ตอนที่ 852 ขุมสมบัติของหวูหยางจื่อ
จอมอสูรปีกม่วงมีวรยุทธขั้นกึ่งตัวดักแด้ ขณะที่อสูรของตงซินเป็นอสูรระดับจิตวิญญาณที่มีวรยุทธตัวดักแด้ขั้นกลาง
ตัวแรกบินได้เร็วกว่า แต่ในแง่ของประสิทธิภาพโดยรวม แน่นอนว่าตัวหลังย่อมเหนือชั้นกว่ามาก
ในเมื่ออสูรของตงซินต้องใช้เวลา 3 วันในการเดินทาง คุณยังคิดว่าจอมอสูรปีกม่วงจะใช้เวลาเพียงวันเดียวหรือ? ล้อเล่นแล้วล่ะ!
“ตกลงตามนี้นะ พบผมที่ยอดเขาเล่หยวน, ชั่วโมงจื่อที่ 1 คืนนี้เราจะออกเดินทางจากที่นั่น” จางเซวียนเห็นสีหน้าสงสัยของหูเหยาเหย่า แต่เมื่อเวลามาถึง เธอก็จะเข้าใจเอง เขาจึงไม่คิดว่าจำเป็นต้องอธิบายอะไรตอนนี้
“…ก็ได้” เห็นจางเซวียนไม่เต็มใจพูด หูเหยาเหย่าก็ไม่ถาม เธอหันหลังกลับไปยังสถาบันปรมาจารย์
เมื่อหูเหยาเหย่าออกจากคฤหาสน์ไปแล้ว จางเซวียนก็ยังไม่รีบร้อนไปงานเลี้ยง เขาเดินไปที่ต้นสนโบราณที่อยู่ในลานบ้าน
ในเมื่อต้นไม้ต้นนี้อยู่ภายใต้ 3 ดาวของมังกรปฐพี สมบัติก็จะต้องอยู่แถวนี้
จางเซวียนเปิดใช้ดวงตาหยั่งรู้แล้วเริ่มสำรวจต้นสนอย่างถี่ถ้วน แต่แม้จะตรวจสอบทุกตารางนิ้วแล้วก็ยังไม่พบอะไรพิเศษ
แต่นั่นก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร ถ้าของมันหาเจอกันง่ายๆ คงมีคนพบขุมสมบัตินี้ไปเสียนานแล้ว
หวูหยางจื่อเคยพูดว่าเราต้องปักธงค่ายกลสามอันที่ดาว 3 ดวง แล้วของล้ำค่าก็จะปรากฏขึ้นทันที
เมื่อนึกถึงคำบอกเล่าของหวูหยางจื่อ จางเซวียนก็สะบัดข้อมือ แล้วนำธงค่ายกลสามอันกับไข่มุกกระจ่างราตรี 1 ลูกออกมา
เขากระโจนพรวดกลับไปยังจุดที่หูเหยาเหย่ายืนอยู่เมื่อครู่ก่อนหน้า จากนั้นก็ชูไข่มุกกระจ่างราตรีขึ้นสูง ในตอนนั้นเอง ดาวสุกสว่าง 3 ดวงก็ปรากฏขึ้นในสระน้ำ 3 แห่งที่เรียงรายอยู่รอบลานบ้าน
“ไปเลย!” จางเซวียนสะบัดข้อมืออีกครั้ง แล้วขว้างธงค่ายกลขึ้นไปกลางอากาศ
ฟิ้ว ฟิ้ว ฟิ้วววว!
ธงค่ายกล 3 อันปักลงบนดาวที่อยู่ในสระน้ำทั้ง 3 แห่งพร้อมๆ กัน
วิ้ง!
