต่ก็ปลอดภัยดี
เธอจั๊มอีกราว 30 ครั้ง ในที่สุดก็สัมผัสได้ว่ามีชุมชนอยู่ใกล้ๆ แล้ว เธอชะงักอยู่บนต้นไม้ จะเป็นคนชาติไหนนะ? แล้วเธอน่าจะอยู่ประมาณไหนของแอฟริกา?
จากสัมผัสของพลังจิต พบว่าชุมชนข้างหน้ามีสิ่งปลูกสร้างราว 40 ถึง 50 หลังได้ เล็กบ้างใหญ่บ้าง ส่วนใหญ่มีขนาดประมาณบ้านในแถบชนบท เธอกำลังจะจั๊มไปใกล้ๆ ชุมชนแห่งนั้น พลัน! เธอก็สัมผัสได้ถึงคนกลุ่มหนึ่งอยู่ห่างจากเธอไปทาง 3 นาฬิกา ห่างราว 100 เมตร เธอได้ยินเสียงผู้หญิงร้องอย่างเจ็บปวด เสียงนั้นฟังแล้วก็รู้ได้ทันทีว่าผู้หญิงกำลังถูกทำร้าย เธอจึงจั๊มไปซุ่มดูซะหน่อย ถ้าช่วยได้เธอก็อยากจะช่วย แต่ถ้าเกินกำลัง เธอก็คงต้องขอบายล่ะ เธอไม่ใช่แม่พระนะที่จะได้เอาชีวิตตัวเองไปแลกกับคนอื่นน่ะ
เธอปรากฏตัวอยู่บนต้นไม้ใหญ่อย่างเงียบเชียบ มองลงไปก็เห็นผู้ชายหลายคนกำลังรุมข่มขืนผู้หญิงคนหนึ่ง ผู้หญิงคนนั้นอายุราว 14 หรือ 15 ปีได้ ถูกผู้ชายสองคนรุมข่มขืนประกบหน้าหลัง พวกมันไม่สนใจเสียงร้องแหบแห้งที่ร้องอย่างน่าเวทนาเลยสักนิด ส่วนผู้ชายคนอื่นๆ ก็ยืนล้อมมุงดูเหมือนเป็นเรื่องสนุก เธอด่าพวกมันในใจ ไอ้พวกเลวเอ้ย!
“โอย….ได้โปรด…หยุดเถิด ข้าเจ็บ…” เด็กสาวคนนั้นร้องอย่างน่าเวทนา
“เจ็บอะไรเล่า ข้ากำลังรู้สึกดียิ่งนัก อา…” ผู้ชายคนที่อยู่ล่างพูดขึ้น ส่วนคนที่อยู่บนก็กระแทกอย่างรุนแรง หลินจื่อเซียนมองสำรวจคนเหล่านั้น ไม่เห็นว่าพวกมันมีปืน เห็นมีแต่ดาบยาวๆ หลายเล่ม อืม…ถ้ามีแต่ดาบเธอก็พอสู้ไหว แต่ถ้าพวกมันมีปืน ก็เสี่ยงไม่น้อย
“ได้โปรด…ใครก็ได้ช่วยข้าที โอย….” เด็กสาวครางอย่างน่าเวทนา ในที่สุดหลินจื่อเซียนก็ตัดสินใจได้ ช่วย!
เธอวางแผนอย่างรวดเร็วในหัวสมอง แล้วก็จั๊มไปอย่างเงียบเชียบ เธอปรากฏขึ้น มือก็หยิบดาบเล่มหนึ่งที่วางอยู่ขึ้นมา
ตวัดดาบตัดคอคนที่ยืนอยู่ใกล้ที่สุด ฉับ!
“โอ๊ย!” คนๆนั้นร้องออกมา เลือดสาดกระจาย คอถูกเฉือนไปครึ่งหนึ่ง แล้วก็ล้มลงไปดิ้นปัดๆ กระตุกๆ อยู่บนพื้น ตาเหลือกตาปลิ้น หลอดอากาศถูกตัดไปพร้อมกับเส้นเลือดใหญ่โดยไม่ต้องสงสัย ไม่กี่นาทีก็ตายชัวร์!
“เฮ้ย!” / “หวา!” / “อะไร!?” / “นี่!” ฯลฯ ผู้ชายกลุ่มนั้นตกตะลึงงัน มองดูพวกพ้องถูกฆ่าอย่างซึ่งหน้าโดยเด็กสาวคนหนึ่ง!
เด็กสาวคนนี้สวมเสื้อผ้าแปลกตา หน้าตาธรรมดา ชนิดว่าโยนเข้าไปในฝูงชนก็หาไม่เจอ ไร้ความโดดเด่นใดๆ ผิวหน้าคล้ายจะตกกระ กระด่างกระดำ แต่การลงมือฆ่าคนช่างโหดเหี้ยมนัก ดาบเดียวก็ฆ่าไปแล้ว 1 คน!
เด็กสาวที่ถูกข่มขืนมองเด็กคนนั้นที่ดูแล้วน่าจะอายุแก่กว่าตัวเองเล็กน้อย เหมือนเห็นแสงแห่งความหวังสว่างเรืองรอง เด็กคนนั้นรีบพูดว่า “ช่วยข้าด้วย ข้าเป็นคุณหนูสามของจวนอ๋องเซี่ย เจ้าช่วยข้า ท่านพ่อข้าย่อมต้องตอบแทนเจ้า”
หลินจื่อเซียนขมวดคิ้ว “คุณหนูสาม? จวนอ๋องเซี่ย?”
“อา…เด็กน้อย เจ้าก็อยากมาสนุกกับพวกเราก็บอกดีๆ ก็ได้ ไยต้องฆ่าแกงกันด้วยเล่า” ชายคนหนึ่งหลังจากตั้งสติได้แล้วก็พูดขึ้น แม้เด็กที่มาใหม่จะหน้าตาไม่งาม แต่ถึงอย่างไรก็เป็นสตรี พวกเขายังขาดแคลนสตรี แค่นังคนนี้คนเดียวย่อมไม่พอให้พวกเขาได้สนุกกัน เกรงว่ายังไม่ทันจะได้ครบทุกคน นังเด็กอ่อนแอนี่ก็คงสิ้นใจตายแล้วกระมัง
หลินจื่อเซียนฟังคนเลวนั้นพูดแล้วก็กระตุกยิ้มออกมา “พวกแกอยากสนุกกันนักใช่ไหม? ได้! ฉันจะเล่นสนุกกับพวกแกเอง!”
พูดจบเธอก็พุ่งตัวไปหาคนที่อยู่ใกล้ที่สุดคนถัดไป ดาบเสือกปักอกคนๆนั้น ตรงตำแหน่งหัวใจอย่างไม่พลาดเป้า ฉึก!
“อ๊ากกกก…” คนๆ นั้นร้องออกมา หลินจื่อเซียนก็ดึงดาบออกแล้ว เลือดทะลักพุ่งกระฉูดตามออกมา กระเซ็นเปื้อนมาโดนตัวเธอ
แล้วเธอก็พุ่งไปหาคนถัดไปในชั่วพริบตา มือตวัดดาบตัดคอฉับ!
“อ๊อกกกก…”
“ฆ่ามัน!” ชายคนหนึ่งตะโกนเสียงดัง พร้อมกับใช้พลังธาตุไม้กลายเป็นเถาวัลย์พุ่งไปรัดตัวเด็กสาวร้ายกาจทันที
หลินจื่อเซียนเห็นเถาวัลย์พุ่งมาราวกับมีชีวิตก็แผ่พลังจิตออกไปทันทีโดยอัตโนมัติ เถาวัลย์พวกนั้นชะงักกึก ราวกับปะทะกับกำแพงที่มองไม่เห็น ไม่อาจพุ่งไปจับตัวเด็กสาวได้ ชายคนนั้นตกใจจนอ้าปากค้าง “นางคือชิงเฉิน* ” (精神 แปลว่าผู้มีพลังจิต)
“ชิงเฉิน!” คนกลุ่มนั้นอ้าปากค้าง ตกใจจนตะลึง ชิงเฉินคือกลุ่มคนที่มีพลังจิต ต่างกับคนที่มีพลังธาตุทั้งห้า ชิงเฉินมีน้อยยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทรซะอีก อีกทั้งชิงเฉินคนหนึ่งมักจะมีฐานะสูงส่งยิ่งนักในแคว้นต่างๆ หากแคว้นใดมีชิงเฉิน แคว้นนั้นก็แข็งแกร่งมาก
“หนี!” ชายคนหนึ่งหลุดเสียงออกมาคำหนึ่ง ทำให้คนทั้งกลุ่มได้สติ ต่างพากันวิ่งแยกย้ายกันไปคนละทิศละทาง หลินจื่อเซียนเหยียดยิ้มอย่างเหี้ยมเกรียม “หนีรึ! เฮอะ!”
เธอพุ่งไปหาคนที่อยู่ใกล้ที่สุด ตวัดดาบตัดคอ ปลายดาบเฉือนหลังคอจนเลือดสาดกระจาย ตัดกระดูกคอไปด้วย ทำให้ศีรษะไม่อาจรับน้ำหนักได้ ห้อยร่องแร่งอย่างน่ากลัว “อ๊ากกกก…”
จากนั้นเธอก็เตะหอกที่เห็นอยู่ใกล้ๆ เท้าขึ้นมา มือซ้ายกำหอกหมับ! แล้วพุ่งหอกออกไป ฟิ้ววววว…
หอกลอยละลิ่วไปปักศีรษะชายคนหนึ่ง ฉึก!
“อ๊ากกกก…” ใบหอกทะลุกะโหลกศีรษะจนได้ยินเสียงแตกร้าว แล้วพุ่งทะลุกระโหลดศีรษะด้านหน้า แรงเหวี่ยงนั้นส่งให้ชายคนนั้นล้มลงหน้าคว่ำกระแทกพื้น ใบหอกปักลงไปในดินอีกคืบกว่าๆ
เมื่อฆ่าคนนี้เสร็จ เธอก็ไม่รอดูผลงาน หมุนตัวทะยานตามหลังคนที่วิ่งหนีไป เธอไม่อยากจั๊มให้คนอื่นเห็น ความสามารถพิเศษของเธอ มีคนรู้น้อยเท่าไหร่ก็ยิ่งดี เมื่อตามไปทันเธอก็ฟันดาบฆ่า!
ฉั๊วะ ใบดาบตัดคอ จนขาดกระเด็น ตัวคนล้มลง หัวกลิ้งตกหลุนๆ
เธอฆ่าล้างคนเลวพวกนั้นอีกหลายคนจนเกือบหมด ทุกคนล้วนตายในดาบเดียว เพราะใช้ดาบสภาพศพเลยน่าอเนจอนาถไม่น้อย เหลือเพียงสองคนที่ยังเป็นแซนวิสติดกับเด็กสาวคนนั้น หนึ่งในแซนวิสสองแผ่นนั้นก็ตะกายไปคว้ามีดมาจี้คอเด็กสาว แล้วมองเด็กสาวที่เป็นชิงเฉิน ขู่ว่า “อย่าเข้ามานะ!”
“เฮอะ!” หลินจื่อเซียนเหยียดยิ้มเยาะ แล้วปาดาบในมือไปปักหัวคนที่กล้าขู่เธอ ฉึก!
“อ๊ากกกก…” ดาบปักหัว แรงที่ปาออกไปส่งผลให้คนๆนั้น หงายหลังล้มตึง หลินจื่อเซียนมองอย่างเหยียดหยาม คิดจะจับตัวประกัน แต่เปิดช่วงโหว่ให้เธอโจมตีได้ขนาดนี้ อ่อนจริงๆ
แซนวิสอีกแผ่นเห็นพวกพ้องตายหมดแล้ว จึงรีบผลักเด็กสาวบนตัวออก แล้วคุกเข่าโขกหัวร้องขอชีวิตอย่างน่าเวทนา “แม่นาง ไว้ชีวิตด้วยๆๆๆๆ”
เด็กสาวที่ถูกข่มขืน เอื้อมมือไปหยิบดาบมาแล้วแทงชายคนนั้น ฉึก!
“โอ๊ะ!”
“ตาย!ๆๆๆๆๆ” เด็กสาวที่ถูกข่มขืนชักดาบออกแล้วแทงใหม่นับไม่ถ้วนอย่างแค้นจัด หลินจื่อเซียนจึงยืนมองเฉย
จนกระทั่งผู้ชายคนนั้นเละเป็นกองเนื้อกองหนึ่ง เด็กสาวก็หมดแรง มือกุมดาบแน่น ร้องไห้โฮๆ ดังลั่น หลินจื่อเซียนยืนดูเฉยๆ รอให้เด็กคนนั้นสงบสติอารมณ์ได้แล้วค่อยพูดคุยกัน
จนเสียงร้องไห้โฮๆ ค่อยๆ เงียบลง เด็กคนนั้นพูดน้ำเสียงสะอึกสะอื้นว่า “ท่านพ่อ ข้าอกตัญญูนัก ไม่อาจสู้หน้าท่านได้แล้ว”
หลินจื่อเซียนได้ยินคำพูดนี้ก็รีบพุ่งไปจับมือเด็กสาวที่กำลังจะใช้ดาบเชือดคอตัวเอง ดุว่า “อย่าคิดสั้น!”
“โอ๊ย!” เด็กคนนั้นร้องเจ็บ เพราะถูกหลินจื่อเซียนจิกนิ้วเข้าที่เอ็นข้อมือ จนต้องปล่อยดาบตกลง จังหวะที่ดาบตกลงหลินจื่อเซียนก็เตะดาบไปไกลๆ ดาบลอยละลิ่วไปนอนแอ้งแม้งอยู่บนพื้น เด็กคนนั้นก็ร้องสะอึกสะอื้นว่า “ฆ่าข้า! ได้โปรด ให้ข้าตาย…ฮือๆๆๆ”
“ตายอะไร! เธอคิดถึงพ่อถึงแม่เธอบ้างไหมว่าพวกท่านจะเสียใจแค่ไหนถ้าเธอตายไปน่ะ!” หลินจื่อเซียนตะคอก เด็กสาวคนนั้นยิ่งสะอึกสะอื้น “ท่านแม่ข้าตายแล้ว ท่านพ่อก็ไม่รักข้า ข้ามันเป็นสวะ ข้าทำให้ท่านพ่อเสื่อมเสียชื่อเสียง ลูกเลวๆอย่างข้าจะยังมีหน้ามีชีวิตอยู่เพื่อใครอีก!”
“มีชีวิตเพื่อฉัน!” หลินจื่อเซียนตะคอก “ชีวิตเธอฉันช่วยไว้ ชีวิตเธอเป็นของฉัน เธออยากตายนักฉันจะช่วยสงเคราะห์เอง! แต่ฉันไม่ให้เธอตายง่ายๆ หรอกนะ ฉันจะค่อยๆ แล่เนื้อเธอทีละชิ้น…ทีละชิ้น จนกว่าเธอจะตาย”
เด็กสาวสะอึกในความโหดเหี้ยมของคนตรงหน้า หลินจื่อเซียนจึงคลี่ยิ้ม ถามทีละคำ “ยัง-อยาก-ตาย-อีก-ไหม?”
เด็กสาวส่ายหน้า ละล่ำละลักพูด “ไม่ ไม่อยากแล้ว”
“ดี” หลินจื่อเซียนยิ้ม หยิกแก้มนุ่มที่เปื้อนคราบน้ำตาคล้ายหยอกเย้า “ถ้าอยากตายเมื่อไหร่บอกนะ”
เด็กสาวรีบส่ายหน้ารัวๆ “ไม่ๆ”
“ลุกไหวไหม?” หลินจื่อเซียนถาม เด็กสาวพยักหน้า พยายามลุกขึ้นยืน แต่แล้วสองขาก็อ่อนแรงทรุดลงไป
หลินจื่อเซียนจึงปล่อยมือแล้วหันไปมองหาเสื้อผ้ามาให้เด็กคนนี้สวม เห็นเสื้อผ้ากองอยู่ ดูจากลักษณะสีสันแล้วน่าจะเป็นเสื้อผ้าของผู้ชายพวกนั้น เธอจึงเลือกๆ หยิบมาตัวหนึ่ง แล้วคลี่คลุมตัวเด็กสาวเอาไว้ เด็กสาวจับชายเสื้อดึงเข้าหากัน ตัวยังสั่นๆ เล็กน้อย หลินจื่อเซียนจึงปลอบว่า “พวกมันตายหมดแล้ว ไม่เป็นไรแล้ว แต่พวกเราควรรีบไปจากที่นี่ก่อนที่ใครจะมาเห็นแล้วโทรแจ้งตำรวจ”
“ตำรวด?” เด็กสาวจับใจความได้แค่คำท้าย ทำหน้าฉงนสงสัย “คืออะไร?”
“ตำรวจก็คือตำรวจน่ะซิ หรือเธออยากเข้าคุกข้อหาฆ่าคนตาย?” หลินจื่อเซียนถาม เด็กสาวทำหน้าฉงน มองเสื้อผ้าที่อีกฝ่ายสวมใส่ “อาภรณ์เจ้าแปลกนัก”
หลินจื่อเซียนชะงักกึก ก้มลงมองเสื้อผ้าตัวเอง แล้วมองเสื้อผ้าที่อยู่บนศพพวกนั้น รวมถึงเสื้อผ้าที่อยู่บนตัวเด็กคนนั้น อืม คนพวกนี้ใส่เสื้อผ้าไม่เหมือนเธอจริงๆนั้นแหละ คล้ายๆ ชุดโบราณยุคฮ่องเต้อะไรพวกนั้น แต่ก็ไม่เหมือนซะทีเดียว ต่างกันตรงที่แขนเสื้อไม่ใช่แขนกว้างๆ แต่เป็นแขนเสื้อที่คล้ายกับเสื้อแขนยาว เท่าที่เธอเห็นคนพวกนี้จะสวมเกราะแขนรัดแขนเอาไว้ ช่วยให้กระฉับกระเฉงทะมัดทะแมง
“ที่นี่ประเทศอะไร?” เธอถามออกมา เด็กสาวทวนคำ “ประเทศ?”
ทำหน้าตาว่าไม่รู้จักคำๆนี้ แล้วถามต่อว่า “คืออะไรรึ?”
หลินจื่อเซียนเกาหัวแกรกๆ เปลี่ยนคำถามใหม่ “งั้นที่นี่คือที่ไหน?”
“ยี่ชุน” เด็กสาวตอบ หลินจื่อเซียนทวนคำ “ยี่ชุน?”
“เจ้าคงมาจากที่อื่นกระมัง เจ้ามาจากแคว้นใดหรือ?” เด็กสาวถาม หลินจื่อเซียนจึงตอบว่า “ฉันมาจากมาเก้า”
“มาเก้า?” เด็กสาวทวนคำ ทำหน้าว่าไม่รู้จัก หลินจื่อเซียนจึงถามต่อ “งั้นยี่ชุนอยู่ตรงส่วนไหนของโลกนี้ล่ะ?”
“ยี่ชุนเป็นหมู่บ้าน อยู่ในเขตแคว้นเฟิง” เด็กสาวตอบ หลินจื่อเซียนก็ส่ายหน้า “ไม่รู้จัก”
ถามกันไปถามกันมา คงจะไม่ได้เรื่อง ถ้างั้นมีทางเดียวคือเธอต้องออกไปเห็นเมือง เห็นผู้คน แล้วจึงจะสามารถเดาได้ว่าตัวเองอยู่ตรงไหนของโลก เมื่อตัดสินใจแล้วเธอก็พูดว่า “งั้นบ้านเธออยู่ไหน? เดี๋ยวฉันพาเธอไปส่งบ้านก่อน”
“ข้ากำลังจะไปแคว้นเฟิง ท่านแม่ข้าตายแล้ว บ้านข้าในยี่ชุนไม่มีแล้ว ข้าต้องไปหาท่านพ่อในแคว้นเฟิง” เด็กสาวตอบ
“อ่อ” หลินจื่อเซียนพยักหน้ารับรู้ “แล้วเธอชื่ออะไร?”
“เซี่ยจินเย่” เซี่ยจินเย่ตอบ พลางย้อนถาม “แล้วเจ้า?”
“จื่อเซียน” หลินจื่อเซียนไม่บอกชื่อแซ่เต็มๆ แล้วถามว่า “แล้วแคว้นเฟิงอยู่ห่างจากที่นี่เท่าไหร่?”
“ข้าก็ไม่รู้” เซี่ยจินเย่ส่ายหน้า เพราะตั้งแต่เล็กจนโตนางไม่เคยย่างก้าวออกจากหมู่บ้านเลย แต่เมื่อท่านแม่ตายแล้ว บ้านก็ถูกยึดไป นางจึงคิดจะไปอาศัยอยู่กับท่านพ่อที่แคว้นเฟิง ท่านพ่อของนางคืออ๋องเซี่ยจื่อเย่ เดินทางออกมายังไม่ทันไรก็ถูกชายชั่วรุมข่มเหงแล้ว ทำให้นางอยากจะตายไปเสียให้พ้นทุกข์ แต่ไม่คิดเลยว่าสตรีอำมหิตนางนี้จะไม่ยอมให้นางตาย
หลินจื่อเซียนจึงซักถามเซี่ยจินเย่หลายคำถาม เซี่ยจินเย่ก็เล่าเรื่องราวของตัวเองให้ฟังอย่างไม่ปิดบัง จนหลินจื่อเซียงชักจะเชื่อแล้วว่าตัวเองต้องทะลุมิติ ข้ามภพอะไรพวกนั้นมาแน่แล้ว สถานที่ที่เซี่ยจินเย่พูดถึง เธอจึงไม่รู้จักสักที่ อีกทั้งคนโลกนี้ยังมีการฝึกฝนพลังตามธาตุทั้งห้าอีกด้วย ฟังจากที่เซี่ยจินเย่พูด ตัวนางเองเป็นพวกพลังธาตุไม้ แต่พลังของนางอ่อนแอยิ่งนัก พลังสีดำ ที่แม้แต่ขั้นหนึ่งก็ยังไม่ถึงเลย ไม่อาจใช้งานได้เหมือนพลังธาตุไม้ที่ชายคนนั้นใช้กับหลินจื่อเซียน สรุปว่า มีธาตุ ดิน ทอง ไม้ น้ำ ไฟ ลม ส่วนระดับพลังแบ่งเป็นสามสีดำ เทา ขาว แต่ละสีแบ่งขั้นพลังเป็น 5 ระดับ พวกธาตุดิน ไม้ น้ำ พบเจอได้ง่าย พวกธาตุ ทอง ไฟ ลม พบเจอได้ยาก ส่วนพวกที่มีธาตุคู่ ก็พบเจอได้น้อยมาก ส่วนใหญ่ 1 คน 1 ธาตุ
ส่วนชิงเฉิน เป็นคนที่พบเจอได้น้อยยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทรเสียอีก แต่ตอนนี้ก็อยู่ตรงหน้าเซี่ยจินเย่แล้ว 1 คน นางดีใจมากที่ได้เห็นชิงเฉินตัวจริงๆ นางเคยได้ยินท่านแม่เล่าว่า มีชิงเฉินคนหนึ่งอยู่ในแคว้นเฟิง ฐานะสูงส่งยิ่งนัก อายุหลายร้อยปี ผมเป็นสีขาวไปทั้งศีรษะ นางเคยคิดว่าหากได้ไปแคว้นเฟิง นางต้องหาโอกาสเห็นชิงเฉินคนนั้นสักครั้งให้ได้
เมื่อหลินจื่อเซียนรับรู้ว่าชิงเฉินเป็นพวกหาได้ยาก ก็รู้สึกได้ถึงเค้ารางอะไรบางอย่างที่น่าจะก่อความวุ่นวายมาให้เธอไม่น้อยถ้าคนอื่นรู้ว่าเธอเป็นชิงเฉิน ดังนั้นเธอจึงขู่เซี่ยจินเย่ว่า “ถ้าเจ้าบอกใครเรื่องที่ข้าเป็นชิงเฉิน ข้าจะให้เจ้าตายทรมานที่สุด!”
“ไม่พูดๆ ข้าสาบานต่อฟ้าดินจะไม่พูดเด็ดขาด” เซี่ยจินเย่ส่ายหน้าแล้วพูดน้ำเสียงหนักแน่น หลินจื่อเซียนจึงพยักหน้า “ดี”
หลังจากนั้นทั้งสองคนก็ออกเดินทางไปยังแคว้นเฟิง ก่อนออกเดินทาง เซี่ยจินเย่ก็เลือกๆ เสื้อผ้าของคนตายมาสวมใส่ปิดบังเรือนร่างเปลือย เพราะเสื้อผ้าของนางถูกคนชั่วช้าพวกนั้นฉีกทึ้งจนขาดหมดแล้ว หลินจื่อเซียนก็เลือกเสื้อผ้าคนตายมาเปลี่ยนเช่นกัน เพราะถ้าเธอใส่เสื้อผ้าของเธอ ผู้คนย่อมดูออกในทันทีว่าเธอไม่ใช่คนถิ่นนี้
หลังจากสอบถามอายุกันแล้วก็รู้ว่าเซี่ยจินเย่อายุน้อยกว่า 3 ปี เซี่ยจินเย่จึงเรียกจื่อเซียนว่าพี่จื่อเซียน ส่วนหลินจื่อเซียนก็เรียกเซี่ยจินเย่ว่า น้องจินเย่
เพราะต้องการรีบไปให้ห่างจากจุดเกิดเหตุ หลินจื่อเซียนจึงเร่งเดินทาง คอยประคับประคองเซี่ยจินเย่ไปตลอดทาง
โชคดีตอนที่กำลังเปลี่ยนเสื้อผ้ากันอยู่นั้น หลินจื่อเซียนก็ค้นตัวคนตายทุกคน เก็บทรัพย์สมบัติที่ติดตัวพวกนั้นมาจนหมด ทำให้เธอมีเงินทองพอประมาณ และก็เป็นโชคดีที่หนึ่งในคนตายสวมแหวนเก็บของเอาไว้ แหวนเก็บของก็คือแหวนที่มีช่องมิติเก็บของ เพียงใช้พลังธาตุเล็กน้อยก็เปิดใช้งานได้แล้ว แหวนแต่ละวงก็ยังมีระดับในการเก็บของอีก บางประเภทเก็บไฟได้ บางประเภทเก็บสัตว์เลี้ยงได้ เซี่ยจินเย่เห็นแหวนเก็บของจึงอธิบายวิธีใช้งานให้พี่จื่อเซียนฟังอย่างละเอียด หลินจื่อเซียนก็เก็บของไว้ในแหวนแล้วสวมเอาไว้บนนิ้ว ทีแรกแหวนหลวม แต่พอเธอสวมบนนิ้วแล้ว มันก็หดเล็กลงจนพอดีกับนิ้วเธอ
อือ ไอ้แหวนเก็บของนี่น่าจะคล้ายๆ กับบ้านย่อส่วนได้ในเรื่องแอ้นท์แมนล่ะมั้ง?
ถ้าไม่ใช่เป็นเพราะไม่ค่อยไว้ใจเซี่ยจินเย่ หลินจื่อเซียนคงไม่มาเดินย่ำเท้าอย่างนี้หรอก คงพาเซี่ยจินเย่จั๊มไปแล้ว แต่เพราะยังไม่ไว้ใจ ก็อย่าเพิ่งให้อีกฝ่ายรู้ความลับอะไรมากมายนักจะดีกว่า สองสาวจึงเดินเท้าไปด้วยกัน ผ่านเส้นทางระหว่างหมู่บ้านไปเรื่อยๆ เหนื่อยก็หยุดพัก หายเหนื่อยก็เดินทางต่อ แต่เดินไปได้ 1 วันเซี่ยจินเย่ก็เป็นไข้ขึ้นมา ตัวร้อนผ่าวจนน่าตกใจ
“น้องเย่ ไม่สบายแล้ว” หลินจื่อเซียนประคองเซี่ยจินเย่ไปนั่งพักใต้ร่มไม้ แค่จับมือจับแขนก็รู้แล้วว่าเป็นไข้สูง นี่ถ้าเป็นโลกของเธอ เอายาพาราให้กิน คอยเช็ดตัวให้ก็ไม่น่าห่วงแล้ว แต่นี่เป็นโลกที่ไม่คุ้นเคย แล้วเธอจะไปหายาพาราได้จากที่ไหน?
