Chapter 4 ศัตรูพบกันบนทางแคบ
“วะ เจ้ามารน้อยนี่ ข้าเป็นพ่อเจ้านะ” เจ้าสำนักด่าอย่างโมโห จ้านเจียวไม่สนใจว่าเขาจะโมโหอย่างไร นางกินขนมพลางเก็บเงินค่าขายข้าวใส่ลิ้นชักอย่างสบายอกสบายใจ พอดีกับร้านข้างๆ คิดจะขายร้านเพราะเจ้าของแก่จนทำไม่ไหว จ้านเจียวจึงซื้อร้านข้างๆ เอาไว้แล้วเปิดเป็นร้านน้ำชาซะเลย ไหนๆ นางก็มีคนแจกน้ำชาแล้ว คนแสดงงิ้วก็มีแล้ว นางเปิดร้านน้ำชาหาเงินย่อมขายน้ำชาดีแน่นอน โฮ๊ะๆๆๆ…
สำนักยาจกจึงเปลี่ยนไปนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นไป ผู้คนในสำนักมีชีวิตที่สุขสบายขึ้นมาก พวกเขายกย่อมเจ้าสำนักน้อยประหนึ่งเทพธิดาอย่างไรอย่างนั้น ไม่ว่ามารน้อยจะสั่งให้พวกเขาทำอะไรพวกเขาล้วนทำตามอย่างเต็มใจ จ้านเจียวก็ไม่เอาเปรียบคนอื่น คนอื่นทำงานให้นาง นางก็จ่ายค่าแรงให้พวกเขา ซ้ำยังมีสินน้ำใจพิเศษอีกด้วย บางครั้งก็เลี้ยงอาหารมื้อใหญ่ บางครั้งก็มอบเสื้อผ้าชุดใหม่ให้พวกเขา ทำให้พวกเขาเทิดทูนมารน้อยยิ่งนัก
วันเวลาผ่านไป จ้านเจียวเติบโตขึ้นมาก จากเด็กน้อยในวันวานกลายเป็นสาวงามผ่านวัยปักปิ่นที่เจ้าสำนักหวงยิ่งนัก ใครเกี้ยวลูกบุญธรรมของเขาเป็นได้ถูกเขาไล่ตะเพิดออกไปหมด จ้านเจียวจึงไม่อาจไปนั่งเก็บเงินที่ร้านได้อีกต่อไป นางฝึกคนในสำนักที่ไว้ใจได้ให้คุมร้านแทนนาง ส่วนตัวนางก็ออกไปท่องเที่ยวหาซื้อสินค้าตามที่ต่างๆ แทน เจ้าสำนักก็ไปกับนางด้วย เขาไม่ไว้ใจให้นางไปท่องยุทธภพตามลำพังกับคนคุ้มกันแค่ไม่กี่คน จ้านเจียวก็ไม่ขัดข้องที่พ่อบุญธรรมเดินทางไปด้วย ดีเสียอีกที่เขาไปด้วย นางจะได้นอนหลับอย่างสบายใจไม่ต้องกลัวว่าใครจะทำมิดีมิร้ายกับนาง เกิดชาติใหม่นี้นางรักนวลสงวนตัวยิ่งนัก นางตั้งเป้าหมายไว้ว่าจะต้องแต่งงานกับคนดีๆ ที่รักนางและซื่อสัตย์กับนางเท่านั้น พวกผู้ชายหลายใจทั้งหลายนางไม่คิดชายตาแลเลย
รถม้าแล่นไปตามทาง จ้านเจียวนั่งชมวิวข้างทางพลางเอ่ย “พวกเราจะไปซีเป่ยกัน ทางนู้นหนาวมาก แต่ว่าขนสัตว์หนังสัตว์มีมาก ข้าคิดว่าจะซื้อขนสัตว์หนังสัตว์กลับไปให้มากหน่อย ท่านพ่อคิดเช่นไร?”
