ตอนที่ 681 โหวเจินแห่งกองเอกสารสำนักองครักษ์เสื้อแพร
พวกหวังทงมาถึง ถนนทักษิณมีแต่องครักษ์เวรดึกที่กำลังกินอาหารอยู่ที่หอเลิศรส คนน้อยลงไปมาก สองคนทางนั้นคุกเข่าอยู่หน้าประตู ทหารด้านหน้าหวังทงเร่งม้าเข้าไปประชิดก่อน มองว่าเป็นผู้ใด
“ใต้เท้า เป็นนายกองธงเล็กโหววั่นไฉเมื่อกลางวัน”
คนผู้นี้หวังทงจำได้แม่นยำเพราะกลางวันไม่ว่าโหววั่นไฉหรือเจ้าหน้าที่ลงทัณฑ์ของหวังทง ล้วนถูกภรรยาร่างอ้วนของโหววั่นไฉจัดการให้เป็นที่หัวเราะเยาะขบขันไปทั่ว
มาถึงตอนนี้ คนสองคนก็หันกลับมา โขกศีรษะให้หวังทง หนึ่งในนั้นกล่าวว่า
“เมื่อกลางวันโหววั่นไฉฝ่าฝืนกฎทหาร ยังทำเรื่องเหลวไหล ขอรับโทษต่อใต้เท้าหวัง ขอใต้เท้าหวังลงโทษ!”
ได้ยินเสียงนี้ หวังทงขมวดคิ้ว รู้สึกว่าคุ้นมาก จึงโดดลงจากม้าไปดูใกล้ๆ อาศัยแสงไฟจากโคมหน้าประตูมองให้ชัด จากนั้นก็ยิ้มทันทีประคองให้ลุกขึ้น กล่าวว่า
“นายกองร้อยโหว คุกเข่าที่พื้นทำไมกัน ท่านและข้ารู้จักกันมานาน ไม่ต้องเกรงใจเช่นนี้!!”
ที่แท้เป็นคนรู้จักที่เคยคบหากันมา นายกองร้อยโหวแห่งกองเอกสารสำนักองครักษ์เสื้อแพร กองเอกสารสำนักองครักษ์เสื้อแพรดูแลเอกสารทั่วไปขององครักษ์เสื้อแพร มีทั้งเอกสารเข้าออกและสอบคุณสมบัติทหาร เรียกได้ว่าเป็นหน่วยงานศูนย์กลางของสำนักองครักษ์เสื้อแพร นายกองร้อยกองเอกสาร สำนักองครักษ์เสื้อแพรหลายร้อยคนแบ่งดูแลแต่ละพื้นที่ ภายใต้การกำกับของผู้บัญชาการสำนักองครักษ์เสื้อแพรโดยตรง สถานะนายกองร้อยกองเอกสารสำนักองครักษ์เสื้อแพรหนึ่งคนก็เท่ากับนายกองพันที่ทำงานหน่วยอื่น นับว่ามีสถานะไม่เบา
แต่คนระดับนั้นต่อหน้าหวังทงยังต้องนอบน้อม ทว่านายกองร้อยโหวไม่เหมือนกับคนอื่น ตอนหวังทงอยู่เมืองหลวงนายกองร้อยโหวเคยคบหาสมาคมกับหวังทง ตอนนั้นรู้ว่าหวังทงไม่ธรรมดา หลายปีนี้ขอเพียงใส่ใจหาข่าว ก็ย่อมรู้ว่าเบื้องหลังหวังทงคือผู้ใด ยิ่งใหญ่เพียงใด
“ใต้เท้าหวังยังจดจำข้าน้อยได้ ข้าน้อยช่าง……”
