พลิกปฐพี 690

ตอนที่ 690

ตาแก่หน้าไม่อาย

“พวกเราสองคนไม่ได้ผ่านด่านเคราะห์แล้วบินขึ้นมาตามปกติ แต่เป็นเพราะอุบัติเหตุ” เหยาชิงไห่พูดเรื่องที่ทำให้มู่ชิงเกอประหลาดใจอีกครั้ง

เห็นท่าทีตกใจของมู่ชิงเกอแล้ว เหยาชิงไห่ก็เอ่ยเย้าชนิดที่หาได้ยากว่า “เห็นท่าทางเจ้าตกอกตกใจเช่นนี้ คราวเคราะห์ของพวกเราสองคนครั้งนี้นับว่าคุ้มแล้ว”

มู่ชิงเกอกดความรู้สึกตกใจลงไปและถามอย่างจริงจังว่า “เกิดอะไรขึ้น”

ตามเหตุตามผลแล้ว ซือมั่วลงมือผนึกการติดต่อของแผ่นดินเทพมารกับโลกแห่งยุคกลาง ป้องกันคนแผ่นดินเทพเข้าไปก่อเรื่องในโลกแห่งยุคกลางอีกก็ไม่ควรมี ป้ญหาแล้วนี่ เหตุใดเหยาชิงไห่กับซีเซียนเสวี่ยยังเกิดเรื่องเกิดอุบัติเหตุ จนมาถึงแผ่นดินเทพมารได้อีก

“สองปีก่อน มีคนบอกว่าที่ซากปรักหักพังของตำหนักเทพเกิดเหตุประหลาดขึ้น เซียนเสวี่ยอยู่ในบ้านตระกูลซี เพิ่งออกจากการปิดประตูบำเพ็ญจึงออกไปตรวจสอบ ส่วนข้า… เนื่องจากตามหาผู้อาวุโสบรรพบุรุษไปถึงภาคกลางจึงไปถึงซากปรักหักพังตำหนักเทพเช่นกัน” เหยาชิงไห่ค่อยๆ บรรยาย

“เหลียนเฉียว?” ขณะที่เหยาชิงไห่เอ่ยถึง ‘ผู้อาวุโสบรรพบุรุษ’ มู่ชิงเกอก็พึมพำออกมา

นางนึกขึ้นได้ว่าซือมั่วผนึกความเป็นไปได้ที่คนจากแผ่นดินเทพจะเข้าไปในโลกแห่งยุคกลางไว้ นอกเสียจากราชาเทวะจะลงมือฉีกช่องว่างเข้าไปด้วยตัวเองแล้ว ก็ไม่มีวิธีอื่นอีก เช่นนี้แล้วก็เท่ากับเป็นการปลดพันธนาการของเหลียนเฉียว

นางไม่ต้องอยู่แต่ในสำนักวิถีโอสถตลอดเวลา อาศัยค่ายกลปิดบังกลิ่นอาย กังวลว่าจะถูกคนบนแผ่นดินเทพตรวจพบและมาทำร้ายอีก

“นางออกมาแล้วหรือ” มู่ชิงเกอถาม

เหยาชิงไห่ผงกศีรษะ “ผู้อาวุโสบรรพบุรุษรับรู้พลังจากแผ่นดินเทพไม่ได้แล้ว นางจึงออกมาจากสำนักวิถีโอสถ ข้ารับคำสั่งอาจารย์ให้พาตัวผู้อาวุโสบรรพบุรุษกลับไป แต่ว่าผู้อาวุโสบรรพบุรุษกลับมุ่งตรงไปยังเมืองเทียนคง ภาคกลาง เข้าไปในซากปรักหักพังตำหนักเทพ ข้าตามไปถึงที่นั่นก็พบกับซีเซียนเสวี่ย”

เหยาชิงไห่หยุดนิดหนึ่งแล้วพูดต่อว่า “ว่าไปแล้ว ข้าเป็นคนทำให้นางเดือดร้อน ควรเป็นข้าคนเดียวที่ไปตามผู้อาวุโสบรรพบุรุษ แต่พอนางได้ยินว่าข้าต้องการหาคนจึงเสนอให้ความช่วยเหลือ พวกเราหากันในซากปรักหักพัง แต่ไม่พบเบาะแสอะไร ทันใดนั้นซากปรักหักพังตำหนักเทพก็ปรากฎเหตุการณ์ประหลาดขึ้นอีก พวกเราสองคน อยู่ในนั้นรู้สึกได้ว่าเหตุการณ์ประหลาดนั้นมาจากที่แห่งหนึ่งจึงรีบไปดู พบบ่อโบราณแห่งหนึ่ง ปากบ่อมีแสงรุ้งเจ็ดสีมหัศจรรย์มาก”