“พี่จื่อเซียน ข้าหนาว” เซี่ยจินเย่เริ่มเพ้อ หลินจื่อเซียนหน้าเครียดทันที ตบหลังมือเซี่ยจินเย่เบาๆ “รอข้าอยู่นี่นะ ข้าจะไปหาสมุนไพรมาลดไข้ให้เจ้า”
เธอบอกเซี่ยจินเย่ พยายามฝึกพูดให้เหมือนกับคนท้องถิ่น เซี่ยจินเย่พยักหน้า หลินจื่อเซียนจึงรีบเดินไปดูตามข้างทางทันทีว่าพอจะมีสมุนไพรอะไรลดไข้ได้บ้าง ขณะที่เธอมองหาอย่างร้อนใจอยู่นั้น พลัน! ตรงหน้าเธอก็ปรากฏรอยแยกเล็กๆ แล้วมีต้นสมุนไพรพุ่งออกมา ทำเธอตกใจไม่น้อย “เฮ้ย!”
แต่พอสายตาเห็นต้นสมุนไพรนั้น ความรู้ก็ผุดขึ้นมาในสมอง เธอคว้าต้นสมุนไพรต้นนั้นหมับ มือขยับๆ ขยำกำๆต้นสมุนไพรอยู่ครู่หนึ่ง ต้นสมุนไพรต้นนั้นก็กลายเป็นผงละเอียดราวกับผ่านการอบแล้วตากแห้งบดละเอียดเรียบร้อย จากนั้นผงสมุนไพรในมือก็รวมตัวอัดเป็นเม็ดกลมๆ หลายเม็ดอยู่ในกำมือเธอ เธอมองยาสมุนไพรนั้นอย่างตกใจ ตาเบิกโตจ้องเม็ดยากลมๆ พวกนั้น
“นี่คือการหลอมยา!” เธอหลุดคำพูดออกมา มือเธอขยับไปเองโดยอัตโนมัติ หลังจากหายตกใจแล้วเธอก็รีบเดินกลับไปหาเซี่ยจินเย่
Chapter 5
“แม่นาง จะรีบไปไหนเล่า?”
หลินจื่อเซียน รีบเอายาป้อนใส่ปากเซี่ยจินเย่ซึ่งไข้ขึ้นสูงจนไม่ค่อยมีสติเท่าไหร่ ทันทีที่ยาเข้าปากก็ละลายกลายเป็นน้ำไหลลงคอไปอย่างรวดเร็ว หลินจื่อเซียนก็ป้อนน้ำตามไป จากนั้นเธอก็เอาผ้าผืนเล็กออกมาจากแหวนเก็บของ แล้วก็ถุงหนังใส่น้ำ เธอราดน้ำใส่ผ้าจนชุ่มแล้วบิดหมาดๆ เอาผ้าเช็ดหน้าเช็ดตัวให้เซี่ยจินเย่ เธอเฝ้าเช็ดตัวให้เซี่ยจินเย่หลายรอบจนความร้อนลดลงไปมาก ก็ไม่รู้ว่าเป็นเพราะยาออกฤทธิ์หรือเพราะการเช็ดตัวลดความร้อนกันแน่ แต่ไม่ว่าจะเป็นยังไง ไข้ลดก็ดีแล้ว
เซี่ยจินเย่รู้สึกสบายตัวขึ้นก็ผล๊อยหลับไปอย่างง่ายดาย หลินจื่อเซียนมองอาการเซี่ยจินเย่แล้วก็คิดว่า วันนี้คงต้องหยุดพักที่ตรงนี้แล้วล่ะ จากนั้นเธอก็ลุกไปเดินเก็บกิ่งไม้แห้งๆ มาไว้ใช้ทำฟืนก่อไฟ
หลังจากจัดการแค้มป์ชั่วคราวเสร็จแล้วเธอก็เดินกลับไปนั่งข้างๆเซี่ยจินเย่ คอยเฝ้าดูอาการอยู่ตลอดเวลา อาหาร เธอก็เอาเสบียงแห้งออกมาจากแหวนเก็บของแล้วกินอย่างง่ายๆ ไม่ต้องมีพิธีรีตองอะไรมาก แค่กินให้ท้องอิ่มเท่านั้น
จนความมืดโรยตัวมีเพียงแสงไฟจากกองไฟส่องสลัวๆ แต่สำหรับสายตาของหลินจื่อเซียนแล้วไม่เป็นอุปสรรคเลยแม้แต่น้อย เธอสามารถมองเห็นในความมืดได้อย่างชัดเจนราวกับกลางวัน ดังนั้นกองไฟที่ก่อไว้ก็เพื่อให้ความอบอุ่นกับเซี่ยจินเย่เท่านั้น
เซี่ยจินเย่นอนอยู่กับพื้น สักพักมือก็ควานไปรอบตัว พอเจอร่างกายอุ่นๆ นางก็ขยับตัวกอดเอาไว้แน่น หลินจื่อเซียนร้อง ฮื่อ คำหนึ่ง แต่ก็ไม่ได้ผลักไส ก็คนไม่สบายไม่ได้สติ จะเอาอะไรนักหนาล่ะ
ครั้นถึงเวลากินยา หลินจื่อเซียนก็คอยเอายาป้อนใส่ปาก จนกระทั่งเกือบรุ่งเช้า ไข้ก็ลดลงจนเป็นปกติ จนกระทั่งสาย เซี่ยจินเย่ก็ลืมตาตื่นขึ้นมา พอเห็นว่าตัวเองกอดพี่จื่อเซียนเอาไว้ก็ทำหน้าเจื่อนๆ “อา…พี่จื่อเซียน ขออภัยด้วย”
“ช่างเถอะ เจ้าดีขึ้นแล้วซินะ” หลินจื่อเซียนถามแล้วก็ใช้หลังมือวัดอุณหภูมิ พบว่าไม่มีไข้แล้วก็โล่งใจ เซี่ยจินเย่ขยับตัวลุกขึ้นนั่ง มองพี่จื่อเซียนอย่างซาบซึ้ง “ขอบคุณท่านพี่ที่ดูแลข้าเจ้าค่ะ”
“นี่ๆ อย่าพูดอะไรที่ทำให้ขนลุกได้ไหม พูดยังกับเป็นสามีภรรยากันงั้นแหละ” หลินจื่อเซียนโบกๆ มือ เซี่ยจินเย่อ้าปากค้างครู่หนึ่ง แล้วก็หน้าแดงแปร๊ด! หลินจื่อเซียนไม่สนใจท่าทีของอีกฝ่าย ลุกขึ้นนั่งแล้วก็ลุกขึ้นยืนอย่างฉับไว เซี่ยจินเย่คิดถึงยาที่ถูกป้อนเมื่อคืนก็คิดว่าคงเป็นยาที่เก็บมาจากคนชั่วช้าพวกนั้นกระมัง ไม่ได้นึกสงสัยว่าพี่จื่อเซียนเอายามาจากไหน
หลินจื่อเซียนเอาเสบียงออกมาจากแหวนเก็บของ ยื่นไปให้เซี่ยจินเย่ “กินซิ จะได้เดินทางต่อ”
“เจ้าค่ะ” เซี่ยจินเย่รับเสบียงมากินอย่างว่าง่าย รู้สึกว่าโชคดีนักที่ได้พี่จื่อเซียนช่วยเหลือ หากนางไม่ยื่นมือช่วย ตัวเองก็คงจะกลายเป็นศพที่ถูกขืนใจจนตายไปแล้วกระมัง คำพูดที่ว่าชีวิตของนางเป็นของพี่จื่อเซียนนั้นถูกต้องยิ่งนัก ชีวิตนี้เป็นพี่จื่อเซียนช่วยไว้ นางไม่มีสิทธิ์คิดที่จะทำลายชีวิตตัวเอง สายตาที่นางมองพี่จื่อเซียนจึงเต็มไปด้วยความซาบซึ้งใจเต็มเปี่ยม
“ทำไมยังไม่กินล่ะ?” หลินจื่อเซียนถามอย่างสงสัย เซี่ยจินเย่จึงหลุบตาลง กัดเสบียงแห้ง หลินจื่อเซียนมองไปรอบๆ แล้วยกเสบียงแห้งขึ้นกัด เคี้ยวตุ้ยๆ ท่าทางไม่เรียบร้อยนัก ตอนนี้เธอไม่มีใจจะมาใส่ใจเรื่องมารยาทหรอกนะ สิ่งสำคัญก็คือต้องเรียนรู้สถานการณ์ในตอนนี้ให้มากที่สุด ตอนนี้เธอรู้สึกเหมือนเป็นปลาที่จู่ๆ ก็ถูกย้ายจากตู้เลี้ยงเดิมมาใส่ตู้ใหม่ แล้วในตู้ใหม่นี้มีอันตรายอะไรบ้างเธอก็ไม่รู้เลย คล้ายๆ คนตาบอดคลำทางนั้นแหละ แล้วเธอจะกลับไปหาพ่อหาแม่ยังไง นี่คือสิ่งที่เธอคิดอยู่ทุกวินาที
ครั้นกินเสร็จแล้ว หลินจื่อเซียนก็ปัดๆ มือ มองเซี่ยจินเย่ซึ่งกินใกล้จะเสร็จแล้ว
ในขณะที่เซี่ยจินเย่กำลังไข้ขึ้นจนต้องหยุดพักการเดินทาง หานรั่วเฟยก็มาถึงจุดที่ชายชั่วช้าถูกฆ่าตาย เป็นเพราะแร้งดำได้กลิ่นเลือด มันจึงบินพรูลงไปจิกกินศพ หานรั่วเฟยตามมาถึงก็มองดูอย่างสงสัย “หือ?”
เขาเดินไปดูร่องรอย พลางครุ่นคิด “คนพวกนี้เป็นใคร? เหตุใดจึงถูกฆ่าตายอยู่ที่นี่? ถูกใครฆ่า?”
เขาค่อยๆ สำรวจร่องรอยอย่างละเอียด เขาเดินดูรอบๆ จนทั่วรอบหนึ่ง แล้วก็กลับมายืนตรงจุดที่มีรอยก่อกองไฟ เขาเอาไม้มาเขี่ยกองขี้เถ้า พบว่าใต้กองขี้เถ้ายังมีถ่านคุอยู่เล็กน้อย ทำให้สามารถอนุมานเวลาได้ว่า กองไฟนี้คงก่อไว้เมื่อคืน ส่วนศพพวกนั้นดูจากสภาพศพแล้วน่าจะตายตอนช่วงสายของวัน สภาพศพไม่มีบาดแผลมากนัก คาดเดาได้ 2 ประการ ประการหนึ่งคือ คนฆ่ามีฝีมือพอตัว ลงมือไม่กี่ทีก็ฆ่าคนได้แล้ว ประการที่สองคือ คนตายมีฝีมือพอตัวจึงรับมือได้ดีทำให้ไม่มีบาดแผลมาก จนกระทั่งพลาดพลั้งถูกฆ่าตาย
“อืม…เป็นประการแรกหรือประการที่สอง?” เขาครุ่นคิด แล้วก็เห็นอาภรณ์สตรีกองอยู่กับพื้นกองหนึ่ง เขาหยิบขึ้นมาคลี่ดู ดูจากสภาพแล้วฉีกขาดเพราะถูกกระชากจนขาด เขามองหาศพสตรี แต่ก็ไม่เห็น “ถ้างั้นก็หมายความว่า สตรีนางนี้คงมาประสบกับชายพวกนี้ แล้วถูกชายพวกนี้ข่มเหง? สู้กันไปสู้กันมา จากนั้นสตรีผู้นี้ก็ฆ่าคนพวกนี้ได้งั้นรึ? อืม…”
เขาคิดๆ วิเคราะห์ตามสภาพการณ์ เมื่อไม่เห็นศพสตรีก็บ่งบอกได้ว่าสตรีผู้นี้คงจากไปแล้ว ส่วนจะได้รับบาดเจ็บมากน้อยเพียงใด ยังเป็นหรือตายก็ไม่เกี่ยวอะไรกับเขา ที่เขามาไกลถึงขนาดนี้ก็เพราะเจ้าคนชั่วช้าสารเลวนั่น แต่ถ้ายังมุ่งหน้าไปอีก ก็จะเข้าเขตแคว้นเฟิงมากเกินไป เขาตามมาไกลจนถึงขนาดนี้แต่ก็ยังไม่พบร่องรอยอะไร คาดว่าเจ้าคนชั่วช้านั่นคงไม่ได้หนีมาทางนี้แน่
หลังจากคิดวิเคราะห์ดูแล้ว เขาจึงหันไปสั่งแร้งดำว่า “กลับ!”
“กี๊ด” แร้งดำส่งเสียงร้อง แล้วก็บินกลับไปตามทิศทางเดิม หานรั่วเฟยก็เดินกลับไปตามทางเดิมเช่นกัน เขาได้แต่หวังว่าคนอื่นๆ น่าจะจับตัวเจ้าสารเลวนั่นได้ ไม่เช่นนั้นหากถึงเวลาเจ้าสำนักตื่นขึ้นมา คงไม่มีใครรองรับโทสะของท่านเจ้าสำนักไหวสักคน แค่คิดถึงข้อนี้ ขนทั่วร่างก็ลุกชันอย่างเสียวสันหลังไม่หยุด
หลังจากเซี่ยจินเย่กินเสร็จแล้ว สองสาวก็ออกเดินทางต่อ หลินจื่อเซียนไม่จำเป็นต้องตรวจร่างกายของเซี่ยจินเย่ก็รู้ว่าสภาพร่างกายนางกลับสู่สภาพปกติแล้วด้วยการฟังเสียงหัวใจที่เต้นสม่ำเสมอก็รู้แล้ว ขณะที่เดินทางไปนั้นเธอก็ครุ่นคิดถึงรอยแยกเล็กๆ ที่มีต้นสมุนไพรออกมา อืม…ไอ้นั่นคืออะไร? อีกทั้งสมุนไพรที่ออกมาจากรอยแยกนั้นก็เป็นชนิดที่เธอต้องการพอดี น่าสงสัย อืม…น่าสงสัยมาก
เดินทางตอนสาย จนบัดนี้ตะวันเริ่มตรงหัวแล้ว หลินจื่อเซียนไม่เหนื่อย แต่เซี่ยจินเย่นั้นไม่ไหวแล้ว ด้วยสภาพร่างกายที่ผ่านการถูกขืนใจตลอดทั้งคืน อีกทั้งยังเดินทางอีกเกือบตลอดวัน ตกเย็นก็จับไข้เพิ่งจะหาย ทำให้สภาพร่างกายอ่อนแอกว่าปกติจนหมดแรงจนต้องเอามือยันต้นไม้ข้างทาง หลินจื่อเซียนไม่ได้ยินเสียงฝีเท้าเดินตามมา อีกทั้งได้ยินเสียงหอบหายใจจึงหันไปดู ดวงตาก็ทอประกายเห็นอกเห็นใจ เดินย้อนกลับไปถาม “เดินไม่ไหวแล้วเหรอ?”
“ไม่ไหวแล้วเจ้าค่ะ” เซี่ยจินเย่ส่ายหน้า ยกมือปาดเหงื่อบนหน้าผาก หลินจื่อเซียนมองแล้วก็มองไปรอบๆ พลัน! หูก็ได้ยินเสียงพูดคุยดังแว่วมา เธอฟังเสียงแล้ว คำนวณได้ว่าเสียงที่ได้ยินนั้นอยู่ห่างจากตัวเองไปราว 1 กิโลเมตร ฟังๆ จากเสียงนั้น คาดได้ว่า ตรงนั้นมีคนอยู่ 5 คน
“เสี่ยวเอ้อร์ เอาชามาอีก”
“ขอรับๆ”
“พี่ใหญ่ อีกใกลไหมกว่าจะถึงแคว้นเฟิงน่ะ?”
“ขี่ม้าอีก 3 วันก็ถึงแล้วน้องเล็ก”
“หึ!”
เสียงพูดคุยเหล่านั้น หลินจื่อเซียนได้ยินทั้งหมด จึงสามารถคาดเดาได้ว่าตรงจุดนั้นน่าจะเป็นร้านขายของที่ดูๆแล้ว น่าจะคล้ายๆกับคาเฟ่เล็กๆที่เธอคุ้นเคย เธอจึงหันไปพูดกับเซี่ยจินเย่ว่า “เจ้านั่งพักก่อน หายเหนื่อยแล้วพวกเราค่อยเดินต่อเถอะนะ”
เธออยากไปให้ถึงตรงนั้น แต่เซี่ยจินเย่เดินไม่ไหวแล้ว ก็ได้แต่ต้องทำใจเย็นๆ ดีกว่า เซี่ยจินเย่พยักหน้ารับ แล้วนั่งลงกับพื้น หลังพิงต้นไม้อย่างหมดแรง นางเงยหน้ามองพี่จื่อเซียน ถามว่า “ท่านพี่ไม่เหนื่อยบ้างหรือ? ข้าไม่เห็นท่านมีเหงื่อเลย”
“ไม่เหนื่อย” หลินจื่อเซียนตอบ แล้วก็พูดว่า “ต่อไปเจ้าต้องออกกำลังกายให้เยอะๆ หน่อยจะได้แข็งแรง”
“ออกกำลังกาย?” เซี่ยจินเย่ทวนคำอย่างงุนงง “คืออะไรเจ้าคะ?”
พอถูกถามกลับ หลินจื่อเซียนก็รู้ตัวว่าตัวเองหลุดคำพูดที่เคยชินอีกแล้ว จึงยิ้มแล้วตอบว่า “หมายถึงออกแรงน่ะ เจ้าต้องออกแรงให้มากๆ หน่อย จะได้แข็งแรง”
“อ่อ” เซี่ยจินเย่พยักหน้าเข้าใจ
จนกระทั่งหายเหนื่อยแล้ว สองสาวจึงออกเดินทางต่อ เดินมาจนถึงทางแยก เซี่ยจินเย่ก็ลังเลขึ้นมา ไม่รู้จะไปทางไหนดี “นี่…”
แต่หลินจื่อเซียนไม่ลังเลเลย เลือกเส้นทางทางด้านซ้าย เพราะเสียงที่ได้ยินนั้นอยู่ทางด้านซ้าย เซี่ยจินเย่จึงเดินตามไปติดๆ จนเดินไปเห็นเพิงน้ำชาเซี่ยจินเย่ก็ดีใจ รีบชี้มือไป “พี่จื่อเซียนตรงนั้นมีร้านน้ำชาเจ้าค่ะ”
หลินจื่อเซียนพยักหน้า “อืม”
เซี่ยจินเย่รีบเดินเร็วๆ พุ่งไปหาร้านน้ำชาอย่างดีใจราวกับอูฐกลางทะเลทรายที่เจอแหล่งน้ำอย่างไรอย่างนั้น หลินจื่อเซียนเดินตามไป เสี่ยวเอ้อร์เห็นคนเดินมาใกล้ก็รีบร้องว่า “น้ำชาร้อนๆ ขอรับ”
เซี่ยจินเย่ยืนเก้ๆ กังๆ อยู่หน้าเพิงน้ำชา เพราะตัวเองก็เพิ่งจะออกจากหมู่บ้านเป็นครั้งแรก ไม่เคยไปร้านน้ำชาเลยสักครั้ง การกินอยู่ที่ผ่านมาล้วนแต่มีท่านแม่จัดเตรียมไว้ให้ เมื่อเสี่ยวเอ้อร์เห็นท่าทางเก้ๆ กังๆ ก็เบะปากดูแคลน เถ้าแก่เห็นเด็กสาวก็กำลังจะออกปากไล่ แต่พอเหลือบไปเห็นเด็กสาวอีกคนที่เดินตามหลังมา ปากที่กำลังจะอ้าก็หุบลงฉับ! เพราะท่าทางการเดินที่เอ้อระเหยลอยชายราวกับเดินอยู่ในบ้านตัวเองนั้นทำให้เถ้าแก่ไม่กล้าดูแคลน ประเมินได้ทันทีว่าเด็กคนหลังนั้นควรจะต้อนรับให้ดี
เมื่อหลินจื่อเซียนเดินมาถึงเพิงน้ำชาก็ถามว่า “ทำไมไม่เข้าไปนั่งล่ะ? เมื่อยขาแล้วไม่ใช่เหรอ?”
“ข้า…ไม่เคย” เซี่ยจินเย่ตอบตะกุกตะกักอย่างประหม่า หลินจื่อเซียนมองแล้วก็จับมือเซี่ยจินเย่เดินเข้าไปนั่งที่โต๊ะว่างในเพิงน้ำชา ซึ่งมีลูกค้าอีกโต๊ะหนึ่งนั่งกันอยู่ก่อน 3 คน คาดว่าคงเป็นคนที่เธอได้ยินเสียงคุยกันก่อนหน้านี้ล่ะมั้ง?
หลินจื่อเซียนมองเพิงน้ำชา เห็นมีซึ้งตั้งอยู่บนเตา ควันลอยกรุ่นๆ คาดว่าในซึ้งคงเป็นอาหาร จึงถามคนที่ดูท่าทางว่าจะเป็นเด็กเสิร์ฟว่า “ในซึ้งนึ่งอะไรเหรอ?”
“ซาลาเปา” เสี่ยวเอ้อร์ตอบเสียงแข็ง หลินจื่อเซียนจึงสั่งว่า “เอามา 4 ลูก น้ำชาด้วย”
เสี่ยวเอ้อร์พยักหน้ารับ แล้วเดินไปรับน้ำชากับซาลาเปาจากเถ้าแก่
“ยี้ สกปรก” เสียงพูดจากอีกโต๊ะหนึ่งดังขึ้น หลินจื่อเซียนกับเซี่ยจินเย่หันไปมอง แล้วทั้งสองก็ได้เห็นเด็กสาวที่อายุไล่เลี่ยกับพวกตนคนหนึ่งมองตรงมาที่พวกตนด้วยสายตาดูแคลนอย่างไม่ปิดบัง แสดงสีหน้ารังเกียจอย่างเปิดเผย มีชายหนุ่มอายุราว 20 คนหนึ่งกับอายุ 18 นั่งอยู่ด้วยกันกับเด็กสาวคนนั้น
“น้องเล็ก!” ชายอายุ 20 ส่งเสียงปรามเด็กสาว เด็กสาวจึงหันไปมองเขาทีหนึ่ง แล้วทำตัวสงบเสงี่ยมขึ้นมานิดหนึ่ง แล้วชายอายุ 20 ก็เปิดปากพูดว่า “ขออภัยแม่นางทั้งสอง”
“ช่างเถอะ” หลินจื่อเซียนโบกมือไม่ใส่ใจ เพราะพวกเธอสองคนก็สกปรกจริงๆ นั้นแหละ ตั้งแต่ฆ่าคนพวกนั้น ก็ยังไม่ได้มีโอกาสอาบน้ำเลย คราบเลือดจึงยังเปรอะเปื้อนเนื้อตัวอยู่บ้าง ได้แต่ใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดตัวเอาเท่านั้น
เสี่ยวเอ้อร์ยกซาลาเปากับน้ำชามาวาง แล้วก็ถอยไป เซี่ยจินเย่จึงรินน้ำชาให้พี่จื่อเซียนก่อน แล้วค่อยรินให้ตัวเอง
“ขอบใจ” หลินจื่อเซียนพูดอย่างเคยปาก ยกถ้วยชาขึ้นมาสูดกลิ่น แค่ได้กลิ่น ในสมองก็ผุดชื่อใบชาที่ใช้ชงชานี้ขึ้นมาชื่อหนึ่ง ซึ่งถ้าเทียบกับระดับชาที่เธอคุ้นเคย ชาชนิดนี้ก็เทียบได้กับชาทั่วไปที่ร้านอาหารทั่วๆไป ใช้ต้มทีละมากๆ บริการลูกค้านั้นแหละ
เธอจิบชา แล้วก็หยิบซาลาเปาขึ้นมากัด ซาลาเปาก็ไม่ได้เลิศรส แค่พอกินได้เท่านั้น ทำเธอคิดถึงซาลาเปาฝีมือป้าจางเหลือเกิน เซี่ยจินเย่ก็หยิบซาลาเปามากิน
“ไปเถอะ น้องรอง น้องเล็ก” ชายอายุ 20 พูดขึ้น วางเงินไว้บนโต๊ะแล้วลุกขึ้นเดินออกไป อีกสองคนก็เดินตามไป
“โอกาสหน้าเชิญอีกนะขอรับ” เถ้าแก่พูดส่งลูกค้า หน้าตายิ้มแย้ม
ตั้งแต่ต้นจนคนจากไป หลินจื่อเซียนยังไม่ได้ยินคนที่ถูกเรียกว่า ‘น้องรอง’ พูดสักคำ เห็นคนทั้งสามเดินไปขึ้นม้าคนละตัว ม้าที่นี่ก็เหมือนม้าที่เธอเคยเห็นนั่นแหละ ไม่ได้แตกต่างกันสักนิด มีเสี่ยวเอ้อร์คอยจับม้าไว้ให้ท่าทางพินอบพิเทา จากนั้นทั้งสามก็ขี่ม้าจากไปทิ้งไว้เพียงฝุ่นให้เสี่ยวเอ้อร์สำลัก
“ถ้ามีม้าก็ดีซิ” เซี่ยจินเย่มองตาม พูดลอยๆ ขึ้นมา หลินจื่อเซียนจึงถามว่า “ม้าตัวนึงราคาเท่าไหร่?”
“แพงยิ่งนัก” เซี่ยจินเย่ตอบ แล้วก็กระซิบว่า “ต่อให้ใช้เงินทองทั้งหมดในแหวนของท่านพี่ยังไม่พอจะซื้อเลยเจ้าค่ะ”
“อ่อ” หลินจื่อเซียนพยักหน้ารับรู้ แล้วคิดในใจ ที่นี่ก็ยังบูชาคนรวยเหมือนโลกของเธอนั่นแหละ
ขณะที่เธอกำลังคิดอยู่นั้น ก็มีม้าควบมาหยุดหน้าเพิงน้ำชาจนฝุ่นฟุ้งตลบ
“ฮี้” ม้า 4 ตัวหยุดใกล้ๆ กัน เสี่ยวเอ้อร์ก็ปราดไปต้อนรับลูกค้า ท่าทางพินอบพิเทา “เชิญขอรับๆ”
เถ้าแก่ก็ร้องว่า “เชิญขอรับๆ”
หลินจื่อเซียนเห็นการต้อนรับของเถ้าแก่กับเสี่ยวเอ้อร์ก็ยิ่งคิดในใจ อืม…ต้องมีเงินถึงจะมีอำนาจพอที่จะทำให้คนก้มหัวให้
คน 4 คนลงมาจากหลังม้า เดินอาดๆ เข้ามาในเพิง แล้วนั่งลงที่โต๊ะอย่างวางก้าม “เอาเหล้ามา! เจ้ามีอาหารดีๆ อะไรก็รีบยกมา”
“ขอรับๆ” เถ้าแก่รับคำสั่ง แล้วรีบหยิบไหเหล้าออกมา เสี่ยวเอ้อร์ก็รับไปยกไปให้ลูกค้า จากนั้นเถ้าแก่ก็คีบซาลาเปาใส้เนื้อออกจากซึ้งหลายลูกใส่จาน แล้วส่งให้เสี่ยวเอ้อร์ยกไปให้ลูกค้า
เมื่อเห็นซาลาเปา ชายคนที่สั่งเหล้าก็ตบโต๊ะปัง! “เถ้าแก่ เจ้าอยากตายรึ? เอาเนื้อมา!”
