Chapter 5 ช่วยองค์รัชทายาท
หลายปีมานี้ นางอยู่ข้างกายเขามาตลอดไม่เคยพบเจอหมอเทวดาที่ไหนนักคน ตอนนี้เขาได้แต่รู้สึกเจ็บแทนจนลืมคิดเรื่องนี้ไปจริงๆ
หลังจากเย็บแผลเสร็จแล้ว จ้านเจียวก็เอาผ้าพันแผลพันปิดเอาไว้ แล้วสั่งว่า “ยกเขาไปไว้บนรถม้า”
“อื้ม” คนคุ้มกันรับคำสั่ง พวกเขาช่วยกันหามคนเจ็บขึ้นรถม้า เจ้าสำนักจึงถาม “เจ้าจะพาเขาไปด้วยรึ?”
“พาไปด้วยซิ พอพวกเราไปถึงเมืองแล้วก็ส่งเขาไว้กับโรงหมอสักที่เถอะ” จ้านเจียวบอก เจ้าสำนักจึงได้แต่ตามใจนาง
จ้านเจียวล้างมือแล้วนั่งลงตัดน่องไก่ออกมา นางยื่นให้พ่อบุญธรรม “ของท่าน”
“อื้ม” เจ้าสำนักรับน่องไก่ย่างไปอย่างดีใจ อย่างน้อยลูกบุญธรรมคนนี้ของเขาก็คอยดูแลเขามาตลอด มีของกินอะไรนางก็แบ่งให้เขาก่อนเสมอ นับว่านางกตัญญูดี ฮ่าๆๆ…
แล้วจ้านเจียวก็ตัดน่องไก่อีกน่องกินเองพลางบอก “ที่เหลือของพวกเจ้า”
“เย้!” คนคุ้มกันกับสารถีดีใจ พวกเขาแบ่งไก่กันมีแย่งชิงกันเล็กๆ น้อยๆ
หลังจากกินเสร็จแล้วพวกเขาก็เดินทางต่อไป จ้านเจียวกับเจ้าสำนักนั่งในรถม้า คนเจ็บก็นอนอยู่บนพื้นที่ปูเสื้อกกเอาไว้ รถม้าแล่นโยกเยกไปตามทาง จนคนเจ็บฟื้นคืนสติ “โอย…”
เจ้าสำนักกับจ้านเจียวมองคนเจ็บ คนเจ็บมองตอบ ครั้นเห็นว่าเป็นคนกลุ่มนั้นที่เขาขอน้ำจึงวางใจนิดหนึ่ง เขาขยับลุก “โอย…”
2 พ่อลูกไม่ได้ช่วยพยุง องค์ชายรองยันตัวขึ้นอย่างลำบาก แต่เขาก็ไม่ได้บอกให้คนทั้งสองช่วยพยุงเขาขึ้นแต่อย่างใด เขายันตัวลุกขึ้นนั่งพิงม้านั่งพลางบอก “ขอบคุณพวกท่านที่ช่วยเหลือข้า ไม่ทราบว่าพวกท่านเป็นใครหรือ? วันหน้าข้าจะตอบแทนอย่างงามเลย”
“ข้าเป็นขอ…” เจ้าสำนักพูดยังไม่ทันจบ จ้านเจียวก็พูดแทรกว่า “พวกเราเป็นแค่ชาวบ้าน เผอิญผ่านมาทางนี้จึงช่วยท่านเอาไว้ ท่านอยากตอบแทนก็ตอบแทนเป็นเงินเถอะ”
องค์ชายรองล้วงเข้าไปในอกเสื้อ ไม่พบถุงเงิน แล้วเขาก็จำได้ว่าโยนถุงเงินให้องครักษ์ไป องครักษ์ยังไม่ได้คืนให้เขา เขาจึงตบๆ ตามตัว ไม่พบของมีค่าอะไร มีแค่จี้หยกที่ห้อยคอ เขาจึงถอดสร้อยที่แขวนจี้หยกออกมาแล้วยื่นให้บุรุษที่นั่งอยู่ในรถพลางบอก “ท่านรับจี้หยกอันนี้ไว้ก่อน วันหน้าข้าจะไปไถ่คืน”
“อ่า…” เจ้าสำนักมองลูกบุญธรรม จ้านเจียวส่ายๆ หน้าไม่ให้เขารับไว้ นั่นเป็นจี้หยกกิเลนเชียวนะ อยู่ในมือพวกนางก็เหมือนเผือกร้อนชัดๆ ไม่รับไว้ดีกว่า