อย่างไรก็เป็นคนทำงานในวงการที่เต็มไปด้วยอุบายไม่น้อย สมองย่อมไวกว่าชาวบ้านทั่วไป ได้ยินหวังทงกล่าวเช่นนี้ นายกองร้อยโหวก็ตามน้ำ ยังควักผ้าเช็ดหน้าออกมาทำทีเป็นซับน้ำตา
หวังทงยิ้มตบบ่าไปหลายที อีกคนที่หน้ำตาเคร่งเครียดคุกเข่าอยู่ ไม่กล้าส่งเสียง คนผู้นี้ก็คือโหววั่นไฉ นายกองร้อยโหวขอบคุณซาบซึ้งเสร็จ ก็หันไปตบหน้าโหววั่นไฉอย่างแรงหนึ่งทีก่อนจะตวาดว่า
“ใต้เท้าหวัง หลานข้าผู้นี้ไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำ มักก่อเรื่องไม่รู้จักขอบเขต วันนี้ได้ยินว่าโดนใต้เท้าหวังลงโทษ ข้าน้อยจึงคิดมาขอบคุณใต้เท้า ดีที่ใต้เท้าสั่งสอน ข้าน้อยว่าลงโทษเบาไป ตีให้ขาหักสองข้างจึงเรียกได้ว่าเป็นการสอนสั่ง”
วาจากล่าวรุนแรง แต่ก็มีเจตนาขอน้ำใจให้หลานตน กลางวันหวังทงอยู่บ้านหานกังก็เห็นละครเช่นนี้ ไม่มีอารมณ์จะดูต่อ แต่ในเมื่อรู้จักมาโขกศีรษะรับผิด เห็นได้ว่ารู้จักหนักเบา จึงได้พยักหน้ากล่าวว่า
“ไม่ต้องลงโทษแล้ว หลานท่านกลางวันโดนลงโทษไปแล้ว ลุกขึ้นพูดเถอะ!!”
กล่าวจบก็โยนแส้ม้าให้ทหาร ก่อนจะเดินเข้าบ้านไป โหววั่นไฉยิ้มก้มคำนับ พอทุกคนเข้าไป นายกองร้อยโหวจึงได้หันไปถลึงตาใส่โหววั่นไฉ ก่อนจะเข้าไปตบท้ายทอยทีหนึ่ง คำรามด่าเบาๆ ว่า
“เจ้าหลานบัดซบ หากไม่ใช่อาเจ้าเช่นข้าออกหน้า ตระกูลโหวเราคงต้องโดนเจ้าพาลงเหวไปหมดแล้ว เจ้ายังยืนเซ่อทำไร รีบแบกเขาเข้าไปสิ!”
โหววั่นไฉถูกโบยไปเมื่อกลางวันยังลุกไม่ขึ้น พอคุกเข่าก็ขยับไม่ได้ คนรับใช้พอได้ยินเรียกก็รีบวิ่งเข้ามาช่วยประคองแบกเข้าไป
บ้านหวังทงอยู่บนถนนทักษิณ ยังคงให้คนงานจากหอเลิศรสมาปัดกวาดทำความสะอาด พอเข้าไปในห้องก็จุดตะเกียงสว่างรอแล้ว ไฟให้ความอุ่นก็จุดไว้แล้ว อบอุ่นมาก
อาหลานตระกูลโหวเดินตามเข้ามา พอเข้ามาในห้อง นายกองร้อยโหวก็ยืน โหววั่นไฉแม้ยืนได้ก็ต้องคุกเข่า
หวังทงมองนายกองร้อยโหว ยิ้มกล่าวว่า
“นายกองร้อยโหวอยู่กองเอกสาร สำนักองครักษ์เสื้อแพรมานาน นายกองร้อยนี่เป็นมานานเท่าไรแล้ว?”
