ตอนที่ 153 ตรอกม้าหิน หอวาสนา
วันที่ 30 เดือน 6 ปีรัชสมัยว่านลี่ที่ 5 แม้ว่าอากาศจะร้อน แต่ท้องฟ้าแจ่มใสมาก อากาศดีเหมาะแก่การออกไปเดินเที่ยว
สำหรับเด็กๆ ลานฝึกแล้ว ฟ้าเป็นใจก็คงเป็นเช่นนี้เอง มีเพียงสิ่งเดียวที่ไม่พอใจก็คือหวงอี้จวินที่เหมือนกับหยุดครั้งก่อน ต้องรอก่อนอาหารกลางวันถึงออกมาได้
ที่ลานฝึกนี้ ครูฝึกมีคำสั่งเข้มงวดว่า การเคลื่อนไหวใดต้องไปพร้อมกัน ไม่อาจทิ้งใครคนใดคนหนึ่งได้ รวมทั้งงานเที่ยวนี้เช่นกัน
ทุกคนต่างรอคอยตรอกม้าหินกันมานานแล้ว ฝีปากของเฉินซือเป่ากับถังซื่อไห่และพวกนั้นสุดยอด พูดจนที่นี่เหมือนกับเต็มไปด้วยสีสันตระการตา อะไรอร่อย อะไรสนุก อะไรสวยงาม ที่ควรมีล้วนมีครบ
ผู้ที่สามารถมาร่วมที่ลานฝึกได้ ที่บ้านย่อมไม่ขัดสนเงินทอง นับประสาอะไรกับการที่เฉินซือเป่าตบหน้าอกรับปากว่า พี่น้องใช้จ่ายอะไรที่ตรอกม้าหิน เขากับถังซื่อไห่จะจ่ายให้เอง
เด็กๆ ที่สวมชุดสั้นสีน้ำเงินเข้มเรียงแถวกันมาบนถนน เป็นที่สะดุดตายิ่ง เฉินซือเป่ากับถังซื่อไห่และคนที่พอมีอายุมากหน่อยก็รู้สึกใบหน้าร้อนอับอายอยู่บ้าง
เดินไปก็มองซ้ายมองขวาไป กลัวว่าจะเจอคนรู้จัก หากข่าวแพร่ออกไป คงเสียหน้ากันไปหมดเป็นแน่ และคนมากมายเดินอยู่บนท้องถนนเช่นนี้ ถ้ามีเจ้าหน้าที่ศาลซุ่นเทียนหรือทหารจากศาลอาญาใหญ่ หรือหน่วยงานไหนก็ตามเข้ามาซักถาม มันคงเก้กังสิ้นดี
แต่ตลอดทางมาก็ราบรื่นดี นอกจากประชาชนข้างทางที่ย่อมชี้ชวนกันดูแล้ว ก็ไม่มีใครเข้ามาสอบถามอันใด เดินได้ครึ่งทาง เฉินซือเป่าก็กระซิบกับถังซื่อไห่ว่า
“ไม่ถูกต้องนะ ตรอกชุมชนตรงนั้นมีจวนเสนาบดีกรมอาญาอยู่ คนศาลซุ่นเทียนกับศาลอาญาย่อมต้องมีเฝ้าระวังอยู่ ทำไมวันนี้ไม่เห็นสักคน”
ถังซื่อไห่ก็งุนงง พวกเขาย่อมไม่รู้ว่าหน่วยงานในเมืองหลวงต่างถูกบอกกล่าวกันด้วยวิธีการต่างๆ ไม่ว่าเจ้าหน้าที่ศาลซุ่นเทียนหรือคนจากศาลอาญาใหญ่ ล้วนจะไม่ปรากฏตัวบนเส้นทางที่เด็กๆ เดินไป
