ตอนที่ 281 มิอาจไม่ปกปักษ์ความสงบสุข
รองผู้บัญชาการสำนักองครักษ์เสื้อแพรกล่าวเช่นนี้ สีหน้าทุกคนก็เปลี่ยนไป แม้แต่ผู้ช่วยผู้บัญชาการสำนักองครักษ์เสื้อแพรที่เพิ่งกล่าวโทษความผิดของหวังทงเมื่อครู่ก็มีสีหน้าครุ่นคิด
ตำแหน่งในสำนักองครักษ์เสื้อแพรสูงสุดก็คือผู้บัญชาการ รองผู้บัญชาการกับผู้ช่วยตำแหน่งละสองนาย จัดตำแหน่งสูงต่ำไปตามระเบียบหากอำนาจนั้นเสมอภาคกัน ทั้งห้าคนนี้มิได้มาจากสายเดียวกัน เบื้องหลังต่างมีขุนนางใหญ่คอยให้การสนับสนุนต่างกันไป ดังนั้นทั้งห้าคนจึงมิได้แบ่งแยกสูงต่ำกันตามชื่อตำแหน่ง เพียงแค่ให้หน้ากันภายนอกเท่านั้น
ทว่าอำนาจศักดิ์ศรีของทุกคนต่างก็มาจากการเป็นองครักษ์เสื้อแพร ทำงานต้องไตร่ตรอง ย่อมต้องตรองถึงกองกำลังองครักษ์เสื้อแพรว่าจะเป็นเช่นไร
“ใต้เท้าหลิว เฝิงกงกงดูแลสำนักบูรพา นายกองพันสำนักบูรพาเฝิงโหย่วหนิงก็ท่าทางใหญ่โตเป็นที่นับหน้าถือตา คนของเราเมื่อพบกับคนของสำนักบูรพายังต้องคอยระวังตัว กล้ำกลืนฝืนทนกันมาก พูดจากใจเลยนะ หลายปีนี้เพราะหวังทงที่คอยเชิดหน้าชูตาให้พวกเรา ให้พี่น้องเรายืดอกเดินในเมืองหลวงได้อย่างเต็มภาคภูมิ!”
“เหล่าฉินว่ามาก็มีเหตุผล ขุนนางบุ๋นในราชสำนักแต่ละคนก็ร้ายกาจไม่เบา กงกงในวังกับสำนักบูรพายังไม่กล้าแตะต้อง เอาแต่จับจ้องการทำงานของพวกเรา หาเรื่องอะไรได้ก็จะเอาเรื่องไม่หยุด เรื่องนี้หากต้องทำตามที่พวกเขาต้องการ มิใช่ว่าเป็นการหักหน้าตาศักดิ์ศรีพวกเราทิ้งหรอกหรือ!”
รองผู้บัญชากรทั้งสองล้วนมีชาติกำเนิดจากตระกูลชนชั้นสูง หนึ่งในนั้นว่ากันว่าเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับหลี่เหว่ยอู่ชิงโหว วาจากล่าวมาก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรนัก แต่กลับทำให้ผู้ช่วยผู้บัญชาการทั้งสองเงียบลง
ผู้ช่วยผู้บัญชาการคนที่ก่อนหน้าว่าตามหลิวโสวโหย่วนั้นตอนนี้กลับกระแอมไอขึ้นก่อนจะกล่าวว่า
“หวังทงก่อเรื่องร้ายแรง แต่คนของเราที่ถูกรุมทำร้ายก็น่าอนาถไม่เบา ขาหักแขนหัก พวกนักเลงหัวไม้กลุ่มนั้นมีผู้ใดหนุนหลังกัน จึงได้กล้าลงมือโหดเหี้ยมเช่นนี้ได้ ผู้บัญชาการหลิว หากครั้งนี้พวกเราไม่ปกป้อง วันหน้าหากมีผู้ใดล่วงเกินเราแล้วก็หาเหตุผลมากล่าว ถึงตอนนั้น…”
เขากล่าวอย่างลังเล แต่ความหมายก็มีนัยยะชัดเจน เห็นสีหน้าหลิวโสวโหย่วเริ่มเครียด ผู้ช่วยอีกนายหนึ่งที่เคาะโต๊ะไม่หยุด อยู่ๆ ก็เงยหน้าขึ้นกล่าวว่า
“เฝิงโหย่วหนิงผู้นั้นวางอำนาจบาตรใหญ่มาก แต่กับลูกน้องก็ปกป้องอย่างมากเช่นกัน ดังนั้นพวกสำนักบูรพาจึงได้จงรักภักดีสุดชีวิต คนของเรานั้นเดิมก็เป็นพวกที่สืบทอดตามตระกูลกัน ไม่ค่อยฟังคำสั่งผู้บังคับบัญชา หากเรื่องนี้พวกเราดูดาย วันหน้าผู้ใดจะยอมทำงานให้เรา ผู้บัญชาการหลิว ครั้งนี้ต้องออกหน้าปกป้อง หากขุนนางในราชสำนักไม่พอใจ ก็คุยเหตุผลให้กระจ่าง เชื่อว่าพวกเขาจะรับฟัง หากไม่ปกป้อง วันหน้าคิดจัดการพวกเราย่อมไม่ออมมือเป็นแน่!”