“ท่านไม่ต้องให้ของมีค่าไว้เป็นประกันหรอก หากท่านอยากตอบแทน วันหน้าก็มอบของตอบแทนไปที่เมืองลั่วโจว หอหงเหลียนก็ได้” จ้านเจียวบอก องค์ชายรองทวนคำ “เมืองลั่วโจว หอหงเหลียน”
เจ้าสำนักกำลังจะอ้าปาก จ้านเจียวจึงถลึงตาใส่ไม่ให้พ่อบุญธรรมพูดมาก เจ้าสำนักจึงหุบปากลง
“ข้าขายศิลปะอยู่ที่หอหงเหลียน แซ่หง ชื่อฮวา” จ้านเจียวบอก องค์ชายรองจึงเอ่ย “ขอบคุณแม่นางหงมาก วันหน้าข้าจะตอบแทนแน่ๆ”
“จ๊อกกกก—” เสียงท้องร้องดึงขึ้น องค์ชายรองพลันรู้สึกอับอาย จ้านเจียวจึงหยิบขนมกุ้ยฮวายื่นให้เขา “ตอนนี้มีแค่นี้ ท่านกินก่อน”
“ขอบคุณแม่นางหง” องค์ชายรองรับขนมมากิน เพราะความหิวเขาจึงรีบกินจนขนมติดคอ “แค่กๆ”
จ้านเจียวส่งถุงน้ำให้เขา องค์ชายรองรับมายกดื่มอึกๆ แล้วกินขนมต่อ จ้านเจียวยื่นขนมให้เขาอีก องค์ชายรองก็รับไปกินอีกชิ้น
ขนม 5 ชิ้นถูกองค์ชายรองกินจนหมด เจ้าสำนักที่ถูกคนแย่งขนมของเขาไปหมดจึงไม่ค่อยพอใจนัก นั่นเป็นฝีมือลูกบุญธรรมทำให้เขาเชียวนะ หากว่าเป็นฝีมือคนอื่นเขาคงไม่โกรธเคืองมากเท่านี้หรอก องค์ชายรองที่ไม่รู้ตัวว่าตัวเองถูกคนโกรธเข้าแล้วพอกินอิ่มก็ถามว่า “พวกท่านกำลังจะไปไหนรึ?”
“เฮอะ!” เจ้าสำนักแค่นเสียงอย่างไม่พอใจ องค์ชายรองหันไปมองหน้าบุรุษคนนั้นที่แสดงสีหน้าไม่พอใจเต็มหน้า เขาจึงเดาว่าตัวเองน่าจะกำลังขัดขวางความสุขของผู้อื่นอยู่กระมัง ในเมื่อแม่นางหงบอกว่าตัวนางขายศิลปะอยู่ที่หอหงเหลียน เช่นนั้นคนๆ นี้ก็น่าจะเป็นแขกของแม่นางหงเป็นแน่
“มารน้อย เจ้าต้องทำขนมให้ข้าใหม่นะ ไม่งั้นข้าไม่ยอมแน่” เจ้าสำนักบอก จ้านเจียวรับปาก “ได้ๆๆ เดี๋ยวถึงเมืองแล้วข้าจะทำให้ท่านใหม่ แค่ขนมไม่กี่ชิ้นท่านก็ขี้เหนียวไปได้”
“ก็นั่นมันขนมที่เจ้าทำให้ข้านี่ จู่ๆ เจ้าก็เอาไปให้คนอื่น เฮอะ!” เจ้าสำนักบ่นอย่างไม่พอใจปนน้อยอกน้อยใจ จ้านเจียวจึงยื่นกล่องขนมของตัวเองให้เขา “อะ”
“หึ!” เจ้าสำนักแค่นเสียง รับกล่องขนมไป ท่าทางน้อยอกน้อยใจลดลงไปครึ่งหนึ่ง องค์ชายรองมองคนทั้งสองสลับไปสลับมา
“มารน้อย ข้างหน้ามีร้านน้ำชา” สารถีร้องบอก จ้านเจียวจึงบอก “แวะ”