เด็กๆ สวมชุดสีน้ำเงินเข้มเดินไปบนท้องถนน เป็นที่จับตามองของคนทั่วไปจริงๆ แต่พวกเด็กๆ คิดต่างจากพวกเฉินซือเป่า เด็กๆ พากันเดินเชิดหน้ายืดอกไปข้างหน้า พวกเขารู้สึกภาคภูมิใจ รู้สึกภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในกลุ่มนี้ แม้แต่ฮ่องเต้ว่านลี่ก็คิดเช่นนี้
ทุกเส้นทางที่เดินไป ก็จะมีคนสลับผลัดเปลี่ยนเดินตามพวกเขามารอชมเรื่องสนุก คนว่างงานบางคนคิดจะเข้ามาล้อเล่นใกล้ๆ หรือก่อกวน แต่คนพวกนั้นยังไม่ทันได้เข้าใกล้ ก็ถูกคนลากออกไป
ต้องบอกว่าตั้งแต่ต้นจนถึงตอนนี้ไม่มีชาวบ้านสลับผลัดเปลี่ยนมามุงดูอะไรกัน มีก็แต่เซวียจานเยี่ยนที่สวมหมวกสาน ข้างกายยังมีชายฉกรรจ์แต่งกายแบบชาวบ้านเช่นกันอีกสิบกว่าคน คอยรับคำสั่งอยู่ข้างๆ เซวียจานเยี่ยไม่หยุด จากนั้นก็วิ่งไปส่งข่าว เพื่ออารักขาความปลอดภัยให้ฮ่องเต้ว่านลี่ และไม่ให้ฮ่องเต้น้อยรู้สึกตัว
ตรอกม้าหินอยู่ในเขตบูรพา พวกชนชั้นสูงและขุนนางทรงอำนาจส่วนใหญ่พำนักกันอยู่ที่นี่ ที่นี่เป็นที่ๆ รุ่งเรืองที่สุดของเมืองหลวง มีร้านขายของแดนใต้ที่ใหญ่ที่สุด มีหอคณิการหอสุราระดับชั้นสูงที่สุด และการค้าต่างๆ น่าสนใจล้วนอยู่ที่นี่ ยังมีพวกต่างเมือง หรือพ่อค้าจากแถบแดนตะวันตก โพ้นทะเล เผ่าชนเกาหลีและนอกด่านที่อยู่นอกอาณาเขตแผ่นดินราชวงศ์หมิง ต่างพากันมาคิดจะกอบโกบเงินทองจากที่นี่
ตรอกม้าหินนี้เป็นหนึ่งในแหล่งที่รุ่งเรืองที่สุดในเขตบูรพา ที่ว่าเป็นหนึ่งในก็เพราะว่าถนนสายอื่นยังมีสถานที่ตระการตาอีกมากมาย พวกเฉินซือเป่าจะคุยโม้ก็ย่อมมีขอบเขตอยู่บ้าง
ตอนใกล้จะถึกตรอกม้าหิน พวกเด็กๆ ก็เริ่มตื่นเต้นกันแล้ว เป็นสถานที่เจริญรุ่งเรืองจริงๆ แค่บริเวณก่อนถึงก็ทำเอาน่าตื่นใจเช่นนี้ได้แล้ว
“ที่นี่หากอยู่ในเมืองเซวียนฝู่ก็นับว่าเป็นที่ๆ ดีที่สุดแล้ว โอโหเฮะ นี่ยังไม่ถึงที่จริงเลยนะเนี่ย!”
“ตอนเด็กๆ บิดาพาข้าไปเที่ยวในตลาดหลายแห่งในเมืองจี้โจว ตอนนั้นตาก็มองไม่ทันแล้ว เทียบกับที่นี่ ช่างต่างกันราวฟ้ากับเหวเลว!”
