Chapter 6 เอาของตอบแทนไปมอบให้
คนคุ้มกันจากสำนักคุ้มภัยรับค่าจ้างที่เหลืออีกครึ่งหนึ่งแล้วจึงเดินทางกลับซีเป่ย
จ้านเจียววิ่งวุ่นจัดการสินค้าอยู่ 3 วันก็จัดการเสร็จ นางจึงได้พักผ่อนอยู่ที่บ้านอย่างสบายอกสบายใจเสียที
“มารน้อย เรื่องคัดคนข้าคัดมาให้แล้ว เจ้าดูซิคนพวกนี้ใช้ได้ไหม?” เจ้าสำนักเดินไปนั่งข้างตั่งที่ลูกบุญธรรมนอนพิงหมอนอย่างสบายอารมณ์ เขายื่นสมุดรายชื่อให้นาง จ้านเจียวรับไปเปิดๆ ดูแล้วเอ่ยว่า “ใช้ได้”
“ดี” เจ้าสำนักยิ้มแย้มแล้วเอ่ยว่า “เจ้านี่เป็นเทพโชคลาภของข้าจริงๆ”
“ท่านก็จุดธูปไหว้เลยซิ” จ้านเจียวหยอกล้อ เจ้าสำนักจึงเย้าว่า “ได้ๆ เอาธูปมา”
“อ่ะ! พอเลยๆ ท่านพ่อ ขืนท่านไหว้ข้าจริงๆ ข้าได้อายุสั้นแน่” จ้านเจียวโบกๆ มือไม่เล่นด้วยแล้ว เจ้าสำนักหัวเราะ “ฮ่าๆๆๆ…”
แล้วพวกเขาก็คุยกันเรื่องเปิดสำนักคุ้มภัยไปเรื่อยๆ
องค์ชายรองที่เพิ่งมีเวลาว่างจึงคิดจะนำของตอบแทนไปให้แม่นางหงด้วยตัวเอง เขาจึงออกจากเมืองหลวงอย่างลับๆ เดินทางไปเมืองลั่วโจว ส่วนที่ตำหนักก็ให้คนปลอมตัวเป็นเขาคอยจัดการเรื่องแทนเขาไปก่อน
เมื่อไปถึงลั่วโจว องค์ชายรองก็ไม่รีบร้อนไปที่หอหงเหลียน เขาให้คนไปสืบเรื่องแม่นางหงก่อน หลังจากสืบแล้วองครักษ์ก็รายงานว่า “แม่นางหงทำสัญญาขายตัวกับหอหงเหลียนตั้งแต่เด็กๆ ขอรับ นางขายศิลปะอย่างเดียวไม่ขายตัวขอรับคุณชาย คุณชายจะไปพบนางเลยไหมขอรับ?”