พอได้ยิน นายกองร้อยโหวก็รู้สึกดีใจ เจ้านายถามเช่นนี้ กอปรกับสถานการณ์ก่อนหน้านี้ อย่างไรย่อมไม่ใช่เรื่องไม่ดี แต่อย่างไรก็เป็นคนอายุ 40 แล้ว อารมณ์ยังคงกดให้สงบนิ่งได้ จึงเพียงแค่ก้มคำนับตอบว่า
“เรียนใต้เท้า ข้าน้อยเข้าทำงานอายุ 16 อายุ 31 เป็นนายกองร้อย อยู่สำนักองครักษ์เสื้อแพรมา 26 ปีแล้ว งานนายกองร้อยนี่ก็ 11 ปีได้”
หวังทงพยักหน้า ส่งสายตาบอกให้นายกองร้อยโหวนั่งลง ทหารยกน้ำชาเข้ามา ท่าทางเป็นธรรมชาติปกติ แต่นายกองร้อยโหวกลับท่าทางตื่นตระหนก จะได้นั่งต่อหน้ารองผู้บัญชาการสำนักองครักษ์เสื้อแพรพร้อมกับมีคนยกน้ำชาให้ การต้อนรับระดับนี้เรียกได้ว่าไม่น้อย ทว่าหวังทงต้อนรับแขกไม่เคยมากพิธี เมื่อก่อนยังเคยคบหาสมาคมกับนายกองร้อยโหวมาก่อนจึงยิ่งไม่มากพิธี
“อยู่มานานเพียงนี้ ไม่คิดหาหนทางอื่นบ้างหรือ?”
พอได้ยินหวังทง นายกองร้อยโหวก็รีบวางถ้วยน้ำชาในมือลง แต่ครั้งนี้ไม่อาจเก็บอารมณ์ไว้ได้อีก ถ้วยชาที่วางลงเกือบหล่น เดิมคิดว่าโหววั่นไฉหาภัยหายนะมาให้ ยังเอ่ยชื่อตนออกไปอีก วันนี้ทั่วเมืองหลวงล้วนรู้ว่าหวังทงลงมือไม่ปราณี การบอกชื่อตนออกไปถือเป็นการหาภัยมาสู่ตระกูลโหวโดยแท้ จึงรีบมาขอขมาโทษ คิดไม่ถึงว่าเรื่องจะเปลี่ยนไปเช่นนี้ได้ ยังถามคำถามเช่นนี้อีก
คนหัวไวย่อมคิดได้ฟังออก หวังทงคิดจะดูแล หวังทงอำนาจล้นฟ้า สามารถถามเช่นนี้ได้ ก็เท่ากับวาสนาตนเองมาถึงแล้ว
“ไม่กลัวใต้เท้าหัวเราะเยาะ ข้าน้อยเดิมคิดจะสอบขุนนาง แต่ไร้วาสนา ตระกูลเราเป็นองครักษ์เสื้อแพร จึงได้แต่เดินเส้นทางนี้ ทว่าเรียนตำราคัมภีร์ปราชญ์ไม่เป็น หากตำราพวกลงอาญาพวกนี้เชี่ยวชาญอยู่ จึงได้มาสู่ตำแหน่งนี้ได้ ทว่า ตามธรรมเนียมหน่วยงานเรา นายกองร้อยกองเอกสาร สำนักองครักษ์เสื้อแพรก็เท่ากับนายกองพันแล้ว หากไม่อาจออกไปเป็นนายกองพันคุมกำลัง มานั่งตำแหน่งนี้ มากสุดก็ได้ปฏิบัติหน้าที่ข้างนอกเล็กๆ น้อยๆ งานอื่นไม่ต้องคิดเลย”
หวังทงยิ้มพยักหน้า องครักษ์เสื้อแพรเลวร้ายเพียงใดก็เป็นทหาร เป็นคนฝึกยุทธ์มา ตำแหน่งนายกองพันนอกเมืองหลวงกับในเมืองหลวงล้วนมีอำนาจให้ปฏิบัติงาน ทำให้มีค่าน้ำร้อนน้ำชา ย่อมไม่แบ่งให้คนกองเอกสาร สำนักองครักษ์เสื้อแพรได้ทำ