เกิดเสียงหึ่งเบาๆ พื้นดินค่อยๆ สั่นสะท้านขึ้นทีละน้อย ราวกับมังกรปฐพีฟื้นคืนชีพ จากนั้น ต้นสนสูงตระหง่านก็แยกออกจากกัน เผยให้เห็นกล่องโลหะขนาดกลางอยู่ภายใน
จางเซวียนเข้าไปคว้ากล่อง
“นี่คือสมบัติของหวูหยางจื่อ? ถูกซ่อนไว้อย่างดีจริงๆ !” จางเซวียนตาลุกด้วยความตื่นเต้น
แม้กล่องจะเด้งออกมาจากต้นสน แต่เขาก็บอกได้ว่าแท้จริงแล้วมันไม่ได้ซ่อนอยู่ในต้นสน แต่อยู่ใน พื้นที่ที่ถูกซุกซ่อนอยู่ภายในอีกทีหนึ่ง
พูดง่ายๆ ก็คือ ถ้าจางเซวียนไม่พบดาว 3 ดวงและไม่ได้ปักธงค่ายกล 3 อันลงไป ก็ไม่มีทางพบกล่องนี้ ต่อให้ระเบิดต้นสนเป็นชิ้นๆ ก็ตาม
เมื่อพิจารณาต้นสนอย่างถี่ถ้วน ก็ดูเหมือนว่าจะมีค่ายกลบางอย่างซึ่งทำหน้าที่คล้ายกับแหวนเก็บสมบัติถูกติดตั้งเอาไว้ โดยศูนย์กลางของค่ายกลคือบริเวณที่ต้นสนขึ้นอยู่ นี่คือเหตุผลที่ขุมสมบัติของหวูหยางจื่อยังคงไม่ถูกค้นพบ แม้จะผ่านมาแล้วกว่า 2,000 ปี
“นี่มันกล่องกลสวรรค์สร้าง!” หลังจากพิจารณาต้นสนแล้ว จางเซวียนก็กลับมาสนใจกล่องโลหะ
กล่องกลสวรรค์สร้างแต่ละใบจะถูกรังสรรค์ขึ้นเป็นการเฉพาะโดยนักออกแบบสวรรค์สร้างแต่ละคน หากไม่เข้าใจกลไกโครงสร้างของมัน ก็ไม่มีทางเปิดได้เลย
แต่แน่นอนว่าเรื่องนี้ไม่ใช่ปัญหาสำหรับจางเซวียน
เขาพึมพำ “ข้อบกพร่อง!” แล้วหนังสือเล่มหนึ่งก็ปรากฏขึ้นในหอสมุดเทียบฟ้า จางเซวียนรีบพลิกดูอย่างรวดเร็วก่อนจะใช้ปลายนิ้วแตะลงบนกล่องที่ 16 จุด ต่างกันไป
กริ๊ก!
เกิดเสียงกริ๊ก กลไกทำงาน แล้วกล่องก็เปิดออก
สิ่งแรกที่จางเซวียนเห็นอยู่ในกล่องคือวัตถุขนาดเท่ากำปั้นสีดำสนิท มันแผ่รังสีอันเยือกเย็นจับขั้วหัวใจออกมา
“ถ้าคุณพบกล่องใบนี้ หมายความได้อย่างเดียวว่าผมประสบกับเคราะห์ร้าย…”
เสียงแผ่วๆ แว่วมาพร้อมกับเสียงหึ่งของกลไก
มันเป็นเสียงของหวูหยางจื่อ
คุณประสบกับเคราะห์ร้าย…เมื่อนึกถึงช่างตีเหล็กหมายเลข 1 ของจักรวรรดิหงหย่วนที่ต้องลงเอยด้วยการถูกกักขังอยู่ในถ้ำใต้ดินจนตาย จางเซวียนก็อดถอนหายใจด้วยความสังเวชไม่ได้