“ไป” องค์ชายรองบอกแล้วเดินออกจากโรงเตี๊ยมไป องครักษ์ตามไป 1 คน ส่วนที่เหลือก็คอยอารักขาอยู่ในที่ลับ
เมื่อไปถึงหอหงเหลียน องค์ชายรองก็เข้าไปนั่งในห้องส่วนตัวที่ชั้น 2 องครักษ์จึงบอกแม่เล้าว่า “เชิญแม่นางหงมาที”
เขาบอกพลางส่งถุงเงินให้
“ได้เจ้าค่ะ” แม่เล้ารับคำแล้วรีบไปตามคนทันที
องค์ชายรองมองไปรอบๆ ห้องที่ตกแต่งคล้ายกับหอหงฮวาในเมืองหลวง หอหงฮวานั่นเป็นขององค์ชายสาม เมื่อก่อนเคยเป็นของแม่เล้าคนหนึ่ง ตอนหลังจึงตกเป็นขององค์ชายสาม ซึ่งเขาเดาว่าแม่เล้าคนนั้นคงร่วมมือกับองค์ชายสามกระมัง ดังนั้นหอหงฮวาจึงกลายเป็นแหล่งข่าวขององค์ชายสามไป
“ที่นี่คล้ายหอหงฮวามากทีเดียว หรือว่าที่นี่จะเป็นขององค์ชายสามด้วย?” องครักษ์กระซิบ องค์ชายรองจึงเอ่ย “เจ้าไปสืบ”
“ขอรับ” องครักษ์รับคำสั่งแล้วยืนตัวตรง
เสียงเคาะประตูดังขึ้น พร้อมกับเสียงแม่เล้าบอกว่า “แม่นางหงมาแล้วเจ้าค่ะ”
“เข้ามา” องครักษ์บอก แม่เล้าจึงผลักประตูเปิดออก หงฮวาเดินเข้าไปพลางกุมมือคารวะท่าทางอ่อนช้อย “บ่าวหงฮวา คารวะคุณชายเจ้าค่ะ”
“เจ้า…” องค์ชายรองมองพลางส่งสายตาให้องครักษ์ องครักษ์จึงเอ่ยว่า “เจ้าไม่ใช่แม่นางหงฮวาที่คุณชายข้าต้องการพบ หรือว่าที่นี่ยังมีแม่นางหงอีกคน?”
“คุณชายหมายถึงหงฮวาคนไหนหรือเจ้าคะ?” หงฮวาถาม องครักษ์จึงบอก “คนที่หน้ามีกระเต็มไปหมด”
“อ่อ…คุณชายหมายถึงมารน้อยนี่เอง” หงฮวาพยักหน้าแล้วบอกว่า “วันนี้นางไม่มาที่นี่เจ้าค่ะ”
“นางอยู่ที่ไหน? ข้าอยากพบนาง” องค์ชายรองบอก หงฮวาส่ายๆ หน้า “บ่าวไม่รู้เจ้าค่ะ”
องครักษ์จึงหยิบเงินก้อนหนึ่งส่งให้ หงฮวาเห็นเงินก็อยากได้ แต่นางไม่ได้ยื่นมือไป นางส่ายหน้าแล้วบอกว่า “บ่าวไม่รู้จริงๆ เจ้าค่ะ มารน้อยไม่ได้อยู่ที่นี่ นางอยู่ที่ไหนไม่มีใครรู้เจ้าค่ะ”
“เจ้าไม่รู้หรือเจ้าโกหกกันแน่?” องค์ชายรองถามพลางมองนางด้วยสายตาดุๆ หงฮวารู้สึกกลัวจนขาสั่นๆ นางแทบจะทรุดลงไปนั่งกับพื้นแล้ว นางส่ายหน้าตอบ “บ่าวไม่รู้จริงๆ เจ้าค่ะ”
“เอาเถอะ เจ้าไม่รู้ก็ไม่เป็นไร เช่นนั้นใครรู้บ้างว่านางอยู่ไหน?” องค์ชายรองถามพลางยกเหล้าขึ้นจิบ หงฮวาส่ายหน้าตอบ “ไม่มีใครรู้เจ้าค่ะ นางอยากมาที่นี่นางก็มา นางไม่อยากมานางก็ไม่มาเจ้าค่ะ”
“งั้นรึ” องค์ชายรองจิบเหล้าอีกอึกแล้วถามว่า “แล้วทำไมใครๆ ถึงเรียกนางว่ามารน้อยล่ะ?”
“นางน่ากลัวเจ้าค่ะ” หงฮวาตอบแล้วตัวสั่นๆ ต่อให้คนๆ นี้จะเค้นถามอย่างไรนางก็ไม่อาจเปิดเผยเรื่องของมารน้อยแม้แต่ครึ่งคำ หากว่ามารน้อยรู้เข้านางได้ตายอนาถแน่!