“ได้เลย” สารถีรับคำ แล้วนำรถม้าไปจอดหน้าเพิงน้ำชา จ้านเจียวลงจากรถม้าไปก่อน เจ้าสำนักตามลงไป องค์ชายรองไม่ลงจากรถม้า เขาไม่แน่ใจว่าแถวนี้มีคนขององค์ชายสามอยู่หรือไม่ หากว่ามี คนพวกนั้นย่อมไม่ปล่อยเขาไปแน่นอน และหากว่าต้องสู้กันในตอนนี้จริงๆ ตัวเขาย่อมแพ้แน่นอน เขาบาดเจ็บจนแค่ถือกระบี่ให้มั่นก็เต็มกลืนแล้วยังจะไปสู้กับใครไหวอีก ส่วนคนพวกนี้เขาไม่คิดจะให้พวกเขาช่วยสู้แม้แต่น้อย พวกเขาเป็นชาวบ้านธรรมดาๆ ไหนเลยจะสู้กับองครักษ์ที่ฝึกวรยุทธ์มาตั้งแต่เด็กได้ ส่วนแม่นางหงไยจึงถูกคนอื่นเรียกว่า ‘มารน้อย’ นั้นเขาเดาว่านางมีความงามล่มเมืองกระมัง แต่พอเขามองหน้านางชัดๆ ก็พบว่าใบหน้านั้นเต็มไปด้วยกระเต็มหน้า ดังนั้นคำว่างามล่มเมืองนี้จึงห่างไกลจากตัวนางจริงๆ เช่นนั้นนางอาจจะมีความสามารถอื่นโดดเด่นกระมัง เช่น เขียนอักษร วาดภาพ ดีดพิณ เดินหมาก ซึ่งเป็นความรู้พื้นฐานของสตรีในห้องหับ
เขาคิดไปเรื่อยเปื่อยจนกระทั่งรู้สึกว่ามีคนขึ้นมาบนรถม้าเขาจึงดึงสติกลับมาแล้วระวังตัว
จ้านเจียวเข้าไปนั่งในรถม้า เจ้าสำนักก็ตามเข้าไปนั่งพลางยื่นซาลาเปาร้อนๆ ให้คนเจ็บ 2 ลูก “เอ้า”
องค์ชายรองจึงรับซาลาเปา 2 ลูกนั้นมาพลางบอก “วันหน้าข้าต้องตอบแทนพวกท่านแน่”
“ตอบแทนให้มากๆ หน่อยล่ะ ข้าชอบเงิน ยิ่งมากยิ่งดี” เจ้าสำนักบอกพลางยิ้มแย้ม ตอนที่ลงจากรถม้า จ้านเจียวกระซิบบอกเขาแล้วว่าคนเจ็บในรถคือองค์ชายรอง และยังห้ามไม่ให้เขาไปล่วงเกินองค์ชายรองด้วย เขาที่เชื่อฟังเทพโชคลาภประจำสำนักย่อมเชื่อฟังนางทุกคำซิ
รถม้าเคลื่อนตัววิ่งไป องค์ชายรองจึงค่อยๆ กินซาลาเปาที่เนื้อค่อนข้างแข็งกระด้างนั้นอย่างฝืนกิน ตอนนี้เขาต้องกินเพื่ออยู่ จะเลือกกินไม่ได้ แต่พอนึกถึงขนมกุ้ยฮวาที่กินไปก่อนหน้านี้ เขารู้สึกว่าขนมนั่นคล้ายกับขนมในวังหลวงมากทีเดียว ขนมพวกนั้นเป็นฝีมือของแม่นางหง เช่นนั้นเขาจึงรู้ความสามารถของนางแล้วว่านางมีฝีมือในการทำขนมนี่เอง
จนเย็นค่ำ รถม้ายังไปไม่ถึงเมือง พวกจ้านเจียวจึงหาที่พักค้างคืนก่อน รถม้าจอดอยู่ริมทาง คนคุ้มกันก็รีบไปหากิ่งไม้มาไว้ก่อไฟแล้วลงมืออุ่นเสบียงที่เตรียมมา เป็นซาลาเปาที่ซื้อมาจากร้านน้ำชาข้างทางก่อนหน้านี้นั่นเอง กับเนื้อตากแห้งและผักดอง ทุกคนนั่งล้อมกองไฟกินอาหาร ส่วนองค์ชายรองลงจากรถไม่ไหว เขาจึงนั่งอยู่ในรถม้า คนคุ้มกันเอาอาหารไปให้คนเจ็บ องค์ชายรองจึงขอให้เขาช่วยเป็นธุระเรื่องปลดทุกข์เบา คนคุ้มกันจึงเดินไปตัดลำไผ่เป็นท่อนๆ แล้วยื่นกระบอกไม้ไผ่ให้คนเจ็บจัดการปลดทุกข์เบา