หวูหยางจื่อคิดว่าเขาได้ทำประโยชน์ให้มวลมนุษยชาติด้วยการเปลี่ยนเผ่าพันธุ์ปีศาจจากโลกอื่นเหล่านั้นให้กลายเป็นหุ่นและสังหารมัน แต่เรื่องจริงก็คือ ไอ้โหดได้ใช้ประโยชน์จากทักษะการตีเหล็กของเขาเปลี่ยนบริวารของมันให้กลายเป็นองครักษ์ที่มีชีวิตอมตะ เพื่อให้สามารถอารักขาตัวมันจนกระทั่งได้กลับมา
“ไม่ว่าผมจะยังอยู่หรือตายไปแล้ว การที่คุณพบขุมสมบัติของผมก็หมายความว่าเรามีวาสนาร่วมกัน สิ่งที่บรรจุอยู่ในนี้คือของล้ำค่าที่สุดของผม หวังว่าคุณจะใช้มันอย่างฉลาด”
“สินแร่ที่อยู่ในกล่องเป็นที่รู้จักกันในชื่อ คริสตัลทองสีนิล ผมต้องลำบากลำบนมากมายกว่าจะได้มันมา แค่คุณใส่สินแร่นี้เพียงหยิบมือลงไปในอาวุธที่กำลังหลอมอยู่ ก็จะสามารถยกระดับคุณภาพของมันได้จนถึงขีดสุด”
“สินแร่คริสตัลทองสีนิล? คือแร่คริสตัลทองสีนิลหรือ?” จางเซวียนหายใจถี่ด้วยความตื่นเต้น
ในฐานะช่างตีเหล็กระดับ 6 ดาว ขั้นสูงสุด เขามีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งเรื่องมูลค่าของสินแร่ที่มีมากมายหลายชนิดในโลก ในบรรดาสินแร่พวกนั้น สินแร่คริสตัลทองสีนิลถือเป็นหนึ่งในชนิดที่หายากและมีราคาแพงที่สุด
หากเขาใส่สินแร่ชนิดนี้ลงไปเพียงหยิบมือในดาบฝนเย็นเยือกของเขา ซึ่งเป็นดาบระดับกึ่งเซียนล่ะก็ จะต้องยกระดับคุณภาพของมันให้กลายเป็นดาบระดับเซียนได้แน่!
ช่างล้ำค่าอะไรอย่างนั้น!
แค่หยิบมือเดียวก็สร้างปาฏิหาริย์ได้ แต่นี่มีตั้งหนึ่งกำปั้นอยู่ตรงหน้าเขา…ราคาของมันไม่อาจประเมินได้เลย!
ยากที่จะบอกว่าจะซื้อหามันมาได้หรือไม่ ต่อให้มีหินวิเศษขั้นสูงเป็นหมื่นก้อนอยู่ในมือ!
ไม่แปลกใจแล้วว่าทำไมหวูหยางจื่อจึงพูดว่ามันเป็นของล้ำค่าสูงสุดของเขา
“แต่แน่นอนว่าวัตถุที่มีอานุภาพเพียงแค่ยกระดับขั้นของสิ่งประดิษฐ์นั้นไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นขุมสมบัติล้ำค่าที่สุดของผมหรอก ของชิ้นที่ 2 ที่ผมทิ้งไว้คือคู่มือฝึกวิชากายทองคำเบญจโชติช่วง!” เสียงนั้นดังขึ้นอีก
จางเซวียนหันกลับไปมองที่กล่องอีกครั้ง และเห็นหนังสือศาสตร์ลับที่มีชื่อติดบนปกว่า ‘วิชากายทองคำเบญจโชติช่วง’
เพราะเขาได้ฝึกฝนวิชานี้มาแล้วตั้งแต่อยู่ในห้องใต้ดิน จึงไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นอะไร