หลิวโสวโหย่วตั้งแต่ได้เอกสารมาก็เอาแต่มีสีหน้าลำบากใจ เขามาจากตระกูลใหญ่ เรื่องพวกนี้ย่อมกระจ่างแจ้งเป็นอย่างดี นี่เป็นเหตุที่ว่าทำไมจึงได้นำมาหารือที่นี่ยามนี้
กล่าวถึงตรงนี้ หลายคนความคิดเห็นก็เริ่มตรงกัน หากต้องกล่าวกับคนนอกก็ไม่ต้องกลัวว่าจะมีผู้ใดพูดจาไม่ตรงกัน ผู้บัญชาการหลิวโสวโหย่วมองซ้ายมองขวาก่อนจะพยักหน้าในที่สุด กล่าวขึ้นอย่างจริงจังว่า
“รุมทำร้ายเจ้าพนักงานมีโทษหนัก พี่น้ององครักษ์เสื้อแพรเราเป็นกองกำลังในพระองค์ ถูกรุมทำร้ายกลางท้องถนน นับเป็นความผิดร้ายแรงถึงขั้นกบฏ แต่นายกองพันองครักษ์เสื้อแพรหวังทงก็เกรงว่าจะทำเรื่องใหญ่ไปอยู่บ้าง เรื่องนี้แม้ว่าไม่ผิด แต่ก็ไม่อาจปูนบำเหน็จให้ได้ สั่งการให้สำนักเอกสารมีคำสั่งลงไปว่าวันหน้าเขาทำอะไรก็ให้รอบคอบให้มาก”
หลายคนรับคำพร้อมเพรียงกล่าวว่า
“ผู้บัญชาการหลิวจัดการได้ดียิ่งแล้ว!”
*******
วันที่ 11 เดือนเจ็ด ข่าวปืนใหญ่ยิงถล่มร้านจิ้นเหอ ตัดศีรษะคนไป 70 ชีวิตในที่สุดก็แพร่มาถึงเมืองหลวง ชื่อเสียงหวังทงในเมืองหลวงนั้นเสียไปนานแล้ว ทุกคนหากกล่าวถึงก็จะมีสีหน้าดูถูกดูแคลน แต่พอข่าวนี้แพร่สะพัดออกไป ยามทุกคนกล่าวถึงก็จะมีสีหน้าเอาจริงเอาจังมาก
หลายคนไม่เคยเห็นปืนใหญ่ว่าหน้าตาเป็นอย่างไร ข่าวที่เกี่ยวกับหวังทงยิ่งเล่ากันก็ยิ่งห่างไกลความเป็นจริง เรื่องเล่าฉบับสุดท้ายก็คือหวังทงเป็นปีศาจสูงสองจ้าง[1] กายแข็งราวเหล็กไหล กลืนกินลูกไฟและหมอกควัน ว่าคาถาปีศาจเป็น มีกองทัพปีศาจ ยกมือขึ้นโบกเมื่อใดฟ้าดินก็แตกแยก เล่ากันไปต่างๆ นานา
หลังข่าวแพร่กระจาย บรรดาขุนนางบัณฑิตไม่ว่าตั้งใจหรือไม่ตั้งใจต่างก็เข้าชื่อถวายฎีกา
********
วันที่ 12 เดือนเจ็ด ขุนนางในหอประชุมเหวินเหยียนเก๋อต่างมีสีหน้าตึงเครียด ทุกครั้งที่มีประเด็นหวังทงจะทำให้ทุกคนปวดหัวกันอย่างมาก ฮ่องเต้ว่านลี่ไม่ทรงยอมถอยแม้ก้าวเดียว ท่านจางก็อายุ 50 แล้ว ฮ่องเต้ว่านลี่ปีนี้แค่ 15 วันหน้ายังอีกยาวไกล ไยต้องล่วงเกินฮ่องเต้
ทุกคนต่างลอบสังเกตสีหน้าจางจวีเจิ้ง เซินสือหังและจางซื่อเหวย ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าขุนนางใหญ่เหล่านี้วันนี้จะทำเช่นไร แต่จะให้ตนออกหน้านั้นไม่มีทาง