ตั้งแต่เขาอยู่ในรถม้า เขาไม่เห็นชายคนนั้นกับแม่นางหงคุยกันเลย นี่อาจจะเป็นเพราะว่ามีเขาเป็นคนนอกอยู่ด้วยกระมัง สองคนนั้นจึงไม่สะดวกพูดคุยกัน และการคาดเดานี้ขององค์ชายรองก็ถูกจริงๆ จ้านเจียวไม่อยากให้องค์ชายรองรู้เรื่องของพวกนางมากเกินไปจึงไม่คุยกับพ่อบุญธรรม ตลอดการเดินทางจึงเงียบงันกันไปหมด พวกคนคุ้มกันก็นกรู้ยิ่งนัก เจ้านายไม่ชวนคุย พวกเขาก็ไม่พูดคุยสักคำ ทำเหมือนเป็นคนใบ้ไร้ปากชั่วคราว
ช่วงหัวค่ำ องค์ชายรองก็เริ่มจับไข้ “หนาว…”
เขาตัวสั่นๆ เจ้าสำนักจึงยื่นมือไปแตะหน้าผากองค์ชายรอง พบว่าเขาตัวร้อนจึงบอก “แย่ล่ะ เขาจับไข้แล้ว”
จ้านเจียวได้ยินจึงขึ้นไปบนรถม้า นางยื่นมือไปแตะหน้าผากองค์ชายรองที่นั่งตัวสั่นๆ พบว่าตัวเขาร้อนนางจึงลงจากรถม้าเดินอ้อมไปข้างหลังรถม้า เปิดหีบหยิบยาสมุนไพรจำนวนหนึ่งออกมาแล้วยื่นให้คนคุ้มกันพลางสั่ง “ต้มยานี้ น้ำ 2 ชาม ต้มจนเหลือชามเดียว เคี่ยวไฟอ่อนๆ ระวังอย่าให้ยาไหม้ล่ะ”
“อื้ม” คนคุ้มกันรับคำสั่งแล้วรีบต้มยา พวกเขาไม่สงสัยความสามารถของเจ้าสำนักน้อยแล้ว
เมื่อก่อนใครเจ็บไข้ได้ป่วยเล็กๆ น้อยๆ นางก็สามารถรักษาได้ แต่ถ้าอาการหนักหนาสาหัสนักนางก็ไม่อาจรักษาได้เช่นกัน
เรื่องความสามารถในการรักษานี้ก็มาจากความทรงจำในชาติก่อนที่นางเป็นแม่เล้าคุมหอคณิกา สตรีในหอเจ็บป่วย นางเชิญหมอมารักษานับครั้งไม่ถ้วน จนพอมีความรู้เกี่ยวกับโรคเล็กๆ น้อยๆ มาบ้าง ต้องรักษาอย่างไร ใช้ยาสมุนไพรอะไรบ้าง นางจดจำได้ดี ดังนั้นอาการจับไข้เพราะบาดแผลนี้นางก็พอรักษาได้
เมื่อยาได้แล้วคนคุ้มกันจึงถือไปให้คนเจ็บในรถม้า องค์ชายรองได้กลิ่นยาก็ย่นจมูก ยกมือปิดปากพลางเอ่ย “ไม่กินๆ ขม ข้าไม่กิน”
“อ่า…” คนคุ้มกันชะงักงัน เขามองเจ้าสำนักอย่างขอความเห็น เจ้าสำนักจึงกล่อมว่า “กินเถอะ ขืนไม่กินจะยิ่งแย่กว่านี้นะ”
“ไม่กิน ขม ไม่เอา” องค์ชายรองส่ายหน้าไม่ยอมกินยา เจ้าสำนักจะเอายากรอกปากก็ไม่ได้ ล่วงเกินองค์ชาย เกรงว่าหัวคงหลุดจากบ่าแน่ แต่จะปล่อยให้เขาอาการหนักก็ไม่ได้อีก เขาจึงสบถ “วะ! จะทำอย่างไรดี!?”