เถ้าแก่สะดุ้งโหยง พูดเสียงสั่นๆ ว่า “มะ…ไม่มี…ขะ…ขอรับ”
หลินจื่อเซียนเห็นว่าลูกค้ากลุ่มนี้เป็นพวกอันธพาล เธอจึงเอาเงินวางไว้บนโต๊ะ จับมือเซี่ยจินเย่กระซิบว่า “ไปกันเถอะ”
เซี่ยจินเย่รีบเคี้ยวซาลาเปาคำสุดท้ายแล้วรีบลุกไปพร้อมกับพี่จื่อเซียน
“แม่นาง จะรีบไปไหนเล่า?” เสียงหนึ่งดังตามหลัง หลินจื่อเซียนเหล่ตามองแวบหนึ่งแล้วจูงมือเซี่ยจินเย่เดินต่อไป
“นี่! ข้าพูดกับพวกเจ้าอยู่นะ!” คนๆเดิมพูดอีก เซี่ยจินเย่สะดุ้งเฮือก รู้สึกกลัวจนตัวสั่นน้อยๆ หลินจื่อเซียนยังคงจูงมือเซี่ยจินเย่เดินไป
“หนอย! กล้าดูแคลนข้าพยัคฆ์คำรามงั้นรึ!” คนๆ เดินตะคอกเสียงดังดุดัน หลินจื่อเซียนไม่สนใจยังคงจูงมือเซี่ยจินเย่เดินไป
พยัคฆ์คำรามจึงลุกขึ้น พุ่งตัวไป ยื่นมือไปจับไหล่เด็กสาวที่กล้าดูแคลนตัวเอง มือยังไม่ทันจับไหล่ ก็รู้สึกเจ็บจนหน้าเบ้ ตัวเซถอยหลังไปสี่ห้าก้าว สองมือกุมเป้าตัวเอง ร้องไม่ออก
หลินจื่อเซียนดึงเท้ากลับอย่างรวดเร็วจนคนมองไม่ทัน เห็นแค่พยัคฆ์คำรามเซถอยหลังไป หน้าตาเจ็บปวดจุกรวดร้าวเหลือประมาณเท่านั้น คนอีก 3 คนที่มาด้วยกันกับพยัคฆ์คำรามก็นั่งบื้อใบ้ งงเป็นไก่ตาแตก ไม่รู้เช่นกันว่าพี่ใหญ่เป็นอะไร
พยัคฆ์คำรามพยายามชี้นิ้วขึ้นมา สั่งเสียงตะกุกตะกักว่า “พะ…พวกเจ้า…จะ…จับมัน…หะ…ให้ข้า!”
อีก 3 คนพอได้ยินพี่ใหญ่สั่งเช่นนั้นก็รีบลุกขึ้น กรูไปหาเด็กสาวสองคนนั่นทันที เซี่ยจินเย่กลัวจนใช้พลังธาตุไม้ของตัวเอง แต่ไอพลังสีดำเข้มก็เพียงแค่แผ่ออกมารอบๆ ตัวเท่านั้น
“หึ! เป็นแค่ขั้นสีดำที่ยังไม่ถึงขั้นหนึ่ง คิดสู้กับพวกข้ารึ! ฮ่าๆๆๆ” คนหนึ่งดูแคลนพลางหัวเราะเยาะเย้ย เขาใช้พลังธาตุไม้สีดำขั้นสองของตัวเองออกมา เถาวัลย์ก็พุ่งออกมาจากตัวเขา พุ่งไปจับเด็กสาวทั้งสองคน เซี่ยจินเย่ร้องอย่างหวาดกลัว “อย่า!”
หลินจื่อเซียนมองเฉย เมื่อเถาวัลย์พุ่งมารัดข้อมือ เธอก็ขยับตัวพุ่งไปทางเถ้าแก่ เถ้าแก่ร้องลั่น “อ้า…”
หลินจื่อเซียนยื่นมือไปคว้าท่อนฟืนในเตาไฟออกมา แล้วฟาดท่อนฟืนที่กำลังลุกไหม้ใส่เถาวัลย์ที่รัดข้อมือตัวเอง ผั๊วะ
เถาวัลย์โดนไฟ คนๆ นั้นก็ร้องลั่น “โอ๊ย!”
เถาวัลย์หดกลับไปอย่างรวดเร็ว คนๆ นั้นคำรามลั่น “เจ้า!”
หลินจื่อเซียนเหยียดมุมปากอย่างดูแคลน พลังห้าธาตุงั้นรึ เฮอะ! ในเมื่อคนๆ นี้เป็นธาตุไม้ ธาตุไม้ก็ย่อมต้องแพ้ไฟนะซิ
“…” เสี่ยวเอ้อร์กับเถ้าแก่อ้าปากค้าง
หลินจื่อเซียนถือท่อนฟืนเอาไว้ในมือ ท่าทางสงบนิ่งมาก ชายอีกคนซึ่งเป็นธาตุไม้ก็ไม่กล้าเข้าใกล้เด็กสาว เพราะกลัวจะถูกท่อนฟืนติดไฟตีเอา อีกคนซึ่งเป็นธาตุน้ำ จึงใช้น้ำดับไฟบนท่อนฟืน รวมถึงไฟในเตาทั้งหมด ซ่า!
ไฟในเตาดับลง แต่ไฟบนท่อนฟืนกลับไม่ดับยังคงลุกไหม้อยู่อย่างเดิม ชายธาตุน้ำจึงร้องออกมา “นางมีธาตุไฟ!”
“ธาตุไฟแล้วอย่างไรเล่า! เจ้ามีธาตุน้ำ เจ้าก็จัดการนางซิ” ชายธาตุไม้ที่ถูกตีเอ่ยขึ้น ชายธาตุน้ำหน้ากระตุก เมื่อครู่ก็ไม่ใช่ว่าเขาจัดการแล้วรึ! แต่ฟืนในมือนางก็ยังไม่ดับ เห็นได้ชัดว่าขั้นพลังของนางสูงกว่าเขา
“ข้าไม่หาเรื่องใคร แต่ถ้าเรื่องมาหาข้า ข้าก็ไม่กลัว” หลินจื่อเซียนพูดเนิบนาบ ทำชายทั้งสี่รู้สึกขนคอลุกชันอย่างแปลกประหลาด หลินจื่อเซียนขว้างท่อนฟืนพุ่งไป ฟิ้ววววว
ชายธาตุไม้เห็นท่อนฟืนลอยมาก็เอียงหัวหลบ โป๊ก!
เพล้ง!
เขามึนจนทรุดลงไปยกมือขึ้นกุมหน้าผากตัวเอง ตรงพื้นมีกาน้ำชาแตกกระจาย เขาได้แต่มองดูเศษกานั้นอย่างบื้อใบ้ ขว้างมาตอนไหน!?
ส่วนท่อนฟืนลอยวืดไปตกอยู่บนพื้นดินข้างหลังชายธาตุไม้
หลินจื่อเซียนพุ่งไปหาชายธาตุน้ำ ดาบทั้งฝักฟาดโคร้ม! ใส่ซอกคอชายธาตุน้ำอย่างถนัดถนี่ ปึก!
“โอ๊ะ!” ชายธาตุน้ำเซลงไป ยังไม่ทันจะได้มองอะไร ก็เห็นเงาชุดเขียวๆ มาอยู่ตรงหน้าแล้ว ปึก!
ตัวเขาล้มหงายหลังลงไปนอนแอ้งแม้ง พอเงยหน้ามองก็เห็นเด็กสาวธาตุไฟคนนั้นยืนเหยียบ อกตัวเองเอาไว้ เขาขยับจะลุก เท้าเล็กๆ ข้างนั้นก็กระทืบลงมา ปึก!
Chapter 6
ครั้งหน้าข้าจะไม่ใจดีแบบนี้แน่
“อั๊ก!” เขาร้องออกมา เจ็บจุกจนหายใจแทบไม่ได้ พอเขาจะขยับตัว เท้าข้างนั้นก็ยกขึ้นแล้วกระทืบซ้ำลงมาอีก กร๊อบ!
เสียงกระดูกซี่โครงหักดังออกมา ทำเขาร้องอย่างเจ็บปวด “โอย!”
เท้าเล็กๆ ข้างนั้นยกขึ้นอีก เขาเบิกตากว้างรีบร้องว่า “อย่า! ข้ายอมแล้ว!”
เท้าเล็กๆ จึงเบนไปแล้วเตะสีข้างเขาแทน ปึก!
“โอย!” เขาร้องอีกครั้ง แต่อย่างน้อยความเจ็บนี้ก็ไม่รุนแรงเท่าตอนถูกกระทืบจนกระดูกหัก
“พวกเจ้ามีทรัพย์สินเงินทองของมีค่าอะไรก็รีบเอาออกมาชดใช้ให้ข้า ไม่เช่นนั้นข้าจะให้พวกเจ้าชดใช้ด้วยชีวิต” น้ำเสียงเนิบนาบดังขึ้น แต่ทำให้ชายสี่คนขนลุกชัน ทั้งสี่มองสีหน้าเด็กสาวผู้ดุร้ายคนนั้นอย่างหวาดผวา
“ยังไม่รีบเอาออกมาอีก!” หลินจื่อเซียนพูดเสียงต่ำเย็นเยียบ ชายธาตุน้ำรีบหยิบถุงเงินของตัวเองส่งให้ “ข้าให้แล้วๆ”
หลินจื่อเซียนคว้าถุงเงินหมับแล้วโยนกลับไปให้เซี่ยจินเย่ พร้อมกับสั่งว่า “เก็บไว้”
เซี่ยจินเย่รับถุงเงินที่ถูกโยนเข้ามาที่อกตัวเองอย่างงงๆ หลินจื่อเซียนก้มมองชายธาตุน้ำด้วยสีหน้าท่าทางที่สงบนิ่งมาก ถามว่า “หมดแล้ว?”
เท้าเล็กๆ ก็ยกขึ้นเตรียมจะกระทืบลงไป ชายธาตุน้ำรีบร้องบอก “อย่าๆ”
เขารีบถอดแหวนหยกบนนิ้วส่งให้ แล้วพูดอย่างอดสูว่า “หมดแล้วๆ นี่คือทั้งหมดที่ข้ามีแล้ว”
“หึ!” หลินจื่อเซียนแค่นเสียงคำหนึ่ง รับแหวนหยกมาแล้วโยนไปให้เซี่ยจินเย่ “รับ”
เซี่ยจินเย่ยื่นมือตะครุบแหวนหยกอย่างงงๆ หลินจื่อเซียนก็ถอยไป พร้อมกับดึงดาบออกจากฝัก ชี้ปลายดาบไปที่ชายธาตุไม้ ซึ่งยืนอยู่ “เอาของเจ้ามาชดใช้ให้ข้า!”
ชายธาตุไม้กลืนน้ำลายเอือก พี่สองของเขายังถูกตีขนาดนั้น แล้วเขาจะสู้ได้อย่างไร!? ฮือๆ…นี่พวกเขาหาเรื่องผิดคนแล้วซินะ
เขามองดาบเล่มนั้นซึ่งยังมีคราบเลือดเปื้อนใบดาบอยู่ แล้วกลืนน้ำลายเอือก ดาบเล่มนี้ดื่มเลือดคนมาแล้ว เขายังไม่อยากเป็นคนต่อไปหรอกนะ ฮือๆ…
เขารีบเอาทรัพย์สินของตัวเองออกมาส่งให้แม่นางน้อยทันที “นี่…ขอรับ”
หลินจื่อเซียนรับของมาแล้วโยนไปให้เซี่ยจินเย่ เซี่ยจินเย่ก็รับมาแล้วซุกไว้ในอกเสื้อ ความรู้สึกหนึ่งเอ่อล้นขึ้นมาในจิตใจ ข้าอยากจะแข็งแกร่งเหมือนพี่จื่อเซียน!
หลินจื่อเซียนผละจากชายธาตุไม้คนนี้แล้ว ขยับไปยืนตรงหน้าชายธาตุไม้ที่ยังนั่งมึนงงอยู่กับพื้น นางถือดาบไว้ในมือ ยื่นมือซ้ายออกไป “ของเจ้า”
ชายธาตุไม้ผวาเฮือก รีบเอาทรัพย์สินของตัวเองออกมายื่นให้นาง หลินจื่อเซียนรับมาแล้วก็โยนไป เซี่ยจินเย่รับหมับอย่างว่องไวขึ้น นางยิ้มอย่างชอบใจ หลินจื่อเซียนก็เดินไปหาพยัคฆ์คำราม พยัคฆ์คำรามกระถดตัวถอยหลัง เขายังเจ็บจุกจนไม่มีแรงจะลุก พริบตาเดียว เด็กคนนี้ก็จัดการพวกเขาได้หมดแล้ว นางย่อมไม่ใช่ขี้ไก่แน่นอน
หลินจื่อเซียนก้มลงมองเขา พูดว่า “ครั้งนี้ข้าจะไว้ชีวิตเจ้า แต่ถ้าเจ้ายังคิดหาเรื่องข้าอีก ครั้งหน้าข้าจะไม่ใจดีแบบนี้แน่”
นี่ใจดีแล้วหรือ? คำถามนี้เกิดขึ้นในใจทุกคน หลินจื่อเซียนยิ้มคล้ายหยอกเย้า สั่งว่า “เอามา”
พยัคฆ์คำรามถอดแหวนที่นิ้วยื่นให้อย่างอดสู หลินจื่อเซียนรับมากำไว้ แล้วพูดว่า “อ้อ ม้าของเจ้าสวยดี ข้าเอาไปสองตัวนะ”
พยัคฆ์คำรามพยักหน้าหงึกๆ ดั่งไก่จิกข้าว เอาไปเลยๆ เจ้ารีบเอาไปแล้วรีบไปเถิด ฮือๆ…
“อืม นับว่ายังรู้ประสา” หลินจื่อเซียนพูดเนิบนาบแล้ว หมุนตัวเก็บดาบเข้าฝัก เสียงดังชิ้ง!
ทำชายทั้ง 6 ในเพิงน้ำชาสะดุ้งเฮือก!
หลินจื่อเซียนเดินไปจูงมือเซี่ยจินเย่เดินไป เธอเลือกม้าตัวที่สวยที่สุดสองตัวจากทั้งสี่ตัว แล้วสั่งเซี่ยจินเย่ว่า “ขึ้นม้าซิ”
เซี่ยจินเย่รีบบอก “ข้าขี่ม้าไม่เป็น”
หลินจื่อเซียนชะงักไปครู่หนึ่ง แก้ปัญหาได้ฉับไว “ขี่กับข้า”
แล้วผลักไหล่เซี่ยจินเย่ให้ขึ้นม้าตัวที่ใหญ่ที่สุด เซี่ยจินเย่ขึ้นไปอย่างเก้ๆ กังๆ หลินจื่อเซียนก็ขึ้นซ้อนข้างหลัง แล้วจับบังเหียนบังคับม้าควบจากไป
เถ้าแก่กับเสี่ยวเอ้อร์มองตาม ปากอ้าค้างตั้งแต่ต้นจนจบ ไม่อยากจะเชื่อว่าเด็กสาวคนหนึ่งจะจัดการผู้ชายสี่คนได้ในพริบตาเดียว แล้วยังขู่เอาทรัพย์สินไปได้อีกด้วย! นี่!!!
พยัคฆ์คำรามพยายามยันตัวลุกขึ้น เจ็บจุกไม่น้อย เขาได้แต่หวังว่าพยัคฆ์น้อยจะยังคงใช้การได้นะ โดนเตะเข้าไปหนึ่งที เขาบอกได้เลยว่ารู้สึกเหมือนถูกม้าเตะ แม่นางน้อยผู้นั้นแข็งแกร่งยิ่ง เป็นคนที่เขาไม่อาจจะสู้ได้! ฮือๆ…
หลังจากนั้นคนทั้งสี่ก็เดินทุลักทุเลออกจากเพิงน้ำชาไป พากันขึ้นม้าจากไปอีกทางหนึ่ง
กว่าเสี่ยวเอ้อร์จะตั้งสติได้ก็ผ่านไปครู่ใหญ่ เขารู้สึกเสียวสันหลังวาบๆ โชคดีที่แม่นางน้อยไม่เอาความที่ถูกเขามองอย่างดูแคลน ต่อไปเขาจะไม่มองคนจากรูปลักษณ์ภายนอกอีกแล้ว!
เมื่อขี่ม้าไปได้สักพัก เซี่ยจินเย่ก็หันหน้าไปถามพี่จื่อเซียนว่า “ท่านพี่ ท่านสอนข้าได้หรือไม่? ข้าอยากแข็งแกร่งเหมือนท่าน”
“สอนได้ แต่เจ้าต้องอดทนที่จะฝึก บอกไว้ก่อนนะ เรียนกับข้า ข้าฝึกโหดนะ” หลินจื่อเซียนพูด เซี่ยจินเย่ชะงักไป
นางเงียบไปพักใหญ่ แล้วก็พูดอย่างมุ่งมั่นว่า “ข้าจะอดทน ข้าอยากแข็งแกร่ง”
“ดี” หลินจื่อเซียนพยักหน้า
เมื่อมีม้า การเดินทางก็เร็วขึ้น ที่ได้ยินคนกลุ่มนั้นคุยกันว่า ถ้าใช้ม้า 3 วันก็จะถึงแคว้นเฟิง แต่เพราะเซี่ยจินเย่ไม่เคยขี่ม้า อีกทั้งม้าต้องแบกรับน้ำหนักคนสองคน การเดินทางจึงล่าช้ากลายเป็น 5 วัน เมื่อถึงเย็นวันที่ 5 พวกหลินจื่อเซียนก็มาถึงแคว้นเฟิง กำแพงเมืองสูงใหญ่ล้อมรอบเมืองทั้งสี่ทิศ ดูมั่นคงแข็งแรงดั่งป้อมปราการ
หลินจื่อเซียนกำลังจะชักม้าผ่านประตูเมืองเข้าไป ทหารที่เฝ้าอยู่หน้าประตูก็ยื่นหอกมาขวางเอาไว้ ตะโกนว่า “ไม่อนุญาตให้ขี่ม้าเข้าเมือง!”
หลินจื่อเซียนชักม้าหยุดชะงัก แล้วหันไปมองคนอื่นๆ คนอื่นๆ ก็หันมามองเธอเป็นตาเดียว แล้วก็มีคนจูงม้าเดินผ่านเข้าประตูเมืองไป หลินจื่อเซียนจึงเข้าใจธรรมเนียมปฏิบัติของเมืองนี้แล้ว เธอจึงพูดกับทหารคนนั้นว่า “ขออภัยด้วย”
แล้วเธอก็ตวัดตัวลงจากหลังม้า พูดกับเซี่ยจินเย่ว่า “ลงมา”
เซี่ยจินเย่ก็ลงจากหลังม้าอย่างเก้ๆ กังๆ หลินจื่อเซียนก็ช่วยประคองลงมา จากนั้นเธอก็จูงม้าเดินเข้าเมือง ทหารก็ดึงหอกกลับ
หลายวันมานี้หลินจื่อเซียนก็คุ้นเคยกับคำพูดคำจาของที่นี่แล้ว ตอนแรกที่เธอไม่สามารถอ่านอักขระของที่นี่ได้เป็นเพราะเธอไม่เคยเรียนภาษาของที่นี่ แต่หลังจากที่ดูดซับตำราของราชันย์โอสถไปแล้ว เธอก็กลายเป็นเข้าใจภาษาของที่นี่โดยอัตโนมัติ
5 วันที่ผ่านมา หลินจื่อเซียนก็ซักถามเรื่องราวของเซี่ยจินเย่มาตลอด จึงได้รู้ว่า เซี่ยจินเย่เป็นคุณหนูลำดับที่สามของจวนอ๋องเซี่ย แต่เพราะมารดาของนางถูกขับไล่ออกจากจวนจึงได้ระหกระเหินกลับไปอยู่บ้านเกิด จนกระทั่งมารดาตาย เซี่ยจินเย่ก็ถูกญาติฝั่งมารดาขับไล่อีก เซี่ยจินเย่จึงคิดจะไปตายเอาดาบหน้า คิดที่จะไปอาศัยบิดา หากบิดาทราบว่านางไร้ที่พึ่งแล้ว บิดาคงไม่ใจไม้ใส้ระกำทอดทิ้งนางกระมัง
หลังจากที่ได้ฟังเรื่องราวแล้ว หลินจื่อเซียนก็ส่ายหน้ากับความคิดแบบเด็กๆ ของเซี่ยจินเย่ หึ! หากคนเป็นพ่อไม่ใจดำ จะขับไล่สองแม่ลูกออกมาได้ยังไง นี่ก็แสดงให้เห็นแล้วว่าชายเลวคนนั้นทอดทิ้งลูกเมียได้ลงคอ
เมื่อเข้าเมืองไปแล้ว เซี่ยจินเย่ก็มองซ้ายมองขวาอย่างตื่นตาตื่นใจเหมือนบ้านนอกเข้ากรุงอย่างไรอย่างนั้น ขยับไปจับมือพี่จื่อเซียนกระตุกให้ดูทางนั้นทางนี้ตลอดเวลา “พี่จื่อเซียน ท่านดูร้านนั้นซิ งามนัก” / “พี่จื่อเซียน ท่านดูเครื่องประดับผมนั่นซิ งดงามเหลือเกิน” / “พี่จื่อเซียน ท่านดูอาภรณ์ร้านนู้นซิ งามยิ่งนัก” / “พี่จื่อ…”
“หยุด!” หลินจื่อเซียนดุคำหนึ่ง เซี่ยจินเย่จึงชะงัก หลินจื่อเซียนจึงดุว่า “เดินดีๆ อย่าลุกลี้ลุกลนเยอะ คนเขาจะดูถูกเอาได้ว่าเป็นบ้านนอกเข้ากรุง”
“…เจ้าค่ะ” เซี่ยจินเย่หน้าจ๋อย เก็บความตื่นตาตื่นใจลงไป แล้วก็พูดว่า “ข้าจะไปถามคนนะเจ้าคะว่าจวนอ๋องเซี่ยอยู่ทางใด”
“ไม่ต้อง” หลินจื่อเซียนรีบจับมือไว้ เซี่ยจินเย่ขมวดคิ้ว หลินจื่อเซียนจึงบอกว่า “ตอนนี้พวกเราหาที่พักกันก่อน ข้าอยากอาบน้ำเต็มทีแล้ว”
เซี่ยจินเย่มองพี่จื่อเซียนแล้วก็ก้มลงมองตัวเอง สภาพตัวเองสกปรกไม่น้อย สมควรอาบน้ำก่อนจริงๆ นั่นแหละ
หลินจื่อเซียนจูงม้าไปยืนหลบข้างทาง แล้วมองไปรอบๆ จากนั้นก็หันมาถามเซี่ยจินเย่ว่า “เจ้าพอจะรู้ไหมว่า ที่ไหนมีบ้านให้เช่าบ้าง?”
“บ้านให้เช่า?” เซี่ยจินเย่ขมวดคิ้ว แล้วก็ส่ายหน้า หลินจื่อเซียนมองแล้วก็ถอนหายใจ เด็กคนนี้ถูกเลี้ยงมาเหมือนกบในกะลาจริงๆ ไม่เคยได้พบเห็นโลกภายนอกเลย มีชีวิตอยู่แค่ในหมู่บ้านเล็กๆ ยิ่งถูกญาติข้างแม่คอยกลั่นแกล้งก็ยิ่งเก็บตัวเงียบอยู่แต่ในบ้าน ประตูใหญ่ไม่ออก ประตูรองไม่ก้าวข้ามจริงๆ
หลังถอนหายใจทีหนึ่งแล้ว หลินจื่อเซียนจึงจูงม้าไปถามพ่อค้าที่ตั้งแผงขายของอยู่ใกล้ๆ “พี่ชาย ท่านพอจะรู้ไหมว่า ที่ไหนมีบ้านให้เช่าบ้าง?”
“บ้านให้เช่าหรือ? เจ้าต้องการหลังใหญ่ขนาดไหนล่ะ?” พ่อค้าขายกลองป๋องแป๋งถาม หลินจื่อเซียนจึงตอบว่า “ข้าต้องการบ้านที่มี 2 ห้องนอน 1 ห้องครัว 1 ห้องโถง ถ้ามีบริเวณบ้านสักหน่อยจะดีมาก ที่สำคัญคือเงียบสงบ”
เธอบอกความต้องการอย่างกระชับได้ใจความครบถ้วน พ่อค้าคิดๆ อยู่ครู่ใหญ่ “อืม…”
“มีสองสามแห่ง แห่งนึงอยู่ติดเหลาสุรา…”
“ราคา?” หลินจื่อเซียนถามแทรก พ่อค้าก็บอกว่า “ประมาณ 300 ถึง 400 เหรียญเงิน”
“แพงไป” หลินจื่อเซียนส่ายหน้า พ่อค้ามองดูเด็กสาวตรงหน้าแล้วถามว่า “เจ้ามีเงินเท่าไหร่?”
“ข้ามีเงินไม่มาก พี่ชายพอจะหาบ้านที่ราคาถูกๆให้ข้าได้ไหม?” หลินจื่อเซียนบอกอย่างกำกวม
พ่อค้าคิดๆ แล้วก็พูดว่า “มีที่นึง ถูกมาก แล้วก็เงียบสงบมาก แต่พวกเจ้าจะกล้าอยู่หรือ?”
“ที่ไหน?” หลินจื่อเซียนถาม พ่อค้ามองๆ แล้วตอบว่า “ข้างสุสาน”
“ข้าไม่กลัว” หลินจื่อเซียนตอบ พ่อค้าจึงพยักหน้า “เจ้าไม่กลัว ถ้างั้นเจ้าก็เดินไปทางนั้นเลย สุสานอยู่สุดถนนนี้แหละ บ้านหลังที่ว่าก็อยู่ตรงข้างสุสาน ก่อนถึงสุสาน เจ้าจะมองเห็นบ้านที่มีสิงโตหินตั้งอยู่หน้าประตู เจ้าไปตกลงราคากันเองเถอะ บางทีป้าฉีเห็นเจ้าสองคนเป็นเด็กอาจจะใจดีให้พวกเจ้าอยู่เปล่าๆก็ได้ อันที่จริงป้าฉีมีลูกสาว แต่ลูกสาวนางตายไปหลายปีแล้ว”
“อ่อ ขอบคุณพี่ชายมาก” หลินจื่อเซียนกุมหมัดคารวะ แล้วก็จูงม้าเดินจากไป พ่อค้ามองตามแล้วก็หันไปสนใจค้าขายต่อ
เซี่ยจินเย่รีบไปจับมือพี่จื่อเซียน “พี่จื่อเซียน ท่านจะเช่าบ้านข้างสุสานจริงหรือ?”
