1398. สาวน้อยไร้ยางอาย
ผู้ส่งสาส์นทะยานเข้าหาหวังหลินอย่างรวดเร็ว เมื่ออยู่ภายในระยะร้อยฟุตจึงหยุดลงและเผยรอยยิ้มเคารพ จากนั้นคำนับฝ่ามือ “ผู้น้อยขอคารวะ ท่านจักรพรรดิน้อย!”
ไม่เพียงแค่เขาเท่านั้นแต่เซียนที่ออกมาจากทางผ่านต่างก็ทะยานมาที่นี่อย่างรวดเร็ว หยุดห่างออกไปร้อยฟุตเช่นกันและคำนับฝ่ามืออย่างเคารพ “ขอคารวะ ท่านจักรพรรดิน้อย!”
ทั่วทั้งพื้นที่เงียบกริบ หลายร้อยเผ่าและเซียนนับหมื่นเงียบสงัด สีหน้าท่าทางแปรเปลี่ยนไปจ้องมองหวังหลินด้วยความตกตะลึงปนไม่เชื่อสายตา!
จักรพรรดิน้อยตัวจริง! เรื่องสำคัญนี้มหาจักรพรรดิประกาศออกไปเมื่อไม่กี่เดือนก่อนแต่ไม่มีใครได้เจอเขา นี่เป็นครั้งแรกที่เหล่าเซียนได้เห็นจักรพรรดิน้อยกับตา
“จักร…จักรพรรดิน้อย?!!” ชายวัยกลางคนจากเผ่าวิญญาณอสรพิษถึงกับหน้าเปลี่ยนสีและแววตาหวาดกลัว หัวใจเต้นระรัว ริมฝีปากแห้งผาก เหงื่อเย็นเฉียบผุดขึ้นบนใบหน้า จ้องมองหวังหลินด้วยความประหลาดใจ
ผู้อาวุโสตกสวรรค์ลำดับสิบสามก็เช่นกัน สีหน้าท่าทางเปลี่ยนไปและก้าวถอยหลังโดยไม่รู้ตัว ความคิดสั่นไหวและแววตาหวาดกลัวสุดขีด เขาไม่เคยคาดคิดว่าสิ่งที่เดาจะเป็นจริง!
‘ตอนที่ข้าเห็นเผ่ามังกรหุ้มเกราะ ข้าน่าจะตระหนักได้แล้ว ผู้อาวุโสตกสวรรค์ลำดับเก้าถูกถอนออกจากตำแหน่งไปเนื่องจากไปล่วงเกินเขา!! ข้า…ข้าพยายามใช้เขาเพื่อแสดงอำนาจอีก…’
หัวหน้าเผ่าลำห้วยถึงกับตัวสั่นและเลียริมฝีปาก เริ่มตื่นตระหนกในใจ
ผู้ส่งสาส์นเริ่มอธิบายอย่างเคารพ “ข้าทำให้ท่านจักรพรรดิน้อยต้องรอนาน ทางผ่านนี้ต้องใช้เวลาสักพักถึงจะเปิดได้”
หลังจากเอ่ยขึ้นมา เหล่าเซียนนับหมื่นรอบด้านก็รู้สึกตัว การเปิดทางผ่านนี้ความจริงแล้วยังไม่ถึงเวลา ซึ่งพวกเขาควรจะต้องรอไปจริงๆ อีกสองสามชั่วโมง
“เพื่อเปิดทางผ่านก่อน จักรพรรดิน้อย…”
“ในดินแดนตกสวรรค์ มีจักรพรรดิน้อยสองคนเท่านั้น ตอนนี้มีคนที่สามโผล่มา!”
“จักรพรรดิน้อยคนนี้ต้องมีค่ามากกว่าอีกสองคนก่อนแน่ ไม่เช่นนั้นทางผ่านคงไม่เปิดให้ก่อน เรื่องแบบนี้ไม่เคยเกิดขึ้น!”
“ฮ่าฮ่า ผู้อาวุโสตกสวรรค์ลำดับสิบสามตาบอดเข้าแล้วจริงๆ ที่ไปล่วงเกินจักรพรรดิน้อย ข้าอยากเห็นว่าเขาจะจัดการเรื่องนี้อย่างไร!”
