Skip to content

Library Of Heaven’s Path 701


ตอนที่ 701 ตลาดนัด

ทันทีที่ออกจากคฤหาสน์ราชาหวาย จางเซวียนสั่งการซุนฉาง “ซุนฉาง หาที่พักบรรยากาศดีๆที่อยู่ใกล้สถาบันให้ได้ภายใน 2-3 วันนะ!”

ตัวเขาเป็นนักเรียนของสถาบันปรมาจารย์ จึงได้รับอนุญาตให้พักที่ทะเลวิชาการ แต่ตามกฎแล้ว เจิ้งหยางกับคนอื่นๆไม่มีคุณสมบัติที่จะได้เข้าพักที่นั่น นี่เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ปรมาจารย์หงปล่อยให้พวกเขาไปกับราชาหวายโดยไม่ได้คัดค้านอะไรมากมาย

แม้การที่คนอื่นๆจะพักอยู่ในทะเลวิชาการสัก 2-3 วันไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่นานวันไปก็อาจนำมาซึ่งเสียงติฉินนินทาจากนักเรียนคนอื่นๆ แทนที่จะต้องรกหูรกตา ก็ควรหาที่พักที่เหมาะสมจะดีกว่า ทั้งยังสะดวกกับการที่จางเซวียนจะสอนบทเรียนให้ แล้วเด็กๆก็ไม่ต้องระมัดระวังอะไรด้วย

“ขอรับ!” ซุนฉางพยักหน้า

ในฐานะพ่อบ้าน เขาจำเป็นต้องดูแลกิจธุระเบ็ดเตล็ดของทุกคนด้วย ขณะที่เด็กๆมีหน้าที่ฝึกฝนวรยุทธเท่านั้น

“ท่านอาจารย์ ฉันคิดว่าฉันใกล้จะฝ่าด่านวรยุทธได้แล้ว!”

หลังจากสั่งการอีกสองสามอย่าง จางเซวียนกำลังจะกลับไปทะเลวิชาการ ก็พอดีกับที่ได้ยินเสียงหวังหยิ่ง เขาหันกลับมา และเห็นรังสีทรงพลังแผ่ออกมาจากร่างของเธอ พลังปราณนั้นเต้นเร่าอยู่ในจุดชีพจร ดูเหมือนเธอพร้อมจะฝ่าด่านวรยุทธได้ทุกขณะ!

ตอนนี้หวังหยิ่งเป็นนักรบเหนือมนุษย์ขั้น 3-สูงสุด หากฝ่าด่านวรยุทธได้ ก็จะกลายเป็นนักรบเหนือมนุษย์ขั้น 4-ขจัดสิ่งมัวหมอง

ตลอด 1 เดือนที่ผ่านมา เธอได้ฝึกฝนอย่างหนักและสำเร็จวรยุทธหยินหยางขั้นสูงสุดมานานแล้ว แต่ก็ยังไม่มีทีท่าจะฝ่าด่านวรยุทธได้สักที เป็นเพราะความสะเทือนใจของการแยกจากหยวนเทาที่กระตุ้นให้เธอใกล้จะก้าวผ่านขั้นสุดท้าย

“จอมอสูรปีกม่วง!”

รู้ดีว่าการฝ่าด่านวรยุทธไม่ใช่เรื่องง่าย จางเซวียนใช้โทรจิตเรียกอสูรของเขา จากนั้น ด้วยการกวาดกระแสพลังปราณ ทุกคนก็ลอยตัวขึ้นกลางอากาศไปอยู่บนหลังของจอมอสูรตัวนั้น

หลายสิบอึดใจต่อมา พวกเขาก็กลับมาถึงทะเลวิชาการ หลังจากส่งเจิ้งหยางกับคนอื่นๆกลับเข้าห้องแล้ว จางเซวียนพาหวังหยิ่งไปห้องลับและยืนเฝ้าอยู่หน้าห้อง ขณะที่ปล่อยให้เธอพยายามฝ่าด่านวรยุทธ