“นางน่ากลัวอย่างไรรึ?” องค์ชายรองถามอีก หงฮวาได้แต่ตอบว่า “นางน่ากลัวเจ้าค่ะ เอ่อ…บ่าวขอตัวก่อนเจ้าค่ะ บ่าวไม่ค่อยสบาย”
พูดแล้วนางก็รีบออกไปทันที องค์ชายรองกับองครักษ์มองตาม แล้วองครักษ์ก็กระซิบว่า “นายท่าน แล้วนี่พวกเราจะหาตัวแม่นางหงคนนั้นอย่างไรขอรับ?”
“เจ้าไปเรียกแม่เล้ามา” องค์ชายรองสั่ง องครักษ์รับคำ “ขอรับ”
เขาเดินออกไปตามแม่เล้า แม่เล้ารีบเดินตามไปทันทีเมื่อรู้ว่าลูกค้าต้องการพบนาง
“คุณชายเรียกบ่าว ต้องการอะไรเพิ่มหรือเจ้าคะ?” แม่เล้าถามน้ำเสียงอ่อนช้อย
“ข้าต้องการพบแม่นางหงคนที่พวกเจ้าเรียกว่ามารน้อย ตามนางมาพบข้าที” องค์ชายรองสั่ง แม่เล้าสะดุ้ง “มารน้อย! คุณชายอยากพบมารน้อยหรือเจ้าคะ!?”
“ใช่” องค์ชายรองพยักหน้า แม่เล้าตั้งสติแล้วบอกว่า “เอ่อ…ท่านอย่าพบนางดีกว่าเจ้าค่ะ นางเอาใจใครไม่เป็นหรอกเจ้าค่ะ มีแต่จะถูกนางยั่วโมโหจนตายมากกว่าเจ้าค่ะ”
“ตามนางมา” องค์ชายรองสั่งน้ำเสียงเข้มพลางหลิ่วตาสั่งองครักษ์ องครักษ์จึงล้วงก้อนทองยัดใส่มือแม่เล้า แม่เล้าเห็นทองก็ตาโตแล้วบอกว่า “บ่าวจะตามนางให้เจ้าค่ะ แต่นางจะมาหรือไม่บ่าวไม่แน่ใจเจ้าค่ะ เช่นนั้นบ่าวขอทราบชื่อแซ่คุณชายสักหน่อยเถิดเจ้าค่ะ”
“หวัง” องค์ชายรองบอก แม่เล้าจึงถอยออกไป องค์ชายรองหลิ่วตาสั่ง องครักษ์จึงแอบตามแม่เล้าไป
แม่เล้ารีบไปเขียนจดหมายแล้วส่งนกพิราบออกไป นกพิราบบินออกไป พึ่บ!
จากนั้นแม่เล้าก็รีบกลับไปที่ห้องพลางบอกว่า “บ่าวส่งจดหมายไปแล้วเจ้าค่ะ แต่ว่านางจะมาหรือไม่บ่าวไม่รับประกันนะเจ้าคะ ถ้าอย่างไรบ่าวให้คนอื่นมาอยู่เป็นเพื่อนคุณชายดีไหมเจ้าคะ?”