เฉินซือเป่าสบตากับคนใกล้ตัว ใบหน้าอดเผยรอยยิ้มไม่ได้ ความหมายก็คือไม่พูดก็รู้ เด็กพวกนี้ช่างเป็นพวกเชยระเบิดที่ไม่เคยเห็นโลกอะไรเช่นนี้
แต่รอยยิ้มนั้นเป็นรอยยิ้มที่เป็นมิตร คิดจะส่งสายตาไปแซวเล่นกับหวังทงที่อยู่ด้านหลังพวกเขาสักหน่อย พอหันไป กลับเห็นหวังทงสีหน้าตื่นตะลึงและหลงใหลไปกับบรรยากาศรอบๆ เฉินซือเป่าอึ้งไป ปั้นหน้าให้เป็นปกติ เก็บรอยยิ้มทันที ใต้เท้าหวังผู้นี้ควรจะเห็นโลกมาก่อน ไยจึงเป็นเช่นนี้ไปได้
แม้ว่ายุคสมัยต่างกัน แต่เขตศูนย์การค้าที่เจริญรุ่งเรืองและคึกคักนั้นก็เหมือนกันหมด แม้ว่ารูปแบบแตกต่างกัน แต่ภาพเช่นนี้ ทำให้หวังทงรู้สึกเหมือนห้วงเวลาย้อนกลับไปอยู่บ้าง
นี่เหมือนกับนักท่องเที่ยวที่จากบ้านเกิดเมืองนอนไปนาน พอเห็นพระจันทร์กระจ่างบนท้องฟ้า ก็มีอารมณ์เหมือนว่ากำลังคิดถึงบ้านเกิดเมืองนอนที่จะเห็นพระจันทร์ดวงเดียวกัน ก็แค่ความรู้สึกเท่านั้น
ขบวนเด็กๆ เริ่มหยุดลง มีคนเดินผ่านมาอย่างรวดเร็วประชิดครูฝึกเจ้าต้า ตอนสวนทางกันก็กระซิบเบาๆ ว่า
“เข้าไปได้แล้ว!”
เจ้าใหญ่บอกให้เด็กเข้าไปกันได้ ถนนสายนี้กว้างกว่าถนนทักษิณเกือบสองเท่า ความยาวก็ไม่รู้ว่ามากกว่ากันเท่าไร สองข้างทางล้วนเป็นร้านที่ดูดีน่าสนใจทั้งนั้น และยังมีตึกสูงไม่น้อย สองชั้นถึงสามชั้น หน้าประตูยังมีคนคอยเชื้อเชิญแขกกำลังเชื้อเชิญแขกกันเสียงดังไปหมด
คนบนท้องถนนนั้นสามารถเรียกได้ว่า ‘เบียดเสียด’ กันเลยทีเดียว เงยหน้าขึ้นไปมอง เห็นแต่หัวคนดำทมึนไปหมด นอกจากร้านค้าแล้ว ยังมีพวกขายศิลปะการละเล่นกันอยู่ตามท้องถนน ยังมีแผงขายของริมทาง ยังมีพวกคล้องตะกร้าหวายเดินร้องขายขนมข้างทาง ยิ่งบรรยากาศคึกคักเท่าไรก็ยิ่งผลักกันไปมา
ในบรรดาเด็กๆ ลานฝึก มีเพียง 6 คนที่อาศัยอยู่ในเมืองหลวง คนอื่นๆ ก็ล้วนเป็นลูกหลานเมืองรอบนอก ยิ่งไม่ต้องพูดถึงพวกที่มาจากเมืองเซวียนฝู่และเมืองจี้โจวพวกนั้น แม้แต่ฮ่องเต้ว่านลี่เองก็ไม่เคยมาที่นี่
นอกจากพวกเฉินซือเป่าที่เคยมาแล้ว เด็กคนอื่นก็ล้วนจ้องมองกันตาค้าง ระงับความตื่นเต้นกันไม่ได้เลย
“ห้าคนหนึ่งกลุ่ม เรียงแถวกันไปตามปกติ ก่อนฟ้ามืดให้กลับมารวมตัวกันที่นี่!”