“โหวเจิน วันหน้ามาช่วยงานข้า อีกสองสามปี จะให้เจ้าได้ออกไปเป็นนายกองพันนอกเมืองหลวง หรืออาจในเมืองหลวงให้เจ้ามีอนาคตยิ่งดีขึ้น”
วาจานี้ของหวังทงไม่ได้ถาม หากกล่าวขึ้นตรงๆ ในห้องเงียบไป ได้ยินเสียง ‘เพล้ง’ นายกองร้อยโหวสุดท้ายก็เก็บอารมณ์ตื่นเต้นไม่ไหว ทำถ้วยชาตกพื้น แตกละเอียด
นายกองร้อยโหวที่เอาแต่คอยระวังตัวกลัวทำผิดธรรมเนียมไม่สนใจอันใดแล้วในยามนี้ หากลงไปคุกเข่าที่พื้น กล่าวจากใจว่า
“ข้าน้อยได้รับความเมตตาจากใต้เท้าหวัง ซาบซึ้งใจอย่างยิ่ง ขอภักดีทำงานเพื่อใต้เท้า เป็นวัวเป็นควายก็ไม่ลังเล”
“พอแล้วๆ ไม่ต้องกล่าววาจาพวกนี้ ตั้งใจทำงานไป ย่อมมีผลประโยชน์ให้เจ้าไม่น้อย”
กองเอกสาร สำนักองครักษ์เสื้อแพรเท่ากับศูนย์กลางสำนักองครักษ์เสื้อแพร เอกสารทุกอย่างต้องผ่านออกจากหน่วยงานนี้ ยังมีเรื่องการสอบคุณสมบัติเลื่อนตำแหน่งพวกนี้อีก มีคนรู้จักที่นี่ วันหน้าย่อมเป็นผลดีต่อตนเอง หวังทงเห็นว่านายกองร้อยโหวมีความคิดนี้ก่อน โหวเจินนำหลานมารับโทษในคืนนี้ คิดว่าน่าจะไม่มีผู้ใหญ่หนุนหลัง จึงคิดหาผู้หนุนหลัง ไม่เช่นนั้นเหตุใดเหรินชุนไหลจึงไม่มา คนเช่นนี้คบหากับตน ยังเคยรู้จักกันมา ก็น่าจะเอามาเป็นพวกได้
หลังได้คุยกันไป ก็ได้รู้ว่านายกองร้อยโหวต้องการสานสัมพันธ์ เช่นนั้นก็ดึงมาเป็นพวกเลยไม่อ้อมค้อมต่อ วันหน้าย่อมมีวิธีซื้อใจไว้ เห็นท่าทางยินดีของนายกองร้อยโหว ก็รู้ว่าหาถูกคนแล้ว
หวังทงยิ้มให้นายกองร้อยโหวลุกขึ้น หันไปเห็นโหววั่นไฉกรอกตาไปมา ก็ยิ้มกล่าวว่า
“โบยเจ้าไม่ใช่เพื่อล่ออาเจ้าออกมา เจ้ารู้ไหมว่าข้าเพิ่มแรงโบยทำไม เจ้าเป็นผู้ชาย ถึงกับให้ผู้หญิงออกหน้าปกป้อง เจ้าไม่รู้สึกขายหน้า แต่ข้ารู้สึกขายหน้าเราชาวองครักษ์เสื้อแพร”
พอถูกสั่งสอนเช่นนี้ โหววั่นไฉไม่กล้ากล่าวอันใด ได้แต่หน้าอมทุกข์ก้มลงโขกศีรษะ วาจาเมื่อครู่ สองฝ่ายสัมพันธ์ใกล้ชิดกันมากขึ้น นายกองร้อยโหวยิ้มแทรกขึ้นว่า
“ภรรยาเขากับเขาโตมาด้วยกัน แต่เล็กก็รังแกกันมา นี่ก็จะ 30 ปีแล้ว แต่ภรรยาเขาปกป้องดูแลครอบครัว ยังกตัญญู ไม่เลว ใต้เท้า วั่นไฉไร้สามารถ ขี้ขลาด แต่ก็การข่าวไว ชอบออกหาข่าว สามารถทำงานระวังภัยได้ แม้แต่ข้าน้อยก็อาศัยเขาไม่น้อย!”