“ถ้าคุณฝึกฝนเทคนิควิชานี้ของผมจากที่อื่น ก็มีโอกาสที่เทคนิคที่คุณได้รับจะเป็นของปลอม…นี่เป็นเคล็ดวิชากายทองคำเบญจโชติช่วงฉบับแท้จริงเพียงฉบับเดียวในโลก และด้วยการฝึกฝนเวอร์ชั่นนี้เท่านั้นที่จะทำให้คุณเข้าใจหลักการและใจความสำคัญที่แท้จริงของมัน ถ้าคุณยังขืนฝึกฝนเวอร์ชั่นอื่นอยู่ล่ะก็ สุดท้ายวรยุทธของคุณจะถูกธาตุไฟเข้าแทรก…” เสียงนั้นอธิบาย
“เวอร์ชั่นที่อยู่ในห้องใต้ดินเป็นของปลอม?” จางเซวียนประหลาดใจจนต้องหยิบหนังสือเล่มนั้นขึ้นมาทันที แล้วหนังสืออีกเล่มที่เหมือนกันเปี๊ยบก็ปรากฏในหอสมุดเทียบฟ้า
เขารีบพลิกดู แล้วครู่ต่อมาก็ต้องส่ายหน้า
เคล็ดวิชาที่อยู่ในกล่องใบนี้แตกต่างจากเคล็ดวิชาที่หวูหยางจื่อทิ้งไว้ในห้องใต้ดินจริงๆ มันมีข้อผิดพลาดน้อยกว่ากันมาก แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่แตกต่างอะไรสำหรับจางเซวียน
เพราะเขาได้ใช้หอสมุดเทียบฟ้าแก้ไขข้อบกพร่องส่วนใหญ่ของเคล็ดวิชากายทองคำเบญจโชติช่วงตั้งแต่เมื่ออยู่ในห้องใต้ดินแล้ว พูดง่ายๆ ก็คือ…ไม่เพียงแต่เวอร์ชั่นที่เขาฝึกฝนนั้นจะถูกต้องหมดจด แต่ยังสมบูรณ์แบบกว่าเวอร์ชั่น ‘ต้นฉบับ’ ที่อยู่ในกล่องด้วย
สำหรับจางเซวียน หนังสือเล่มหนึ่งจะมีข้อบกพร่องแค่ไหนก็ไม่ใช่ปัญหา ตราบใดที่เนื้อหาของมันประมวลขึ้นเป็นเคล็ดวิชาเทียบฟ้าที่สมบูรณ์แบบได้ เขาก็ใช้ประโยชน์ได้ทั้งนั้น
ประมวล!
จางเซวียนพึมพำขณะประมวลเคล็ดวิชากายทองคำเบญจโชติช่วงทั้ง 2 เวอร์ชั่นเข้าด้วยกัน ก่อนจะเปิดอ่านอีกครั้ง
เพียงแค่พลิกดูคร่าวๆ เขาก็ตาโต
ดูเหมือนเราคงสามารถฝึกเคล็ดวิชากายทองคำเบญจโชติช่วงระดับ 3 ได้เร็วๆ นี้…
สำหรับเคล็ดวิชากายทองคำเบญจโชติช่วงที่เขาได้ประเมินไว้ก่อนหน้านี้ ยกเว้นความโชติช่วงระดับ 1 เขาต้องใช้ของบางอย่างเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาในการฝึกวรยุทธ
โดยความโชติช่วงระดับ 2 ต้องใช้หัวใจเปลวไฟปฐพี ส่วนความโชติช่วงระดับ 3 ต้องใช้น้ำต้นกำเนิด
เขารู้ราคาของน้ำต้นกำเนิดจากการแอบฟังบทสนทนาของหูเหยาเหย่า หนึ่งขวดมีราคาราวหินวิเศษขั้นสูง 10 ก้อน และเขาต้องใช้อย่างน้อย 10 ขวดถึงจะฝึกฝนความโชติช่วงระดับ 3 ได้สำเร็จ
พูดอีกอย่างก็คือ จางเซวียนต้องมีหินวิเศษขั้นสูงกว่า 100 ก้อน!