จ้านเจียวได้ยินคำพูดของพวกเขา นางจึงเข้าไปในรถม้า มองดูองค์ชายรองที่ดื้อดึงไม่กินยา นางจึงหยิบขนมไปล่อ “ท่านกินยาแล้วก็กินขนม เท่านี้ก็ไม่ขมแล้ว”
“ไม่เอาๆ ขม ไม่กิน” องค์ชายรองส่ายๆ หน้า จ้านเจียวจึงบอก “เช่นนั้นก็ให้ท่านพ่อป้อนยาด้วยปากล่ะกัน ยาข้าแพงนักจะต้มทิ้งๆ ขว้างๆ ไม่ได้ซิ”
“หา!” เจ้าสำนักตกใจร้องลั่น จ้านเจียวหยิกแขนเขาทีหนึ่ง ขยิบตาห้ามไม่ให้เขาพูดอะไร
“จะกินหรือไม่กิน? ท่านไม่กินดีๆ ข้าก็จะให้ท่านพ่อป้อนด้วยปากแล้วนะ” จ้านเจียวขู่น้ำเสียงแข็ง
“ง่ะ!” องค์ชายรองกลัวจะถูกป้อนด้วยปากจริงๆ จึงคว้าถ้วยยาไปดื่มอึกๆ จ้านเจียวยิ้มบางๆ แล้วลงจากรถม้าไป คนคุ้มกันมองแล้วแอบคารวะนางมารน้อยในใจทีหนึ่ง สมแล้วที่นางเป็นมารน้อย!
องค์ชายรองส่งถ้วยยาคืนให้แล้วนั่งสั่นต่อไป คนคุ้มกันจึงออกจากรถม้ากลับไปรวมกลุ่มกับเพื่อนที่กองไฟ
“แล้วคืนนี้เจ้าจะนอนอย่างไรล่ะ?” คนคุ้มกันถาม เพราะรถม้ามีคันเดียว เจ้าสำนักน้อยนอนในรถม้ากับเจ้าสำนักก็ไม่มีปัญหาใดๆ คนทั้งสองเป็นพ่อลูกกัน ย่อมไม่เกิดข้อครหาใดๆ แต่ว่าคนเจ็บคนนั้นเป็นคนนอก รถม้าถูกคนเจ็บยึดไป ย่อมไม่เหมาะที่เจ้าสำนักน้อยจะไปนอนในรถม้า
“เอ่อ…” เรื่องนี้จ้านเจียวก็ไม่ได้คิดไว้ก่อนเลย หากไม่ใช่ว่าต้องเปลี่ยนเส้นทาง ป่านนี้นางคงได้นอนในโรงเตี๊ยมอุ่นๆ สบายๆ ไปแล้ว นางคิดๆ แล้วจึงบอก “ข้านอนข้างกองไฟนี่ล่ะกัน”
“เช่นนั้นข้าไปเอาผ้ามาปูให้เจ้าก่อน” คนคุ้มกันบอกแล้วเดินไปหยิบผ้ามาปูรองให้ จ้านเจียวจึงลุกขึ้นแล้วเดินห่างออกไป นางไปปลดทุกข์แล้วจึงกลับไปรวมตัวกับพวกพ้องข้างกองไฟ
“เจ้านอนเถอะ พวกข้าจะแบ่งกันเฝ้ายาม” คนคุ้มกันบอก จ้านเจียวจึงนอนลงข้างกองไฟ คนคุ้มกันก็แบ่งกำลังเฝ้ายาม คนที่เฝ้ายาม 2 คนก็เฝ้ายามไป คนอื่นๆ ก็ล้มตัวลงนอนรอบๆ กองไฟ สารถีก็นอนข้างๆ ม้า เจ้าสำนักย้ายไปนอนหน้ารถม้า ส่วนองค์ชายรองหลังจากกินยาแล้วก็ง่วงจนผล็อยหลับไป
ตอนเช้า พวกจ้านเจียวตื่นก็เดินทางเข้าเมือง พวกเขามุ่งหน้าไปโรงหมอแล้วส่งองค์ชายรองไว้ที่นั่น องค์ชายรองไม่รั้งพวกเขาเอาไว้ เอ่ยย้ำว่า “วันหน้าข้าต้องตอบแทนพวกท่านแน่ๆ”