รอจนฮ่องเต้ว่านลี่เสด็จมาถึง ถวายคำนับเรียบร้อย ผู้ใดก็คิดไม่ถึงว่าคนที่เอ่ยขึ้นคนแรกจะเป็นเสนาบดีกรมพิธีการเซินสือหัง
“ฝ่าบาท กระหม่อมมีเรื่องกราบทูล นายกองพันองครักษ์เสื้อแพรหวังทงยิงปืนใหญ่ถล่มร้านค้ากลางตลาด ตัดศีรษะสังหารไปอีก 70 กว่าชีวิต เป็นที่สะเทือนแผ่นดินใต้หล้า แต่ไม่ว่าผู้บัญชาการสำนักองครักษ์เสื้อแพรหรือกรมอาญา กรมทหารต่างก็ไม่จัดการอันใด ไม่ทราบว่าด้วยเหตุใด?”
ทุกคนต่างอึ้งไป ล้วนพากันเป็นห่วงเซินสือหัง ในใจคิดว่าเจ้ากำลังจะได้จัดพิธีอภิเษกอยู่แล้ว อนาคตย่อมก้าวหน้าไร้ขีดจำกัด ไยมาออกหน้าเช่นนี้
เป็นดังคาด ฮ่องเต้ว่านลี่มีสีพระพักตร์เย็นเยียบขึ้นทันที ยามนี้มหาอำมาตย์จางจวีเจิ้งก็ได้แต่ลูบเครายาวของตนไปมา ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า
“กองตรวจการและกองคุมกำลังพลประจำเทียนจินต่างส่งรายงานขึ้นมาว่า คนของร้านจิ้นเหอนั้นเหิมเกริม รุมทำร้ายเจ้าหน้าที่ทางการบนท้องถนน นายกองพันหวังรุดไปคุมสถานการณ์ คนร้านนั้นกลับปิดประตูต่อต้านทางการ จึงได้เกิดเรื่องเช่นนี้ เฝิงกงกง ข่าวสำนักบูรพาก็เช่นนี้กระมัง!?”
เฝิงเป่าตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลขึ้นว่า
“เป็นดังท่านจางว่า รายงานของสำนักบูรพาได้นำทูลเกล้าฝ่าบาทแล้ว สาเหตุก็เป็นเช่นดังกล่าว”
นาทีนี้แม้แต่ฮ่องเต้ว่านลี่เองก็ทรงแปลกพระทัย จางจวีเจิ้งกล่าวต่อเนิบนาบว่า
“ฝ่าบาท ผู้บัญชาการหลิวโสวโหย่วได้ตรวจสอบชัดเจนแล้ว พลทหารองครักษ์เสื้อแพรมีสี่คนบาดเจ็บพิการ หลายคนต้องรักษาตัวอีกเป็นปี เป็นผู้ใดกันที่บังอาจถึงเพียงนี้ ถึงกับกล้าลงมือกับคนของทางการ!”
กล่าวถึงตอนท้าย น้ำเสียงก็เริ่มรุนแรง ในใจทุกคนก็ยิ่งแปลกใจ แต่กลับไม่กล้าเอ่ยอันใด หากเป็นจางซื่อเหวยและเซินสือหังที่ออกมารับคำพร้อมเพรียงกัน
พอเห็นสถานการณ์เช่นนี้ ทุกคนจึงได้เข้าใจว่าคนเหล่านี้ได้ตกลงกันมาแล้ว จึงได้ออกหน้ามากล่าวเห็นด้วยเช่นนี้ ฮ่องเต้ว่านลี่เองก็แปลกพระทัยเหนือความคาดหมาย พอมั่นพระทัยว่าสถานการณ์ตอนนี้เป็นประโยชน์กับหวังทงแล้ว ก็อดไม่ได้ที่จะแย้มสรวลเล็กน้อย ก่อนจะรีบหุบทันที พยายามบังคับสุรเสียงให้นิ่งตรัสว่า
“เราก็รู้สึกว่าหวังทงทำไปนั้นเปิดเผยถูกต้อง ควรปูนบำเหน็จ ท่านจางคิดเห็นเช่นไร?”