“ไม่ต้อง” องค์ชายรองบอกแล้วโบกมือไล่ แม่เล้าจึงถอยออกไป องครักษ์รอจนแม่เล้าไปแล้ว เขาจึงเข้าห้องไปกระซิบรายงานว่า “ข้าน้อยเห็นนางเขียนจดหมายให้นกพิราบไปส่งขอรับ”
“นกตัวนั้นบินไปทางไหน?” องค์ชายรองถาม องครักษ์จึงตอบ “เห็นไม่ชัดขอรับ นกตัวนั้นสีเข้มยากจะมองเห็นตอนกลางคืนขอรับ ข้าน้อยฟังเสียงแล้ว มันบินไปทางทิศใต้ขอรับ”
“รอ” องค์ชายรองบอก องครักษ์จึงถอยไปยืดตัวตรง
นกพิราบบินไปที่สำนักยาจก จดหมายถูกส่งต่อไปให้เจ้าสำนักน้อย จ้านเจียวอ่านจดหมายเล็กๆ ฉบับนั้นแล้วก็เผาทิ้ง นางลุกขึ้นสวมเสื้อผ้าแล้วออกจากเรือนไป พลางสั่งคนคุ้มกันว่า “เตรียมรถม้า ข้าจะไปเรือนกวงจิน”
“อื้ม” คนคุ้มกันรับคำสั่งแล้วรีบไปเตรียมรถม้าทันที จ้านเจียวขึ้นรถม้า รถม้าก็ขับออกจากสำนักยาจก มุ่งหน้าไปเรือนกวงจิน
เมื่อไปถึงเรือนกวงจิน จ้านเจียวก็เข้าไปในเรือนแล้วเดินเข้าไปในทางลับ ทะลุไปยังบ้านที่อยู่ติดกันด้านหลัง จากนั้นนางก็ออกจากบ้านหลังนั้นขึ้นรถม้าแล้วมุ่งหน้าไปยังหอหงเหลียน
เมื่อไปถึงหอหงเหลียน รถม้าจอดด้านหลังหอหงเหลียน จ้านเจียวลงจากรถม้า แม่เล้ารีบไปรับหน้าทันที “โอ้ เจ้ามาแล้ว”
“นำทาง” จ้านเจียวสั่ง แม่เล้ารับคำสั่ง “ได้ๆ”
นางรีบเดินนำเจ้าสำนักน้อยไปยังห้องที่แขกอยู่ทันที นางเคาะประตูห้อง
“เข้ามา” องครักษ์บอก แม่เล้าจึงเปิดประตูแล้วบอกว่า “แม่นางหงมาแล้วเจ้าค่ะ”
“เข้ามา” องครักษ์บอก จ้านเจียวเดินเข้าไป เมื่อเห็นหน้าแขกนางจึงกุมมือคารวะ “ท่านนี่เอง”
“เชิญ” องค์ชายรองบอก จ้านเจียวจึงนั่งลงตรงข้ามเขา องค์ชายรองรินเหล้าให้นาง จ้านเจียวรับจอกเหล้ามาถือไว้ องค์ชายรองจึงเอ่ย “กว่าจะพบเจ้าได้ยากนัก”
“ไอหยา ท่านจะตำหนิข้าไม่ได้นะ ข้าอยากมาที่นี่ข้าก็มา ข้าไม่อยากมาข้าก็ไม่มา ท่านไม่ได้บอกก่อนนี่นา” จ้านเจียวบอกพลางยกจอกเหล้าขึ้นจิบ
“เหตุใดคนอื่นจึงเรียกเจ้าว่ามารน้อยล่ะ?” องค์ชายรองถาม จ้านเจียวตอบ “เพราะข้าร้ายกาจอย่างไรล่ะ ทุกคนเลยเรียกข้าอย่างนั้น”
“ร้ายกาจอย่างไรหรือ?” องค์ชายรองถาม จ้านเจียวบอก “ความร้ายกาจของข้าพูด 3 วัน 3 คืนยังไม่จบเลย”
นางพูดพลางโบกๆ มือท่าทางไม่อยากเล่า องค์ชายรองจึงไม่ถามอีก
“ท่านมาหาข้า คงไม่ใช่เพราะอยากฟังเรื่องข้าหรอกกระมัง” จ้านเจียวเอ่ยพลางจิบเหล้าอีกอึก องค์ชายรองจึงส่งสายตาให้องครักษ์ องครักษ์จึงออกไป
“ข้าเอาของตอบแทนมาให้เจ้า” องค์ชายรองบอก จ้านเจียวเอ่ย “อ่อ…เช่นนั้นก็ขอบคุณมาก”