สำหรับวรยุทธขั้นขจัดสิ่งมัวหมอง จิตวิญญาณกับกายเนื้อจะแยกออกจากกันโดยสิ้นเชิง แม้หวังหยิ่งจะได้ร่ำเรียนเคล็ดวิชาเทียบฟ้าฉบับเรียบง่ายที่ทำให้การฝ่าด่านวรยุทธเป็นไปได้ไม่ยากนัก แต่การรักษาความสอดคล้องระหว่างจิตวิญญาณกับกายเนื้อของเธอขณะที่ต้องรับมือกับการแยกออกจากกันของมันก็ยังเป็นเรื่องยากอยู่

แต่ถ้าเธอทำได้ ก็จะได้รับประโยชน์มากจากการฝ่าด่านวรยุทธครั้งนี้ จางเซวียนจึงตั้งใจไม่เข้าไปขัดจังหวะ

ฟิ้วววววว!

จุดชีพจรต่างๆในร่างกายของหวังหยิ่งดึงดูดพลังจิตวิญญาณและพลังปราณจากโดยรอบเข้าสู่ร่างของเธออย่างรวดเร็ว เพียงชั่วอึดใจ กระแสพลังปราณก็พุ่งเข้าสู่จุดชีพจรไป๋ฮุ่ย และจากนั้นก็พรั่งพรูออกมา

บึ้ม!

การแยกออกจากกันระหว่างความใสกระจ่างกับความมัวหมอง – วรยุทธเหนือมนุษย์ขั้น 4-ขจัดสิ่งมัวหมอง สำเร็จแล้ว!

ตอนนี้ รังสีที่หวังหยิ่งแผ่ออกมานั้นคมปลาบราวกับดาบ

‘นี่คือการฝ่าด่านเข้าสู่…สภาวะหัวใจแห่งความว่างเปล่า?’

จางเซวียนถึงกับตาโต

เช่นเดียวกันกับปรมาจารย์ นักรบทั่วไปสามารถฝ่าด่านวรยุทธเข้าสู่สภาวะหัวใจว่างเปล่าได้เช่นกัน ความแตกต่างเดียวก็คือปรมาจารย์จะมีความสามารถในการพินิจพิเคราะห์เพิ่มขึ้น ขณะที่นักรบทั่วไปจะมีทักษะการต่อสู้ที่โดดเด่นกว่าเดิม

แม้การฝ่าด่านวรยุทธไปสู่ขั้นขจัดสิ่งมัวหมองจะทำให้พละกำลังของผู้นั้นเพิ่มสูงขึ้นอีกมาก แต่ก็ไม่น่าจะทำให้แผ่รังสีคมปลาบได้ขนาดนั้น ชัดเจนว่าหวังหยิ่งเข้าสู่สภาวะหัวใจว่างเปล่าขั้นสูงขึ้นอีก

นั่นคือสภาวะหัวใจแดงก่ำ!

‘ช่างเป็นโชคดีเหลือเกิน!’

จางเซวียนนัยน์ตาเบิกโพลง

เพราะในระดับขั้นของวรยุทธสำหรับนักรบทั่วไป พลังปราณและพละกำลังทางร่างกายจะมีความสำคัญมากกว่า แต่เมื่อเข้าสู่วรยุทธขจัดสิ่งมัวหมองแล้ว สภาวะหัวใจว่างเปล่าจะเริ่มโดดเด่นขึ้น

เพราะเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับความบริสุทธิ์ของจิตวิญญาณ หากนักรบผู้นั้นบ่มเพาะสภาวะหัวใจว่างเปล่าขึ้นได้ การฝึกฝนวรยุทธในอนาคตก็จะรวดเร็วและราบรื่นขึ้น

มนุษย์มีชีวิตจิตใจ ทั้งยังอ่อนแอและอ่อนไหวกับสภาพแวดล้อม ทำให้เกือบเป็นไปไม่ได้เลยที่พวกเขาจะให้ความสนใจกับสิ่งใดๆที่กำลังทำอยู่อย่างเต็มที่

แต่สภาวะหัวใจแดงก่ำจะทำให้ผู้นั้นกำจัดความฟุ้งซ่านต่างๆออกไป และจดจ่อกับการฝึกฝนวรยุทธได้เต็มที่ จึงแน่นอนว่าการฝึกฝนย่อมได้ผลดีกว่าปกติหลายเท่า!