จางจวีเจิ้งหันกายมาถวายคำนับฮ่องเต้ว่านลี่ก่อนจะทูลว่า
“ฝ่าบาท แม้ว่านายกองพันหวังทำลงไปนั้นถูกต้อง แต่ยามสงบสุขเช่นนี้ยิงปืนใหญ่สังหารผู้คน ทำให้ใต้หล้าสั่นสะเทือน การกระทำเช่นนี้บุ่มบ่ามเกินไป คณะเสนาบดีใหญ่และกรมทหารจะมีหนังสือตำหนิลงไป ฝ่าบาททรงเห็นเช่นไรพะยะค่ะ?”
ได้ยินดังนี้ ฮ่องเต้ว่านลี่ก็ทรงไม่พอพระทัย ทว่าผลเช่นนี้ดีกว่าที่ทรงคิดไว้มากแล้ว อย่างน้อยหวังทงก็มิได้ต้องโทษ
ตอนจดหมายจากหวังทงมาถึงนั้น พอได้ทอดพระเนตร ฮ่องเต้ว่านลี่เองแม้จะทรงดุเดือดเลือดพล่านไปด้วย แต่ต่อมาก็ทรงเป็นห่วงว่าสิ่งที่หวังทงทำลงไปนั้นจะถูกบรรดาขุนนางโจมตี ถึงตอนนั้นคงยุ่งยากมาก เดิมคิดว่ายังต้องเปลืองแรงโต้เถียงกันอีกสักยก คิดไม่ถึงว่าเรื่องจะจบง่ายดายเช่นนี้ได้
ไม่เพียงแต่ฮ่องเต้น้อยจะรู้สึกงง คนอื่นๆ ในหอประชุมเหวินเหยียนเก๋อเองก็สับสนไปด้วย จางจวีเจิ้งล้วงเอาฎีกาออกมาจากแขนเสื้อ กางออกกวาดตาอ่าน จากนั้นก็ทูลว่า
“ฝ่าบาท หวังทงสังหารผู้คนไปมากเกินไป ทำลายความดีงาม แต่ข้าพระองค์ยังคิดว่าสิ่งที่เขาทำนั้นผดุงคุณธรรม สิ่งที่เขาทำนั้นได้ปกป้องราชสำนัก รวมถึงพระเกียรติและกฎธรรมเนียมราชวงศ์หมิงเอาไว้ กองกำลังองครักษ์เสื้อแพรเป็นกองกำลังในพระองค์ ขณะปฏิบัติหน้าที่กลับถูกรุมทำร้าย ถือเป็นการล่วงเกินฮ่องเต้ ก็ควรได้รับโทษ”
ทุกคนนิ่งงงกันไปอีก ในใจคิดว่าหรือว่าลมเปลี่ยนทิศ ไม่เอาเรื่องหวังทงก็แล้วไป แต่กลับบอกว่าที่เขาทำนั้นเป็นการผดุงธรรม มิใช่เรื่องเหลวไหลหรอกหรือนี่
จางจวีเจิ้งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะขยับตัวออกมาอยู่เบื้องหน้าฮ่องเต้ว่านลี่ กล่าวเสียงดังกังวานว่า
“ฝ่าบาท ขณะที่กระหม่อมเดินทางจากเมืองหลวงกลับบ้านเกิดและเดินทางกลับมานั้น ได้พบเห็นสำนักศึกษาแต่ละเมืองมากมาย บัณฑิตมีความรู้มักจะรวมตัวกันที่นั่น มีคนคอยสอนและรับลูกศิษย์ ตั้งเป็นสำนัก เผยแผ่หลักการของปรัชญาเมธีก็เป็นเรื่องดี แต่กลับมีคนฉวยโอกาสนี้วิจารณ์ราชสำนัก ใส่ร้ายขุนนาง ขุนนางท้องที่ก็โง่เขลาไปร่วมกับพวกเขาด้วย ยังมีพวกขุนนางในราชสำนักให้การสนับสนุนอีก”
น้ำเสียงยิ่งรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ แต่ละคนที่อยู่ในหอเหวินเหยียนเก๋อต่างพากันหนาวสั่นขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัว จางจวีเจิ้งกล่าวต่อว่า
“พวกไร้ปัญญาวิจารณ์ให้ร้ายขุนนางในราชสำนักต่างอะไรกับพวกที่รุมทำร้ายคนของสำนักองครักษ์เสื้อแพร ล้วนเป็นการทำลายธรรมเนียมจารีตอันดีงาม หากปล่อยไว้ไม่จัดการ ย่อมสั่งสมเป็นภัยใหญ่ ฝ่าบาท เรื่องนี้พวกกระหม่อมก่อนหน้านี้ไม่ได้พบเหตุทันท่วงที สำนักศึกษาพวกนี้ตอนนี้เติบใหญ่กันแล้ว หากยังไม่จัดการ วันหน้าย่อมเป็นภัยร้าย พวกกระหม่อมคิดว่าต้องตัดรากถอนโคน ขอฝ่าบาททรงวินิจฉัยด้วยพะยะค่ะ!”