หลินจื่อเซียนหันไปพูดว่า “ผีไม่น่ากลัวหรอก คนน่ากลัวกว่าเยอะ คนเลวๆ เจ้าก็เจอมาแล้วนี่”
เซี่ยจินเย่สะอึก พูดไม่ออก ใช่ ถูกของพี่จื่อเซียน คนเลวๆ น่ากลัวกว่าผียิ่งนัก
เมื่อเดินไปถึงบ้านที่มีสิงโตหิน หลินจื่อเซียนก็เดินไปเคาะห่วงบนบานประตู
รออยู่สักพัก ประตูก็เปิดออก แอ๊ดดดดด…
เสียงเปิดประตู ทำเซี่ยจินเย่สะดุ้งโหยง หลินจื่อเซียนกระตุกมุมปาก แหม เหมือนฉากหนังสยองขวัญเลยแฮะ
แล้วก็มีหญิงสูงอายุคนหนึ่งโผล่หน้าออกมาจากหลังบานประตู โผล่มาแค่หน้าเท่านั้น ทำหลินจื่อเซียนยิ่งนึกขำ เหอๆๆ เอาซิ ฉากออกมายังเหมือนในหนังสยองขวัญเดะ!
“ใคร?” หญิงสูงอายุเปิดปากถาม หลินจื่อเซียนจึงบอกจุดประสงค์ว่า “ท่านป้า พวกข้ากำลังหาบ้านเช่า”
“มี” หญิงสูงวัยตอบคำเดียว แล้วก็เดินออกมาจากหลังบ้านประตู พูดว่า “ตามมา”
เซี่ยจินเย่ขยับเข้าไปจับมือหลินจื่อเซียนทันควัน หลินจื่อเซียนจึงกุมมือไว้ แล้วจูงม้าเดินตามหญิงสูงวัยไป
หญิงสูงวัยเดินเลาะไปด้านข้างสุสานจนกระทั่งถึงบ้านหลังหนึ่ง สภาพรกร้างดูน่ากลัวไม่น้อย หากเป็นคนขวัญอ่อน คงรีบเผ่นไปนานแล้ว เซี่ยจินเย่ยิ่งเบียดหลินจื่อเซียนอย่างกลัวๆ หญิงสูงวัยผลักประตูรั้วเปิดออก หันมาพูดว่า “ที่นี่แหละ”
“เท่าไหร่?” หลินจื่อเซียนถาม หญิงสูงวัยตอบว่า “พวกเจ้าอยู่เถอะ ข้าไม่เอาเงินหรอก”
“ขอบคุณท่านป้า” หลินจื่อเซียนกุมมือคารวะ เซี่ยจินเย่ก็กุมมือคารวะตาม ใจอยากจะไปอยู่ที่อื่น แต่จนใจที่ไม่มีเงิน “…”
“เรียกข้าว่าป้าฉีเถอะ” ป้าฉีบอก หลินจื่อเซียนจึงเรียก “ป้าฉี”
ป้าฉีก็ก้าวเท้านำเข้าไปในบ้าน พูดว่า “เมื่อก่อน ลูกสาวข้ากับลูกเขยอยู่กันที่นี่แหละ พอพวกเขาตายไป ก็ไม่มีใครอยู่”
“อ่อ” หลินจื่อเซียนพยักหน้ารับรู้ ป้าฉีก็เดินไปผลักประตูบ้านเปิดออก หลินจื่อเซียนจูงม้าไปผูกไว้ตรงคอกม้าเก่าที่มีสภาพรกร้าง แล้วก็เดินจูงมือเซี่ยจินเย่ให้ไปดูสภาพภายในบ้านด้วยกัน เซี่ยจินเย่ก็เกาะติดพี่จื่อเซียนตลอดเวลา
“บ่อน้ำอยู่นั่น นู้นห้องนอน นั่นห้องครัว” ป้าฉีแนะนำสถานที่อย่างง่ายๆ แล้วก็บอกว่า “พวกเจ้าถูเรือนเอาเองเถอะ ข้าไปล่ะ”
“ขอบคุณป้าฉี” หลินจื่อเซียนกุมมือคารวะ ป้าฉียิ้มรับแล้วก็เดินจากไป เซี่ยจินเย่มองตามแล้วหันไปมองพี่จื่อเซียน “พวกเราจะอยู่ที่นี่จริงๆ หรือ?”
“จริง” หลินจื่อเซียนพยักหน้า แล้วพูดว่า “ทั้งเงียบสงบ ทั้งมีบริเวณกว้างขวาง พอที่จะให้เจ้าฝึกวิชาได้ ทำไมจะไม่อยู่ล่ะ?”
เมื่อได้ยินคำว่า ‘ฝึกวิชา’ เซี่ยจินเย่ก็ถามว่า “แล้วท่านจะสอนข้าอย่างไรหรือ?”
“ถูบ้าน ปัดฝุ่นก่อนเถอะ พรุ่งนี้ค่อยเริ่มฝึกก็ยังไม่สาย” หลินจื่อเซียนบอก แล้วเดินเข้าไปภายในบ้าน เซี่ยจินเย่ก็เดินตามไปติดๆ
หลังจากนั้นสองสาวก็ช่วยกันปัดกวาดเช็ดถูจนบ้านสะอาดทั้งหลัง
ความมืดโรยตัว หลินจื่อเซียนก็จุดตะเกียงดวงหนึ่ง แล้วหันไปพูดกับเซี่ยจินเย่ว่า “ข้าจะไปอาบน้ำ เจ้ารออยู่นี่แหละ”
“ข้าก็อยากอาบน้ำ ให้ข้าไปอาบด้วยนะเจ้าคะ” เซี่ยจินเย่รีบพูด หลายวันแล้วที่นางไม่ได้อาบน้ำ ได้แต่เช็ดตัว เมื่อมีบ้านมีห้องหับมิดชิดแล้ว นางก็อยากจะอาบน้ำล้างคราบใคลทั้งหลาย อีกทั้งก่อนฟ้ามืด นางยังตักน้ำจากบ่อมาใส่ไว้จนเต็มตุ่มแล้ว
“ก็ได้” หลินจื่อเซียนพยักหน้า เพราะเป็นผู้หญิงเหมือนกันจึงไม่ต้องอายอะไรกัน เซี่ยจินเย่จึงรีบตามไปติดๆ
เมื่อเข้าไปในห้องอาบน้ำที่มีเพียงฝาผนังกั้นไม่มีหลังคา หลินจื่อเซียนก็เงยหน้ามองฟ้าที่มีดาวเต็มฟ้า มองอยู่พักหนึ่งก็ก้มหน้าลงถอดเสื้อผ้าออก เซี่ยจินเย่ก็ถอดเสื้อผ้าออกเช่นกัน นางไม่รู้สึกเขินอายที่ต้องอาบน้ำร่วมกับคนอื่น เพราะเมื่อก่อนนางก็อาบน้ำร่วมกับท่านแม่เป็นประจำ
ที่นี่ไม่มีอ่างอาบน้ำ มีแต่ตุ่มดินเผาใส่น้ำ ดังนั้นการอาบน้ำจึงต้องตักอาบ หลินจื่อเซียนกลั้นใจตักน้ำราดตัว ซ่าๆ แล้วก็เอาผ้าผืนเล็กๆ ผืนหนึ่งมาถูตัว เพราะไม่มีสบู่ ไม่มีครีมอาบน้ำ จึงต้องใช้ผ้าถูๆ ตัวเอา เฮ้อ…คิดถึงของใช้ที่บ้านจัง
เซี่ยจินเย่ก็ขยับไปตักน้ำราดตัว “ฮู้ หนาว!”
หลังจากอาบน้ำเสร็จแล้ว ใส่เสื้อผ้าชุดเดิม สองสาวก็กลับไปที่ห้องนอน หลินจื่อเซียนก็บอกว่า “พรุ่งนี้ข้าจะพาเจ้าไปซื้ออาภรณ์”
“เจ้าค่ะ” เซี่ยจินเย่ยิ้มดีใจ หลินจื่อเซียนจึงบอกว่า “เจ้านอนก่อนเถอะ ข้าจะนั่งสมาธิ”
“นั่งสมาธิ?” เซี่ยจินเย่ทำหน้างง หลินจื่อเซียนจึงอธิบายว่า “คือการฝึกจิตน่ะ”
“ฝึกจิต?” เซี่ยจินเย่ยิ่งขมวดคิ้วไม่เข้าใจ หลินจื่อเซียนก็หมดปัญญาที่จะอธิบายแล้ว จึงบอกว่า “เจ้านอนเถอะ ข้าจะนั่งฝึกฝนวิชาของข้า”
พอได้ยินคำว่า ‘ฝึกฝนวิชา’ เซี่ยจินเย่ก็พยักหน้าเข้าใจ “อ่อ เจ้าค่ะ”
หลินจื่อเซียนเดินไปนั่งที่พื้น หันหน้าออกไปทางประตูห้อง หันหลังให้เตียงนอน เซี่ยจินเย่มองตาปริบๆ มองไปมองมาก็ล้มตัวลงนอนมองแทน จนเคลิ้มหลับไป
หลินจื่อเซียนเริ่มเข้าสู่สภาวะฝึกจิต พลัน! ในห้วงสติก็ปรากฏเงาของราชันย์โอสถขึ้น หลินจื่อเซียนมองเงาราชันย์โอสถแล้วขมวดคิ้ว “อ้าว ยังอยู่เหรอ?”
“ชิๆ เจ้าเด็กนี่นี่!” ราชันย์โอสถจุ๊ปากอย่างขัดใจ หลินจื่อเซียนจึงมองราชันย์โอสถนิ่งๆ ไม่พูดอะไร จนในที่สุดราชันย์โอสถก็อดใจไม่ไหว เปิดปากขึ้นพูดว่า “ครั้งแรกที่เจ้าหลอมโอสถก็สามารถหลอมได้สำเร็จ ทำข้าตกใจจริงๆ”
หลินจื่อเซียนหรี่ตามอง แล้วคิดถึงรอยแยกเล็กๆ ที่มีสมุนไพรออกมา ของนั้นน่าจะเกี่ยวข้องกับอาจารย์ท่านนี้แน่นอน “ต้นหาวนั่น เป็นท่านให้ข้า?”
ราชันย์โอสถยืดอก “ย่อมเป็นข้าซิ”
“รอยแยกนั้นคืออะไร?” หลินจื่อเซียนถามอย่างตรงประเด็น ราชันย์โอสถยืดอกบอกอย่างภาคภูมิใจว่า “เป็นโลกใบเล็กของข้า ที่นั่นข้าปลูกสมุนไพรเอาไว้มากมายเชียวล่ะ”
Chapter 7
หลอมโอสถ
“โลกใบเล็กคืออะไร?” หลินจื่อเซียนถามต่อ ราชันย์โอสถก็อธิบายว่า “โลกใบเล็กคือพื้นที่แยกเป็นเอกเทศที่ข้าสร้างขึ้นมา ภายในนั้นมีพื้นดิน มีท้องฟ้า มีสายลม มีแสงแดด ข้าใช้ปลูกสมุนไพร เวลาข้าต้องการใช้ข้าจะได้ไม่ต้องคอยไปตามหาอยู่”
“อ่อ” หลินจื่อเซียนพยักหน้า คงคล้ายกับห้องจำลองที่เอาไว้ปลูกผักในอาคารอะไรแบบนั้นล่ะมั้ง?
เธอมองเขาแล้วถามอีก “ข้าเข้าไปดูโลกใบเล็กของท่านได้ป่ะ?”
“ร่างเนื้อเข้าไม่ได้ เข้าไปได้แต่จิต” ราชันย์โอสถบอก แล้วก็บอกว่า “เจ้าต้องออกจากห้วงจิตก่อน แล้วข้าถึงจะพาจิตเจ้าเข้าไปในโลกใบเล็กของข้าได้”
“อ่อ” หลินจื่อเซียนพยักหน้า แล้วถอนจิตออกมาจากห้วงสติ เธอลืมตาขึ้น ก็เห็นรอยแยกปรากฏขึ้นตรงหน้า แล้วจิตเธอก็ถูกดึงเข้าไปในรอยแยกนั้น เมื่อเธอกะพริบตาก็พบว่า ตัวเองยืนอยู่บนพื้นหญ้าสีเขียว รอบด้านมีแต่ต้นไม้เต็มไปหมด ข้างๆ ตัวเธอมีเงาของราชันย์โอสถยืนอยู่ เขาเอ่ยปาก “เป็นอย่างไร โลกใบเล็กของข้า?”
หลินจื่อเซียนมองไปรอบๆ ตัว ความรู้เกี่ยวกับพืชพรรณผุดขึ้นในสมองไม่หยุด แล้วเธอก็เงยหน้ามองขึ้นไป เป็นท้องฟ้าสีฟ้า มีสายลมอ่อนๆ พัดโชยตลอดเวลา “อืม ไม่เลว”
“ฮึ! ไม่เลวอะไร นี่ต้องบอกว่าล้ำเลิศต่างหาก” ราชันย์โอสถแค่นเสียงอย่างไม่พอใจ แล้วอวดอย่างเย่อหยิ่ง
หลินจื่อเซียนยิ้มน้อยๆ อย่างนึกขำ “แล้วถ้าข้าอยากมีโลกใบเล็กแบบนี้บ้างล่ะ?”
“ยากมากๆ” ราชันย์โอสถบอก “กว่าข้าจะสร้างได้ขนาดนี้ ข้าต้องเสียพลังไปมากนัก อีกทั้งคนที่สามารถสร้างโลกใบเล็กได้ ต้องมีธาตุพิเศษ คือธาตุพื้นที่”
พอได้ยินคำว่า ‘ธาตุพื้นที่’ หลินจื่อเซียนก็หรี่ตาลง หรือว่าอาจารย์จะมีธาตุพื้นที่?
“ท่านมีธาตุพื้นที่?” เธอถามให้หายสงสัย ราชันย์โอสถยืดอกตอบ “ใช่แล้ว”
หลินจื่อเซียนฟังแล้วก็มองไปรอบๆ อย่างสำรวจ บางทีเธออาจจะสร้างโลกใบเล็กแบบนี้ได้ก็ได้ ปากก็ถามว่า “แล้วโลกใบเล็กนี้มีข้อจำกัดอะไรบ้าง?”
“ข้อจำกัด? เจ้าหมายถึงอะไร?” ราชันย์โอสถย้อนถาม หลินจื่อเซียนจึงอธิบายว่า “ก็อย่างเช่น จะนำสมุนไพรเข้ามาอย่างไร? นำสมุนไพรออกไปอย่างไร? อ่อ ท่านบอกข้าแล้วว่าร่างเนื้อไม่อาจเข้ามาได้ แล้วถ้าเป็นสิ่งของล่ะ? เอาเข้ามาได้ไหม?”
“อ่อ” ราชันย์โอสถพยักหน้ารับรู้ แล้วอธิบายว่า “โลกของข้าใส่พืชเข้ามาได้ ใส่สิ่งของเข้ามาได้ แต่ไม่อาจใส่คนกับสัตว์เข้ามาได้ ข้าเข้าออกได้คนเดียว คนอื่นไม่อาจเข้ามาได้ถ้าข้าไม่อนุญาต อย่างเช่นที่ข้าอนุญาตให้เจ้าเข้ามาเป็นกรณีพิเศษเช่นนี้ไง ส่วนจะใส่พืช ใส่สิ่งของเข้ามาได้อย่างไร ก็เหมือนกับที่เจ้าใช้แหวนเก็บของนั่นแหละ เพียงแต่การจะใส่สิ่งของเข้ามาในโลกใบเล็ก ก็ต้องใช้พลังธาตุพื้นที่เท่านั้น”
“แล้วคนที่มีธาตุพื้นที่ทุกคนสามารถสร้างโลกใบเล็กได้ไหม?” หลินจื่อเซียนถามอีก ราชันย์โอสถส่ายหน้า “ไม่ใช่ทุกคนที่มีธาตุพื้นที่จะสามารถสร้างโลกใบเล็กได้ ต้องมีพลังระดับสีขาวขั้นห้าขึ้นไปจึงจะสามารถสร้างได้”
“ธาตุพื้นที่?” หลินจื่อเซียนขมวดคิ้ว ราชันย์โอสถก็อธิบายว่า “คนส่วนใหญ่ มีธาตุคนละ 1 ธาตุ โดยทั่วไปแบ่งเป็น 5 ธาตุใหญ่ ดิน น้ำ ไม้ ทอง ไฟ ส่วนธาตุหายากก็จะเป็นธาตุลม ธาตุพื้นที่ ธาตุกำเนิด บางคนอาจจะมีธาตุคู่ หรือ 3 ธาตุ แต่ 3 ธาตุก็หาได้ยากยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทรเสียอีก อย่างคนที่จะสามารถเป็นผู้หลอมโอสถได้ ต้องมีธาตุไม้กับธาตุไฟ จึงจะสามารถหลอมโอสถได้”
หลินจื่อเซียน ฟังเขาอธิบายอย่างตั้งใจฟัง ทำให้ราชันย์โอสถยิ่งปลื้มใจจึงอธิบายต่อ “อย่างเช่นเจ้าที่มีธาตุไม้กับธาตุไฟ ข้าจึงได้เลือกให้เจ้าเป็นผู้สืบทอดของข้า ส่วนข้าเป็นคนที่หายากยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทร”
เขาหยุดพูด หลินจื่อเซียนก็พูดว่า “ท่านจะบอกว่าท่านคือคนที่มี 3 ธาตุซินะ”
“อื้ม เด็กฉลาด เจ้าฉลาดสมกับที่ข้าเลือก ดีๆๆ” ราชันย์โอสถยิ้มแก้มปริ หลินจื่อเซียนก็พูดว่า “ท่านมี 3 ธาตุคือ ไม้ ไฟ และพื้นที่”
“ใช่แล้ว” ราชันย์โอสถพยักหน้า ยิ้มอย่างภาคภูมิใจ หลินจื่อเซียนจึงถามต่อ “แล้วท่านรู้ได้ยังไงว่าข้ามีธาตุไม้กับธาตุไฟ?”
“ตำราข้า คนที่จะเปิดบรรทัดแรกได้ต้องเป็นคนที่มีธาตุไม้กับธาตุไฟเท่านั้น จึงจะเปิดออกได้” ราชันย์โอสถอธิบาย เห็นนางตั้งใจฟังก็อธิบายต่อว่า “ไม่ใช่แค่มีสองธาตุนี้เท่านั้น ยังต้องผ่านด่านทดสอบของข้าอีกมากจึงจะสามารถสืบทอดได้”
เขาทำหน้าคล้ายจะบอกว่า จงภูมิใจซะที่เจ้าสามารถเป็นศิษย์ข้าได้ ทำหลินจื่อเซียนมุมปากกระตุกยึก ช่างเป็นคนที่เย่อหยิ่งจริงๆ
แต่เธอก็จำไม่ได้ว่าผ่านด่านทดสอบอะไรยังไง เพราะตอนที่เปิดตำราม้วนนั้น เธอก็แค่เปิดดูแสนจะธรรมดามาก ไม่เห็นต้องทำอะไรเลย แต่เรื่องพวกนี้ช่างมันก่อนเถอะ ในเมื่อเธออยู่ท่ามกลางดงสมุนไพรแบบนี้ ก็ควรจะทำยาเอาไว้ใช้ตอนฉุกเฉินซิ นี่ต่างหากที่สำคัญ!
“อาจารย์ ไหนๆ ข้าก็อยู่ที่นี่แล้ว ข้าขอสมุนไพรของท่านมาทำยาได้ไหม?” หลินจื่อเซียนถามคล้ายประจบ
“เจ้าจะหลอมโอสถอะไรบ้างล่ะ?” ราชันย์โอสถถามอย่างใจดี หลินจื่อเซียนรีบบอกชื่อยาออกไป “ยา……….ฯลฯ”
ชื่อยานับสิบๆ ชนิดถูกพูดออกไปในคราวเดียว ทำราชันย์โอสถกะพริบตาปริบๆ “เจ้าจะหลอมโอสถทั้งหมดนี่?”
“อืม” หลินจื่อเซียนพยักหน้า ราชันย์โอสถจึงรีบบอกว่า “การจะหลอมโอสถนั้นใช้เวลานานมาก และสิ้นเปลืองพลังอย่างมาก เจ้าไม่มีทางหลอมโอสถทั้งหมดได้ในระยะเวลาแค่ไม่กี่ชั่วยามหรอกนะ หลังหลอมโอสถแล้วก็ต้องพักฟื้นระยะเวลาหนึ่งจึงจะหลอมโอสถต่อได้ ไม่เช่นนั้นหากพลังหมดก่อนที่จะหลอมเสร็จ ก็จะทำให้สมุนไพรเสียหายไม่อาจนำมาหลอมได้อีก”
หลินจื่อเซียนกะพริบตาปริบๆ ราชันย์โอสถจึงพูดว่า “นี่เป็นข้อปฏิบัติพื้นฐานของการหลอมโอสถ เจ้าไม่รู้รึ?”
หลินจื่อเซียนส่ายหน้า “ในตำราของท่านไม่เห็นมีเขียนไว้นี่”
ราชันย์โอสถนึกๆ ย้อนไป แล้วก็ตบหน้าผากตัวเอง “ไอหยา! ข้าลืมเขียนไปได้อย่างไร?”
“งั้นก็หลอมยาแก้ไข้ กับยาใส่แผลก่อนละกัน” หลินจื่อเซียนพูดขึ้นมา ราชันย์โอสถจึงพยักหน้า “เช่นนั้นก็หลอมยาแก้ไข้ก่อน”
จากนั้นเขาก็วูบหายไป หลินจื่อเซียนเห็นเงาเขาวูบวาบไปมา ตรงนั้นทีตรงนี้ที สักพักเขาก็กลับมาพร้อมกับสมุนไพรที่จะใช้หลอมโอสถ “เอ้า ต้นหาว”
หลินจื่อเซียนยื่นมือไปหยิบต้นหาวจากอ้อมแขนเขา เธอขยำๆ กำๆ ต้นหาวอยู่ในมือ ครู่เดียวในอุ้งมือก็มีเม็ดยากลมๆ นับสิบเม็ดแล้ว เธอกำไว้ในอุ้งมือ แล้วถามว่า “มีขวดใส่ไหม?”
ราชันย์โอสถเบิกตากว้าง “เสร็จแล้ว!?”
หลินจื่อเซียนพยักหน้า แล้วแบอุ้งมือออก บนฝ่ามือมีเม็ดยากลมๆ นับสิบเม็ด ราชันย์โอสถพุ่งมาหยิบโอสถดู “โอสถระดับหนึ่ง*”
(ระดับของโอสถแบ่งเป็น 10 ระดับ เริ่มจาก 1 เป็นระดับต่ำสุด 10 เป็นระดับสูงสุด)
เขามองหาเศษสมุนไพรบนฝ่ามือ แต่ก็ไม่พบว่ามีเศษสมุนไพรเลย โดยปกติแล้วผู้ที่เริ่มต้นหลอมโอสถ อัตราความสำเร็จในการหลอมจะเป็นหนึ่งส่วนสิบ หมายความว่า หลอมสิบครั้ง สำเร็จ 1 ครั้ง และส่วนมากที่หลอมสำเร็จก็จะได้โอสถเพียงหนึ่งหรือสองเม็ดเท่านั้น
แต่เจ้าเด็กนี่ หลอมครั้งที่สองก็ได้โอสถสิบเม็ดแล้ว และไม่เหลือเศษผงสมุนไพรเลย!
อา…เจ้าเด็กนี่เป็นปีศาจโดยแท้!
อีกทั้งวิธีการหลอมของเขาก็แตกต่างจากวิธีการหลอมของปรมาจารย์โอสถทั่วไป ปรมาจารย์โอสถทั่วไปเวลาหลอมโอสถต้องใช้เตาหลอมโอสถ แต่วิธีของเขาไม่ได้ใช้เตา แต่ใช้พลังธาตุโดยตรง ยากนักที่คนอื่นจะเรียนรู้วิธีของเขาได้ แต่เจ้าเด็กคนนี้กลับทำได้ตั้งแต่ครั้งแรก!
ตอนที่นางหลอมครั้งแรก เขาก็ไม่ทันเห็นว่านางหลอมได้กี่เม็ดเพราะนางรีบเอาโอสถไปให้เจ้าเด็กคนนั้นกินเสียแล้ว
อา…นี่เขาเก็บเจ้าปีศาจน้อยมาเป็นศิษย์เสียแล้ว!
“มีขวดไหม?” หลินจื่อเซียนถาม ทำให้ราชันย์โอสถดึงสติกลับมา เขาล้วงขวดใส่โอสถออกมาจากกระเป๋าเสื้อด้านใน ยื่นส่งไปให้
หลินจื่อเซียนรับขวดไปแล้วเทโอสถใส่ขวด จากนั้นก็ยื่นมือไปหยิบต้นหาวมาอีกต้น แล้วเริ่มหลอมโอสถอีกครั้ง ไม่นานนักเธอก็เทโอสถใส่ขวด ราชันย์โอสถกะพริบตาปริบๆ มองโอสถที่ลงไปอยู่ในขวด คราวนี้นับได้ 10 เม็ด เป็นโอสถระดับหนึ่งทั้งหมด
เขาตกตะลึงจริงๆ เด็กนี่หลอมโอสถได้โดยไม่มีสมุนไพรเสียเลยสักนิด!
แล้วเขาก็มองต้นหาวในอ้อมแขน อุตส่าห์เก็บมาเยอะขนาดนี้ก็เพราะคิดว่าเจ้าเด็กนี่ต้องหลอมโอสถไม่สำเร็จ โอกาสที่จะสำเร็จเป็นหนึ่งส่วนสิบ เขาก็ทำใจแล้วว่าจะต้องเสียสมุนไพรไปอย่างไร้ค่า แต่ที่ไหนได้ นางกลับหลอมโอสถสำเร็จทุกครั้ง!
ปีศาจ! เจ้าเด็กปีศาจ!
เขาด่าในใจ แต่แก้มนั้นฉีกไปถึงหูแล้ว คางแทบจะเชิดขึ้นฟ้าอย่างภาคภูมิใจ ฮ่าๆๆๆๆๆ
หลินจื่อเซียนยื่นมือไปหยิบต้นหาวมาอีก ราชันย์โอสถหยุดความคิดทั้งมวลลง ถามว่า “เจ้าสามารถหลอมโอสถระดับสองได้หรือไม่?”
“ไม่รู้ ยังไม่เคยเหลอม” หลินจื่อเซียนตอบ ราชันย์โอสถจึงคะยั้นคะยอว่า “เช่นนั้นก็ลองหลอมโอสถระดับสองให้ได้ซิ”
“จะลองดู” หลินจื่อเซียนพูดแล้วก็เริ่มหลอมโอสถ สักพักเธอก็แบมือออก ราชันย์โอสถมองบนฝ่ามือ เขาเบิกตาโต “โอสถระดับสอง!”
เขาตกตะลึงอีกครั้ง เป็นโอสถระดับสอง 9 เม็ด!
หลินจื่อเซียนกำลังจะเทยาใส่ขวดเดียวกัน ราชันย์โอสถรีบห้าม “อย่า!”
เขารีบหยิบขวดอีกใบออกมายื่นให้ หลินจื่อเซียนจึงก้มลงวางขวดยาระดับหนึ่งไว้บนพื้น แล้วยืดตัวขึ้นมารับขวดใบใหม่ แล้วเทยาลงไป จากนั้นก็ยื่นมือไปหยิบต้นหาวมาอีกต้น ราชันย์โอสถมอง แล้วถามว่า “เจ้าไม่เหนื่อยรึ?”
“ไม่” หลินจื่อเซียนตอบ เธอก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าตัวเองจะสามารถหลอมโอสถได้ถึงระดับไหน อีกทั้งตรงหน้าก็มีสมุนไพรให้ลองหลอมอยู่ตั้งมากมาย จะปล่อยให้เสียของได้ยังไง ฮี่ๆๆๆๆ
เธอหลอมเสร็จแล้วก็แบมือ ราชันย์โอสถเอ่ยอย่างตกตะลึงว่า “ระดับสาม 8 เม็ด!”