พูดได้ว่าการเข้าถึงสภาวะนี้ จะทำให้วรยุทธของหวังหยิ่งพัฒนาเร็วขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุดก็จะเหนือกว่าเจิ้งหยางกับคนอื่นๆ

‘แม้จะพูดน้อย แต่ก็เด็ดเดี่ยวไม่เบา…’

จางเซวียนส่ายหัว

ความปราดเปรื่องของหวังหยิ่งเทียบไม่ได้กับจ้าวหย่า ความอดทนก็ด้อยกว่าลู่ชง ความสามารถในการปรับตัวน้อยกว่าเจิ้งหยาง ความเจ้าเล่ห์เจ้ากลก็ไม่มีเหมือนหยวนเทา ความรอบรู้ก็สู้หลิวหยางไม่ได้…แต่ถึงอย่างนั้น เธอก็สามารถฉายแสงโดดเด่นในแบบของตัวเอง ทั้งยังเข้าถึงสภาวะหัวใจแดงก่ำด้วย!

ดูเหมือนความสุขุมเยือกเย็นและละเอียดลออจะเป็นปัจจัยสำคัญต่อความก้าวหน้าของวรยุทธ!

“หากยังพัฒนาได้ระดับนี้ ไม่ช้าก็คงสำเร็จวรยุทธจิตวิญญาณสอดคล้อง แต่เราไม่มีหนังสืออยู่กับตัวเลย…”

ในเมื่อหวังหยิ่งผ่านช่วงเวลาวิกฤตมาแล้ว ก็ไม่จำเป็นที่จางเซวียนจะต้องยืนเฝ้าต่อ แม้เขาจะประทับใจกับการฝ่าด่านวรยุทธของเธอ แต่ก็ต้องกุมขมับกับปัญหาใหม่

เพราะถึงจางเซวียนจะสำเร็จวรยุทธจิตวิญญาณสอดคล้องขั้นสูงสุดแล้ว แต่เขาก็สำเร็จได้เพราะความช่วยเหลือของสาวน้อยเสื้อคลุมขาวบวกกับวิถีทางของผู้พยากรณ์จิตวิญญาณ เขายังไม่มีเคล็ดวิชาเทียบฟ้าระดับจิตวิญญาณสอดคล้องอยู่ในหอสมุดเทียบฟ้าเลย

เขาจึงต้องรีบหาให้ได้โดยเร็ว ไม่อย่างนั้น อีกไม่นานวรยุทธของหวังหยิ่งจะต้องชะงักงันแน่

ทันทีที่ออกจากห้องลับ จางเซวียนก็ตรงไปที่ห้องพักของปรมาจารย์หง

เขาตั้งคำถามทันทีที่พบหน้าอีกฝ่าย “ปรมาจารย์หง คุณพอรู้หรือไม่ว่าผมจะหาหนังสือเทคนิควรยุทธขั้นจิตวิญญาณสอดคล้องและขั้นสะพานจักรวาลได้ที่ไหน?”

“หนังสือเทคนิควรยุทธ? ผมหาให้คุณได้ ว่าแต่…คุณต้องการสักกี่เล่มล่ะ?” ปรมาจารย์หงออกจะอึ้งไปเล็กน้อย

“ยิ่งมากยิ่งดี” จางเซวียนตอบ

“รอเดี๋ยวนะ ขอผมดูก่อน…”

ปรมาจารย์หงเดินออกจากห้อง ไม่ช้าก็กลับมาพร้อมกับหนังสือหลายสิบเล่ม

“ผมได้เทคนิควรยุทธขั้นจิตวิญญาณสอดคล้องมา 40 เล่ม แต่ขั้นสะพานจักรวาลน่ะหาได้แค่ 3 เล่มเท่านั้น!” ถึงจะไม่รู้ว่าอีกฝ่ายต้องการหนังสือเทคนิควรยุทธไปทำไม แต่ปรมาจารย์หงก็พยายามรวบรวมมาให้ได้มากที่สุด