“เจ้าเรียนรักษาแผลกับอาจารย์ท่านใดรึ?” องค์ชายรองถาม จ้านเจียวตอบ “ข้ารักษาท่านเหมือนรักษาม้าตายเหมือนม้าเป็น ท่านไม่ตายก็ดีแล้ว วิชาแพทย์งูๆ ปลาๆ ของข้านี้โอ้อวดใครไม่ได้หรอก”
“อ่อ” องค์ชายรองพยักหน้ารับรู้แล้วเอ่ยว่า “ถึงอย่างไรข้าก็ต้องขอบคุณเจ้ามากจริงๆ หากเจ้าไม่ช่วยข้า ข้าคงตายไปแล้ว”
“ช่วยคนบุญกุศลเหมือนดั่งสร้างเจดีย์เก้าชั้น ข้าก็แค่อยากสะสมบุญให้มากๆ หน่อย ชาติไหนๆ ข้าจะได้สุขสบายไม่ลำบาก” จ้านเจียวบอกพลางจิบเหล้า องค์ชายรองเห็นเหล้าหมดแล้วเขาจึงยกกาเหล้ารินเติมให้พลางเอ่ย “เจ้าพูดเหมือนเจ้าเคยตายมาแล้วอย่างนั้นแหละ”
จ้านเจียวสะดุ้งในใจแล้วเอ่ยว่า “ข้าก็แค่พูดตามที่ไต้ซือสอนน่ะ ข้าเคยได้ยินว่าคนตายแล้วเกิด เกิดแล้วตาย วนเวียนไม่จบไม่สิ้น ท่านก็น่าจะเคยได้ยินกระมัง”
“เคย” องค์ชายรองตอบ
เสียงเคาะประตูดังขึ้น องค์ชายรองจึงบอก “เข้ามา”
องครักษ์เปิดประตู ยกหีบเข้าไป เขาวางหีบบนโต๊ะแล้วเปิดฝาหีบ แสงทองส่องสะท้อนกับแสงตะเกียง
“ของตอบแทนที่เจ้าช่วยชีวิตข้า” องค์ชายรองบอก จ้านเจียวกุมมือ “ขอบคุณท่านมาก”
นางปิดหีบแล้วเอ่ยว่า “เช่นนั้นข้าขอตัวล่ะ”
“เดี๋ยว” องค์ชายรองคว้ามือนางเอาไว้ จ้านเจียวมองมือเขาที่จับมือนางแล้วบอกว่า “คุณชาย ชายหญิงไม่ควรใกล้ชิด”
“เอ่อ…ขออภัยด้วย” องค์ชายรองปล่อยมือนาง “เจ้าอยู่คุยกับข้าก่อนเถอะ”
“ท่านอยากคุยอะไรล่ะ?” จ้านเจียวถามแล้วบอกว่า “วันนี้ดึกมากแล้ว ข้าง่วงนอนแล้ว”
“เช่นนั้นเจ้าไปนอนเถอะ พรุ่งนี้เราค่อยพบกันอีก” องค์ชายรองบอก จ้านเจียวจึงบอก “พรุ่งนี้ไม่ได้ พรุ่งนี้ข้ามีนัดแล้ว”
“นัดกับใคร?” องค์ชายรองถามเสียงเข้ม จ้านเจียวตอบ “ข้านัดกับป้าๆ เอาไว้น่ะ”
“อ่า…เช่นนั้นวันมะรืน?” องค์ชายรองถาม จ้านเจียวพยักหน้า “ได้”
“ยามใด?” องค์ชายรองถามอีก จ้านเจียวจึงตอบ “ตอนเที่ยงเถอะ”
“ตอนสายไม่ได้หรือ?” องค์ชายรองถาม จ้านเจียวบอก “กว่าข้าจะตื่นก็เกือบเที่ยงแล้ว”
“อ่า…” องค์ชายรองไม่รู้จะพูดอะไรต่อ นางรับแขกดึกๆ ดื่นๆ จึงนอนดึกตื่นสายซินะ
“เช่นนั้น ข้าขอตัวก่อน” จ้านเจียวกุมมือเอ่ยแล้วลุกขึ้นยกหีบทองออกไป องครักษ์เห็นนางยกได้สบายเขาจึงไม่ได้ช่วยถือ โดยที่เขาลืมคิดไปว่าหีบทองนั่นหนักจนเขายังรู้สึกว่ามันหนักไม่ใช่น้อย นางที่เป็นสตรีบอบบางกลับยกได้สบายๆ เนี่ยนะ
จนแม่นางหงออกไปแล้ว องครักษ์จึงก้าวไปข้างๆ องค์ชายรองพลางกระซิบถาม “นายท่านไม่รีบกลับเมืองหลวงหรือขอรับ?”