หลินจื่อเซียนนั่งลง แล้ววางขวดยาไว้บนพื้น จากนั้นยื่นมือไป “ขวด”
ราชันย์โอสถยังเบิกตาค้าง มือหยิบขวดยื่นให้อย่างไม่ค่อยรู้ตัว หลินจื่อเซียนจับขวดมาแล้วเทยาลงไป จากนั้นก็วางขวดไว้บนพื้น เธอขี้เกียจลุกขึ้นยืนไปหยิบต้นหาวแล้วจึงบอกเขาว่า “อาจารย์ นั่งลงเถอะ ข้าหยิบไม่ถึง”
ราชันย์โอสถนั่งลงอย่างไม่ค่อยมีสตินัก เขาถูกเจ้าปีศาจน้อยนี้ทำให้ตกใจจริงๆ หลินจื่อเซียนก็ยื่นมือไปหยิบต้นหาวมาอีกต้น แล้วลงมือหลอมยา ครั้นหลอมเสร็จก็แบมือออก ราชันย์โอสถมองดูโอสถบนฝ่ามือขาวผ่อง เบิกตากว้าง “ระดับสี่ 7 เม็ด!”
“ขวด” หลินจื่อเซียนพูด คราวนี้ราชันย์โอสถหยิบขวดออกมาวางเรียงตรงหน้าหลายขวด หลินจื่อเซียนก็เอื้อมมือไปหยิบขวดมาเทยาลงไป จากนั้นก็เอื้อมมือไปหยิบต้นหาวมา ลงมือหลอมโอสถ
เมื่อเธอแบมือ ราชันย์โอสถก็พูดว่า “ระดับห้า 6 เม็ด!”
หลินจื่อเซียนเทยาลงขวด หยิบต้นหาวมาหลอมโอสถต่อ เมื่อเธอแบมืออีกครั้ง ราชันย์โอสถก็พูดว่า “ระดับหก 5 เม็ด!”
“ระดับเจ็ด 4 เม็ด!”
“ระดับแปด 3 เม็ด!”
“ระดับเก้า 2 เม็ด!”
“ระดับสิบ 1 เม็ด!”
“อา…เจ้าปีศาจ! เจ้าเป็นปีศาจน้อยจริงๆ ฮ่าๆๆๆๆ” ราชันย์โอสถหัวเราะลั่น สุดแสนจะภาคภูมิใจในตัวเจ้าปีศาจน้อยคนนี้ยิ่งนัก
ยังเหลือต้นหาวอีกหลายต้น หลินจื่อเซียนจึงหลอมโอสถต่อ คราวนี้เธอหลอมโอสถระดับสิบทั้งหมด หลอมเสร็จก็เทใส่ขวด
ราชันย์โอสถตกตะลึงอีกครั้ง “นี่เจ้ามีพลังเท่าไหร่!?”
“ไม่รู้” หลินจื่อเซียนตอบตามตรง ก็เธอไม่รู้จริงๆ นี่นา รู้แต่ว่าเธอสามารถทำได้ตราบใดที่ยังไม่รู้สึกเหนื่อย
ราชันย์โอสถคว้ามือนาง จับเอาไว้ แล้วจับชีพจร หลินจื่อเซียนเกือบจะสะบัดมือออกแล้ว แต่พอเห็นว่าเขาเพียงต้องการแตะชีพจรจึงชะงักไป ราชันย์โอสถตรวจร่างกายนางอย่างละเอียด เขาขมวดคิ้ว เงยหน้ามองนาง แล้วตรวจอีกครั้ง
คราวนี้เขาตรวจอยู่นาน คิ้วยิ่งขมวดเป็นปม “เจ้าไม่มีพลังธาตุ!”
เขาเงยหน้ามองนางอีกหน “จะเป็นไปได้อย่างไรที่เจ้าไม่มีพลังธาตุ!?”
หลินจื่อเซียนกะพริบตาปริบๆ เพราะเธอก็ไม่เข้าใจว่าเขาหมายถึงอะไร พลังธาตุเป็นแบบไหน? เธอไม่รู้จริงๆ
ราชันย์โอสถตรวจอีกครั้ง คราวนี้เขาใช้พลังตรวจ ปล่อยพลังแทรกซึมจากปลายนิ้วตัวเองเข้าไปตามเส้นชีพจรของนาง พลังของเขาพุ่งไปทั่วร่างกายนางแล้วก็ถอนกลับมา เขาขมวดคิ้วจนเป็นปม เขาตรวจไม่เจอเลยว่านางมีพลังธาตุ ร่างกายนางเป็นร่างสวะที่ไม่มีพลังธาตุ นี่เป็นร่างสวะโดยแท้ แต่ทำไมนางหลอมโอสถได้!?
อา…เจ้าปีศาจน้อยตัวนี้ทำเขางุนงงยิ่งนัก!
“เอาล่ะ ยาลดไข้ หลอมเสร็จแล้ว ต่อไปก็ยาทาแผล” หลินจื่อเซียนพูดขึ้นมา ราชันย์โอสถยังนิ่งเฉย เธอจึงยกมือขึ้นโบกๆ ตรงหน้าเขา “อาจารย์ๆ”
“หือ?” ราชันย์โอสถดึงสติกลับมา หลินจื่อเซียนจึงบอกว่า “ข้าจะหลอมโอสถทาแผล”
“เจ้ายังจะหลอมโอสถต่อ?” ราชันย์โอสถเบิกตาโต หลินจื่อเซียนพยักหน้า “ต้องหลอม ไม่งั้นเกิดเหตุฉุกเฉินขึ้นมา ข้าจะเอาโอสถที่ไหนใส่แผลล่ะ?”
“…” ราชันย์โอสถจนคำพูด เขาลุกไปเก็บสมุนไพร หลินจื่อเซียนก็บอกว่า “ข้าจะหลอมทั้งสิบระดับ ท่านเก็บมาเยอะๆ หน่อยนะ”
“…” ราชันย์โอสถแทบสะดุดล้ม เขาก่นด่าในใจอย่างภาคภูมิใจ เจ้าปีศาจน้อย!
เมื่อเขากลับมาอีกครั้ง เขาก็หอบสมุนไพรมาเต็มอ้อมแขน เขานั่งลงตรงหน้าเจ้าปีศาจน้อย หลินจื่อเซียนก็หยิบสมุนไพรมาหลอม
ครั้นเห็นว่าสมุนไพรมีเยอะ เธอจึงมองๆ แล้วคิดคำนวณว่า จะหลอมสมุนไพรทั้งสิบระดับในคราวเดียวได้หรือป่ะ? อืม…น่าลองนะ แต่เอาไว้ลองวันหน้าเถอะ เพราะเธอก็ยังไม่เคยลองหลอมโอสถทาแผล ต้องลองทำดูก่อนครั้งหนึ่ง แล้วถึงจะรู้ว่าพอจะทำได้ไหม
เธอเริ่มหลอมโอสถทาแผล โอสถทาแผลย่อมต่างจากโอสถที่เอาไว้กิน แต่สำหรับเธอแล้วก็ไม่น่ายากเกินไป
มือขยำๆ กำๆ อยู่พักใหญ่ ซึ่งครั้งนี้ใช้เวลานานกว่าตอนหลอมยาลดไข้ ราชันย์โอสถก็มองจ้องเขม็ง เขายื่นมือไปแตะชีพจรที่มือซ้ายของนาง ด้วยความอยากรู้ว่านางหลอมโอสถได้อย่างไรทั้งๆ ที่ไม่มีพลังธาตุ
สักพัก หลินจื่อเซียนก็แบมือ ในฝ่ามือมีของเหลวสีเขียวอ่อนจนเกือบจะขาวอยู่ในอุ้งมือ ราชันย์โอสถมองโอสถในมือนางอย่างตกตะลึง นี่เป็นโอสถรักษาแผลเหมือนกับที่เขาเคยหลอมไม่มีผิดเพี้ยน เจ้าปีศาจน้อยก็ยังสามารถหลอมได้! อีกทั้งยังหลอมสำเร็จตั้งแต่ครั้งแรก!
“อาจารย์ ขวด” หลินจื่อเซียนต้องการขวดปากกว้างสำหรับใส่โอสถทาแผลนี้ ราชันย์โอสถสูดลมหายใจตั้งสติ แล้วหยิบขวดปากกว้างออกมาหลายใบ หลินจื่อเซียนหยิบขวดมาแล้วเทยาลงไป พลางคิดในใจ อืม 1 ต้น ได้ยา 2 มิลลิลิตร งั้นถ้าจะทำให้ได้ปริมาณ 100 มิลลิลิตร ก็น่าจะใช้อีก 49 ต้นซินะ
พอคำนวณในใจเสร็จสรรพ เธอก็หยิบสมุนไพรมา 49 ต้น แล้วใช้สองมือขยำๆ กำๆ อยู่เหนือขวดปากกว้าง ราชันย์โอสถมองอย่างตกใจ “นี่เจ้า!”
หลินจื่อเซียนไม่สนใจท่าทีตกใจของเขา เธอกำลังทำยาอยู่ เธอกลั่นสมุนไพรจนเป็นน้ำแล้วทำให้ข้นขึ้นด้วยการระเหยน้ำออกไป จากนั้นเธอก็ปล่อยเนื้อครีมสีเขียวอ่อนลงขวดไป ราชันย์โอสถมองดูโอสถสีเขียวอ่อนไหลลงขวดอย่างตะลึง “นี่…”
“นี่คือระดับหนึ่งซินะ” หลินจื่อเซียนพูดลอยๆ แล้วก็พูดต่อว่า “งั้นต่อไประดับสอง”
เธอเลื่อนขวดโอสถออกไปแล้วหยิบขวดใหม่มาวางตรงหน้า จากนั้นก็หยิบสมุนไพรมาตามจำนวนที่คิดคำนวณในใจ ราชันย์โอสถได้แต่มองดูเจ้าปีศาจน้อยที่สามารถหลอมโอสถได้โดยไม่เหน็ดเหนื่อย
ปีศาจน้อยเอ๋ยปีศาจน้อย ต่อไปเจ้าต้องเก่งกาจยิ่งกว่าข้าเสียอีก ฮ่าๆๆๆ ข้าช่างโชคดีได้ศิษย์เลิศล้ำแล้ว
หลินจื่อเซียนหลอมโอสถอยู่พักใหญ่ แล้วก็ปล่อยโอสถไหลลงขวด ราชันย์โอสถมองโอสถในขวดอย่างตกตะลึง “ระดับสอง!”
ฮ่าๆๆๆ เจ้าปีศาจน้อยหลอมได้จริงๆ
จากนั้นหลินจื่อเซียนก็หลอมโอสถทาแผลจนครบทั้งสิบระดับ
“อา…เจ้าปีศาจน้อย ฮ่าๆๆๆ” ราชันย์โอสถหัวเราะชอบใจ แสนจะภาคภูมิใจในตัวลูกศิษย์ยิ่งนัก
หลินจื่อเซียนขยับตัวบิดขี้เกียจ แล้วก็พูดว่า “เช้าแล้ว ข้าต้องไปล่ะ ข้าบอกจินเย่ไว้ว่าจะพานางไปซื้อเสื้อผ้าใหม่”
“ไปเถอะๆ” ราชันย์โอสถโบกมือ จิตของหลินจื่อเซียนก็ออกมาจากโลกใบเล็กของเขา เมื่อเธอลืมตาขึ้น ตรงหน้าก็มีขวดโอสถวางเรียงราย เธอเก็บขวดโอสถไว้ในแหวนจัดเก็บ แล้วคิดว่าถ้าตัวเองมีโลกใบเล็กบ้างคงดีไม่น้อย จะได้เอาไว้เก็บของได้เยอะๆ ดีกว่าแหวนเก็บของอีก แหวนเก็บของยังสามารถถูกคนแย่งเอาไปได้ แต่โลกใบเล็กใครก็ไม่สามารถแย่งไปจากเธอได้
ว่าแต่พลังธาตุเป็นแบบไหนกันนะ? อยากรู้จริงๆ
“หือ? พี่จื่อเซียน ท่านนั่งเช่นนั้นทั้งคืนเลยหรือ” เซี่ยจินเย่ลืมตาขึ้นมาถาม หลินจื่อเซียนหันไปพยักหน้า “อืม”
Chapter 8
“หึ! สวะไร้ค่า”
จากนั้นหลินจื่อเซียนก็ลุกขึ้นยืน เดินออกไปจากห้องนอน เซี่ยจินเย่ก็ลุกขึ้นมา แล้วหอบผ้าห่มที่ใช้ห่มออกไปตากแดด เพราะเก็บไว้ในหีบมานานจึงมีกลิ่นอับ แต่เพราะเมื่อคืนไม่มีทางเลือกจึงต้องจำใจห่มไปก่อน ครั้นตากผ้าห่มแล้วก็ไปล้างหน้าล้างตา
“จินเย่ เสร็จหรือยัง?” หลินจื่อเซียนถาม เซี่ยจินเย่รีบบอก “เสร็จแล้วๆ”
นางรีบวางชามตักน้ำ แล้วเดินออกไปก็เห็นพี่จื่อเซียนยืนบิดตัวอยู่หน้าเรือน
“มาๆ ข้าจะพาเจ้าไปซื้ออาภรณ์ใหม่ ชุดนี้เหม็นเต็มทน” หลินจื่อเซียนกวักมือ เซี่ยจินเย่รีบเดินไปหา “เจ้าค่ะ”
จากนั้นทั้งสองคนก็เดินออกไป ส่วนม้าก็ปล่อยให้มันเล็มหญ้าอยู่ในบ้านนั้นแหละ
เมื่อไปถึงร้านขายอาภรณ์ที่ใหญ่โตร้านหนึ่ง หลินจื่อเซียนกับเซี่ยจินเย่ก็ก้าวเข้าไปในร้าน ลูกจ้างในร้านกำลังจะอ้าปากเอ่ยต้อนรับลูกค้า แต่พอเห็นสารรูปของคนที่เข้ามา เขาก็ไล่ตะเพิดว่า “ไปๆ นังขอทาน ไปให้พ้นร้านข้านะ!”
หลินจื่อเซียนจึงบอกว่า “ข้าไม่ได้มาขอทาน ข้ามาซื้ออาภรณ์”
“เฮอะ! น้ำหน้าอย่างพวกเจ้าจะมีปัญญาซื้ออาภรณ์ในร้านข้ารึ!? น่าขัน แม้แต่เศษผ้าในร้านข้าเจ้ายังไม่มีปัญญาซื้อเลย ไปๆ” ลูกจ้างแค่นเสียงเหยียดหยาม ขับไล่อย่างไม่ไว้หน้า พลัน! เถ้าแก่ก็เดินออกมา “เอะอะอะไรกัน?”
“ข้ามาซื้ออาภรณ์” หลินจื่อเซียนเอ่ยน้ำเสียงสงบราบเรียบ เถ้าแก่มองตั้งแต่หัวจรดเท้า เท้าจรดหัว มองจนคนถูกมองคงหน้าชาไปแล้ว แต่ไม่ใช่กับหลินจื่อเซียน จะบอกว่าหน้าเธอหนา หรือว่าไร้ความรู้สึกดีล่ะ เถ้าแก่มองขึ้นมองลง มองลงมองขึ้น แล้วโบกมือไล่ “ขอทานอย่างพวกเจ้ารีบไปเสีย ก่อนที่ข้าจะให้คนตีพวกเจ้าแล้วโยนออกไป ร้านข้าไม่ต้อนรับขอทานอย่างพวกเจ้า ไปๆ”
เซี่ยจินเย่หน้าแดงด้วยความอับอาย เม้มปากเน้น แอบอยู่ด้านหลังพี่จื่อเซียน หลินจื่อเซียนก็ไม่ต่อปากต่อคำอะไร เพียงจับมือเซี่ยจินเย่เดินออกจากร้านไป ก็ในเมื่อเจ้าของร้านไม่ต้อนรับลูกค้า คิดว่าเธอจะง้อเหรอ? เชอะ!
ด้านหน้าร้านมีคนหยุดมองไม่น้อยเพราะเสียงของลูกจ้างกับเถ้าแก่ไม่เบาเลย คนมองๆ แล้วก็พูดคุยกัน
“เฮอะ! ไม่เจียมตัว”
“ดูสารรูปแล้วก็สมควรแล้วที่จะถูกไล่ออกมา”
“คนเช่นนี้จะมีปัญญาซื้ออาภรณ์ได้อย่างไร คงจะคิดเข้าไปขออาภรณ์ซินะ”
ฯลฯ
เซี่ยจินเย่ฟังคนพูดกันแล้วก็ยิ่งอับอาย ตาแดงๆ น้ำตาเจียนจะหยดให้ได้ หลินจื่อเซียนได้ยินเสียงสูดน้ำมูกจึงหันไปมองคนข้างกาย แล้วปลอบว่า “มีเงินจะซื้อของร้านไหนก็ได้ แต่ถ้าเจ้าของไม่ต้อนรับลูกค้าแบบนี้ก็อย่าได้คิดที่จะเอาเงินของเราไปให้มัน เข้าใจไหม?”
เธอสอนไปในตัว เพราะกบในกะลาข้างกายเธอยังต้องได้รับการสั่งสอนอีกมาก เซี่ยจินเย่พยักหน้ารับ
หลินจื่อเซียนพาเซี่ยจินเย่เดินไปร้านอาภรณ์อีกร้าน แต่พอเถ้าแก่เห็นก็ออกปากไล่ทันที “ไปๆ นังขอทานสกปรก”
หลินจื่อเซียนจึงชะงักเท้าที่จะก้าวเข้าไปในร้านทันทีแล้วหมุนตัวเดินจากไป จนไปหยุดอยู่หน้าร้านอาภรณ์เล็กๆ ร้านหนึ่ง เธอกำลังยืนมองอาภรณ์จากนอกร้าน เถ้าแก่มองเด็กสาวสองคนที่มายืนอยู่หน้าร้านครู่หนึ่งแล้วเดินออกมา “เชิญเข้ามาดูในร้านซิขอรับ”
หลินจื่อเซียนมองเถ้าแก่ครู่หนึ่ง แล้วถามว่า “เจ้าไม่ไล่ข้ารึ?”
“เจ้าคงต้องการซื้ออาภรณ์ใหม่ ร้านข้าขายอาภรณ์จะไล่ลูกค้าได้อย่างไร” เถ้าแก่ตอบ หลินจื่อเซียนยกมุมปากขึ้นเล็กน้อยจนแทบมองไม่เห็น “ข้าเป็นขอทาน จะไปมีปัญญาซื้ออาภรณ์ได้อย่างไร”
“ขอทานแบบใดกันที่มีแหวนเก็บของหลายวง?” เถ้าแก่เอ่ยออกมา หลินจื่อเซียนยกมุมปากขึ้นอีก คนๆ นี้ช่างสังเกตดี เธอกับเซี่ยจินเย่สวมแหวนเก็บของที่เอามาจากคนพวกนั้นไว้บนนิ้วมือ เซี่ยจินเย่สวมไว้ 2 วง ส่วนเธอสวมไว้ 3 วง ในแหวนแต่ละวงล้วนเก็บทรัพย์สินไว้อย่างละเท่าๆ กัน เธอจึงจูงมือเซี่ยจินเย่เดินเข้าไปในร้าน
“เชิญขอรับ” เถ้าแก่กล่าวต้อนรับ ยิ้มน้อยๆ หลินจื่อเซียนยิ้มตอบ แล้วหันไปพูดกับเซี่ยจินเย่ว่า “เจ้าเลือกตัวที่เจ้าชอบซิ”
“เจ้าค่ะ” เซี่ยจินเย่พยักหน้ารับ แล้วมองดูอาภรณ์ที่แขวนเรียงรายเอาไว้ หลินจื่อเซียนก็ดูอาภรณ์ไปเรื่อยๆ เมื่อเจออาภรณ์ที่เข้าตาเธอก็ชี้ให้เถ้าแก่หยิบลงมา “ตัวนั้น ตัวนู้น ตัวนี้…”
“เถ้าแก่ ข้าชอบตัวนี้ ตัวนั้น ตัวนู้น…” เซี่ยจินเย่ก็ชี้ให้เถ้าแก่หยิบลงมา แต่พอหลินจื่อเซียนเห็นแล้วก็ส่ายหน้า “หรูหราหมาเห่ามาก”
คำพูดของเธอทำให้เซี่ยจินเย่กับเถ้าแก่ชะงักงัน งุนงงกับคำๆนี้เป็นอย่างยิ่ง เซี่ยจินเย่ก็ถามทันที “หรูหราหมาเห่ามาก คืออะไรเจ้าคะ?”
หลินจื่อเซียนจึงอธิบายว่า “ก็หมายความว่าดูสวยงามแต่ไร้ประโยชน์น่ะซิ”
“อ่อ” เซี่ยจินเย่พยักหน้ารับรู้ หลินจื่อเซียนจึงพูดต่อว่า “เจ้าเลือกที่มันธรรมดาๆ กว่านี้หน่อย แบบนี้จะเดินจะก้าวก็ไม่คล่องตัว ชายยาวลากพื้นแบบนี้ เจ้าจะไปกวาดถนนรึ?”
“ก็ข้าเห็นพวกฮูหยิน พวกคุณหนูทั้งหลายก็ล้วนแต่ใส่อาภรณ์เช่นนี้กันทั้งนั้นนี่เจ้าคะ” เซี่ยจินเย่บอกเสียงเบา หน้าเจื่อนจ๋อยเล็กน้อย นางก็อยากจะใส่อาภรณ์เช่นนี้บ้าง หลินจื่อเซียนยิ้มบางๆ แล้วติชุดที่เซี่ยจินเย่เลือก “ข้อแรกอาภรณ์ที่เจ้าเลือก ชายยาวเกินไป ไม่เหมาะที่จะเดินเหินนัก ถ้าเจ้าไม่คอยจับชายอาภรณ์ยกไว้ เจ้าเดินไม่เกินสองก้าวก็สะดุดล้มหัวแตกแล้ว ข้อสอง สีสันฉูดฉาดเกินไป ใส่แล้วดูเหมือนนกยุงรำแพนมากกว่า ข้อสาม ขนาดใหญ่เกินไป”
พอได้ฟังคำติแล้ว เซี่ยจินเย่ก็พูดไม่ออก นางจึงบอกว่า “เช่นนั้น ท่านพี่ก็เลือกให้ข้าเถอะ”
หลินจื่อเซียนยิ้มแล้วเงยหน้ามองอาภรณ์ที่แขวนเรียงราย มองจนทั่วรอบหนึ่งแล้วก็ชี้นิ้ว “ตัวนั้น ตัวนั่น ตัวนู้น ตัวริมสุดนั้น…”
“ขอรับๆ” เถ้าแก่ก็หยิบลงมานับสิบตัว เซี่ยจินเย่อ้าปากค้าง ไม่คิดว่าพี่จื่อเซียนจะเลือกเป็นสิบๆตัวเช่นนี้ เถ้าแก่ก็ผายมือ “เชิญแม่นางทั้งสองเข้าไปลองในห้องขอรับ หากหลวมไปจะได้ให้ช่างเย็บปักแก้ไขให้ขอรับ”
“อืม” หลินจื่อเซียนพยักหน้า แล้วจูงมือเซี่ยจินเย่เดินตามเถ้าแก่เข้าไปในห้องด้านใน
ภายในห้องมีสาวใช้สองคนคอยช่วยสวมใส่
หลังจากลองอาภรณ์ที่เลือกๆ มาจนครบทุกตัวแล้ว หลินจื่อเซียนก็ซื้อทั้งหมด แล้วเอาของตัวเองใส่ไว้ในแหวนเก็บของ ส่วนของเซี่ยจินเย่ก็ให้นางเก็บไว้ในแหวนเก็บของบนนิ้วมือของนาง สองสาวก็สวมใส่อาภรณ์ตัวใหม่ ส่วนตัวเก่าก็ถอดทิ้งไป
“โอกาสหน้า เชิญอีกนะขอรับ” เถ้าแก่ยืนส่งลูกค้าอยู่หน้าร้าน มองดูเด็กสาวทั้งสองเดินจากไป
หลินจื่อเซียนเดินจูงมือเซี่ยจินเย่เดินมุ่งหน้าไปทางจวนอ๋องเซี่ย ตอนที่เลือกๆ อาภรณ์อยู่นั้นเธอก็ถามเถ้าแก่แล้วว่าจวนอ๋องเซี่ยอยู่ที่ไหน เถ้าแก่ก็บอกทางให้อย่างยินดี
เมื่อไปถึงหน้าประตูจวนอ๋องเซี่ย มีทหารยืนเฝ้าอย่างแข็งขัน ทั้งสองก็เงยหน้ามองป้ายเหนือประตู ‘จวนอ๋องเซี่ย’
เซี่ยจินเย่ตื่นเต้นจนมือกำแน่น ความรู้สึกประเดประดังพลุ่งพล่านอยู่ในใจ ทั้งตื่นเต้น ทั้งดีใจ ทั้งกังวล ทั้งกลัว
ยังไม่ทันทีนางจะเอ่ยปาก ทหารหน้าประตูจวนก็ตวาดว่า “ใคร! มีธุระอันใด? หากไม่มีธุระก็รีบจากไปเสีย”
“ขะ…ข้า…” เซี่ยจินเย่พูดตะกุกตะกัก ทหารก็มองอย่างเหยียดหยาม “ข้าๆอะไร ไปๆ ที่นี่ไม่ใช่ที่ให้เด็กอย่างเจ้ามาวิ่งเล่น”
“ข้า…” เซี่ยจินเย่พูดไม่ออก หันไปกระตุกแขนพี่จื่อเซียน “ท่านพี่…”
หลินจื่อเซียนจึงเอ่ยปากแทน “นางคือคุณหนูสามเซี่ยจินเย่ ต้องการพบอ๋องเซี่ยผู้เป็นบิดา”
“คุณหนูสาม? เฮอะ!” ทหารแค่นเสียงเยาะหยัน “คุณหนูสามอะไรกัน? พวกเจ้าอย่าได้คิดแอบอ้างหน่อยเลย เห็นแก่ที่พวกเจ้ายังเด็ก ข้าจะไม่เอาความ รีบไปเสีย!”
“ข้าไม่ได้แอบอ้าง” เซี่ยจินเย่เถียงเสียงเบา ทหารขยับไปจะไล่เด็กทั้งสองไปให้พ้นๆ ยังไม่ทันก้าวขาไป ก็มีเสียงตะโกนจากด้านในว่า “เปิดประตู ท่านอ๋องเสด็จ”
ทหารจึงรีบไล่ “ไปๆ รีบไปซะ”
“ข้าไม่ไป! ข้าจะพบท่านพ่อ!” เซี่ยจินเย่ตะโกน ทหารจึงผลักนาง “ไป!”
“โอ๊ย!” เซี่ยจินเย่ถูกผลักจนเซไปสองก้าว หลินจื่อเซียนจึงดึงเซี่ยจินเย่ไปหลบข้างหลังตัวเอง แล้วมองจ้องทหารคนนั้น สายตาเยียบเย็นจนทหารรู้สึกขนลุกชัน หนังหัวชายิบๆ อย่างหาสาเหตุไม่ได้ แต่เพราะเห็นว่าคนตรงหน้าเป็นแค่เด็ก เขาจะถูกเด็กคนหนึ่งทำให้กลัวได้อย่างไร! จึงชี้ดาบทั้งฝักใส่หน้าเด็กทั้งสอง ตวาดว่า “ยังไม่รีบไปอีก! ถ้ายังไม่ไป ข้าจะตีพวกเจ้าให้ขาหัก!”