สองตามู่ชิงเกอค่อยๆ หรี่ลง ซากปรักหักพังตำหนักเทพนางเองก็เคยไป แต่ไม่เคยเห็นบ่อตามที่เหยาชิงไห่พูดถึง ดูแล้วบ่อนั้นคงไม่ธรรมดาจริงๆ

“เมื่อพบเรื่องเช่นนี้ พวกเราย่อมอยากสืบดูว่าเป็นอะไร อีกทั้งข้าก็รับรู้ได้ถึงกลิ่นอายของผู้อาวุโสบรรพบุรุษว่าราวกับอยู่ในบ่อนั้น แต่ไม่นึกว่าตอนนั้นจะเกิดเหตุขึ้นกะทันหัน พวกเราเพิ่งเข้าใกล้ปากบ่อ ยังไม่ทันดูชัดเจนว่ามีอะไรในบ่อก็ถูกพลังมหาศาลลากลงไปในบ่อ พวกเราตกลงไป ตกลงไป…ควรพูดว่า พวกเราไม่รู้ว่าถูกดูดไปไกลเท่าไร จนกระทั้งเมื่อออกมาถึงข้ากับซีเซียนเสวี่ยก็มาถึงแผ่นดินเทพตะวันตกแล้ว” เหยาชิงไห่พูดจบ ใบหน้าเหลือแต่ความขมขื่น

มู่ชิงเกอฟังจนเบิกตากว้าง นางไม่อยากจะเชื่อเลยว่าในซากปรักหักพังตำหนักเทพจะมีบ่อลึกลับซ่อนอยู่และยังสามารถทำให้คนมาถึงแผ่นดินเทพตะวันตกได้โดยตรง

ช้าก่อน

ทันใดนั้น มู่ชิงเกอก็นึกขึ้นมาได้

เมื่อก่อนมู่เทียนอินออกคำสั่งปลอมให้ตำหนักเทพ เขาอยู่ในแผ่นดินเทพตะวันตกตลอดเวลา การออกคำสั่งปลอมย่อมออกจากแผ่นดินเทพตะวันตก ยังมีอีก ขณะที่นางสู้รบเป็นตายกับตำหนักเทพ ผู้ส่งข่าวสองคนจากแผ่นดินเทพนั้นซือมั่วเคยบอกว่าพวกเขาก็เป็นคนแผ่นดินเทพตะวันตก เมื่อบวกกับเหตุการณ์ของเหยาชิงไห่ กับซีเซียนเสวี่ย… มู่ชิงเกอราวกับมั่นใจถึงแปดส่วนว่า อิทธิพลที่ควบคุมตำหนักเทพในโลกแห่งยุคกลางก็คือดินแดนเทพบนแผ่นดินเทพตะวันตก

เพียงแต่ไม่รู้ว่า ตำหนักเทพในโลกแห่งยุคกลางนั้น ดินแดนเทพใดเป็นผู้ปกครอง

ความคิดในสมองของมู่ชิงเกอกลับตาลปัตร เหยาชิงไห่ก็ยังคงเล่าเหตุการณ์ของเขากับซีเซียนเสวี่ยต่อไป

“อยู่ดีๆ ก็มาถึงแผ่นดินเทพตะวันตกโดยตรง ข้ากับซีเซียนเสวี่ยต่างตื่นตกใจ เวลานั้น เบาะแสของผู้อาวุโสบรรพบุรุษก็หายไปโดยสิ้นเชิง ไม่รู้ว่านางถูกดูดเข้ามาด้วยแล้วตกลงในแผ่นดินเทพตะวันตกด้วยหรือไม่ เนื่องจากพวกเราสองคนไม่ถึงเกณฑ์ระดับข้ามผ่าน ดังนั้นจึงมีพลังตํ่ามาก ทำได้เพียงขลุกอยู่ในเมืองมนุษย์ธรรมดา แล้วค่อยหาหนทางต่อไป”

เหยาชิงไห่พูดเรียบๆ แต่มู่ชิงเกอพอนึกภาพออกว่าทั้งคู่ลำบากมากเพียงไร

“ภายหลัง พวกเราคิดอีกที ไหนๆ ก็กลับไปไม่ได้แล้วคงจะอยู่ในเมืองมนุษย์ธรรมดาไปวันๆ ไม่ได้ ดีที่พวกเรามีรากวิญญาณและมีสิทธิ์แห่งเทพ หลังจากปรึกษากันแล้ว พวกเราจึงตั้งใจจะเข้าบำเพ็ญในดินแดนเทพ พอดี ดินแดนจื่อกวงรับสมัครลูกศิษย์พวกเราจึงมาด้วยกัน”