กล่าวถึงตรงนี้ ทุกคนจึงได้กระจ่างแจ้งทันที มิน่ามหาอำมาตย์จางจึงได้ออกหน้าพูดแทนองครักษ์เสื้อแพรเทียนจินนั่น ที่แท้เพื่อนำมาสู่ประเด็นนี้นี่เอง
เช่นกันที่ว่าเป็นการปกป้องศักดิ์ศรีราชสำนัก หวังทงยิงปืนสังหารผู้คน การที่สำนักศึกษาให้ร้ายราชสำนัก ทำลายศักดิ์ศรีราชสำนัก ควรมีโทษเช่นไร
ทุกคนในที่หอประชุมต่างสบตากันไปมา ยามนี้เซินสือหังจึงได้ถวายคำนับลงก่อนจะทูลเสียงดังว่า
“ฝ่าบาท สำนักศึกษาเป็นแหล่งรวมคนร้าย ถอนรากภัยร้ายต้องกำจัดสำนักศึกษา กระหม่อมขอให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบปิดสำนักศึกษา จัดการให้วงการศึกษาใสสะอาด ขอทรงโปรดอนุญาตด้วย!”
บรรดาขุนนางไหนเลยจะไม่รู้ว่ายามนี้ควรทำเช่นไร จึงพากันคำนับพร้อมเพรียงขอให้ฮ่องเต้ทรงมีพระราชานุญาต ว่านลี่จึงได้นึกได้ว่าหลายวันก่อนในบทเรียนที่จางจวีเจิ้งสอนนั้น หลายครั้งเอ่ยถึงการเป็นขุนนางซื่อตรงกล้าพูดสิ่งที่ถูกต้องและการเป็นขุนนางที่ดีหมายความว่าอย่างไรกันแน่
ฮ่องเต้ว่านลี่แต่ไรก็ไม่ทรงมีความรู้สึกดีกับพวกบัณฑิต ในเมื่อมหาอำมาตย์เสนอขึ้นมา บรรดาขุนนางต่างเห็นชอบ พระองค์ก็ย่อมไปตามน้ำเช่นกัน จึงทรงแสร้งไตร่ตรองครู่หนึ่งก่อนจะตรัสขึ้นว่า
“ท่านจางทำเพื่อปวงประชา ควรค่าแก่การยกย่อง เรื่องนี้เราอนุญาต คณะเสนาบดีเห็นชอบแล้วก็ส่งไปประทับชาดที่สำนักส่วนพระองค์ก็แล้วกัน”
บรรดาขุนนางต่างกล่าวว่าทรงพระปรีชายิ่งแล้ว แต่ยามนี้ก็มีเริ่มมีบางคนในที่ประชุมคิดได้ว่า เหมือนว่าก่อนหน้านี้ เขตปกครองใต้กับมณฑลเจียงซีและหูกว่างแถบนั้น มีสำนักศึกษาวิพากษ์วิจารณ์กันว่า “จางใหญ่ไม่สู้จางเล็ก ซื่อเหวยควรเป็นมหาอำมาตย์” ไม่รู้ว่าเกี่ยวข้องกันหรือไม่
จางซื่อเหวยสีหน้ายังคงเป็นปกติ มองไม่ออกว่ามีสิ่งใดผิดแผกไป
………………
[1] จีนโบราณแต่ละสมัยหน่วยวัดจะมีขนาดไม่เท่ากัน ในสมัยราชวงศ์หมิง หนึ่งจ้างเท่ากับ 10 ฉื่อ หนึ่งฉื่อเท่ากับ 30.7 เซนติเมตร ดังนั้นหวังทงในคำเล่าลือน่าจะสูง 600 กว่าเซนติเมตร