“ข้าจะรอ” เจ้าสำนักบอก พลางนึกถึงทองเป็นหีบๆ
“พวกข้าขอลา” จ้านเจียวกุมมือลาแล้วเดินจากไป นางส่งเขาไว้ในที่ปลอดภัยแล้ว เขาก็ไม่เกี่ยวอะไรกับนางแล้ว ส่วนเรื่องแก้แค้นองค์ชายสามนั่น วันหน้านางต้องหาทางแก้แค้นแน่นอน
คนอื่นๆ ก็ตามเจ้าสำนักน้อยไป องค์ชายรองมองคนเหล่านั้นจากไปแล้วจึงหาทางติดต่อกับองครักษ์ของเขา แต่ว่าภาพดวงตาของแม่นางหงกลับฝังอยู่ในใจของเขาอย่างยากที่จะลืมได้ บนใบหน้าเรียวรูปไข่ที่เต็มไปด้วยกระนั้น ดวงตาคู่นั้นงดงามที่สุด รูปตายาวเรียวกลมโตเฉียงขึ้นนิดๆ คล้ายกับดวงตาแมว ทำให้เขาจำฝังใจยากจะลืมได้
หลังจากส่งองค์ชายรองไว้ที่โรงหมอแล้ว พวกจ้านเจียวก็เดินทางไปยังซีเป่ย ตลอดทางพวกเขาไม่พบอุปสรรค์ใดๆ เลย พวกเขาไปถึงซีเป่ยอย่างปลอดภัย
หลังจากพักจนหายเหนื่อยแล้วจ้านเจียวก็ไปเที่ยวตามที่ต่างๆ อย่างสบายอกสบายใจ ชาติก่อนนางคุมหอคณิกาไม่เคยได้ไปไหนไกลๆ เลย ชาตินี้นางจึงอยากท่องเที่ยวให้มากหน่อย
คนกลุ่มหนึ่งจับตาดูพวก ‘แม่นางหง’ ตามคำสั่งองค์ชายรองแล้วคอยส่งข่าวไปรายงานองค์ชายรอง องค์ชายรองอ่านแล้วสั่งว่า “จับตาดูพวกเขาต่อไป หากมีอะไรต้องรีบรายงานข้าทันที”
“พะย่ะค่ะ” องครักษ์รับคำสั่งแล้วถอยออกไป เขาส่งข้อความไปกับนกพิราบสื่อสาร
จ้านเจียวท่องเที่ยวจนพอใจแล้วจึงพาคนไปหาซื้อขนสัตว์ หนังสัตว์ และสินค้าท้องถิ่นของซีเป่ย ทำให้ขากลับนี้นางต้องซื้อรถม้าเพิ่มหลายคันทีเดียว
ขณะเดียวกันจ้านเจียวก็สืบข่าวเรื่ององค์ชายสามไปด้วย นางทำตามตำราพิชัยสงครามที่ว่า ‘รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง’ นางอยากแก้แค้นองค์ชายสาม นางจำเป็นต้องรู้เกี่ยวกับองค์ชายสามให้มากที่สุด นางใช้เส้นสายทั้งหมดของสำนักรวบรวมข่าวองค์ชายสามมาไว้ในมือ ไม่ว่าจะเรื่องเล็กเรื่องใหญ่ก็ต้องรวบรวมมาให้นาง แม้กระทั่งว่าองค์ชายสามใช้ผ้าเช็ดก้นกี่ผืนก็ต้องสืบ!
เรื่องนี้ทำให้เจ้าสำนักสงสัยยิ่งนัก เขาจึงถามลูกบุญธรรมว่า “เจ้าให้คนสืบเรื่ององค์ชายสามทำไมรึ?”