เหยาชิงไห่พูดถึงตรงนี้แล้วก็หัวเราะอย่างเหน็บแนมแล้ว พูดต่อว่า “เดิมที พวกเราสองคนไม่ผ่านการคัดเลือก ภายหลัง ข้าเปิดเผยวิชาปรุงยาจึงได้ผ่านเข้าดินแดนเทพเป็นกรณีพิเศษ เริ่มแรกก็ไม่มีปัญหา พวกเราเริ่มจากลูกศิษย์ชั้นล่างสุด ตั้งใจบำเพ็ญทุกวัน ไม่ได้สนใจภายนอกแม้แต่นิด ตั้งใจยกระดับตัวเองให้ได้มาตรฐานเดียวกับแผ่นดินเทพทั้งสี่สมุทร”

“พวกเจ้าเข้ามายังดินแดนจื่อกวงได้นานเท่าไรแล้ว” มู่ชิงเกอถาม

เหยาชิงไห่ตอบว่า “หนึ่งปีครึ่ง พวกเราอยู่ในแดนมนุษย์ธรรมดาไม่ถึงครึ่งปี”

เขาถอนหายใจแล้วพูดอย่างสะท้อนใจว่า “เสียเวลาไปปีครึ่ง พวกเราสองคนเพิ่งจะเข้าถึงขั้นจิตวิญญาณ แต่ระดับบำเพ็ญเช่นนี้ในบรรดาลูกศิษย์ด้วยกันก็ยังอ่อน มากอยู่ดี อ่อนแอเสียจนไม่สามารถปกป้องตัวเองได้ ทุกวันนี้พวกเราพยายามเก็บเนื้อเก็บตัว แต่สิ่งที่จะมาก็ยังคงมาอยู่ดี”

ฟังถึงตรงนี้แล้ว มู่ชิงเกอก็รู้ว่าเหยาชิงไห่คงจะพูดถึงเรื่องของซีเซียนเสวี่ยแล้วว่าทำไมนางจึงโดนราชาเทวะจื่อกวงต้องใจจนบังคับแต่งงาน

“มีวันหนึ่ง ข้าปรุงยาเสร็จจะแบ่งส่งไปที่ต่างๆ เซียนเสวี่ยกำลังออกจากการปิดประตูบำเพ็ญจึงเสนอให้ความช่วยเหลือ เวลานั้นข้าก็ไม่ได้คิดมากจึงให้นางไป ไม่คิดว่า นางไปได้ไม่นานก็รีบวิ่งกลับมา สียํ่าแย่นัก ข้าถามนางว่ามีอะไรนางก็ไม่พูด วันรุ่งขึ้นก็มีคนมาหา ใช้กำลังลากนางไป อีกไม่นาน วังราชาเทวะก็มีข่าวราชาเทวะจะนำเซียนเสวี่ยเข้าวัง” เหยาชิงไห่กัดฟันพูด

สายตาเขาผุดแววเสียใจ ดูออกว่าเรื่องนี้เขาโทษตัวเองอย่างมาก เขาอาจจะคิดว่า หากเขาไม่ได้ให้เซียนเสวี่ยไปส่งโอสถก็คงไม่เกิดเรื่องเช่นนี้

ปัง!

หมัดที่กำแน่นของเหยาชิงไห่ทุบไปที่โต๊ะจนเกิดเสียงดัง เขาพูดอย่างแค้นเคืองว่า “ราชาเทวะจื่อกวงมีภรรยาเอก ภรรยารองอยู่แล้วถึง 289 คน แต่ก็ยังไม่ยอมปล่อยเซียนเสวี่ยให้หลุดรอดไป”

“อะไรนะ!” มู่ชิงเกอตกใจจนยืนขึ้น นางนึกไม่ถึงเลยว่าราชาเทวะจื่อกวงจะมีภรรยามากมายถึงเพียงนี้

“ตาแก่ หน้าไม่อาย!” นางอดไม่ได้ด่าไปหนึ่งคำ

นี่มันเดรัจฉานบ้ากามชัดๆ นางจะปล่อยให้ซีเซียนเสวี่ยตกอยู่ในรังสุนัขป่าได้อย่างไร

“ครึ่งเดือนมานี้ ข้าทำทุกวิถีทางแต่ก็ไม่สามารถพบหน้าเซียนเสวี่ยได้ ภายหลัง ข้าซื้อตัวคนที่เคยปรนนิบัตินาง ได้จึงรู้ว่านางต่อสู้สุดกำลัง แต่ถูกราชาเทวะผนึกพลังเทพและจับตาดูอย่างเข้มงวด ข้าคิดจะเข้าไปช่วยก็ช่วยไม่ได้พอดีได้ยินข่าวเจ้า ข้าจึงมาที่นี่” เหยาชิงไห่พูดจบก็ เงยหน้าใช้สองตาที่เต็มไปด้วยความหวังมองดูนาง

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น