960. แวบแรกต้นตอดั้งเดิม
‘เปลวเพลิงที่เคลื่อนไปพร้อมกับสายลม เหมือนกับสายลมทำให้ต้นไม้สั่นไหว ซึ่งดูเหมือนทำให้ภูเขาโยกไปมาแต่แท้จริงแล้ว…’ หวังหลินขบคิด
‘ความจริงแล้วภูเขาไม่ได้สั่นไหว เปลวเพลิงไม่ได้ขยับ สิ่งที่ขยับคือสายลม!’ หวังหลินโบกแขนและปิดประตูทั้งหมดดังปัง
หลังกีดขวางสายลมจากภายนอก ไม่มีอะไรพัดเข้ามาในห้องอีก
เมื่อไร้สายลม เปลวเพลิงก็สงบลงจากสิ่งรบกวน ทว่ามันยังคงส่ายไปมาจากการใช้น้ำมัน
หวังหลินขมวดคิ้วจ้องมองเปลวเพลิง เบื้องหน้าแสงของเปลวเพลิง ใบหน้าหวังหลินส่องสว่างและมืดดำเผยความมืดมนจางๆ
‘มีบางอย่างผิดปกติ! สายลมหยุดแล้วแต่เปลวเพลิงนี้ยังสั่นไหว…’
วินาทีนี้แม้หวังหลินจะไม่รู้จักมัน สภาวะของเขาก็คล้ายคลึงกับการยืนยันความถูกต้องของเต๋า แต่แทนที่จะยืนยันเต๋าของตัวเอง เขากำลังยืนยันเต๋าของเทียนหยุน
หวังหลินคุ้นเคยกับเทียนหยุนมาหลายร้อยปี ตอนนั้นด้วยที่มีระดับบ่มเพาะต่ำต้อยเขาจึงไม่สามารถมองทะลุการเปลี่ยนแปลงบนร่างกายเทียนหยุนได้ ทว่าตอนนี้เขาพอจะสามารถมองเห็นเบาะแสบางอย่างได้
มีความลับมากมายเกินไปอยู่รอบตัวเทียนหยุน สิ่งที่ทำให้หวังหลินหวาดกลัวเขามากที่สุดคือไม่สามารถเดาได้ว่าอีกฝ่ายกำลังคิดอะไร
‘เทียนหยุนเป็นเหมือนเปลวไฟที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา…แม้ข้าจะแยกสายลมออกไปก็มิอาจหารูปลักษณ์ดั้งเดิมของมันได้’ หวังหลินขมวดคิ้ว สายตายังจับจ้องไปบนเปลวเพลิง
ผ่านไปไม่รู้เวลาจนมาถึงเวลาตีสาม ท้องฟ้าข้างนอกมืดสนิท สายลมพัดไปบนหน้าต่างจนเกิดเสียงกรอบแกรบ
เสียงนี้ชัดเจนยิ่งในความเงียบสนิท
‘สายลมเคลื่อนไหว ภูเขาเคลื่อนไหว เปลวเพลิงเคลื่อนไหว…’ หวังหลินเงยหน้าขึ้นและก้าวเท้า หายตัวไปจากห้องและปรากฏตัวในท้องฟ้ามืด
ด้านล่างคือภูเขาม่วงแห่งสำนักชะตาสวรรค์!
สายลมคืนนี้รุนแรง ก้อนเมฆเต็มไปทั่วผืนฟ้า แสงจันทราสาดส่องลงผืนปฐพีไม่มากนักจนทำให้เบื้องหน้าเขามืดมิดยิ่ง
หวังหลินยกแขนขวาขึ้นและโบกสะบัดเบาๆ พลันเกิดร่องรอยแห่งกฏขึ้นมาจากระหว่างที่เขาทำความเข้าใจอัญเชิญสายฝน
สายลมกรรโชกในท้องฟ้าถูกก้อนเมฆมืดมิดปกคลุม ก้อนเมฆดุจสายฝนนั้นสลายหายไปทั้งหมด จากนั้นแสงจันทราสาดส่องไปบนผืนโลกโดยไร้สิ่งกีดขวาง
ภายใต้แสงจันทรา เงาหนึ่งปรากฏอยู่ใต้ภูเขาม่วง
สายลมพัดผ่านทำให้ต้นไม้บนภูเขาเคลื่อนไหว เสียงกรอบแกรบของใบไม้ดังขึ้นมา
เมื่อมองต้นไม้และเงาขนาดใหญ่แห่งนั้น แม้ต้นไม้บนภูเขาจะเคลื่อนไหว แต่เงาแทบไม่เปลี่ยนแปลง
‘ภูเขานี้ไม่ได้เคลื่อนไหว!’ แววตาหวังหลินเป็นประกายเจิดจ้า ราวกับบางสิ่งบางอย่างหลุดออกไปจากในหัว แววตาเต็มไปด้วยประกายรู้แจ้งคล้ายจะคว้าเบาะแสบางอย่างได้
‘สายลมพัดแต่เพียงผิวหน้าเท่านั้น ดูเหมือนภูเขาจะเคลื่อนไหวแต่ความจริงในใจข้าเองที่เคลื่อนไหว! ในใจข้าเคลื่อน ภูเขาจึงเคลื่อน!’ แววตากระจ่างชัดจากนั้นกลับมาที่ห้อง
หวังหลินมองเปลวเพลิง ลมหายใจหวังหลินค่อยๆเบาบางลงจนดูเหมือนเขากำลังจะตาย
หากมีคนภายนอกอยู่ที่นี่และเห็นเช่นนี้ พวกเขาคงไม่รู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงอันเล็กน้อยที่สุด เปลวเพลิงยังคงสั่นไหวและปะทุอยู่เนืองๆ
ทว่าวินาทีนั้นเปลวเพลิงดุจคลื่นรุนแรงสั่นวูบวาบหลายทิศทาง จากนั้นมันค่อยๆชะลอตัวลงราวกับไม่เคลื่อนไหวเหมือนโดนใช้วิชายับยั้ง
วินาทีนี้ความคิดหวังหลินสั่นเทา เต็มไปด้วยความไม่เชื่อราวกับพบว่าสิ่งที่เขาเห็นมันเหลือเชื่อเป็นอย่างยิ่ง
พลังดั้งเดิมไหลสู่ทุกส่วนของร่างกายโดยไร้การควบคุม เสียงบางอย่างปะทุออกมาจากร่างกาย
ราวกับชาวยุทธเปิดจุดชีพจรทั้งหมดของตนเอง
ขณะพลังดั้งเดิมหมุนโคจรอย่างบ้าคลั่ง ดวงตาที่สามของหวังหลินเปิดขึ้นมาอย่างเงียบงันและมีช่องว่างขึ้นมา ทว่าไม่มีลำแสงสีแดงโผล่ออกไปแต่กลับเป็นการดูดซับบางอย่างเข้าไปแทน ทำให้พลังดั้งเดิมข้างในร่างหวังหลินหมุนโคจรเร็วขึ้นกว่าเดิม!