เจ้าใหญ่ตะเบ็งเสียงดัง เด็กๆ รับเงินกันไป ได้ยินคำสั่งแล้วก็รีบตอบรับและแยกย้ายกันไปหาของที่ตนเองสนใจทันที
เฉินซือเป่าย่อมไปกับพรรคพวกเดิม หวังทงก็ไปกับหลี่หู่โถว ฮ่องเต้ว่านลี่และเจ้าต้า ยังมีหลี่เหวินหย่วน พากันเดินเข้าไปในตรอกม้าหิน
สถานที่วุ่นวายเช่นนี้ย่อมมีพวกนักเลงหัวไม้ที่คอยฉกฉวยโอกาส เช่น พวกที่ตั้งใจมองหาเด็กๆ จากตระกูลไหนสักคนที่หลงมา แล้วก็หลอกไปในที่ๆ ไม่มีคน ตีให้สลบ ไม่ก็เอาไปเรียกค่าไถ่ ไม่ก็เอาไปขาย
เด็กๆ ลานฝึกห้าคนหนึ่งกลุ่ม ลี่เทากับซุนซิงที่รูปร่างสูงใหญ่ย่อมไม่มีใครมาหาเรื่อง แต่พวกตัวเล็กๆ และยังดูอายุน้อย ก็ย่อมกลายเป็นเป้าหมาย
มักจะมีคนหนึ่งเข้ามาใกล้แล้วจับไว้ ลากไปด้านหลัง พวกนี้มักทำเป็นขบวนการ พอถูกดึงไว้ก็จะร้องตะโกน แต่เมื่อถูกดึงไปข้างทาง ก็มักจะมีพรรคพวกมาบังไว้ พอเจ้าหน้าที่ศาลซุ่นเทียนเข้ามาถาม ก็แค่ส่ายหน้าพยักหน้ากันไป แล้วก็จะมัดโยนเข้าตรอกเล็กๆ ไป
เด็กกำลังเดินชมตลาดกันอย่างสนุกสนาน เรื่องที่เกิดรอบตัวย่อมไม่รู้ พวกเขาย่อมไม่รู้ว่าทุกกลุ่มจะมีคนของสำนักบูรพาห้านายติดตามมา ยังมีองครักษ์เสื้อแพรอีกสิบนาย หนึ่งในสามของเจ้าหน้าที่ศาลซุ่นเทียนวันนี้ก็เดินตระเวนอยู่บนถนนสายนี้
หลังจากวันนี้ไป พวกนักล้วง พวกต้มตุ๋น พวกล่อลวงเด็กในตรอกม้าหินนี้ ล้วนถูกกวาดล้างไปหมด และเมื่อถูกจับไปที่ศาลซุ่นเทียนแล้ว ก็จะถูกตัดสินอย่างเร็ว ประหารไปไม่น้อย เนรเทศไปก็ไม่น้อย พริบตาเดียวตรอกม้าหินก็สงบสุขยิ่ง
****
การที่พวกเฉินซือเป่าและถังซื่อไห่ได้มาเที่ยวที่ตรอกม้าหินนี้ นับเป็นโอกาสผ่อนคลายที่หาได้ยากยิ่ง พวกเขาไม่คิดจะหนี หนึ่งเพราะไม่รู้หนีไปไหน สองพวกเขาชอบลานฝึกหู่เวยที่มีชีวิตเรียบง่ายทุกวัน ฝึกเหนื่อยแทบตาย แล้วก็ได้คุยเล่นกับทุกคน วันเวลาเช่นนี้ช่างน่าหลงใหลยิ่งนัก
“ลานฝึกนั้นก็อยู่ดีกินดี แต่สีสันน้อยไปหน่อย เนื้อกวางหอวาสนากับน้ำผลไม้ทำเอาข้าน้ำลายสอแล้ว…”
“วันนี้เวลาไม่มาก พวกเราไปหอวาสนาหาอะไรกระแทกท้องกันหน่อย อาหารที่ร้านนี้แย่กว่าที่ร้านลมวสันต์ แต่ไม่สนใจมันละ!”