เขาไม่มีเงินมากพอ จึงตัดเรื่องนั้นทิ้งไปได้ แต่หลังจากประมวลเคล็ดวิชากายทองคำเบญจโชติช่วงเวอร์ชั่น ‘ต้นฉบับ’ เข้ากับเวอร์ชั่นที่เขามีอยู่ แม้จะยังต้องใช้น้ำต้นกำเนิดในการฝึกความโชติช่วงระดับ 3 แต่ปริมาณที่ใช้ก็ลดลงมาก
จากเดิม 10 ขวด ตอนนี้เขาต้องการแค่ขวดเดียวเท่านั้น
“ความโชติช่วงระดับ 4 กับระดับ 5 ก็มีการเปลี่ยนแปลงเช่นกัน…”
แม้เคล็ดวิชาเวอร์ชั่น ‘ต้นฉบับ’ จะไม่อาจลบล้างข้อบกพร่องที่มีอยู่ในเวอร์ชั่นปัจจุบันได้ แต่ก็ช่วยลดปริมาณอุปกรณ์เสริมที่ต้องใช้ในการฝึกฝนวรยุทธแต่ละระดับ
ดูเหมือนหวูหยางจื่อยังคงระแวงพวกเผ่าพันธุ์ปีศาจจากโลกอื่นอยู่ จางเซวียนคิดขณะเก็บเคล็ดวิชาเข้าไปในแหวนเก็บสมบัติ
เคราะห์ดีที่เขาขอยืมเทคนิคบ่มเพาะกายเนื้อจากหลัวฉีฉี แก้ไขข้อบกพร่อง และถ่ายทอดเวอร์ชั่นที่ถูกต้องสมบูรณ์ให้เธอแล้ว มิฉะนั้นการฝึกฝนวรยุทธของเธอก็ต้องถูกธาตุไฟเข้าแทรก
แต่คิดไปคิดมา หวูหยางจื่อก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากจะต้องระแวงระวัง
เพราะถูกรายล้อมด้วยเผ่าพันธุ์ปีศาจจากโลกอื่น แล้วจะให้เขาทิ้งศาสตร์ลับไว้โดยไม่ปกปิดอะไรเลยได้อย่างไร? ถ้าเผ่าพันธุ์ปีศาจจากโลกอื่นได้เคล็ดวิชากายทองคำเบญจโชติช่วงของเขาไปและนำไปใช้ทำร้ายมวลมนุษย์ จะไม่กลายเป็นความผิดพลาดอย่างมหันต์หรือ?
“ของล้ำค่าชิ้นสุดท้ายที่ผมทิ้งไว้เป็นชิ้นสำคัญที่สุด เพราะผมมีสิ่งนี้ พวกเผ่าพันธุ์ปีศาจจากโลกอื่น จึงเฝ้าจับตาดูผม ถ้าคุณเป็นนักรบทั่วไป ผมหวังว่าคุณจะส่งมอบมันให้กับสภาปรมาจารย์ แต่ถ้าคุณเป็นปรมาจารย์ ผมก็หวังว่าคุณจะสามารถรับมือกับมันได้ อย่าให้มันตกไปอยู่ในมือของคนชั่วร้ายโดยเด็ดขาด…” เสียงนั้นพูดต่ออย่างเคร่งขรึม
“ส่งมอบให้สภาปรมาจารย์?” จางเซวียนพึมพำอย่างไม่ค่อยเข้าใจนักขณะหยิบของชิ้นสุดท้ายในกล่องออกมา
เมื่อมองดูใกล้ๆ มันเหมือนกับหนังแพะที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมายาวนานหลายปี ดูคล้ายกับแผนที่ที่มีสัญลักษณ์ประหลาดที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อนจารึกไว้มากมาย
“มันคืออะไร?” จางเซวียนพึมพำขณะพยายามวิเคราะห์โดยใช้หอสมุดเทียบฟ้า
แม้เขาจะสามารถประมวลหนังสือเกี่ยวกับแผนที่ฉบับนี้ขึ้นได้ แต่มันก็บอกรายละเอียดเพียงแค่วัสดุที่ใช้เท่านั้น ส่วนสัญลักษณ์ประหลาดๆ ที่อยู่บนแผนที่กลับไม่มีข้อบกพร่องใด จึงปรากฏอยู่ในหนังสือเหมือนเดิม