แอ๊ดดดดด… บานประตูเปิดออก ทหารคนนั้นจึงรีบผลักเด็กทั้งสองคนให้พ้นทาง หลินจื่อเซียนจึงดึงเซี่ยจินเย่ถอยไปด้านข้าง รถม้าก็เคลื่อนออกมา รถม้าเคลื่อนเลยไปนิดก็มีเสียงดังว่า “หยุด!”
รถม้าหยุดลง มีเสียงถามดังออกมาจากในรถม้า “เอะอะอะไรกัน?”
ทหารรีบหันไปกุมมือคารวะรถม้า “ทูลท่านอ๋อง เด็กสองคนนี่อ้างว่าเป็นธิดาท่านพะย่ะค่ะ”
“ลูกข้า?” เสียงจากในรถม้าดังอีกครั้ง หลินจื่อเซียนรู้สึกได้ว่ากำลังถูกคนในรถม้ามองมา จึงก้าวไปยืนด้านข้างของเซี่ยจินเย่ แล้วพูดว่า “นางคือคุณหนูสามเซี่ยจินเย่ ต้องการพบอ๋องเซี่ย”
“หึ! สวะไร้ค่า” เสียงเดิมแค่นเสียงเหยียดหยาม เซี่ยจินเย่กัดปากจนห้อเลือด สองมือกำแน่นจนเล็บจิกลงไปในเนื้อ แล้วเสียงเดิมจากในรถม้าก็ดังว่า “ไล่ไปซะ ข้าไม่มีลูกเป็นสวะไร้ค่า”
ทหารรับคำสั่งทันที “พะย่ะค่ะ”
แล้วก็หันไปไล่เด็กสาวทั้งสองว่า “พวกเจ้ารีบไปซะ นี่ถือว่าท่านอ๋องทรงเมตตาไม่เอาผิด หากยังกล้าแอบอ้างอีก ต้องถูกตัดหัว!”
“ไป” เสียงจากในรถม้าสั่ง รถม้าก็เคลื่อนจากไป ประตูจวนก็ปิดสนิทอีกครั้ง หลินจื่อเซียนจึงจูงมือเซี่ยจินเย่ “ไปเถอะ”
เซี่ยจินเย่เดินตามไปราวกับหุ่นไม้ จิตใจแตกสลายเป็นผุยผง ความหวังที่จะมาอาศัยพึ่งพิงบิดาพังทลายลง
ไม่รู้กลับมาถึงเรือนตอนไหน ไม่รู้แม้กระทั่งว่าเดินกลับมาอย่างไร หลินจื่อเซียนก็ปล่อยให้นางนั่งซึมกะทืออยู่ในห้อง ส่วนตัวเธอก็เดินออกไปหาซื้อของกินของใช้
เมื่อกลับมาก็ยังเห็นเซี่ยจินเย่ยังนั่งซึมกะทือเช่นเดิม เธอเดินไปตรงหน้าเซี่ยจินเย่ ยื่นซาลาเปาใส้เนื้อไปให้ แล้วพูดว่า “ข้ารู้ว่าเจ้าเสียใจ แต่เจ้าก็ต้องทำใจนะ ผู้ชายเลวๆที่ทอดทิ้งลูกเมียมีเยอะแยะ เป็นพ่อแล้วยังไง เขาก็ทิ้งเจ้ามาตั้งแต่เจ้าเล็กๆ แล้วนี่นา จะต้องไปใส่ใจกับพ่อแบบนั้นทำไม มีก็เหมือนไม่มี แทนที่จะมานั่งเสียใจอยู่ เอาเวลาไปฝึกฝนตัวเองไม่ดีกว่าเหรอ? คนไร้ค่าพรรค์นั้นไม่ควรเอามาใส่ใจแม้แต่น้อย”
“พี่จื่อเซียน ฮือออออ….” เซี่ยจินเย่โผกอด ร้องไห้สะอึกสะอื้นน้ำตานองหน้า หลินจื่อเซียนจึงได้แต่กอดๆ ลูบหลังลูบไหล่ปลอบใจ
เซี่ยจินเย่ร้องไห้อยู่นานมาก จนในที่สุดก็ค่อยๆ หยุดร้อง พูดอย่างสะอึกสะอื้นว่า “ทะ…ท่านพี่…อึก…อึก…ยะ…อย่าทิ้งข้า…นะ”
“เลิกร้องได้แล้ว ข้าไม่ชอบดูคนร้องไห้” หลินจื่อเซียนบอกน้ำเสียงอ่อนโยน เซี่ยจินเย่จึงพยายามหยุดร้อง ยกมือเช็ดน้ำตา หลินจื่อเซียนดันตัวเซี่ยจินเย่ออก แล้วยื่นซาลาเปาให้ “กินซิ กินเสร็จแล้วจะได้เริ่มฝึกฝน อยากแข็งแกร่งไม่ใช่เหรอ? ข้าไม่อาจปกป้องเจ้าได้ตลอดไปหรอกนะ”
เซี่ยจินเย่รับซาลาเปามา มองหน้าพี่จื่อเซียน แล้วก็กัดซาลาเปาจนเหมือนกับจะยัดซาลาเปาทั้งลูกเข้าปาก
เมื่อเซี่ยจินเย่กินหมด 1 ลูก หลินจื่อเซียนก็ยื่นให้อีกลูก “เอ้า กินให้อิ่ม เจ้ายังต้องใช้แรงอีกเยอะ”
เซี่ยจินเย่รับมากัดกร๊วมๆ
หลังจากกินเสร็จแล้ว หลินจื่อเซียนจึงใช้ให้เซี่ยจินเย่ไปตักน้ำใส่ตุ่ม หลังจากตักน้ำใส่ตุ่มเสร็จก็พาเซี่ยจินเย่ไปวิ่งในสุสาน
“เจ้าต้องฝึกวิ่ง ยิ่งเจ้าวิ่งได้ไว เจ้าก็จะหนีศัตรูได้ไว อีกทั้งยังบุกจู่โจมได้ไวด้วย” หลินจื่อเซียนบอกเหตุผล เซี่ยจินเย่ฟังแล้วก็พยักหน้า “เจ้าค่ะ”
จากนั้นทั้งสองก็วิ่งไปด้วยกัน แรกๆ เซี่ยจินเย่ก็วิ่งสุดแรง นำหน้าหลินจื่อเซียน แต่วิ่งไปได้แป๊บเดียวก็เหนื่อยจนหอบหายใจ หลินจื่อเซียนวิ่งเหยาะตามมาทันก็พูดว่า “มาๆ รีบมา อยากแข็งแกร่งก็ต้องอดทน”
เซี่ยจินเย่เม้มปากฮึดสู้ แล้ววิ่งตามไป นางวิ่งๆ หยุดๆ จนเหงื่อท่วมตัว ในใจก็คิดว่า หากนางสวมใส่อาภรณ์ที่เลือกเองคงเดินได้แค่ก้าวเดียวก็สะดุดล้มแล้ว อาภรณ์ที่ท่านพี่เลือกให้ข้าช่างดียิ่งนัก
นางวิ่งจนวิ่งไม่ไหวแล้ว เหนื่อยจนคลานแล้วลงไปนอนแผ่บนผืนหญ้า หอบหายใจจนตัวโยน หลินจื่อเซียนยืนดูอยู่ใกล้ๆ ยืนกอดอกมอง ทอดสายตาออกไปไกล เซี่ยจินเย่เห็นพี่จื่อเซียนไม่มีเหงื่อท่วมตัวเหมือนตัวเองก็พูดว่า “เมื่อไหร่กันนะที่ข้าจะวิ่งได้เหมือนท่านพี่”
“ฝึกทุกวัน” หลินจื่อเซียนดึงสายตากลับมามองนาง แล้วพยักหน้า “ไป กลับบ้านกันเถอะ”
“เจ้าค่ะ” เซี่ยจินเย่ยันตัวลุกขึ้นมา สองขาสั่นระริก แต่ก็พยายามฝืนก้าวขาเดินตามกลับเรือน
หลังจากอาบน้ำ กินอาหารแล้ว เซี่ยจินเย่ก็หลับเป็นตาย หลินจื่อเซียนเห็นเซี่ยจินเย่หลับไปแล้ว เธอก็เดินไปยังห้องนอนอีกห้อง เดินไปนั่งอยู่หน้ากระจก แล้วเอาสิ่งของที่ซื้อมาออกมาวางเรียงบนโต๊ะ จากนั้นก็จัดการลอกใบหน้าปลอมบนหน้าตัวเองออก เมื่อลอกออกมาแล้วก็เผยใบหน้างดงามบนกระจก มือก็จัดการกับใบหน้าปลอมที่ลอกออกมา เธอหาซื้อสารเคมีที่คุ้นเคยไม่ได้ คงต้องผสมเองเสียแล้ว บางทีในโลกใบเล็กของราชันย์โอสถอาจจะมีสสารที่เธอต้องการอยู่ล่ะมั้ง เห็นทีเธอคงต้องเดินสำรวจโลกใบเล็กของท่านอาจารย์ผู้เย่อหยิ่งเสียหน่อย ฮี่ๆๆๆ
เมื่อจัดการใบหน้าปลอมเสร็จแล้วเธอก็ใส่กลับเข้าไป กลายเป็นใบหน้าสุดแสนธรรมดา กระด่างกระดำดังเดิม เมื่อจัดการหน้าตัวเองเสร็จแล้ว เธอก็เดินไปนั่งขัดสมาธิบนเตียงเข้าไปในห้วงสติ หรือที่เรียกว่าห้วงจิตนั้นแหละ ปากก็เรียกหา “อาจารย์ๆๆๆ”
เงาราชันย์โอสถปรากฏขึ้น “ปีศาจน้อย”
หลินจื่อเซียนกุมมือคารวะ แล้วบอกจุดประสงค์ของตัวเองทันที “ข้าต้องการสารบางอย่าง ไม่รู้ว่าในโลกใบเล็กของท่านมีไหม? ถ้าท่านจะกรุณา ก็ให้ข้าเข้าไปในโลกใบเล็กของท่านได้ไหม?”
“ของอะไรที่เจ้าต้องการ?” ราชันย์โอสถถาม หลินจื่อเซียนก็ตอบว่า “ข้าต้องดูเอง บอกไปอาจารย์ก็ไม่รู้จักหรอก”
“ฮึ! มีอะไรบ้างที่ข้าไม่รู้จัก” ราชันย์โอสถแค่นเสียงอย่างเย่อหยิ่ง หลินจื่อเซียนจึงบอกชื่อสารที่เธอต้องการออกมา “……..ฯลฯ”
“เอ่อ…” ราชันย์โอสถอ้าปากค้าง เพราะสิ่งที่เจ้าปีศาจน้อยเอ่ยออกมา เขาไม่รู้จักเลยจริงๆ พอสบตากับเจ้าปีศาจน้อยที่ทำหน้ารอคอยอยู่เขาก็ไออกมาสองที “แค่กๆ เจ้าไปดูเองเถอะ”
หลินจื่อเซียนจึงออกจากห้วงสติ ลืมตาขึ้นก็เห็นรอยแยกเล็กๆ ตรงหน้า แล้วจิตเธอก็ถูกดูดเข้าไปในโลกใบเล็กอีกครั้ง จากนั้นเธอก็เดินสำรวจหาสิ่งที่เธอต้องการ ราชันย์โอสถก็เดินตามอยู่ข้างๆ หลินจื่อเซียนเดินสำรวจไปพลางเก็บสิ่งที่เธอต้องการไปด้วย มีทั้งพืช ดิน หิน แร่ หลากหลายชนิด จนราชันย์โอสถต้องเอากระบุงมาให้นางใส่ของเหล่านั้น
เมื่อได้ของที่ต้องการจนครบแล้ว หลินจื่อเซียนก็หันไปพูดว่า “อาจารย์ ท่านมีเตา มีหม้อ มีมีดไหน?”
“เจ้าจะปรุงอาหารรึ?” ราชันย์โอสถถาม หลินจื่อเซียนพยักหน้า “คล้ายๆ อย่างนั้นแหละ”
“เช่นนั้นก็ไปที่เรือนข้าเถอะ” ราชันย์โอสถบอกแล้วก็เดินนำไป หลินจื่อเซียนเดินตามไปจนถึงเรือนไม้หลังหนึ่ง ราชันย์โอสถเดินนำเข้าไปแล้วกวักมือ “เข้ามาซิ”
หลินจื่อเซียนจึงก้าวเข้าไป ราชันย์โอสถก็ชี้นิ้วไป “ครัวอยู่นั่น”
“ขอบคุณเจ้าค่ะ” หลินจื่อเซียนยิ้มแล้วเดินเข้าไปในห้องครัว เป็นครัวแบบโบราณ มีเตาฟืน เครื่องครัวแบบโบราณ หม้อ ไห กระทะ จาน ชาม ถ้วย วางเรียงเป็นระเบียบอยู่บนชั้นวาง เธอวางกระบุงลง แล้วหยิบของในกระบุงออกมาวางเรียงรายบนโต๊ะ จากนั้นก็หยิบครกออกมา แล้วลงมือสกัดสสารจากพืช ดิน หิน แร่ ที่เธอเก็บมา
ราชันย์โอสถก็เดินมายืนอยู่อีกฝั่งของโต๊ะตัวใหญ่ มองดูเจ้าปีศาจน้อยปรุงอาหาร เขาสงสัยยิ่งนักว่าเจ้าปีศาจน้อยจะปรุงอาหารอะไร?
ยิ่งมองก็ยิ่งไม่เข้าใจ เห็นนางตำๆ บดๆ ก่อไฟ ตั้งกระทะ แล้วใส่ของที่นางบดลงไป ใส่นั่นนิด ใส่นี่หน่อย อืม…จะเป็นอาหารแบบไหน?
หลินจื่อเซียนสกัดสสารตามความรู้เดิม จนเวลาล่วงเลยไปค่อนคืน เธอจึงสกัดสสารเสร็จ ยืนมองดูสสารต่างๆ อย่างภูมิใจ ราชันย์โอสถยื่นมือไปหยิบกระปุกที่ใส่น้ำที่ข้นกว่าน้ำมาดู “นี่คืออะไร?”
“กรีเซอร์ลีน” หลินจื่อเซียนตอบ ราชันย์โอสถขมวดคิ้ว “ใช้ทำอะไร?”
“ใช้เป็นสารประกอบในยาสีฟัน แชมพู สบู่ได้ เป็นสารตั้งต้นในการสังเคราะห์สารเคมีชนิดอื่นๆได้” หลินจื่อเซียนตอบ ราชันย์โอสถยิ่งขมวดคิ้ว ยิ่งฟังยิ่งไม่เข้าใจ แล้วเขาก็ชี้ไปที่กระปุกอื่นๆ ถามทีละอย่าง หลินจื่อเซียนก็อธิบายสสารแต่ละตัวให้ฟัง ราวกับเป็นอาจารย์เคมีที่กำลังสอนลูกศิษย์โข่งยังไงอย่างงั้น
เมื่ออธิบายจบ ราชันย์โอสถก็ยังทำหน้าเหรอหราไม่เข้าใจ หลินจื่อเซียนจึงโบกมือ “อาจารย์อย่าสนใจเลยว่ามันใช้ทำอะไรบ้างน่ะ”
“อืม” ราชันย์โอสถพยักหน้าอย่างง่ายๆ หลินจื่อเซียนก็ถามว่า “ตอนท่านสร้างโลกใบเล็กนี่ ท่านสร้างยังไง?”
“ทำอย่างไรหรือ? ข้าก็เริ่มจากสร้างโลกขึ้นก่อน จากนั้นก็สร้างพื้นดิน ท้องฟ้า สายน้ำ เมื่อข้าเจอสมุนไพรอะไรข้าก็จะเอามาปลูกไว้ในนี้น่ะซิ”
“อ่อ” หลินจื่อเซียนฟังแล้วก็ครุ่นคิด อืม…น่าจะคล้ายๆ กับสร้างบ้านคือสร้างโครงบ้านขึ้นมาก่อน จากนั้นใส่พื้น ใส่หลังคา ใส่ประตู หน้าต่างซินะ
หลังจากคิดแล้ว เธอก็กุมมือคารวะ “เช่นนั้นข้าลาล่ะ”
“เจ้าจะรีบไปไหน?” ราชันย์โอสถถาม หลินจื่อเซียนตอบว่า “ข้าจะลองไปคิดดูว่าข้าจะสร้างโลกใบเล็กแบบท่านได้อย่างไร”
Chapter 9
โลกใบเล็ก
“หา!?” ราชันย์โอสถอ้าปากค้าง มองเจ้าปีศาจน้อยที่ออกไปจากโลกใบเล็กของเขา เขากะพริบตาปริบๆ ครู่หนึ่ง แล้วก็ยิ้มเยาะ “หึ จะสร้างโลกใบเล็กได้ ต้องมีธาตุพื้นที่ เจ้าไม่มีธาตุสักธาตุ จะสร้างได้อย่างไร”
แต่เขากลับลืมคิดไปว่า นางไม่มีธาตุไม้และไฟ แต่ก็ยังหลอมโอสถได้
เมื่อออกมาจากโลกใบเล็ก หลินจื่อเซียนก็ลืมตาขึ้น ตรงหน้าเธอมีกระปุกสสารที่เธอสกัดกลั่นวางเรียงรายอยู่ เธอเก็บกระปุกเข้าไปในแหวนเก็บของ แล้วมองออกไปที่หน้าต่าง เห็นว่ายังไม่เช้าจึงหลับตาลง แล้วเริ่มฝึกจิต ขณะที่ฝึกจิตอยู่นั้น เธอก็คิดถึงโลกใบเล็กอยู่ตลอดเวลา โลกใบเล็ก…โลกใบเล็ก…อืม…อยากสร้างโลกใบเล็ก
พลัน! ห้วงสติของเธอก็สั่นสะเทือนราวกับเกิดแผ่นดินไหว แล้วจิตของเธอก็ถูกดูดเข้าไปในห้องๆ หนึ่ง
“เอ๋?” เธอมองไปรอบๆ ห้องที่เหมือนกับห้องปฏิบัติการทางเคมี มีอุปกรณ์ต่างๆ ครบครัน เธอเดินไปหยิบจับอุปกรณ์ต่างๆ อย่างงุนงง “นี่?”
เธอเดินดูรอบๆ ห้อง หยิบนู้น จับนี่มาดู ขณะที่เธอกำลังดูอยู่นั้น จู่ๆ ก็มีคนๆ หนึ่งโผล่มา โผล่มาราวกับออกมาจากอากาศได้ คนๆ นั้นมีรูปร่างหน้าตาเหมือนตัวเธอเอง พูดว่า “บอส”
“หือ?” หลินจื่อเซียนสะดุ้งมองคนๆ นั้น หรี่ตาลง “คุณเป็นใคร?”
“ฉันคือจิตของโลกนี้” คนๆ นั้นตอบ หลินจื่อเซียนขมวดคิ้ว “จิตของโลกนี้?”
“ฉันเป็นส่วนหนึ่งของคุณ คุณเป็นเจ้านาย ฉันเป็นลูกน้อง ฉันเกิดขึ้นมาพร้อมกับโลกนี้ที่คุณสร้างขึ้น” คนๆ นั้นพูด หลินจื่อเซียนยิ่งขมวดคิ้ว “โลกที่ฉันสร้าง?”
“ใช่ค่ะ” คนๆ นั้นพยักหน้า หลินจื่อเซียนคิดๆ อยู่ครู่หนึ่งแล้วเบิกตากว้าง “โลกใบเล็ก!”
“ใช่ค่ะ” คนๆ นั้นตอบอีก หลินจื่อเซียนตกตะลึง นี่เธอสามารถสร้างโลกใบเล็กได้แล้วเหรอ? โอ้มายก็อด!
เธอหันไปมองรอบๆ ห้อง เห็นประตู จึงเดินไปเปิดประตู นอกประตูมืดมิดดำมืดมองอะไรไม่เห็นสักอย่าง เธอยังไม่ทันถาม คนๆ นั้นก็บอกว่า “ตรงนั้นบอสยังไม่ได้สร้างค่ะ”
“หมายความว่าฉันสามารถสร้างพื้นที่เพิ่มได้?” หลินจื่อเซียนถาม ในหัวก็ปรากฏภาพห้องนอนที่คุ้นเคยขึ้นมา พลัน! นอกประตูดำมืดก็ปรากฏห้องนอนที่แสนคุ้นเคยขึ้น
“นี่…” หลินจื่อเซียนอ้าปากค้าง เธอเดินเข้าไปในห้องนอน หยิบสิ่งของในห้องขึ้นมาดู แล้ววางลง พลางหยิกแขนตัวเองทีหนึ่ง “อูย…เจ็บจริง ฉันไม่ได้ฝัน!”
แล้วเธอก็หยิบกรอบรูปบนโต๊ะขึ้นมา จากนั้นก็คิดออกไป เธอรู้สึกเหมือนกำลังจั๊ม พอลืมตาขึ้นก็พบว่านั่งอยู่บนเตียง ในมือถือกรอบรูปเอาไว้ เธอมองกรอบรูปบานนั้น อ้าปากค้าง “นี่!”
แล้วเธอก็คิดถึงห้องนอนเมื่อครู่ ตรงหน้าปรากฏรอยแยกขึ้น ตัวเธอถูกดูดเข้าไปในรอยแยกนั้น เธอกลับมาอยู่ในห้องนอนนั้นอีกครั้ง บนเตียงนอนสี่เสาแบบโบราณไม่มีร่างของเธออยู่ มีเพียงรอยยุบของผ้าที่ปรากฎร่องรอยว่าเคยมีคนนั่งอยู่ตรงนี้
เธอสร้างโลกใบเล็กได้ และโลกใบเล็กของเธอไม่เพียงแค่เข้าได้เฉพาะร่างจิต แต่ร่างเนื้อของเธอก็เข้ามาได้ด้วย! อา…นี่มันล้ำหน้ากว่าโลกใบเล็กของอาจารย์อีก ฮ่าๆๆๆ
เสียงนกร้องดังแว่วมา ทำให้หลินจื่อเซียนรู้ว่าใกล้จะเช้าแล้ว เธอจึงออกจากโลกใบเล็กของเธอ เมื่อเธอลืมตาก็พบว่าตัวเองยืนอยู่กลางเตียง เธอกระโจนลงจากเตียงไปที่โต๊ะ แล้วหยิบตะเกียงบนโต๊ะขึ้นมา จากนั้นก็กลับเข้าไปในโลกใบเล็กอีกครั้ง เมื่อเธอยืนอยู่ในห้องก็พบว่าตัวเองกำลังถือตะเกียงอยู่ เธอวางตะเกียงไว้บนโต๊ะ จากนั้นก็หยิบหลอดแก้วมาถือไว้ แล้วออกจากโลกใบเล็ก เมื่อออกมาเธอก็ยืนอยู่ข้างโต๊ะ ในมือมีหลอดแก้วที่หยิบมาจากในโลกใบเล็ก เธอจ้องหลอดแก้วนั้นเขม็ง แล้วมองไปรอบๆ ตัว เธออยู่ในบ้านไม้ของป้าฉี แต่กลับถือหลอดแก้วที่เหมือนกับของในโลกของเธอ ถ้าจะบอกว่าเมื่อครู่เธอฝันไป งั้นหลอดแก้วนี่มาจากไหนล่ะ? จะบอกว่าเสกวิ้งๆ เหมือนนางฟ้าทูนหัวในการ์ตูนเรื่องซินเดอเรล่าเหรอ?
แล้วประโยคหนึ่งก็ผุดขึ้นมาในหัวเธอ ‘จิตเป็นใหญ่ ใจเป็นประธาน’
พลัน! ปัญญาญาณของเธอก็พลันรู้แจ้งขึ้นมา เกิดจิตรวมเป็นหนึ่ง เธอหมดสิ้นข้อสงสัยเมื่อครู่แล้ว โลกใบเล็กก็คือมิติแยกเป็นเอกเทศ ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในนั้นเกิดจากจิตของเธอ สิ่งของทุกอย่างในนั้นจึงเกิดขึ้นตามความทรงจำของเธอ เมื่อหมดข้อสงสัยแล้ว จิตเธอจึงเข้าสู่สภาวะว่างเปล่า เธออิ่มเอมกับความว่างเปล่านั้นจนลืมเวลาไปหมดสิ้น
จนกระทั่งมีเสียงเคาะประตูดังขึ้น “พี่จื่อเซียนๆ”
หลินจื่อเซียนจึงถอนจิตออกจากสภาวะว่างเปล่า เธอลืมตาขึ้น มองไปที่ประตู ด้านนอกยังมีเสียงเรียก “พี่จื่อเซียน ท่านไม่สบายหรือ เหตุใดจึงยังไม่ตื่น?”
หลินจื่อเซียนจึงเก็บหลอดแก้วเข้าไปในโลกใบเล็ก แล้วเดินไปเปิดประตู เซี่ยจินเย่ก็มองพี่จื่อเซียนอย่างเป็นห่วง รีบพูดว่า “สายแล้ว ข้าเห็นท่านพี่ยังไม่ออกมาจึงเป็นห่วงเจ้าค่ะ”
“ข้าไม่เป็นอะไร” หลินจื่อเซียนตอบ เซี่ยจินเย่จึงถอนหายใจโล่งอก แล้วบอกว่า “ข้าต้มโจ๊กไว้ ท่านหิวหรือยังเจ้าคะ?”
“อืม” หลินจื่อเซียนพยักหน้า เซี่ยจินเย่ยิ้ม “เช่นนั้นท่านพี่รอข้าสักครู่ ข้าจะไปยกมาให้เจ้าค่ะ”
พูดจบแล้วนางก็หมุนตัวเดินไปที่ห้องครัว ตักโจ๊กใส่ชาม แล้วยกมาให้พี่จื่อเซียน “โจ๊กเจ้าค่ะ”
“เจ้ากินรึยัง?” หลินจื่อเซียนถาม เซี่ยจินเย่ส่ายหน้า “ยังเจ้าค่ะ ข้ารอท่านพี่”
“งั้นก็ไปยกมากินพร้อมกัน” หลินจื่อเซียนบอก เซี่ยจินเย่จึงรีบไปตักโจ๊กมาอีกชาม แล้วยกมาวางใกล้ๆ กับพี่จื่อเซียน จากนั้นทั้งสองคนก็กินโจ๊กด้วยกัน
หลังจากกินเสร็จแล้ว เซี่ยจินเย่ก็เก็บชามไปล้าง ครั้นล้างเสร็จก็เดินไปหาพี่จื่อเซียน หลินจื่อเซียนซึ่งกำลังสงสัยว่า พลังธาตุเป็นแบบไหน จึงเรียกเซี่ยจินเย่ “เจ้ามานั่งนี่”
“เจ้าค่ะ” เซี่ยจินเย่เดินไปนั่งใกล้ๆ หลินจื่อเซียนก็จับข้อมือกุมเอาไว้ แล้วส่งพลังจิตเข้าไปตรวจร่างกายเซี่ยจินเย่ ตรวจอยู่สักพักก็พบว่าในร่างกายของเซี่ยจินเย่ตรงจุดตันเถียนมีพลังชนิดหนึ่ง ซึ่งแตกต่างจากพลังปราณและพลังจิตที่เธอฝึกฝน พลังนี้ก็คือพลังธาตุ ผู้คนในโลกนี้จะสามารถดึงดูดพลังจากธรรมชาติที่ตรงกับธาตุของตัวเองเข้ามาเป็นพลังของตัวเองได้ ใช้จู่โจมได้ หรือป้องกันได้ คนที่มีพลังธาตุมากก็จะยิ่งสามารถดึงดูดพลังธรรมชาติจากรอบๆ ตัวเข้ามาได้มาก อย่างเช่นเซี่ยจินเย่ที่มีธาตุไม้ หากนางมีพลังถึงขั้นที่หนึ่ง ก็จะสามารถดึงธาตุไม้ที่อยู่รอบๆ ตัวเข้ามาในร่างกายแล้วปล่อยออกไปกลายเป็นเถาวัลย์ไม้เส้นเล็กๆ ได้ ขนาดของเถาวัลย์จะใหญ่ขึ้นตามขนาดขั้นพลัง
เมื่อเข้าใจพลังธาตุแล้ว หลินจื่อเซียนจึงปล่อยมือ ตอนที่ตรวจ เธอก็พบว่าในร่างของเซี่ยจินเย่มีธาตุทองกระจายอยู่ทั่วร่าง ทองข่มไม้ นี่จึงเป็นสาเหตุให้พลังธาตุไม้ของเซี่ยจินเย่ไม่อาจใช้ได้
“เจ้าลองใช้พลังธาตุของเจ้าซิ” หลินจื่อเซียนสั่ง เซี่ยจินเย่จึงใช้พลังธาตุไม้ แต่ไม่ว่าจะพยายามอย่างไร อย่าว่าแต่จะทำให้เกิดเถาวัลย์เท่าเส้นผมเลย แม้แต่เงาเถาวัลย์ก็ไม่เกิด
“เอาล่ะ ข้าเข้าใจแล้ว” หลินจื่อเซียนพูด เซี่ยจินเย่ทำหน้าฉงน “เข้าใจอะไรเจ้าคะ?”