อัจฉริยะทั้ง 50 คนในกลุ่มจักรวรรดิฮ่วนหยูนั้นล้วนแต่เป็นนักรบจิตวิญญาณสอดคล้อง การจะรวบรวมหนังสือเทคนิควรยุทธจากพวกเขาจึงไม่ยาก แต่หากจะหาเทคนิควรยุทธขั้นสะพานจักรวาลก็ออกจะลำบากอยู่สักหน่อย เพราะมีแต่ปรมาจารย์ฝงกับปรมาจารย์หลัวเท่านั้นที่มี

“40 เล่ม…” จางเซวียนไล้นิ้วไปตามหนังสือพวกนั้นและส่ายหน้า

40 เล่มอาจดูมากมายสำหรับคนอื่น แต่สำหรับเขา ยังห่างไกลนักกับจำนวนที่ต้องการ

จางเซวียนคืนหนังสือให้ปรมาจารย์หงและถามต่อ “ถ้าผมอยากได้มากกว่านี้ จะหาได้ที่ไหน? ผมไม่เกี่ยงเรื่องคุณภาพ สนใจเรื่องปริมาณเท่านั้น”

“แล้ว…คุณอยากได้สักเท่าไหร่ล่ะ?”

ปรมาจารย์หงถึงกับงงเมื่อได้ยินว่า 40 เล่มก็ยังน้อยไป

ขนาดตัวเขาก็ยังต้องใช้เวลาหลายเดือนกว่าจะอ่านและทำความเข้าใจได้หมด แต่ปรมาจารย์จางกลับบอกว่าไม่พอ แล้วเขาต้องการมากแค่ไหนกัน?

“อย่างน้อยก็ 1,000 เล่ม!” จางเซวียนตอบ

“1000 เล่ม?”

ปรมาจารย์หงแทบทรุด

แม้หนังสือเทคนิควรยุทธทุกรูปแบบจะผุดขึ้นมากมายราวกับดอกไม้บานหลังการก่อตั้งสภาปรมาจารย์ แต่การหาหนังสือเทคนิควรยุทธที่แตกต่างกันให้ได้ 1000 เล่มก็ยังถือเป็นภารกิจที่ยากเย็นมาก!

และอีกอย่าง เทคนิควรยุทธเหล่านี้ไม่ใช่แค่ใจคิดก็จะปรากฏขึ้น ทุกเทคนิคล้วนแต่บรรจุเอาหัวใจและแก่นความรู้ของผู้เชี่ยวชาญแต่ละคนไว้ รวมถึงความอุตสาหะอย่างมากมายของพวกเขาด้วย

“ใช่แล้ว คุณรู้ไหมว่าผมจะไปหาได้จากที่ไหน?” จางเซวียนยังถามต่อ ไม่ได้รับรู้ความตกตะลึงของอีกฝ่าย

“เอ่อ…”

เมื่อรู้แล้วว่าจางเซวียนไม่ได้พูดเล่น ปรมาจารย์หงนวดหว่างคิ้วและตอบว่า “สถาบันปรมาจารย์มีหนังสืออยู่มากมาย คุณน่าจะหาได้เป็นหมื่นๆเล่มแหละหากไปที่นั่น…”

สถาบันปรมาจารย์คือสถานที่รวบรวมปรมาจารย์ผู้ปราดเปรื่องจากทั่วโลก ตลอดระยะเวลายาวนานหลายพันปี ทั้งเทคนิควรยุทธและศาสตร์ลับต่างๆได้ตกทอดกันมาโดยอัจฉริยะจากรุ่นสู่รุ่น ก่อเกิดเป็นสมบัติล้ำค่า แต่ว่าจางเซวียนยังไม่ได้เข้าเป็นนักเรียนของสถาบันอย่างเป็นทางการ ทั้งยังไม่มีคะแนนวิชาการด้วย จึงไม่อาจเข้าถึงหนังสือเหล่านั้น

“จริงสิ!”

ปรมาจารย์หงพลันนึกได้ เขาตาโต “ตลอดสองสามวันนี้มีตลาดนัดของนักเรียนใหม่ จะต้องมีคนนำหนังสือเทคนิควรยุทธมาขายแน่ๆ คุณไปดูได้เลย ในทะเลสาบวิชาการมีนักเรียนใหม่อยู่มากมาย จะหาหนังสือให้ได้สักพันเล่มคงไม่ยากหรอก!”