“ยัง” องค์ชายรองตอบ องครักษ์จึงยืดตัวขึ้นแล้วเดินออกไป เขาตามไปดูว่าแม่นางหงไปทางไหน แล้วเขาก็เห็นนางถือหีบเดินไปทางห้องหนึ่ง แม่เล้ากุลีกุจอเปิดประตูห้องให้นาง คาดว่าคงเข้าไปแบ่งทองกันกระมัง
ประตูห้องปิดลง แม่เล้ารีบกระซิบว่า “ไอหยา! ข้ากลัวจะตายแล้ว”
“กลัวอะไร?” จ้านเจียวถาม แม่เล้ากระซิบบอก “กลัวว่าคนที่มาคือศัตรูของเจ้าน่ะซิ”
“วันนี้ไม่ใช่ วันหน้าไม่แน่” จ้านเจียวบอกแล้ววางหีบไว้บนโต๊ะพลางสั่ง “เจ้าไปเถอะ ข้าจะนอนล่ะ”
“ได้ๆ” แม่เล้ารับคำแล้วเดินออกไป จ้านเจียวล้างมือแล้วเดินไปนอนที่เตียง
องครักษ์เห็นแม่เล้าออกมา แต่แม่นางหงไม่ออกมา เขาจึงค่อยๆ เดินไปที่หน้าห้องนั้น แล้วเปิดประตูแง้มดู เขาเห็นเงาคนนอนอยู่บนเตียง เขาจึงค่อยๆ ปิดประตูแล้วกลับไปรายงานเจ้านาย
เมื่อกลับไปถึงห้อง เขาก็เข้าไปยืนข้างๆ พลางกระซิบว่า “นางนอนที่ห้องฝั่งตะวันออกขอรับ”
“นางนอนที่นี่หรือ?” องค์ชายรองถาม องครักษ์ตอบ “ขอรับ”
“เจ้าไปจับตาดูไว้ ดูว่าบ้านนางอยู่ที่ไหน?” องค์ชายรองสั่ง องครักษ์รับคำสั่งแล้วออกไปสั่งองครักษ์คนอื่นให้จับตาดูความเคลื่อนไหวของแม่นางหง ครั้งก่อนนั้นคนของเขาก็พลาดสืบไปไม่ถึงบ้านของนาง พวกเขาสืบมาถึงหอหงเหลียน จากนั้นนางก็หายตัวไป พวกเขาสืบต่อไม่ได้อีก นี่ทำให้พวกเขาถูกเจ้านายตำหนิ
จ้านเจียวนอนหลับสนิทยิ่งนัก ห้องที่นางนอนนี้เป็นห้องที่นางใช้พักยามมาที่นี่ ในห้องมีกลไกป้องกันเอาไว้ แม่เล้ารู้กลไกย่อมไม่ทำให้กระดิ่งดัง แต่ถ้าเป็นคนอื่นที่ไม่รู้ว่าในห้องนี้มีกลไก ย่อมเข้ามาแล้วกระทบถูกกระดิ่ง ทำให้กระดิ่งดังขึ้นส่งเสียงเตือน และเมื่อใดที่กระดิ่งดังขึ้น จ้านเจียวก็พร้อมจะปลิดชีวิตคนที่เข้ามาทันที
องค์ชายรองยกเหล้าขึ้นดื่มแล้วเดินไปนอนที่เตียง ใจเขาเต้นตุบๆ เมื่อคิดว่าแม่นางหงก็นอนอยู่ที่นี่ ซึ่งเขาไม่รู้ว่าทำไมหัวใจเขาจึงเต้นแรง
องครักษ์ยืนเฝ้าอยู่ข้างเตียง