“ยังมีหัวหน้าผู้อาวุโสของเผ่าวิญญาณอสรพิษด้วย ข้ากลัวว่าเขาต้องโดนด้วยเช่นกัน”
คำพูดของผู้ส่งสาส์นได้เกิดคลื่นลูกใหญ่ในใจแก่เซียนรอบด้าน หวังหลินพยักหน้าใส่เหล่าเซียนด้านหน้าอย่างสงบนิ่ง
“ท่านจักรพรรดิน้อย โปรดเข้าไปในดาวมหาจักรพรรดิเถิด!” ผู้ส่งสาส์นก้าวออกด้านข้างและหลีกทางให้
หวังหลินค่อยๆ ก้าวเดินเข้าหาทางผ่านที่เปิดขึ้น ตามมาด้วยผู้ส่งสาส์น
หลังจากเห็นแบบนี้ผู้อาวุโสตกสวรรค์ลำดับสิบสามจึงผ่อนคลาย รู้สึกว่าหวังหลินไม่ใช่คนประเภทอาฆาตพยาบาทและคงไม่ทำอะไรยุ่งยากใส่เขา
ไม่ว่าอย่างไรเขาก็ยังเป็นผู้อาวุโสตกสวรรค์ แม้อีกฝ่ายเป็นถึงจักรพรรดิน้อย เขาก็ยังต้องไว้หน้าผู้อาวุโสตกสวรรค์อยู่บ้าง บางทีเขาอาจจะใช้วิธีนี้ให้เป็นที่โปรดปรานได้
‘เขาเป็นคนมีเมตตา แม้จะเป็นจักรพรรดิน้อยแต่ก็เป็นคนที่รังแกได้ง่ายๆ …’ ขณะที่คิดว่าตัวเองโชคดี รูม่านตาพลันหรี่แคบ
เพียงแค่หวังหลินก้าวออกไปไม่กี่ก้าว พลันหันกลับมามองชายวัยกลางคนจากเผ่าวิญญาณอสรพิษ
หวังหลินมองด้วยสายตาเยือกเย็น ร่างกายอีกฝ่ายสั่นเทาและหยาดเหงื่อเย็นผุดขึ้นมา ราวกับสายตาหวังหลินมองทะลุผ่านความคิดเขาและเต็มไปด้วยความหนาวเหน็บ
ผู้ส่งสาส์นด้านข้างหวังหลินหยุดลงไปด้วยและเผยความสงสัย เขามองชายวัยกลางคนจากเผ่าวิญญาณอสรพิษ สีหน้าเปลี่ยนเป็นมืดมน
“จับเขา!” น้ำเสียงผู้ส่งสาส์นเย็นยะเยือก พริบตานั้นคนรอบข้างพุ่งเข้าหาชายวัยกลางคนทันที
ชายวัยกลางคนจากเผ่าวิญญาณอสรพิษเผยท่าทีสิ้นหวัง สีหน้าของคนในเผ่าด้านหลังถึงกับเปลี่ยนไปและเต็มไปด้วยความหวาดกลัว
“ความผิดของเขาไม่สมควรตาย แต่เผ่าวิญญาณอสรพิษถูกตัดสิทธิ์การเข้าร่วมการคัดเลือกผู้อาวุโสตกสวรรค์!” หวังหลินเอ่ยน้ำเสียงเบาแต่ดังชัดเจนในหูเซียนรอบข้าง
เหล่าเซียนที่พุ่งหาชายวัยกลางคนหยุดชะงักและถอยกลับด้านหลังหวังหลินโดยไม่ลังเล
อีกฝ่ายหน้าซีดขาว และเมื่อได้ยินคำพูดหวังหลินจึงตัวสั่นอีกครั้ง สายตายิ่งกว่าสิ้นหวัง คำพูดนั้นแย่ยิ่งกว่าการสังหารเขาหลายเท่า
ต้องบอกก่อนว่าแม้เขาจะตายก็แค่คนเดียว แต่การรอดกลับเป็นหายนะของทั้งเผ่า ชายวัยกลางคนคำนับฝ่ามือและยิ้มอย่างขมขื่น “ขอบคุณท่านจักรพรรดิน้อยที่เมตตา”
ความสนใจของหวังหลินเลื่อนจากเขา สายตาตกลงบนหัวหน้าเผ่าลำห้วยซึ่งเป็นผู้อาวุโสตกสวรรค์ลำดับสิบสาม
หัวใจผู้อาวุโสตกสวรรค์ถึงกับเต้นรัว ใบหน้าซีดจนไร้สี
หวังหลินชี้ไปที่ผู้อาวุโสตกสวรรค์และเอ่ยกับผู้ส่งสาส์น “ถอนตำแหน่งผู้อาวุโสตกสวรรค์ และให้เขาคุกเข่าบนดาวเคราะห์แมงป่องทมิฬเป็นเวลาร้อยปี!”
ผู้ส่งสาส์นลังเลชั่ววูบ แต่เมื่อเห็นแววตาเยือกเย็นของหวังหลินจึงพยักหน้า
“เผ่าลำห้วยสูญเสียตำแหน่งในการคัดเลือกผู้อาวุโสตกสวรรค์!” หลังจากหวังหลินกล่าวจบเขาจึงมองหัวหน้าเผ่าเมฆาคลาดที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกลและกล่าวขึ้น “หักแขนเจ้าหนึ่งข้างและอย่าให้มันเกิดขึ้นอีก!”