“ตลาดนัด?” จางเซวียนชะงัก

“ใช่! นักศึกษาใหม่จากหลากหลายจักรวรรดิจะนำเทคนิควรยุทธเฉพาะจากจักรวรรดิของพวกเขา อีกทั้งเทคนิควรยุทธส่วนตัวมาวางขาย ตลาดนัดแห่งนี้จะเป็นที่พบปะทำความคุ้นเคยกันระหว่างนักศึกษาใหม่ เป็นสถานที่แลกเปลี่ยนทรัพยากร แบ่งปันความคิดเห็นและประสบการณ์การฝึกฝนวรยุทธ ด้วยวิธีนี้ ทุกคนจะสามารถยกระดับประสิทธิภาพการต่อสู้ของตัวเองได้ ทำให้มีโอกาสผ่านการสอบเข้ามากขึ้น!” ปรมาจารย์หงพูด

“ก็ดี ตลาดนัดอยู่ที่ไหนล่ะ? ผมจะไปดู”

เมื่อได้รู้ข้อมูล จางเซวียนก็ตาโต

“มันอยู่บนเรือใหญ่กลางทะเลวิชาการนู่นแหละ!”

ปรมาจารย์หงชี้นิ้วไป

บริเวณใจกลางทะเลวิชาการคือทะเลสาบขนาดมหึมา จางเซวียนเคยคิดว่ามีไว้เพื่อความสวยงาม ใครจะรู้ว่าจัดตลาดนัดกันที่นั่น?

เขาออกจากที่พักและเดินตรงไปยังทะเลสาบ ไม่ช้าก็ไปถึง แม้จะล่วงเข้าต้นฤดูใบไม้ผลิแล้ว แต่ความหนาวเย็นของฤดูหนาวก็ยังหลงเหลืออยู่ สายลมอ่อนๆที่โชยมาจากผิวทะเลสาบนำพาความหนาวเยือกจนจับขั้วกระดูกมาด้วย

จางเซวียนเพ่งมองไปที่ใจกลางทะเลสาบ และเห็นเรือลำใหญ่ลอยอยู่ห่างออกไปหลายพันเมตร ผู้คนมากมายรวมตัวกันอยู่บนนั้น

“ตรงโน้นมีเรือเล็กที่จะพาผู้โดยสารไปยังตลาดนัด…”

เรือลำใหญ่ที่ว่าลอยอยู่ใจกลางทะเลสาบ และไม่มีเส้นทางไหนที่จะนำไปสู่ที่นั่น หลังจากมองไปรอบๆ ปรมาจารย์หงก็เห็นเรือเล็กลำหนึ่งจอดอยู่ไม่ห่าง ทั้งคู่รีบเดินไป

ปรมาจารย์หงเข้าไปถาม “ค่าโดยสารไปตลาดนัดเท่าไหร่?”

ชายชราผู้พายเรือปรือตาขึ้นตอบ “หินวิเศษขั้นกลาง 1 ก้อน!”

“หินวิเศษขั้นกลาง 1 ก้อน? นี่มันปล้นกันกลางวันแสกๆ!” จางเซวียนตาค้าง

ต่อให้หินวิเศษขั้นต่ำ 1 ก้อนก็ยังแพงเกินไปสำหรับการเดินทางระยะสั้นแค่นี้ แต่ตาเฒ่านี่ต้องการหินวิเศษขั้นกลาง จะขูดเลือดขูดเนื้อกันเกินไปไหม!

“ปล้นกันกลางวันแสกๆ? ถ้าคุณเห็นว่าแพงนัก ก็ไปเองสิ แต่บอกก่อนนะ มีอสูรวิเศษที่มีวรยุทธเหนืออสูรขั้น 7 และขั้น 8อยู่ในทะเลสาบวิชาการเต็มไปหมด อย่าปล่อยให้พวกมันงาบก็แล้วกัน!”