“ครั้งก่อนพวกเราสู้กับพวกเขา ข้ากลัวว่าวันหน้าเขาจะมาแก้แค้นน่ะซิ ดังนั้นข้าอยากป้องกันเอาไว้ก่อนน่ะท่านพ่อ” จ้านเจียวบอกเหตุผลแค่ครึ่งเดียว ส่วนเรื่องล้างแค้นนางไม่คิดจะเปิดเผยให้ใครรู้แม้แต่คนเดียว ความลับจะยังเป็นความลับก็ต่อเมื่อไม่เคยเอ่ยกับผู้ใด
“อ่อ” เจ้าสำนักพยักหน้ารับรู้ เขาตบๆ ไหล่นางพลางบอก “เจ้าไม่ต้องกลัวไป ข้าไม่ยอมให้เจ้าตายก่อนข้าเด็ดขาด ข้าหวังให้เจ้าฝังข้าดีๆ เผากระดาษเงินกระดาษทองให้ข้าทุกปี ดังนั้นเจ้าไม่มีทางตายก่อนข้าแน่”
“อื้ม รู้แล้วๆ” จ้านเจียวพยักหน้า นางมองออกว่าพ่อบุญธรรมรักนาง เขาเหมือนพ่อแท้ๆ ของนางอีกคน ความผูกพันนี้แม้ไม่ใช่สายเลือดเดียวกันก็เหมือนสายเลือดเดียวกันไปแล้ว นางจึงตั้งใจว่าจะกตัญญูกับเขาให้มากที่สุด
“ว่าแต่ ของเยอะขนาดนี้ ข้าควรให้คนในสำนักมาช่วยคุ้มกันไปดีไหม?” เจ้าสำนักถามอย่างคิดหนัก จ้านเจียวส่ายๆ หน้า “ไม่ต้องหรอก คนอื่นน่ะปล่อยให้พวกเขาแฝงตัวในยุทธภพต่อไปเถอะ อีกอย่างหากให้ขอทานกลุ่มหนึ่งมาคุ้มกันสินค้ากลับไป มันจะไม่ประหลาดไปหน่อยหรือท่านพ่อ?”
เจ้าสำนักนึกภาพตามแล้วก็พยักหน้า “อืม ประหลาดจริงๆ นั่นแหละ”
“ถ้าจะให้คนในสำนักมาคุ้มกันสินค้ากลับไป ข้าว่าพวกเราจ้างสำนักคุ้มภัยไม่ดีกว่าหรือ?” จ้านเจียวเสนอแนะแล้วเอ่ยว่า “อืม ข้าว่าพวกเรากลับไปคราวนี้คัดคนเปิดสำนักคุ้มภัยก็ดีนะท่านพ่อ คราวหน้าพวกเราไปไหนจะได้ให้พวกเขาคุ้มกันสินค้า เงินทองไม่รั่วไหลไปที่อื่น ดีไหม?ๆ”
“ดี” เจ้าสำนักพยักหน้าเห็นด้วย เทพโชคลาภว่าอย่างไรเขาว่าตามก็พอแล้ว
“เช่นนั้นพรุ่งนี้พวกเราไปจ้างสำนักคุ้มภัยกัน” จ้านเจียวบอกแล้วลุกกลับห้องไป เจ้าสำนักจึงนอนคิดๆ ‘จะคัดใครไปทำสำนักคุ้มภัยดีล่ะ? อืม?’
วันต่อมา จ้านเจียวก็จ้างคนจากสำนักคุ้มภัยแล้วนัดหมายวันเดินทางออกจากซีเป่ย
คนขององค์ชายรองก็ส่งข่าวไปรายงานองค์ชายรอง องค์ชายรองอ่านรายงานแล้วคิดว่าชายคนนั้นน่าจะเป็นพ่อค้า ส่วนแม่นางหงก็เป็นผู้หญิงของพ่อค้าคนนั้น บางทีพ่อค้าอาจจะไถ่ตัวแม่นางหงออกจากหอหงเหลียนแล้วกระมัง
“สั่งคนให้คอยคุ้มกันพวกเขาอย่างลับๆ” องค์ชายรองสั่ง องครักษ์รับคำสั่ง “พะย่ะค่ะ”
จากนั้นองครักษ์ก็ถอยออกไป
เมื่อถึงวันเดินทางกลับ พวกจ้านเจียวก็เดินทางออกจากซีเป่ย เพราะมีรถม้าหลายคันทำให้ขบวนขากลับนี้เดินทางได้ช้ากว่าขาไปมากนัก คนคุ้มกันจากสำนักคุ้มภัยก็คอยอารักขาสินค้าอย่างแข็งขัน จ้านเจียวอยากจะรีบกลับถึงบ้านไวๆ จึงเร่งเดินทางไม่แวะเที่ยวที่ไหนอีกเลย
คนขององค์ชายรองตามไปอย่างลับๆ พวกเขาคอยรายงานองค์ชายรองเป็นระยะๆ
การเดินทางราบรื่นไปตลอดทาง ไร้อุปสรรคใดๆ จนกลับถึงเมืองลั่วโจว