หัวหน้าเผ่าเมฆาคลาดรู้สึกถึงเม็ดเหงื่อเย็นเฉียบผุดขึ้นบนใบหน้า เขารู้ว่าหวังหลินแข็งแกร่งและจงใจชำเลืองไปที่หวังหลินเพื่อทำให้ผู้อาวุโสตกสวรรค์ลำดับสิบสามไปล่วงเกินหวังหลินเข้า เขาไม่คาดคิดว่าหวังหลินจะรู้เจตนาเขาด้วย
วินาทีนี้จึงกัดฟันแน่น ยื่นแขนขวาเป็นรูปกระบี่ ชี้ใส่ไหล่ซ้ายโดยไม่ลังเล เสียงดังปัง เส้นชีพจรในแขนซ้ายขาดสะบั้น
หัวหน้าเผ่าเมฆาคลาดมีใบหน้าซีดเผือดพลางกล่าวเบาๆ “ขอบคุณท่านจักรพรรดิน้อยที่เมตตา ผู้น้อยรับทราบความผิดมหันต์”
หวังหลินหันตัวกลับและเดินเข้าไปทางผ่านอย่างสงบนิ่ง
รอบด้านเงียบสนิทยิ่งกว่าเดิม สายตาของเซียนนับหมื่นรวมกันที่หวังหลิน ความคิดแต่ละคนสั่นไหว อย่างไรก็ตามบางคนรู้สึกดูถูกต่อการกระทำของหวังหลินและรู้สึกว่าเขาไม่มีอะไรเลยหากไร้คนหนุนหลัง
“หากเขาไม่ใช่จักรพรรดิน้อย เขาคงไม่โอหังขนาดนั้น!”
“ไม่ได้มีจักรพรรดิน้อยเพียงแค่คนเดียว เขามาที่ดาวมหาจักรพรรดิเพื่อเข้าร่วมบททดสอบจักรพรรดิน้อย มีเพียงคนที่ผ่านมันสำเร็จเท่านั้นถึงจะได้กลายเป็นจักรพรรดิน้อยที่แท้จริง!”
“นั่นก็ถูก บททดสอบจักรพรรดิน้อยนั้นยากยิ่ง ตลอดหลายปีที่ผ่านมามีผู้เข้าร่วมที่มีคุณสมบัติหลายคน แม้จะไม่ได้ถูกมหาจักรพรรดิแต่งตั้งขึ้นมาด้วยตัวเอง แต่ไม่มีใครผ่านเลย แม้แต่คนที่ท่านมหาจักรพรรดิแต่งตั้งขึ้นเองก็ยังยากที่จะผ่าน!”
“หน้าที่ของจักรพรรดิน้อยนั้นสำคัญมาก สามารถแทนตำแหน่งมหาจักรพรรดิเพื่อควบคุมทั้งดินแดนตกสวรรค์ได้เลย แม้กระทั่งสภาราชันย์ยังต้องเคารพต่อจักรพรรดิน้อย”
ผู้ส่งสาส์นติดตามหวังหลินและเดินเข้าไปใกล้บนทางผ่าน ขณะที่เข้าไปเขารู้สึกถึงพลังฉีกกระชากออกมาจากขอบทางผ่านซึ่งมีพลังดึงดูดอยู่ด้วย วิญญาณดั้งเดิมเขาสูญเสียการควบคุมราวกับกำลังถูกดูดออกจากร่าง
ทว่าการดึงดูดภายในทางผ่านไม่รุนแรง หากเป็นด้านนอกคงน่ากลัวยิ่งกว่านี้
อย่างไรก็ตามขณะที่หวังหลินก้าวไปได้ร้อยฟุต สีหน้าพลันเปลี่ยนแปลงและมองเข้าไปไกล เสียงดังสั่นสะเทือนสวรรค์โผล่ออกมา
เสียงคำรามตกตะลึงยิ่งและทำลายความเงียบด้านนอกทันที แม้กระทั่งผู้ส่งสาส์นยังต้องเปลี่ยนสีหน้า
เข็มทิศแปดเหลี่ยมทะยานออกมาไกล เข็มทิศนี้กว้างราวๆ พันฟุตและเปล่งแสงแพรวพราว อักขระเวทย์จำนวนมากกำลังกะพริบทำให้โดดเด่นยิ่งขึ้น
เข็มทิศเข้าใกล้ขึ้นเรื่อยๆ จนใกล้ดาวเคราะห์มหาจักรพรรดิในพริบตา บนเข็มทิศมีคนสองคนยืนอยู่!