ชายชรายักไหล่ใส่จางเซวียน ดูเหมือนจะชาชินกับเหตุการณ์แบบนี้

ในเมื่อมีทั้งอสูรวิเศษที่อาศัยอยู่บนบกและอสูรวิเศษมีปีก ก็เป็นธรรมดาที่จะต้องมีอสูรวิเศษที่อาศัยอยู่ในน้ำ ซึ่งอันที่จริงมีจำนวนมากกว่าพวกที่อยู่บนบกด้วยซ้ำ

เท่าที่ดูจากความกว้างใหญ่ของทะเลสาบ ก็ไม่น่าแปลกที่จะมีอสูรวิเศษทรงพลังอาศัยอยู่มากมาย

นักรบที่สำเร็จวรยุทธขั้นจิตวิญญาณสอดคล้องแล้ว แม้ว่าจะยังบินไม่ได้ แต่การก้าวเดินไปบนผืนน้ำก็ไม่ใช่ปัญหา เพียงแต่ว่า…หากมีอสูรวิเศษอยู่ในน้ำ ก็ต้องคิดหน้าคิดหลังให้ดี ใครจะรู้ว่าก้าวต่อไปจะมีอสูรตัวไหนอ้าปากโชว์เขี้ยวรออยู่หรือเปล่า?

อีกอย่าง เรือนี่ก็ดูเหมือนจะติดตั้งค่ายกลบางอย่างที่ผลักดันอสูรเหล่านั้นออกไปได้

“เอ่อ…” ปรมาจารย์หงลังเล ขณะที่กำลังใคร่ครวญว่าจะไปดีหรือไม่ หินวิเศษขั้นกลาง 1 ก้อนก็ถูกโยนเข้าใส่มือของชายชรา และในชั่วพริบตาสองร่างก็ก้าวลงไปในเรือ

“ออกเรือได้!” เมื่อเพ่งดูว่าใครคือผู้ที่เพิ่งลงเรือ ก็ปรากฏว่าเป็นชายหนุ่มกับศิษย์พี่ฝงที่จางเซวียนเพิ่งใช้นิ้วเดียวปราบราบคาบไปเมื่อครู่

เมื่อได้หินวิเศษขั้นกลาง ตาเฒ่าก็คว้าพายจ้วงทะเลสาบทันที ไม่ช้าเรือลำนั้นก็ลอยตรงไปยังเรือใหญ่ใจกลางทะเลสาบ ชายหนุ่มชำเลืองมองจางเซวียนและกล่าวเยาะ “ยังคิดจะไปตลาดนัดเพื่ออะไร ทั้งที่หินวิเศษขั้นกลางเพียงก้อนเดียวยังไม่มีปัญญา…”

แม้ศิษย์พี่ฝงจะไม่พูดอะไร แต่แววตาของเขาก็แสดงอาการดูถูกอย่างชัดเจน ปรมาจารย์จางใช้นิ้วเดียวปราบเขายับต่อหน้าคนจำนวนมาก แม้จะรู้ดีว่าอีกฝ่ายออมมือให้แล้ว แต่ก็อดรู้สึกว่าถูกหยามเกียรติไม่ได้ จึงยังคงเกลียดขี้หน้าอีกฝ่ายอยู่

ด้วยเหตุนี้ ศิษย์พี่ฝงจึงอดไม่ได้ที่จะยิ้มเยาะเมื่อเห็นปรมาจารย์จางผู้ ‘ยิ่งใหญ่’ ไม่มีปัญญาจะหาแม้แต่หินวิเศษขั้นกลางก้อนเดียว แต่ในตอนนั้นเอง ชายสองคนที่อยู่ริมฝั่งก็กระโจนพรวดขึ้นไปกลางอากาศ

ฟึ่บ!

พวกเขาอยู่บนหลังจอมอสูรปีกม่วง

อสูรวิเศษขนาดมหึมาตัวนั้นกระพือปีกสีม่วงของมัน เกิดเป็นพายุแรงกล้าที่สร้างระลอกคลื่นขนาดใหญ่บนผิวทะเลสาบ แม้แต่เรือเล็กก็ยังโยกโคลงอย่างหนักเมื่อเจอคลื่นนั้น ในชั่วพริบตา จอมอสูรปีกม่วงก็พุ่งตรงไปยังเรือใหญ่ใจกลางทะเลสาบได้เกินกว่าครึ่งทาง

ACAC

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!
Exit mobile version