“เจ้าไม่อาจใช้พลังธาตุไม้ได้ก็เพราะในร่างเจ้ามีธาตุทองอยู่”
“ธาตุทอง!” คำๆ นี้เหมือนฟ้าผ่าลงกลางศีรษะของเซี่ยจินเย่ นางเข้าใจตำราธาตุทั้งห้าอยู่บ้าง แต่ไม่เข้าใจว่าทำไมในร่างนางจึงมีพลังธาตุทองได้!
หลินจื่อเซียนจึงพูดว่า “เอาธาตุทองออกจากร่างเจ้าได้ เจ้าก็ใช้พลังธาตุไม้ได้”
“ทำอย่างไรเจ้าคะ?” เซี่ยจินเย่รีบถาม หลินจื่อเซียนตอบสองคำ “ใช้ไฟ”
เซี่ยจินเย่งุนงงไม่เข้าใจ ใช้ไฟ! ใช้อย่างไร?
“แต่วิธีนี้คงทำให้เจ้าเจ็บปวดมาก เจ้าจะอดทนได้ไหม? เมื่อข้าเริ่มรักษาให้เจ้าแล้ว ไม่อาจหยุดกลางคันได้ ไม่เช่นนั้นทั้งเจ้าและข้าจะได้รับอันตราย อย่างเบาก็พิการ อย่างหนักก็ตาย” หลินจื่อเซียนบอก เซี่ยจินเย่ชะงักงัน ตัดสินใจไม่ถูก ‘เจ็บปวดมาก’ ‘ไม่อาจหยุดกลางคัน’ ‘อย่างเบาก็พิการ’ ‘อย่างหนักก็ตาย’ คำเหล่านี้วนเวียนซ้ำไปซ้ำมา จนในที่สุดนางก็ตัดสินใจ “ข้าเชื่อท่าน”
“งั้นเจ้าไปนั่งบนเตียง” หลินจื่อเซียนสั่ง เซี่ยจินเย่จึงลุกไปนั่งที่เตียง หลินจื่อเซียนจึงเดินไปปิดประตูหน้าต่าง ขัดกลอนเอาไว้ เพราะเธอไม่อยากถูกใครมาขัดจังหวะขณะที่กำลังรักษา
ภายในห้องจึงมืดสลัวลง เซี่ยจินเย่ใจเต้นตุ้มๆ ต่อมๆ หลินจื่อเซียนเดินไปนั่งบนเตียงซ้อนอยู่ด้านหลัง เตือนว่า “จำไว้ว่าเจ้าต้องอดทนให้ได้ ห้ามขยับลุกขึ้นเป็นอันขาด”
“เจ้าค่ะ” เซี่ยจินเย่รับคำเสียงเบา ใจเต้นระรัว หลินจื่อเซียนสั่งต่อ “ถอดเสื้อออก”
เซี่ยจินเย่ถอดอย่างไม่ลังเล ชีวิตนี้เป็นพี่จื่อเซียนช่วยไว้ ไม่ว่าท่านพี่จะสั่งอะไร นางล้วนยอมทำทุกอย่าง หลินจื่อเซียนทาบมือซ้ายตรงตำแหน่งกระดูกก้นกบ มือขวาวางบนกลางกระหม่อมของเซี่ยจินเย่ แล้วนางก็ปล่อยพลังจิตไปที่มือซ้าย พลังไร้รูปเข้าไปในร่างกายของเซี่ยจินเย่ แปรเปลี่ยนเป็นพลังความร้อนที่ร้อนราวกับไฟแผดเผา ทำให้เซี่ยจินเย่ร้องออกมา “โอ๊ย!”
“อดทน!” หลินจื่อเซียนสั่งเสียงเข้ม พลังความร้อนกลุ่มนั้นค่อยๆ เลื่อนต่ำลงไปที่ขาซ้าย เซี่ยจินเย่เจ็บปวดจนต้องกำมือแน่น มือขยุ้มผ้าปูที่นอนเอาไว้ เหงื่อผุดซึมออกมา นางเม้มปากพยายามอดทนต่อความเจ็บปวด เหมือนมีเข็มนับหมื่นเล่มแทงตรงจุดที่ความร้อนเคลื่อนผ่าน เจ็บปวดจนสุดจะทานทนไหว
อดทนๆๆๆๆ นางท่องสองคำนี้ซ้ำไปซ้ำมาอยู่ในใจ
พลังจิตแผดเผาเอาธาตุทองรวมเข้ามาไว้ในพลังไร้รูป เลื่อนลงไปจนถึงปลายนิ้วเท้า แล้วก็เลื่อนขึ้นกลับมาอยู่ตรงก้นกบอีกครั้ง จากนั้นก็เลื่อนไปทางขาขวา เซี่ยจินเย่ได้แต่ท่องคำว่า อดทน
เหงื่อไหลโทรมกายจนเปียกชุ่ม พลังความร้อนขุมนั้นค่อยๆ เลื่อนลงไปอย่างเชื่องช้า ทำให้ทุกลมหายใจของเซี่ยจินเย่เจ็บปวดสุดแสนทรมานจนพรรณนาไม่ออก
เมื่อเลื่อนไปถึงปลายเท้าแล้วก็เลื่อนกลับมาที่ก้นกบอีกครั้ง จากนั้นก็เลื่อนขึ้นไปตามแนวกระดูกสันหลัง เซี่ยจินเย่ได้แต่กัดฟันอดทน นางนึกถึงคำพูดที่ว่า ‘อย่างเบาก็พิการ อย่างหนักก็ตาย’ นางตายไม่เป็นไร แต่จะไม่ยอมให้พี่จื่อเซียนเป็นอะไรไปเด็ดขาด!
ความร้อนกลุ่มนั้นเลื่อนขึ้นไปเรื่อยๆ อย่างช้าๆ ราวทากคืบคลาน เมื่อเลื่อนไปถึงระดับอกก็เลื่อนไปที่แขนซ้าย เซี่ยจินเย่ได้แต่กัดฟันกรอดๆ เจ็บปวดแทบขาดใจ นางเผลอร้องโอยๆ ออกมาเป็นระยะๆ จากแขนซ้ายก็ย้ายไปแขนขวา แล้วกลับมาที่อกอีกครั้ง จากนั้นก็เลื่อนขึ้นไปที่คอ ที่ศีรษะ ละอองทองพุ่งออกมาจากกลางกระหม่อม
หลินจื่อเซียนก็รวมเอาไว้ในมือขวา จนกระทั่งละอองทองละอองสุดท้ายพุ่งออกมา เธอก็ยกมือขึ้น ละอองทองก็ลอยขึ้นตามมือ เธอใช้พลังจิตหลอมมันเป็นก้อน มีขนาดเท่าลูกปิงปอง แล้วเธอก็ละมือออก กำก้อนทองไว้ในฝ่ามือ เซี่ยจินเย่ก็กระอักเลือดพรวด!
“อั๊ก…” เลือดสาดกระจายเป็นวง จากนั้นก็สลบไป หลินจื่อเซียนประคองนางลงนอน มองก้อนทองด้วยสายตาเย็นชา จากที่เธอคาดเดา คงมีคนผสมผงทองลงในอาหารให้เซี่ยจินเย่กิน จึงทำให้ในร่างกายมีทองตกค้างสะสมอยู่ในร่าง คนทำช่างอำมหิตนัก
เธอโยนก้อนทองไว้ข้างหมอน แล้วดึงผ้ามาคลุมตัวให้เซี่ยจินเย่ จากนั้นก็ลุกไปนั่งที่โต๊ะ เฝ้ารอให้เซี่ยจินเย่ฟื้น
ณ สำนักโอสถ ภายในหุบเขาอันเป็นเขตหวงห้ามของสำนัก มีถ้ำอยู่ถ้ำหนึ่ง ในถ้ำมีเตียงหยกขาวหลังหนึ่ง บนเตียงมีชายคนหนึ่งนอนอย่างสงบ ชายคนนี้มีใบหน้าหล่อเหลา ดูอ่อนโยนละมุนละไม ผิวขาวดั่งหยก ผมดำขลับยาวแผ่สยาย งดงามราวเทพเซียน มุมปากบางครายกยิ้มน้อยๆ บางคราคล้ายจะหัวเราะ จากนั้นก็กลับคืนสู่ความสงบดังเดิม
เซี่ยจินเย่ลืมตาตื่นขึ้นมา สีหน้าขาวซีดเล็กน้อย หลินจื่อเซียนได้ยินเสียงจึงเดินไปหา “ตื่นแล้ว ลุกไหวไหม?”
เซี่ยจินเย่ยันตัวลุกขึ้นนั่ง ร้องออกมาคำหนึ่ง “โอย”
“ค่อยๆ ลุก” หลินจื่อเซียนช่วยประคอง เซี่ยจินเย่มองอย่างเป็นห่วง “ท่านพี่เป็นอะไรหรือไม่?”
“ข้าไม่เป็นไร” หลินจื่อเซียนตอบ ผ้าเลื่อนลงไปกองที่เอวทำให้เรือนร่างส่วนบนของเซี่ยจินเย่เปิดเผยออกมา นางรีบจับเสื้อขึ้นมาใส่ หลินจื่อเซียนก็ช่วยใส่เสื้อให้ หลังจากใส่เสื้อเสร็จแล้ว หลินจื่อเซียนก็ยื่นมือไปหยิบก้อนทองมายัดใส่มือเซี่ยจินเย่ แล้วบอกว่า “นี่คือธาตุทองที่ข้าเอาออกมาจากตัวเจ้า คิดว่าคงมีคนแอบผสมผงทองในอาหารให้เจ้ากิน”
เซี่ยจินเย่มองก้อนทองอย่างตะลึง ทองก้อนขนาดนี้ ต้องผสมให้นางกินกี่ปีมาแล้ว!
“เอาล่ะ เดี๋ยวข้าไปเอาโจ๊กมาให้เจ้า” หลินจื่อเซียนบอกแล้วก็เดินไป เซี่ยจินเย่มองอย่างซาบซึ้ง “ขอบคุณท่านพี่”
หลินจื่อเซียนยิ้มทีหนึ่งแล้วก็เดินไป กลับมาพร้อมกับชามโจ๊กอุ่นๆ ยื่นไปให้เซี่ยจินเย่ถึงเตียง เซี่ยจินเย่วางก้อนทองลง รับชามโจ๊กมา “ขอบคุณท่านพี่”
“อืม” หลินจื่อเซียนส่งเสียงคำหนึ่ง แล้วก็ขยับไปนั่งที่ขอบเตียง เซี่ยจินเย่ตักโจ๊กกิน สายตามองเห็นคราบเลือดก็พูดว่า “ข้าทำเตียงท่านสกปรกแล้ว”
“ช่างมัน เดี๋ยวพรุ่งนี้ข้าค่อยไปซื้อผ้าผืนใหม่” หลินจื่อเซียนบอกอย่างไม่ใส่ใจ เซี่ยจินเย่ก็พูดว่า “ข้าติดค้างท่านมากนัก”
“ช่างมัน เจ้าทำตัวเป็นน้องสาวที่ดีของข้าก็พอ” หลินจื่อเซียนยื่นมือไปหยิกแก้มนุ่มๆ ทีหนึ่ง เซี่ยจินเย่พยักหน้า “อื้ม!”
แล้วเซี่ยจินเย่ก็ตักโจ๊กกินจนหมด หลินจื่อเซียนก็เอาชามไปล้าง แล้วอ่างน้ำมาให้เซี่ยจินเย่เช็ดตัว ส่วนคราบเลือดที่เปื้อนผ้าก็ไว้รอให้ถึงพรุ่งนี้เธอค่อยออกไปซื้อผ้าผืนใหม่
ดูแลจนเซี่ยจินเย่นอนแล้ว หลินจื่อเซียนก็นั่งลงกลางห้อง เริ่มฝึกจิต เมื่อเธอเข้าไปในห้วงสติก็เจอเงาราชันย์โอสถทำท่าคล้ายรอเธออยู่ ยังไม่ทันให้เธอพูดอะไร ราชันย์โอสถก็พูดว่า “วิธีที่เจ้าใช้รักษาแม่นางผู้นั้น เจ้าทำได้อย่างไร?”
หลินจื่อเซียนหรี่ตาลง “หมายความว่า ไม่ว่าข้าจะทำอะไร ท่านก็เห็นหมดเลยเหรอ?”
“ข้าอยู่ในห้วงจิตของเจ้า ย่อมเห็นทั้งหมด” ราชันย์โอสถตอบ หลินจื่อเซียนถามเสียงต่ำ “แม้แต่ตอนข้าอาบน้ำ ฉิ้งฉ่อง ปล่อยระเบิด?”
“หือ?” ราชันย์โอสถขมวดคิ้ว “ฉิ้งฉ่อง ปล่อยระเบิด คืออะไร?”
“ถ่ายเบา ถ่ายหนัก” หลินจื่อเซียนตอบคำศัพท์ของโลกนี้ออกมา ราชันย์โอสถพยักหน้าเข้าใจ ตอบว่า “ย่อมเห็น”
หลินจื่อเซียนหน้ากระตุกยึกๆ ด่าออกมา “ไอ้เวร! ไอ้ลามก! ไอ้ถ้ำมอง!”
พอถูกด่า ราชันย์โอสถก็เข้าใจความหมายของคำถามทันที “เห้!ๆ ข้าไม่ได้มองเจ้านะ ตอนเจ้าทำ ข้าก็ปิดประสาทสัมผัสแล้ว ข้าเป็นถึงราชันย์โอสถจะทำตัวต่ำช้าเช่นนั้นได้อย่างไร”
เขาพูดอย่างเย่อหยิ่ง เชิดคางจนแทบจะชี้ฟ้า หลินจื่อเซียนจ้องมองเขา ถามย้ำว่า “ไม่เห็นแน่นะ?”
“ข้าสาบานต่อฟ้าดิน ข้าไม่มีทางแอบดูสตรีเด็ดขาด” ราชันย์โอสถกล่าวอย่างหนักแน่น เชิดหน้าอย่างหยิ่งทะนง หลินจื่อเซียนจึงขู่ว่า “ถ้ากล้าแอบดูข้า ข้าจะทำให้ท่านแตกสลายไปซะ!”
“ข้าเป็นจิตวิญญาณ มีแต่ชิงเฉินขั้นสูงเท่านั้นที่จะทำลายจิตได้” ราชันย์โอสถพูดอย่างเย่อหยิ่ง หลินจื่อเซียนขี้เกียจต่อปากต่อคำด้วยจึงถามว่า “แล้วทำไมท่านไม่ไปผุดไปเกิดเสียทีล่ะ? มาติดตามข้าอยู่ทำไม?”
“ข้าก็อยากจะดูน่ะซิว่าศิษย์ข้ามีความสามารถขนาดไหน” ราชันย์โอสถบอก แล้วก็ย้อนกลับมาที่คำถามเดิม “เจ้าใช้วิธีอะไรรักษาแม่นางผู้นั้น?”
“ก็ในเมื่อท่านเห็นแล้ว ยังจะถามอีกทำไม?” หลินจื่อเซียนเลี่ยงไปไม่อยากตอบ ราชันย์โอสถก็พูดว่า “อันที่จริง ในตำราข้าก็เขียนวิธีการรักษาคนที่ถูกวางยาพิษทำลายธาตุเอาไว้แล้ว เหตุใดเจ้าไม่ใช้วิธีของข้าเล่า?”
“ช้าเกินไป” หลินจื่อเซียนตอบออกมาสามคำ ทำราชันย์โอสถหน้ากระตุกยึกยัก ตามตำราคือให้คนป่วยกินโอสถธาตุไฟเข้าไปขับธาตุทองออกมา ส่วนจะใช้ระยะเวลานานเท่าไหร่ก็ขึ้นอยู่กับธาตุทองที่อยู่ในร่าง วิธีของเขาเป็นวิธีที่เร็วที่สุดแล้ว แต่เจ้าปีศาจน้อยกลับบอกว่า ‘ช้าเกินไป’ ทำเขาพูดไม่ออกเลย “…”
แต่เขาก็ไม่รู้ว่านางใช้พลังอะไรขับธาตุทองออกมา ทั้งยังขับออกมาได้หมดในคราวเดียวเสียด้วย! อืม เจ้าปีศาจน้อยนี้มีความลับมากนัก เขาจะต้องขุดความลับของนางออกมาให้ได้!
“ถ้าท่านไม่มีเรื่องอะไรแล้วก็อย่ามารบกวนเวลาของข้า รีบพาข้าเข้าไปในโลกใบเล็กของท่านดีกว่า ข้ายังต้องหลอมโอสถอีกหลายชนิด” หลินจื่อเซียนบอก ราชันย์โอสถหน้ากระตุกยึกๆ ด่าออกมา “เจ้าปีศาจน้อย เจ้าช่างขูดเลือดขูดเนื้อข้าเสียจริง”
“ก็ข้าเป็นศิษย์ท่านแล้วไม่ใช่เหรอ? อาจารย์ก็ย่อมต้องส่งเสริมศิษย์ซิ” หลินจื่อเซียนพูดหน้าตาเฉย ทำราชันย์โอสถหน้ากระตุกยึกๆ ด่าไม่ออก ได้แต่พูดว่า “ตามมา”
หลินจื่อเซียนจึงออกจากห้วงสติ แล้วเข้าไปในโลกใบเล็กของราชันย์โอสถ จากนั้นเธอก็หลอมโอสถตลอดทั้งคืน จวบจนเช้าจึงได้ออกมาจากโลกใบเล็กของราชันย์โอสถพร้อมกับโอสถมากมาย เธอเก็บขวดโอสถไว้ในแหวนจัดเก็บบางส่วน อีกส่วนก็เก็บเข้าไปในโลกใบเล็กของเธอ ลูกน้องคนนั้นที่อยู่ในโลกใบเล็กของเธอ เธอจึงตั้งชื่อว่าหลิน หลินก็เก็บขวดโอสถไปเรียงไว้ในตู้
จากนั้นหลินจื่อเซียนก็ไปต้มโจ๊ก แล้วยกไปให้เซี่ยจินเย่ เซี่ยจินเย่กินโจ๊กแล้วก็กินโอสถที่ยื่นมาตรงหน้าลงไป นางไม่มีความรู้เรื่องโอสถ จึงไม่รู้ว่าโอสถที่กินลงไปเป็นโอสถระดับใด รู้แต่ว่าหลังจากกลืนลงไปแล้ว อาการเจ็บปวดก็สลายหายไปราวกับปลิดทิ้ง
เมื่อหายแล้วนางก็ลุกมาเก็บเตียง แล้วไปอาบน้ำล้างหน้า จากนั้นก็ไปจัดการตักน้ำใส่ตุ่มไว้ให้ม้ากิน เมื่อจัดการเสร็จแล้วก็เดินตามพี่จื่อเซียนไปซื้อของ ขากลับก็แวะเอาขนมไปให้ป้าฉี นางยืนเคาะประตูอยู่ครู่หนึ่ง ป้าฉีก็เดินมาเปิดประตู “พวกเจ้าเองรึ?”
“ป้าฉี ท่านพี่ข้าซื้อขนมกับผลไม้มาให้เจ้าค่ะ” เซี่ยจินเย่บอก พลางยื่นกล่องไม้ใส่ขนมกับตะกร้าผลไม้ไปให้ ป้าฉียิ้ม ยื่นมือมารับ “ขอบใจๆ เด็กดีๆ”
นางยังไม่ทันรับของไป ก็ไอโขลกๆ นางยกมือปิดปาก รู้สึกว่ามีอะไรอุ่นๆ ติดมือจึงยกมือขึ้นดู บนฝ่ามือมีเลือดเปื้อนเต็มไปหมด
Chapter 10
“เจ้าเด็กน่าตาย!”
ที่ปากนางก็เปื้อนเลือด นางมองเด็กสาวทั้งสองแล้วก็พูดว่า “อา…ทำพวกเจ้าตกใจแล้ว”
“ท่านป่วย…” หลินจื่อเซียนพูดยังไม่ทันจบป้าฉีก็ทรุดลงไปล้มลงตึง!
“ป้าฉี!” เซี่ยจินเย่ตกใจ วางของในมือลงแล้วรีบเข้าไปประคองป้าฉี หลินจื่อเซียนก็ยื่นมือไปแตะจุดชีพจร ปล่อยพลังจิตเข้าไปในร่างป้าฉีตรวจดูอาการป่วย สักพักก็พบว่าป้าฉีเป็นโรคปอดอักเสบ เธอชักมือออก แล้วสั่งเซี่ยจินเย่ว่า “เจ้าเก็บของตามข้ามา ข้าจะแบกป้าฉีเข้าไปเอง”
“เจ้าค่ะ” เซี่ยจินเย่พยักหน้า รีบเดินไปเก็บของมาถือ หลินจื่อเซียนก็จัดแจงแบกป้าฉีขึ้นหลัง แล้วเดินเข้าไปในบ้าน บานประตูเปิดอ้าอยู่ เธอจึงยกเท้ายันประตูให้เปิดออกแล้วแบกป้าฉีไปนอนที่เตียง เซี่ยจินเย่เดินตามเข้ามา วางของไว้หน้าประตูเรือน แล้วเดินเข้าไปในเรือน นางมองป้าฉีแล้วก็เดินไปตักน้ำใส่อ่าง เอาผ้าชุบน้ำแล้วไปเช็ดคราบเลือดออกให้ มือค่อยๆ เช็ดอย่างเป็นห่วง เพราะป้าฉีดีกับนาง นางก็ย่อมต้องดีกับป้าฉี เมื่อเช็ดเลือดเสร็จก็หันไปถามพี่จื่อเซียนว่า “ท่านพี่ ท่านป้าป่วยเป็นอะไร?”
“โรคปอดอักเสบ” หลินจื่อเซียนบอก แล้วก็สั่งนางว่า “เจ้าไปต้มน้ำร้อนไว้ คนเป็นโรคปอดไม่ควรดื่มน้ำเย็นๆ ต้องดื่มน้ำอุ่นจึงจะดี”
“เจ้าค่ะ” เซี่ยจินเย่รับคำแล้วก็เดินออกไป ตรงไปที่ครับจัดแจงต้มน้ำร้อน ถึงแม้จะไม่รู้ว่า ‘โรคปอดอักเสบ’ คืออะไร เป็นโรคแบบไหน แต่ในเมื่อพี่จื่อเซียนบอกว่าต้องดื่มน้ำอุ่นก็ดื่มน้ำอุ่น ดูจากสภาพแล้วป้าฉีอยู่คนเดียว คาดว่าสามีนางคงตายไปแล้ว ลูกสาวกับลูกเขยก็ตายแล้ว ช่างอาภัพนัก เฮ้อ…
หลินจื่อเซียนรอจนป้าฉีได้สติแล้ว จึงถามว่า “ท่านป่วยมานานเท่าไหร่แล้ว?”
“แค่กๆ นานแล้ว” ป้าฉีตอบอย่างไม่ใส่ใจ ยันตัวลุกขึ้นนั่ง หลินจื่อเซียนขมวดคิ้ว “นานแล้ว แล้วทำไมท่านไม่ไปหาหมอ?”
“ข้าไม่มีเงิน” ป้าฉีตอบตรงๆ หลินจื่อเซียนยิ่งขมวดคิ้ว ชักสงสัยแล้วว่าค่ารักษาของคนโลกนี้ประมาณเท่าไหร่กันแน่? ถึงได้ทำให้คนไม่มีเงินจ่ายค่ารักษาโรคที่ไม่ได้ร้ายแรงอะไรมากนักอย่างโรคปอดอักเสบที่น่าจะเกิดจากการเป็นไข้หวัด แล้วติดเชื้อลงปอด เธอจึงถามต่อ “ค่ารักษาเท่าไหร่รึ?”
“แพง แพงนัก” ป้าฉีตอบแล้วส่ายหน้า “ข้านั้นเป็นไม้ใกล้ฝั่งแล้ว จะตายวันไหนก็ตายเหมือนกัน จะอยู่หรือตายก็มีค่าเท่ากัน”
หลินจื่อเซียนฟังแล้วก็ถอนหายใจ “เฮ้อ…ป้าฉี ชีวิตคนมีค่าเสมอนะ ท่านมีชีวิตอยู่ก็ได้ช่วยเหลือคนอื่น อย่างเช่นข้ากับน้อง ท่านก็ให้ที่อยู่เปล่าๆ ไม่เอาเงิน ทำไมถึงได้คิดว่าชีวิตตัวเองไร้ค่าล่ะ?”
แล้วเธอก็เอาโอสถระดับสิบออกมาจากแหวนเก็บของ ยื่นไปให้ป้าฉี “นี่เป็นโอสถรักษาอาการอักเสบ ท่านกินเถอะ จะได้หาย”
ป้าฉีมองโอสถที่ยื่นมาตรงหน้า เบิกตากว้าง แล้วดันมือเล็กๆ เอาไว้ บอกว่า “เจ้าเก็บไว้ใช้เองเถอะ โอสถเม็ดนึงนั้นแพงนัก กว่าเจ้าจะหาซื้อมาได้คงหมดเงินไปไม่น้อย อย่าได้เอาโอสถล้ำค่ามาเสียเวลากับชีวิตไร้ค่าอย่างข้าเลย”
“ป้าฉี โอสถจะล้ำค่าอย่างไรก็เป็นแค่โอสถ แต่ชีวิตถ้าตายแล้ว แม้แต่ยาสวรรค์ยาเซียนที่ไหนก็ฟื้นชีวิตคนไม่ได้หรอกนะ” หลินจื่อเซียนดุอย่างไม่ชอบใจที่ป้าฉีไม่รักชีวิตตัวเอง คำพูดของหลินจื่อเซียนทำให้ราชันย์โอสถถึงกับยิ้มชอบใจ “พูดได้ดีๆ”
“ท่านกินเถอะ โอสถข้าไม่ได้มีแค่เม็ดเดียว” หลินจื่อเซียนจับมือป้าฉีแล้วยัดโอสถใส่มือนาง ป้าฉีกลับยัดคืนมา “เจ้าเก็บไว้เถอะ ยามขัดสนก็ยังเอาไปขายได้”
“ท่านนี่นะ” หลินจื่อเซียนดุ แล้วก็รีบโอสถมา จากนั้นก็พุ่งประชิดตัว จับป้าฉีบีบปากแล้วยัดโอสถเข้าไป ป้าฉีตกใจ “อ้าเจ้า!”