เมื่อหาข้อสรุปอะไรจากแผนที่ไม่ได้ จางเซวียนจึงได้แต่เก็บหนังผืนนั้นไว้ในแหวนเก็บสมบัติ
แม้เขาจะยังบอกไม่ได้ว่าแผนที่มีไว้ทำอะไร แต่ในเมื่อหวูหยางจื่อเก็บรักษามันอย่างดี และเผ่าพันธุ์ปีศาจจากโลกอื่นก็หมายตาสิ่งนี้ ย่อมแปลว่ามันเป็นของล้ำค่าที่สำคัญมาก
“ถ้าทายาทของผมยังอยู่ ผมหวังว่าคุณจะเมตตาพวกเขา ความเสียใจอย่างยิ่งยวดในชีวิตของผม คือการทิ้งความสับสนยุ่งยากต่างๆ เอาไว้…” หลังจากบอกรายละเอียดของสมบัติทั้ง 3 ชิ้นแล้ว เสียงนั้นก็พูดต่ออย่างเศร้าสร้อย
จางเซวียนรู้สึกได้ถึงอารมณ์สับสนของหวูหยางจื่อขณะที่เขากำลังบันทึกข้อความนี้ ฝ่ายนั้นดูจะรู้ดีว่าการครอบครองแผนที่จะทำให้ครอบครัวของเขาต้องเผชิญหน้ากับศัตรู แต่เมื่อต้องเลือกระหว่างสวัสดิภาพของครอบครัวตัวเองกับมวลมนุษยชาติ เขาก็ไม่มีทางเลือกนอกจากต้องเลือกอย่างหลัง
“ไม่ต้องห่วง ตอนนี้ทายาทของคุณเป็นผู้ช่วยส่วนตัวของผม ผมจะดูแลเธอให้ดี!” จางเซวียนให้คำมั่นสัญญา
ทีแรก เขาตั้งใจให้หูเหยาเหย่ามาเป็นผู้ช่วยส่วนตัวเพื่อหาตำแหน่งที่ตั้งของคฤหาสน์เก่าแก่ของหวูหยางจื่อ แต่หลังจากรู้แล้วว่าหวูหยางจื่อได้เสียสละเพื่อมวลมนุษยชาติอย่างไร เขาก็รู้สึกได้ถึงภาระหน้าที่ที่จะต้องตอบแทนบุญคุณให้กับหูเหยาเหย่า
แม้เขาจะไม่ได้รับเธอเป็นศิษย์สายตรง แต่อย่างน้อยก็จะรับเธอเป็นลูกศิษย์อย่างเป็นทางการ และมอบคำชี้แนะด้านวรยุทธกับอาชีพรองรับให้
“ขอบคุณมาก!” ราวกับจะรู้ใจจางเซวียน เสียงนั้นพูดขึ้นเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนกลไกจะค่อยๆ เงียบลง
ตอนนี้มีคำถามอยู่ 2 ข้อ คำถามแรกคือแผนที่นี้มีไว้ทำอะไร? ส่วนคำถามที่ 2 ทำไมเผ่าพันธุ์ปีศาจจากโลกอื่นถึงหมายมั่นปั้นมืออยากได้แผนที่? จางเซวียนครุ่นคิดขณะนวดหว่างคิ้ว
ทั้งการปกปิดอำพรางของหูเหยาเหย่าและความหวาดระแวงของหวูหยางจื่อ สองอย่างนี้ดูเหมือนจะบอกเขาว่าเมืองหลวงแห่งจักรวรรดิหงหย่วนไม่ได้ปลอดภัยอย่างที่คิด
เดี๋ยวก่อน บางทีไอ้โหดอาจรู้อะไรสักอย่างสองอย่าง…จางเซวียนพลันคิดขึ้นได้
แผนที่นั้นดูเป็นจะของเก่าแก่คร่ำคร่า และไอ้โหดก็มีชีวิตมาตั้งแต่สมัยโบร่ำโบราณ บางทีเขาอาจจะสามารถอ่านถ้อยคำบนแผนที่และเข้าใจความหมายของมัน
ขณะที่จางเซวียนกำลังจะนำตัวไอ้โหดและตัวโคลนของเขาออกจากรังนางพญามด ก็พลันรู้สึกได้ถึงอะไรบางอย่างและถึงกับเลิกคิ้ว ครู่ต่อมา ก็เห็นเรือนร่างงดงามฝ่าความมืดตรงเข้ามาหาเขา