ความเร็วนี้บรรลุถึงระดับเหนือจินตนาการแต่หวังหลินรู้สึกไม่เจ็บปวด ตอนนี้เขาดูเหมือนจะจ้องมองเปลวเพลิงอย่างตกตะลึง แววตาเหลือเชื่อพุ่งขึ้นถึงขีดสุด
เขามิอาจเชื่อได้ว่าตัวเองกำลังเห็นอะไร สิ่งที่เขาเห็นคือเปลวเพลิงไม่ได้หายไปไหนแต่อ่อนแรงลง เปลวเพลิงนี้คือสิ่งที่หวังหลินสร้างขึ้นมาเองจากก่อนหน้า
หากทั้งหมดเพียงแค่นี้คงไม่ทำให้หวังหลินตกตะลึงมากขนาดนั้น แต่แม้เปลวเพลิงจะดูเหมือนหยุด มันก็ยังเคลื่อนไหว!
การเคลื่อนไหวแบบนี้คล้ายกับการผกผันย้อนคืน ราวกับมีพลังสายหนึ่งอยู่ล้อมรอบเปลวเพลิงที่ทำให้มันแตกดับอย่างรวดเร็วซึ่งหวังหลินไม่เข้าใจ
กล่าวอย่างไม่ค่อยชัดคือมันกำลังสลายไป ราวกัยเปลวเพลิงกำลังกลายเป็นสิ่งที่ใหญ่ขึ้นและใหญ่ขึ้น ท้ายที่สุดหวังหลินก็ได้เห็นความลับภายในเปลวเพลิงหลังจากที่มันขยายตัวขึ้นมาหลายเท่า!
มีธาตุเล็กๆอยู่จำนวนมาก ธาตุพวกนี้เคลื่อนที่ผ่านกันและกัน บางครั้งก็ชนเข้าด้วยกัน แต่ละครั่งที่ชนจะปลดปล่อยความร้อนออกมา
เพียงแค่ชำเลืองมอง ธาตุเหล่านี้ก็ยุ่งเหยิง ทว่าแตกต่างจากมุมมองของหวังหลิน ไม่ว่ามันจะเคลื่อนที่หรือชนเข้าด้วยกัน ทั้งหมดบรรจุกฏบางอย่างเอาไว้
“นี่คือกฏ…กฏแห่งอัคคี…” ตั้งแต่ต้นจนจบ หวังหลินไม่ได้กระพริบตาเลย เขาจ้องเปลวเพลิงและพึมพำ
“เป็นไปได้ว่า…ยิ่งเข้าไปลึกขึ้น…” ขณะที่หวังหลินคิดเช่นนี้ ธาตุนับไม่ถ้วนพลันขยายตัวเหมือนใช้แว่นขยาย เหมือนเปลวเพลิงนั้นขยายขนาดด้วยอันตราเร็วยิ่ง!
ร่องรอยมายาหลายเส้นสายอยู่ล้อมรอบมัน ทว่าวินาทีนี้พลังดั้งเดิมในร่างหวังหลินร้องครวญคราง เขารู้สึกถึงความเจ็บปวดแหลมคมระหว่างคิ้วและตื่นขึ้นมา
เหงื่อเย็นเฉียบไหลรินจากหน้าผาก เสื้อผ้าชั้นนอกชุ่มเหงื่อ ตอนนี้หวังหลินซีดเซียวอย่างที่สุดและต้องสูดหายใจลึก เขามองเปลวเพลิงและพึมพำ “นั่นมันอะไร…หรือจะเป็นต้นตอดั้งเดิม…”
“ข้าสามารถคว้ากฏนั่นแต่ข้าเห็นแต่เพียงต้นตอดั้งเดิมเพียงพริบตาเท่านั้น ร่างกายข้าไม่สามารถทนรับมันไหว” หวังหลินขบคิดอยู่ชั่วครู่ก่อนจะหลับตาและฝึกฝน
เวลาค่อยๆผ่านไป ความมืดมิดด้านนอกหน้าต่างเลือนหายไปและถูกแทนที่ด้วยแสงสว่าง ยามรุ่งสางมาถึง หวังหลินลืมตาจากการบ่มเพาะ สายตามุ่งแทงออกไปนอกประตู
“น้องเจ็ด…ขอข้าเข้าไปได้หรือไม่…” น้ำเสียงอ่อนนุ่มดังออกมานอกตำหนัก