นางจะคายโอสถก็ไม่ทัน เพราะเมื่อโอสถเข้าปากแล้วก็ละลายเป็นน้ำไหลลงคอไปแล้ว อีกทั้งเจ้าเด็กนี่ก็ปิดปากนางไว้อีก น่าตาย! เจ้าเด็กนี่นี่! คนเขาอุตส่าห์หวังดีด้วยแท้ๆ
หลินจื่อเซียนกะว่ายาลงคอไปแล้วจึงได้ถอนมือออก พูดว่า “ขออภัย ล่วงเกินท่านป้าแล้ว”
พอปากเป็นอิสระ ป้าฉีก็ด่าทันที “เจ้ารู้ไหมว่าโอสถเม็ดหนึ่งราคาเท่าไหร่! เจ้าหลอมเองได้หรือไร! หรือเก็บได้จากฟ้า! ชีวิตแก่ๆ อย่างข้าจะตายวันตายพรุ่งอยู่แล้ว ไยต้องให้เจ้ามาสิ้นเปลืองโอสถด้วยเล่า! เจ้าเด็กนี่นี่! น่าตีให้ขาหักนัก!”
“ข้าลาล่ะ” หลินจื่อเซียนกุมมือคารวะแล้วก็รีบเผ่นไปทันที เมื่อออกมาด้านนอกก็ตะโกนเรียก “จินเย่ รีบไปกันเถอะ ข้าทำป้าฉีโกรธแล้ว”
พูดจบเธอก็หยิบข้าวของที่ซื้อมาขึ้นมา เหลือไว้แต่ของที่ให้ป้าฉี จากนั้นก็เดินจากไป เซี่ยจินเย่ได้ยินว่าทำป้าฉีโกรธจึงรีบตามไป ป้าฉีได้ยินคำพูดของเจ้าเด็กน่าตายก็โกรธจนเส้นเลือดที่ขมับเต้นตุ้บๆ ตะโกนด่าว่า “เจ้าเด็กน่าตาย! กลับมาให้ข้าหักขาเดี๋ยวนี้นะ!”
หลังตะโกนแล้วนางก็แปลกใจ “เอ๋? ไม่เจ็บแล้ว? ไม่ไอแล้ว?”
นางตบ อกตัวเองตุบๆ ไม่รู้สึกเจ็บเหมือนเมื่อก่อนแล้ว นางโก่งคอไอแค่กๆ ก็ไม่เจ็บแล้ว ตาเบิกกว้างอย่างตกตะลึง “ข้าหายแล้ว!?”
“เป็นโอสถที่ล้ำค่านัก!” นางยิ่งเสียดายโอสถที่กินเข้าไปมากยิ่งขึ้น แล้วก็ยิ่งโกรธเจ้าเด็กน่าตายที่เอาโอสถล้ำค่ามาให้นางกิน แทนที่จะเก็บไว้ใช้เอง หรือไม่ก็เอาไปขายยามขัดสนเงินทองขึ้นมา “เจ้าเด็กโง่!”
หลินจื่อเซียนถือของเดินกลับบ้าน เซี่ยจินเย่ก็เดินตามไปอย่างเป็นกังวล “ท่านป้าดูท่าจะโกรธมาก ท่านพี่ไปทำอะไรให้ท่านป้าโกรธหรือ?”
“ก็แค่เอาโอสถให้กินเท่านั้นเอง” หลินจื่อเซียนตอบอย่างไม่ใส่ใจ เซี่ยจินเย่ยิ่งสงสัย เอาให้กินอย่างไรถึงได้ทำท่านป้าโกรธจนตะโกนด่าถึงขนาดนั้น? คงไม่ใช่ว่าบังคับให้กินหรอกนะ?
นางได้แต่คิด แต่ก็ไม่กล้าถาม
เมื่อกลับถึงบ้าน เปลี่ยนผ้าปูที่นอน ผ้าห่มผืนใหม่แล้ว เซี่ยจินเย่ก็เอาผืนที่เปื้อนเลือดไปซัก พยายามซักอย่างไร คราบเลือดก็จางไปนิดเดียวเอง ขยี้อยู่นานจนต้องถอดใจ เอาล้างน้ำแล้วเอาไปตาก พลางคิดว่า นางจะเอาผ้าเปื้อนเลือดนี้เก็บไว้ใช้เอง แล้วเอาของตัวเองไว้ให้ท่านพี่ใช้
“จินเย่ ซักเสร็จยัง? ถ้าเสร็จแล้วก็ไปวิ่งกันเถอะ” หลินจื่อเซียนตะโกนถาม เซี่ยจินเย่จึงรีบตอบ “เสร็จแล้วเจ้าค่ะ”
หลังจากนั้นทั้งสองก็ไปวิ่งในสุสาน จากที่กลัวๆ ในตอนแรก เซี่ยจินเย่ก็เลิกกลัวแล้ว พยายามวิ่งตามพี่จื่อเซียนให้ทัน หมายใจว่าสักวันหนึ่งนางจะต้องวิ่งแซงท่านพี่ให้ได้!
กลางคืน เซี่ยจินเย่ก็หลับเป็นตาย ส่วนหลินจื่อเซียนก็นั่งฝึกจิต เมื่อเธอเข้าไปในห้วงสติ ก็เจอราชันย์โอสถคอยอยู่แล้ว ราชันย์โอสถยิ้ม ชมว่า “ศิษย์ข้าต้องมีจิตใจดีงามเช่นนี้ เหมาะสมแล้วๆ”
เมื่อโอกาสลอยมาตรงหน้า หลินจื่อเซียนก็ไม่รีรอที่จะคว้าไว้ กุมมือคารวะ พูดว่า “ถ้าอย่างนั้นท่านอาจารย์ก็ควรจะส่งเสริมศิษย์ให้ช่วยเหลือคน ข้ายังต้องหลอมโอสถอีกมากนัก หากท่านอาจารย์จะช่วยสนับสนุน ข้านั้นยังขาดสมุนไพร”
ราชันย์โอสถหน้ากระตุกยึกๆ เส้นเลือดที่ขมับปูดขึ้นมา ด่าว่า “เจ้าคิดจะปล้นสมุนไพรของข้าให้หมดเลยหรือ!?”
“จุ๊ๆ อาจารย์พูดผิดแล้ว” หลินจื่อเซียนชูนิ้วโบกไปโบกมา “ถ้าบอกว่าปล้น ข้าก็ต้องเอามีดจี้คอท่านแล้วขู่บังคับเอามาซิ แต่นี่ข้าขอท่านอยู่นะ ปล้นที่ไหนกัน”
“เจ้า! เจ้า!” ราชันย์โอสถเถียงไม่ออก ได้แต่ชี้หน้านิ้วสั่นระริกๆ หลินจื่อเซียนยิ้มแย้ม กุมมือ ค้อมตัวต่ำ “อาจารย์จะสนับสนุนไหม?”
“…” ราชันย์โอสถพูดไม่ออก ด่าออกมาหนึ่งประโยค “เจ้าเด็กหน้าหนา”
“ขอบคุณที่ชม” หลินจื่อเซียนยืดตัวขึ้นยิ้มรับ ทำราชันย์โอสถหมดคำจะด่า เขาถอนหายใจเฮือก “เฮ้อ…ใครใช้ให้ข้ารับเจ้าเป็นศิษย์เล่า”
“ของๆ อาจารย์ ย่อมตกทอดให้ศิษย์ ของๆ ศิษย์ก็เป็นของๆ ศิษย์” หลินจื่อเซียนแกล้งแหย่ ยิ้มๆ ราชันย์โอสถค้อนขวับ “เฮอะ! เจ้านี่นะ!”
“อาจารย์รีบไปเถอะ เวลาไม่คอยท่า ดั่งที่ว่าค่ำคืนวสันต์มีค่าพันตำลึง” หลินจื่อเซียนแกล้งแหย่อีก ทำราชันย์โอสถหน้ากระตุกยึกๆ “ปากเจ้านี่นะ ผีเจาะปากหรือไร!”
“น่าๆ อาจารย์เวลาไม่คอยท่า กลางวันข้ายังต้องสอนจินเย่อีก” หลินจื่อเซียนพูดท่าทางเป็นการเป็นงาน ราชันย์โอสถจึงพานางเข้าไปในโลกใบเล็กของตัวเอง หลินจื่อเซียนก็หลอมโอสถไม่หยุดไม่หย่อน จนแม้แต่ราชันย์โอสถยังตกตะลึง นับตั้งแต่ที่เจ้าเด็กนี่หลอมโอสถ ก็ยังไม่เคยมีครั้งไหนที่จะไม่สำเร็จ อีกทั้งยังหลอมได้ทั้งสิบระดับดั่งใจนึก นี่เป็นพรสวรรค์ฝืนลิขิตฟ้าโดยแท้ ฮ่าๆๆๆ อาจารย์เก่งย่อมต้องมีศิษย์ล้ำเลิศไว้ชูหน้าชูตา
จวบจนเช้า หลินจื่อเซียนก็ออกมาจากโลกใบเล็กของอาจารย์ พร้อมกับโอสถหลายขวด เธอเก็บขวดโอสถเข้าไปในโลกใบเล็กของตัวเอง แล้วก็เอาโอสถทั้งหมดที่เก็บอยู่ในแหวนเก็บของย้ายไปไว้ในโลกใบเล็กด้วย อุตส่าห์หลอมมา ถ้าถูกคนอื่นแย่งไปเธอคงแค้นใจตายแน่ รอยแยกที่ปรากฏขึ้นดูแล้วก็ไม่แตกต่างจากทางเข้าออกของแหวนเก็บของ จึงทำให้ราชันย์โอสถไม่รู้เลยว่าเจ้าปีศาจน้อยสามารถสร้างโลกใบเล็กได้แล้ว อีกทั้งเขาไม่ได้ตามดูนางทุกช่วงเวลาเสียหน่อย ตอนที่เห็นว่านางฝึกฝน เขาจึงนั่งฝึกฝนพลังของตัวเอง จึงได้พลาดช่วงเวลานั้นของนางไป
หลังจากเก็บของเสร็จแล้ว หลินจื่อเซียนก็ลุกขึ้น เดินออกจากห้องไปอาบน้ำ ราชันย์โอสถก็เข้าสู่การฝึกฝนของตัวเอง ตัดการรับรู้ทั้งหมด หลินจื่อเซียนเห็นในครัวติดเตาไฟอยู่ เซี่ยจินเย่กำลังหุงข้าว ทำกับข้าวอยู่ในครัว หลินจื่อเซียนจึงเดินเข้าไปอาบน้ำ แม้ว่าน้ำจะหนาวเย็น เธอก็อาบ ก็มันติดเป็นนิสัยแล้ว ตื่นมาต้องอาบน้ำ ก่อนนอนต้องอาบน้ำ เธอเอาสบู่ ยาสีฟัน แปรงสีฟัน แชมพูที่ทำเมื่อคืนในโลกใบเล็กของอาจารย์ออกมาวางไว้บนชั้นไม้หยาบๆที่วางอยู่ในห้องอาบน้ำ แล้วก็ถอดเสื้อผ้าออก กลั้นใจครู่หนึ่งแล้วก็ตักน้ำราดตัว ราดได้สามชามก็รีบหยิบสบู่มาฟอกตัว ฟอกเสร็จก็รีบตักน้ำล้างตัว จากนั้นก็เช็ดตัวแล้วเอาเสื้อผ้าชุดใหม่ออกมาจากแหวนเก็บของ ใส่เสื้อผ้าแล้วเธอก็แปรงฟันต่อ
เมื่อเธอเดินออกมาจากห้องอาบน้ำ เซี่ยจินเย่ก็ถือชามข้าวเดินมาพอดี “พี่จื่อเซียน ท่านตื่นแล้ว ดีเลย ข้าทำกับข้าวเสร็จพอดี มาเจ้าค่ะ”
“อืม” หลินจื่อเซียนพยักหน้า ยื่นมือไปรับชามข้าวจากเซี่ยจินเย่ เซี่ยจินเย่ก็ส่งให้แล้วเดินกลับไปยกกับข้าวมา หลินจื่อเซียนถือชามข้าวเดินไปนั่งที่โต๊ะไม้ซึ่งตั้งอยู่ตรงชายคา เธอนั่งลงวางชามข้าวไว้ตรงหน้าตัวเอง อีกชามก็วางไว้อีกด้านของโต๊ะ เซี่ยจินเย่ถือชามใส่กับข้าว 2 อย่างเดินมา วางชามลงกลางโต๊ะ ในชามมีผัดเนื้อกับผัดผัก หลินจื่อเซียนมองแล้วก็ชมว่า “น่ากิน”
เซี่ยจินเย่ก็ยื่นตะเกียบให้ หลินจื่อเซียนรับตะเกียบมาแล้วก็ลงมือกินข้าว
หลังจากกินเสร็จแล้วหลินจื่อเซียนก็เดินไปบ้านป้าฉี เซี่ยจินเย่ก็ตามไปด้วย เมื่อไปถึงหน้าประตูรั้ว เซี่ยจินเย่ก็เคาะประตู
รออยู่ครู่หนึ่ง ประตูก็เปิดออก แอ๊ดดดดดด…
แล้วป้าฉีก็โผล่มาแต่ใบหน้าเหมือนเช่นเคย พอเห็นว่าเป็นเด็กสาวทั้งสองคน นางก็พูดว่า “เข้ามาซิ”
นางเปิดประตูกว้างขึ้น หลินจื่อเซียนจึงเดินนำเข้าไป เซี่ยจินเย่เดินตามหลัง ป้าฉีเดินเข้าไปในเรือน หยิบถุงเงินของตัวเองออกมา นี่เป็นเงินทั้งหมดที่นางมี นางเดินไปหาเจ้าเด็กน่าตาย จับมือนางแล้วยัดถุงเงินใส่มือ พูดว่า “นี่เป็นค่าโอสถที่ข้ากินไปเมื่อวาน เจ้ารับไว้เถอะ”
หลินจื่อเซียนพลิกมือ จับมือป้าฉีหงายขึ้นแล้วยัดถุงเงินกลับไป พูดว่า “โอสถเมื่อวานถือเป็นค่าเช่าที่ข้าต้องจ่ายให้ท่าน ท่านไม่ติดค้างอะไรข้า เก็บเงินของท่านไว้เถอะ”
“จะได้อย่างไร! โอสถนั่นล้ำค่ามากนัก เงินนี่ยังเทียบไม่ได้แม้แต่ขี้ผงเลยด้วยซ้ำ เจ้ารับไว้เถอะ” ป้าฉีดุเสียงดัง จับมือเจ้าเด็กน่าตายให้หงายขึ้นแล้วยัดถุงเงินใส่มืออีกหน หลินจื่อเซียนกำถุงเงินไว้ แล้วยื่นไปให้เซี่ยจินเย่ “ถือไว้”
เซี่ยจินเย่ก็ยื่นมือมารับถุงเงินไปถือเอาไว้ หลินจื่อเซียนก็กุมรอบข้อมือป้าฉีไว้ ปล่อยพลังจิตสายเล็กๆ เข้าไปในร่างป้าฉี ตรวจดูอาการป่วย เมื่อเห็นว่าหายดีแล้วก็ปล่อยมือ จากนั้นก็ฉวยถุงเงินมา ก้มตัวลงวางถุงเงินไว้กับพื้น แล้วยืดตัวขึ้น คว้าแขนเซี่ยจินเย่เดินจากไปอย่างเร็ว
“อ่ะ” เซี่ยจินเย่ร้องออกมาคำหนึ่งเพราะจู่ๆ ก็ถูกจูงมือเดินไป ส่วนป้าฉีก็มองตาปริบๆ จะพูดอะไรก็ไม่ทันแล้วเพราะเจ้าเด็กสองคนจากไปอย่างรวดเร็วยิ่ง!
หลินจื่อเซียนจูงเซี่ยจินเย่กลับบ้าน จากนั้นก็จูงม้าเดินเข้าไปในสุสาน เซี่ยจินเย่ก็เดินตามไป เมื่อเข้าไปในสุสานแล้วหลินจื่อเซียนก็บอกว่า “วันนี้ฝึกขี่ม้า”
“เจ้าค่ะ” เซี่ยจินเย่พยักหน้ารับ สีหน้าเป็นกังวลไม่น้อย เพราะไม่เคยขี่ม้า ได้ขี่ครั้งแรกก็คือขี่กับพี่จื่อเซียน มาตอนนี้ ต้องมาฝึกขี่ม้าจึงเกิดความกลัวไม่น้อย กลัวว่าจะถูกม้าเตะ กลัวว่าจะถูกม้าพยศสะบัดตก หลินจื่อเซียนเห็นสีหน้าของเซี่ยจินเย่จึงพูดปลอบว่า “ไม่ต้องกลัว มีข้าอยู่ทั้งคน”
คำว่า ‘ไม่ต้องกลัว มีข้าอยู่ทั้งคน’ ทำให้เซี่ยจินเย่คลายความกังวลลงไปได้มาก หลินจื่อเซียนก็สอนวิธีขี่ม้า เซี่ยจินเย่ก็พยายามเรียนอย่างตั้งอกตั้งใจ ม้าก็เชื่องดี เพราะคุ้นเคยกับคนทั้งสอง อีกทั้งเซี่ยจินเย่ยังเป็นคนคอยเอาน้ำให้มันกิน ทำให้มันคุ้นเคยกับเซี่ยจินเย่ไม่น้อย
ตกเย็น 2 คน 1 ม้าก็กลับบ้าน เซี่ยจินเย่ระบมก้นไม่น้อยเลย หลินจื่อเซียนจูงม้าไปเข้าคอก จากนั้นก็เดินไปนั่งที่โต๊ะใต้ชายคา เซี่ยจินเย่ก็เดินไปตักน้ำ 2 ชาม แล้วมานั่งใกล้ๆ พี่จื่อเซียน นางยกชามน้ำขึ้นดื่ม บ่นว่า “อูย คืนนี้ข้าคงนอนหงายไม่ได้แน่”
หลินจื่อเซียนยิ้ม เพราะนี่เป็นปกติสำหรับคนที่หัดขี่ม้าใหม่ๆ ก็ต้องเจ็บระบบก้นกันทุกคน จนกว่าจะเคยชินแล้วนั่นแหละถึงไม่เจ็บอีก เธอยกน้ำขึ้นดื่มแล้วก็นับเงินในแหวนเก็บของ พลางพูดว่า “พวกเราต้องหาอาชีพทำแล้ว จะอยู่เฉยๆ โดยไม่มีรายได้ไม่ได้”
“อาชีพหรือ?” เซี่ยจินเย่ชะงักไป นางทำเป็นแค่ซักผ้า ถูบ้าน ทำกับข้าวเท่านั้น อ่านออกเขียนได้ก็เพราะท่านแม่จ้ำจี้จ้ำไชคอยสอน เพราะนางมีพลังธาตุต่ำนัก ไม่อาจฝึกฝนได้ ท่านแม่จึงหวังให้นางเป็นเสมียรตามร้านค้าหาเลี้ยงตัวยามเติบใหญ่ แต่นางยังไม่ทันเติบใหญ่ ท่านแม่ก็สิ้นใจไปก่อนแล้ว นางคิดๆ แล้วก็บอกว่า “ข้าอ่านออกเขียนได้ ข้าจะไปเป็นลูกจ้างตามร้านค้า”
“อืม ก็ดี” หลินจื่อเซียนพยักหน้า แล้วพูดว่า “พรุ่งนี้พวกเราลองไปเดินดูก่อนล่ะกัน บางทีข้าอาจจะเอาของที่ได้มาจากคนพวกนั้นไปขาย เพราะของพวกนั้นไม่มีประโยชน์สำหรับพวกเรา สู้ขายไปดีกว่า”
“อ่อ พวกเจ้ากลับมาแล้ว” ป้าฉีพูดอยู่ตรงหน้าประตูรั้ว นางผลักประตูเข้ามา ถือกล่องไม้เป็นชั้นๆ มาด้วย ลักษณะคล้ายปิ่นโตแบบสมัยโบราณ ทำให้หลินจื่อเซียนกับเซี่ยจินเย่ชะงักบทสนทนา ป้าฉีเดินลิ่วๆ มาถึงก็วางปิ่นโตไว้บนโต๊ะ แล้วเปิดปิ่นโตหยิบอาหาร ขนม ออกมาวางเรียง “ข้าทำให้มาพวกเจ้าน่ะ”
“ขอบคุณท่านป้า” หลินจื่อเซียนกุมมือคารวะ ป้าฉีโบกไม้โบกมือ “เล็กน้อยๆ พวกเจ้ากินเสียซิ”
“ขอบคุณท่านป้า” หลินจื่อเซียนพูดอีกครั้ง เซี่ยจินเย่ก็กุมมือ “ขอบคุณท่านป้าเจ้าค่ะ”
“ตอนกลางวัน พวกเจ้าไปไหนกัน? ข้ามาหารอบหนึ่งแล้วไม่เจอ” ป้าฉีถามแล้วก็พูดว่า “ข้าเอาขนมมาให้น่ะ แต่พวกเจ้าก็ไม่อยู่ ข้าเห็นม้าไม่อยู่ คิดว่าพวกเจ้าคงออกไปนอกเมืองกระมัง”
“พวกข้าอยู่ในสุสาน ข้าพาจินเย่ไปหัดขี่ม้า” หลินจื่อเซียนตอบ ป้าฉีจึงพยักหน้ารับรู้ “อ่อ”
นางนั่งลงเยื้องๆ กับเจ้าเด็กน่าตาย แล้วถามว่า “จริงซิ พวกเจ้าชื่ออะไร?”
“ข้า จื่อเซียน น้องข้า จินเย่” หลินจื่อเซียนบอก นิ้วก็ชี้ไปที่เซี่ยจินเย่ เธอไม่ได้บอกแซ่ของเซี่ยจินเย่ออกไป เพราะยังไม่อยากเจอปัญหาวุ่นวาย แซ่เซี่ย ใครๆ ก็รู้ว่าเป็นแซ่ของราชวงศ์แคว้นเฟิง ป้าฉีมองๆ “อ่อ จื่อเซียนกับจินเย่”
หลินจื่อเซียนเลื่อนจานขนมไปตรงหน้าเซี่ยจินเย่ บอกว่า “เจ้าไปต้มชามาให้ป้าฉีซิ”
เธอบอกแล้วก็หยิบกล่องชาออกมาจากแหวนเก็บของ
“เจ้าค่ะ” เซี่ยจินเย่ก็รับกล่องชาไปแล้วถือจานขนมเดินเข้าครัว ป้าฉีมองตามแล้วก็หันมาพูดกับเจ้าเด็กน่าตายว่า “เมื่อกี้ข้าได้ยินว่าพวกเจ้ากำลังหางานทำหรือ?”
“ใช่” หลินจื่อเซียนพยักหน้า แล้วก็ถามว่า “อ่อ ท่านป้าพอจะรู้ไหมว่าร้านไหนรับซื้อเหล้าบ้าง?”
“เหล้าหรือ?” ป้าฉีครุ่นคิด หลินจื่อเซียนจึงเอาไหเหล้าออกมาจากแหวนเก็บของ ซึ่งเหล้าพวกนี้เป็นเหล้าที่อยู่ในแหวนเก็บของวงแรกที่เธอได้มาจากคนตายพวกนั้น ไหเหล้านับร้อยๆ วางเรียงรายอยู่กับพื้นด้านหนึ่ง ป้าฉีเบิกตาโตมองไหเหล้านับร้อยเหล่านั้นอย่างตะลึง “ฮ๊ายยยยย…นี่บ้านเจ้าหมักเหล้าขายหรือไร?”
“ไม่ใช่ นี่เป็นของชดใช้จากคนที่มีเรื่องกับข้าน่ะ” หลินจื่อเซียนตอบกำกวม ป้าฉีอ้าปากค้าง “ของชดใช้?”
นางกะพริบตาปริบๆ เข้าใจคำว่า ‘ของชดใช้’ สงสัยว่าใครกันที่มีเรื่องกับจื่อเซียนจนต้องยินยอมชดใช้ด้วยเหล้าตั้งมากมายหลายร้อยไหเช่นนี้?
“ท่านป้า น้ำชาเจ้าค่ะ” เซี่ยจินเย่ยกชามาให้ป้าฉี ป้าฉีพยักหน้ารับ ยกชาขึ้นจิบ เซี่ยจินเย่ก็เดินกลับไปที่ครัว
“ท่านป้าพอจะรู้ไหมว่า ที่ไหนรับซื้อเหล้าพวกนี้บ้าง?” หลินจื่อเซียนถาม ป้าฉีดึงสติกลับมา แล้วบอกว่า “มีเหลาอาหารอยู่หลายแห่ง เจ้าลองไปถามดูซิ แต่ถ้าเป็นเหล้าขึ้นชื่อ เหล้าหายาก ส่วนใหญ่จะเอาไปเปิดประมูลที่จินไป๋”
“จินไป๋?” หลินจื่อเซียนทวนคำ ป้าฉีจึงอธิบายว่า “จินไป๋เป็นโรงประมูลน่ะ เดือนนึงจัดประมูลครั้งนึง จัดทุกคืนวันที่ 5 ของเดือน ของที่ประมูลในนั้นมีทั้งแพรพรรณ เครื่องเรือนล้ำค่า เครื่องประดับงามๆ โอสถ อาวุธ เหล้า สตรี บุรุษ สัตว์หายาก ล้วนมีประมูลทั้งนั้น”
“อ่อ” หลินจื่อเซียนพยักหน้ารับรู้ ป้าฉีก็พูดว่า “พรุ่งนี้ก็เป็นวันเปิดประมูล เจ้าเพิ่งมาจากต่างถิ่น เจ้าก็ลองไปดูซิ จินไป๋หาไม่ยาก เจ้าเดินเข้าไปตามถนนสายหลักก็จะเห็นเรือนใหญ่ๆ สามชั้น อยู่ใกล้ๆ กับกำแพงวัง เปิดให้ใครเข้าไปก็ได้ เพียงเจ้ามีเงินพอที่จะประมูล เจ้าก็ประมูลได้ ไม่มีกฎอะไรมาก บางคนก็เอาของไปประมูล บางคนก็ไปประมูลของ”
“ขอบคุณท่านป้าที่แนะนำ” หลินจื่อเซียนพูด แล้วก็เก็บเหล้าใส่ไว้ในแหวนเก็บของ คิดว่าพรุ่งนี้จะไปหาเหลาอาหารติดต่อขายเหล้าธรรมดาพวกนี้ แล้วค่อยไปดูที่จินไป๋
“เอาล่ะ ข้าเอาอาหารมาให้แล้ว ข้ากลับล่ะ” ป้าฉีพูดแล้วก็ลุกขึ้นยืน หลินจื่อเซียนจึงกุมมือคารวะ “ท่านป้ากลับดีๆ นะ”
“อืม” ป้าฉีส่งเสียงคำหนึ่งแล้วก็เดินออกไป
ตกกลางคืน หลินจื่อเซียนก็เข้าไปในโลกใบเล็กของราชันย์โอสถ ราชันย์โอสถก็ถามว่า “พรุ่งนี้ เจ้าจะไปที่จินไป๋หรือ?”
“อืม” หลินจื่อเซียนพยักหน้า ราชันย์โอสถก็ส่งขวดให้หนึ่งขวด บอกว่า “เอาโอสถของข้าไปประมูลด้วย”
“ได้” หลินจื่อเซียนรับขวดโอสถมา มองดูเม็ดโอสถในนั้น พูดว่า “ทะลวงฟ้า ระดับสิบ”