“พี่เฉิน เราดื่มกันสักหน่อยนะ สุราน้ำค้างวสันต์ที่หอวาสนานี่รสชาติดีมาก…”
เฉินซือเป่ามองซ้ายมองขวา ตบท้ายทอยสหายที่บอกว่าจะดื่ม กล่าวเสียงเบาๆ ว่า
“ดื่มสุราอะไรของเจ้า กลับไปได้วิ่งรอบสนามตายพอดี ไปหาไรกินให้อิ่ม แล้วห่อเนื้อทอดกับขนมกลับไปด้วยก็พอ รีบไปๆ ข้าหิวจะแย่แล้ว”
ทุกคนปรึกษากันเสร็จ ก็รีบมุ่งไปยังหอวาสนา คนต้อนรับหน้าประตูเห็นเด็กๆ แต่งตัวแบบผู้คุ้มกันบ้านเดินมา ก็รีบขวางไว้ พอเข้าไปใกล้ก็จำได้ รีบเชื้อเชิญเข้าด้านใน ยังยิ้มแย้มทักทายว่า
“คุณชายเฉิน คุณชายถัง ไม่ได้ให้เกียรติมาเยือนที่นี่หลายวันแล้ว พวกท่านไยจึงดูดำคล้ำขึ้นมากเช่นนี้”
ถังซื่อไห่ตวัดสายตาใส่ ย่นปากกล่าวว่า
“เห็นข้าดำขึ้น ทำไมไม่เห็นว่าข้าแข็งแรงกำยำขึ้นไม่น้อย…”
ตอนนี้จิตใจพวกเขาอยู่ที่อาหารรสเลิศที่หอแห่งนี้ จึงรีบพากันเข้าไป พอเข้าไปเถ้าแก่และคนงานก็เข้ามาทักทายต้อนรับอย่างกระตือรือร้น พวกเฉินซือเป่าย่อมไม่นั่งกันที่ชั้นหนึ่ง ชั้นสองมีที่นั่งที่มีฉากกั้น ทั้งสงบทั้งมองวิวคึกคักท้องถนนด้านล่างได้ด้วย ทุกคนชอบกันอย่างที่สุด
เฉินซือเป่าเดินนำอยู่หน้าสุด เดินตามบันไดขึ้นไปถึงชั้นสอง มีคนผู้หนึ่งกำลังมุ่งตรงมา สองคนปะหน้ากันก็อึ้งไป เฉินซือเป่าหันหน้าจะกลับทันที ถังซื่อไห่กับคนที่เหลือยืนงง เฉินซือเป่าก้มหน้ากระซิบเบาๆ ว่า
“คุณชายสามตระกูลฟังแห่งจวนอันผิงโหวอยู่ที่นี่ พวกเรากลับ!”
ทั้งกลุ่มกำลังยินดีกันอยู่พอได้ยินวาจาของเฉินซือเป่า สีหน้าพลันเปลี่ยน หันหน้าลงบันได พนักงานคนหนึ่งกำลังยกอาหารขึ้นมาถูกชนจนจานเทระเนระนาด
“พวกเจ้า จับเจ้าพวกสวมชุดน้ำเงินนั้นให้ข้าที”
ตอนพวกเขาลงมาก็ได้ยินเสียงตะโกนดังมาจากชั้นสองแล้ว พอมาถึงชั้นล่าง ก็เห็นพวกคนแต่งกายแบบคนงานประจำบ้านปิดทางเข้าไว้
“เฉินซือเป่า ถังซื่อไห่ ข้าหาตัวพวกเจ้ามานานแล้ว!”
มีคนกำลังเดินลงมาจากชั้นสอง…