โหววั่นไฉโดนโบยไปไม่เบา ตอนนี้ทุกคนเปลี่ยนมาคุยถึงเขา หวังทงยิ้มพยักหน้า โหวเจินแห่งกองเอกสาร สำนักองครักษ์เสื้อแพรเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะคิดได้เรื่องหนึ่ง กล่าวน้ำเสียงจริงจังขึ้นว่า
“ใต้เท้า เข้ารับการฝึกนำมาสู่การลงทัณฑ์ในวันนี้ ลงทัณฑ์ไปแล้ว ย่อมทำให้บารมีใต้เท้าเป็นที่ประจักษ์ แต่วันนี้สถานการณ์ตอนนี้เกรงว่าคงเป็นไปตามคาดของหลายคน ใต้เท้ามีบารมีมากในเมืองหลวงย่อมไม่เกรงคำครหานินทา แต่หากเกิดเหตุทะเลาะกันเองในหมู่เราชาวองครักษ์เสื้อแพรก็คงยุ่งยาก ใต้เท้าอย่างไรก็เป็นหัวหน้าของเราชาวองครักษ์เสื้อแพร หากมีคนคิดหาเรื่องนี้ขึ้นมากล่าวหา เกรงว่าคนทำให้คนยอมได้ยาก”
หวังทงพยักหน้า นายกองร้อยโหวลังเลครู่หนึ่ง กล่าวว่า
“ข้าน้อยหลายวันก่อนได้ยินข่าวลือว่า รองผู้บัญชาการเหริน พร้อมกับผู้ช่วยผู้บัญชาการอีกสองนาย คนของพวกเขาย่อมไม่ต้องพูดถึง ล้วนกำลังคิดก่อการที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อใต้เท้า บอกว่าใต้เท้ามาจากที่อื่น หากรู้งานก็แล้วไป หากไม่รู้งานจะทำให้ใต้เท้าทำอะไรก็ลำบากจนไม่อาจกระดิกตัวได้!”
“ที่แท้เป็นเช่นนี้ ในเมื่อกล่าวออกมา งั้นท่านมีวิธีอันใด?”
นี่ก็คือที่หวังทงคิดอยู่ แม้คิดจะให้เขาขายหน้า ก็คงได้แต่ทำให้เขาทำงานไม่ได้ อย่างอื่น พวกองครักษ์เสื้อแพรทำอะไรเขาไม่ได้
เขาถาม นายกองร้อยโหวเหมือนคิดอันใดอยู่ โหวเจินย่อมรู้ดี นั่งตัวตรง คิดอยู่ครู่หนึ่งก็กล่าวว่า
“ในเมื่อใต้เท้าถาม ข้าน้อยก็ขอออกความเห็น ใต้เท้าเลือกคนเข้ารับการฝึก คนอื่นไม่อาจกล่าวอันใด แต่ตอนนี้การลงทัณฑ์เหมือนเป็นปัญหา คนใต้เท้ามีแถบผ้าแดงที่แขน เข้าจับกุมคนในเมืองหลวงลงโทษ ฝ่าฝืนกฎทหารควรลงโทษจริง แต่ก็ควรกำหนดคนลงโทษ คนใดสามารถมีคุณสมบัตินี้ได้ เรื่องนี้ต้องจัดการให้รอบคอบ ในเมื่อต้องมีระเบียบปฏิบัตินี้ เช่นนั้นใต้เท้าก็ควรรีบมอบอำนาจเช่นนี้ให้กลุ่มคนลงทัณฑ์เฉพาะกลุ่มไปเลยถึงจะได้”