ตอนสาย จ้านเจียวตื่นขึ้นมาล้างหน้าล้างตา แม่เล้ายกอาหารเข้าไปให้เจ้าสำนักน้อยด้วยตัวเอง จ้านเจียวกินข้าวแล้วจึงออกไป
องครักษ์ลอบตามไป จ้านเจียวรู้สึกว่าถูกตาม นางก็ทำเป็นไม่รู้ นางนั่งรถม้าไปกับบรรดาสาวใช้รุ่นป้าทั้งหลาย พากันไปซื้อแป้งชาดเครื่องหอมและเสื้อผ้างามๆ พวกนางเดินเข้าร้านนั้นร้านนี้คุยกันเจี๊ยวจ๊าวตามประสาสตรี องครักษ์มองดูพลางจดจำเอาไว้ เมื่อกลับไปจะได้รายงานได้ถูกต้อง
จนเย็น จ้านเจียวจึงไปส่งป้าๆ กลับหอหงเหลียน แล้วนั่งรถม้าไปยังบ้านอีกหลังของนาง ซึ่งเป็นบ้านดินมุงด้วยฟางข้าว ในบ้านมีข้าวของเครื่องใช้เท่าที่จำเป็นไม่กี่อย่าง นี่เป็นแค่บ้านที่ใช้สำหรับอำพรางโดยเฉพาะ คนที่อยู่รอบๆ บ้านล้วนเป็นคนในสำนักทั้งนั้น ดังนั้นเมื่อมีคนมาสืบเรื่องราวของนาง ชาวบ้านจึงเล่าว่า “อ่อ แม่นางหงน่ะรึ นางเป็นกำพร้าตั้งแต่ขวบกว่าๆ พ่อแม่ถูกโจรฆ่าตาย นางจึงเร่ร่อนขอทานมาถึงที่นี่ แต่โชคชะตาก็กลั่นแกล้งคนจริงๆ สุดท้ายนางก็ต้องไปขายตัวที่หอหงเหลียนแลกเงิน น่าสงสาร…น่าสงสารจริงๆ”
ป้าข้างบ้านบีบน้ำตาแล้วเอ่ยว่า “ไอหยา ข้ายังไม่ได้หุงข้าวเลย ข้าขอตัวก่อนล่ะ”
นางพูดแล้วก็เข้าบ้านไป พลางกำเงินที่บุรุษคนนั้นมอบให้แล้วยิ้มเยาะในใจ ‘เฮอะ! คิดสืบเรื่องมารน้อย พวกเจ้าก็ติดกับแล้ว’
จ้านเจียวเก็บข้าวของที่ซื้อมาน้อยนิดแล้วลงมือปัดกวาดเช็ดถูบ้าน ขณะเดียวกันนางก็รับรู้ว่ามีคนแอบมองนางจากนอกบ้าน
องค์ชายรองมองแม่นางหงที่กำลังปัดกวาดเช็ดถูแล้วกลับไป เขาหวังว่าทองที่มอบให้นางคงช่วยให้นางสุขสบายขึ้นได้ หากว่านางไม่ใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่าย ทองหีบนั้นสามารถทำให้นางอยู่อย่างสุขสบายไปถึง 3 ชั่วคนเลยทีเดียว หลังจากมองนางอยู่พักใหญ่ เขาจึงกลับโรงเตี๊ยมไป
เมื่อพวกองค์ชายรองไปกันหมดแล้ว ป้าข้างบ้านจึงถือซาลาเปาไปที่บ้านมารน้อย พลางร้องเรียก “มารน้อยๆ”