คนด้านหน้าเป็นสตรีผมยาวดุจแพรไหมและนางงดงามยิ่ง ดวงตาดุจแสงจันทราและทำให้เซียนรอบด้านทั้งหมดหลงเสน่ห์
นางยืนอยู่ตรงนั้นดุจนางฟ้า เสื้อผ้าพัดไปเบาๆ พร้อมกับเรือนผม
ด้านข้างนางเป็นชายวัยกลางคน สีหน้ามืดมน แรงกดดันที่แพร่กระจายออกมาดุจขุนเขา แรงกดดันตีใส่ดุจพายุจนทำให้เซียนรอบๆ ต้องเปลี่ยนสีหน้าและล่าถอย
ควันพร่ามัวห้อมล้อมชายวัยกลางคนพร้อมด้วยใบหน้าบิดเบี้ยวเปล่งเสียงคำรามอยู่เงียบๆ
ใบหน้าที่แสดงขึ้นมาเป็นใบหน้าคนที่แตกต่างกันมากกว่าล้าน
“เพลิงนรกานต์! เซียนขั้นที่สาม!!!” บางคนตระหนักได้ทันทีว่าควันนั้นคืออะไร สีหน้าแต่ละคนพลันเปลี่ยนไปมหาศาล
“สาวน้อยนามว่าหยุนลั่ว ข้าเป็นตัวแทนสภาราชันย์ขอเข้าคารวะมหาจักรพรรดิ ข้าถูกเชิญโดยหัวหน้าสภาตกสวรรค์และข้าขอคารวะสหายเซียนดินแดนตกสวรรค์ทุกคน”
“ปรมาจารย์ซือโม่ขอคารวะมหาจักรพรรดิ!” ชายด้านข้างนางมองดูดาวเคราะห์มหาจักรพรรดิด้วยสายตาไม่แยแส สีหน้าท่าทางเปลี่ยนไปทันทีและเต็มไปด้วยจิตสังหาร!
เขาเห็นหวังหลินอยู่ในทางผ่านสู่ดาวเคราะห์มหาจักรพรรดิ
หวังหลินก็เห็นปรมาจารย์ซือโม่เช่นกัน!
สายตาทั้งสองไม่ไกลกันนัก พวกเขาปะทะกันเหมือนกระบี่สองเล่มที่สามารถทำลายล้างโลกได้!
“ไอ้เด็กสารเลว!!” ปรมาจารย์ซือโม่เอ่ยเสียงขบฟันแน่นและมีจิตสังหารอยู่เต็มเปี่ยม
หวังหลินค่อยเอ่ยขึ้นด้วยท่าทีสงบนิ่ง “คนแพ้! เจ้าทำได้แค่พูดเท่านั้น เป็นเซียนขั้นที่สามแบบไหนกัน?”
“เจ้ามัน! เจ้ากล้าสู้กับข้าไหมเล่า?!” สิ่งที่ทำให้ปรมาจารย์ซือโม่เกลียดชังคือร่างอวตารของเขาถูกสังหาร ตอนนี้หวังหลินอยู่ที่นี่แล้ว จิตสังหารเขาจึงมหาศาล
หวังหลินยิ้ม เอ่ยขึ้นด้วยแววตาเยาะเย้ย “เจ้ากล้าเข้ามาในหมอกดึงดูดนี้เพื่อทำลายระดับบ่มเพาะจนตกลงไปขั้นทะลวงสวรรค์ระดับที่ห้าและต่อสู้กับข้าไหมเล่า?”
หลังกล่าวเช่นนั้น รอบด้านเกิดเสียงคำรามขึ้น!
ปรมาจารย์ซือโม่ตกตะลึงและไม่อาจเอ่ยคำใดได้ แต่สีหน้าท่าทางมืดมนยิ่ง!
เขาไม่กล้า!
“สหายเซียนฝีปากกล้ายิ่ง ไม่รู้ว่าท่านชื่ออะไร พอจะบอกหยุนลั่วได้หรือไม่?” สตรีผมยาวยิ้มแย้ม สายตาดุจแสงจันทรามองดูหวังหลิน ทว่าสำหรับหวังหลินแล้วรอยยิ้มนั้นโอ้อวดยิ่งและทำให้เขารู้สึกรังเกียจ
“ตำแหน่งของยอดปรมาจารย์แห่งสภาราชันย์ไม่ได้อิงกับระดับบ่มเพาะ เป็นแค่ตำแหน่งที่ถูกส่งต่อมาในแต่ละรุ่น เจ้ามันก็แค่สาวน้อยไร้ยางอายที่บ่มเพาะฝึกฝนมาน้อยกว่าพันปี กล้าเรียกข้าว่า ‘สหายเซียน’? ทั้งยังไม่เคารพผู้อาวุโสด้วย! บรรพชนเจ้าสอนมาแบบนี้หรือ?” หวังหลินสีหน้าเย็นยะเยือก คำพูดของเขายิ่งหนาวเหน็บยิ่งกว่า
………………………………………………….