“เอาตามเจ้าว่าเลย” เจ้าสำนักเห็นด้วย หลายปีมานี้เขาให้นางคุมการเงินของสำนัก คุมเรื่องทำมาค้าขาย นางก็สามารถทำเงินได้มากมาย ร้านไหนๆ ล้วนรุ่งเรืองทุกร้าน นางเป็นดั่งเทพโชคลาภของสำนักเขาจริงๆ
“หยุด!” สารถีร้องพลางรั้งม้าเอาไว้ ทำให้รถม้าหยุดลง เจ้าสำนักถาม “มีอะไรรึ?”
“ท่านเจ้าสำนัก ดูเหมือนว่าข้างหน้ามีคนสู้กันอยู่ขอรับ” สารถีบอก เจ้าสำนักจึงเลิกม่านหน้าต่างแล้วชะโงกหน้าออกไปมอง จ้านเจียวก็ชะโงกหน้าไปนอกหน้าต่างอีกฝั่งของรถม้า “โอ้ มีคนสู้กันอยู่จริงๆ ด้วยท่านพ่อ”
“พวกเราอยู่ห่างๆ ตรงนี้แหละ อย่าเข้าไปยุ่งกับพวกนั้นเลย” เจ้าสำนักบอก คนอื่นๆ รับคำ “ขอรับ”
จ้านเจียวเองก็ไม่อยากเข้าไปยุ่งเรื่องของคนอื่นเช่นกัน แต่เมื่อนางมองดูคน 2 กลุ่มที่กำลังสู้กันอยู่ นางก็อุทานออกมา “องค์ชายสาม!”
ใช่ หนึ่งในคนที่นั่งอยู่บนหลังม้าคือองค์ชายสาม คนที่สั่งฆ่านางในชาติก่อน นางเห็นเขาแล้วจึงเกิดความแค้นท่วมหัวใจขึ้นมาทันที
“หือ?” เจ้าสำนักได้ยินเสียงจ้านเจียวอุทาน เขาจึงหันไปมองนางพลางถาม “เจ้ารู้จักองค์ชายสามรึ?”
“รู้จักซิ เจ้าสารเลวนี่…” จ้านเจียวชะงักไปไม่พูดต่อ คำว่า ‘มันฆ่าข้า’ ถูกกลืนลงคอไป อีกทั้งต่อให้คนๆ นั้นจะกลายเป็นศพ นางก็จดจำมันได้แม่นยำแน่นอน!
เจ้าสำนักชะโงกมองออกไปอีกครั้งแล้วมองดูคนที่นั่งอยู่บนหลังม้าและกลุ่มคนที่กำลังสู้กันอยู่บนพื้น ดูเหมือนว่า 2 ฝ่ายจะเป็นศัตรูกัน
ฝ่ายองค์ชายสามกำลังได้เปรียบ ส่วนอีกฝ่ายกำลังเสียเปรียบอย่างเห็นได้ชัด
จ้านเจียวเองก็เห็นสถานการณ์ของทั้ง 2 ฝ่ายชัดเจนเช่นกัน นางยังไม่ทันคิดอะไร องค์ชายสามก็หันหน้ามาทางนางพอดี เขาเห็นรถม้าจอดอยู่ไกลๆ ไม่เคลื่อนเข้ามาใกล้ เขาจึงสั่งองครักษ์ว่า “ไปฆ่ามันซะ”
“พะย่ะค่ะ” องครักษ์รับคำสั่งแล้วควบม้าทะยานไปหารถม้าทันที
“อ่ะ พวกนั้นมาทางนี้แล้ว” สารถีร้องบอก เจ้าสำนักจึงสั่ง “สู้ซิ เจ้าจะรอให้ถูกฆ่ารึไง”
“อ่า ขอรับๆ” สารถีรับคำสั่งแล้วตั้งท่าสู้ คนคุ้มกันคนอื่นๆ ก็ตั้งท่าสู้เช่นกัน พวกเขาเป็นเด็กที่เติบโตมาพร้อมกับเจ้าสำนักน้อย ถูกเจ้าสำนักสอนวรยุทธ์ให้พร้อมกับเจ้าสำนักน้อย หน้าที่ของพวกเขาคือคุ้มกันเจ้าสำนักน้อย ต่อให้พวกเขาต้องตายก็ต้องคุ้มกันนางให้ปลอดภัยให้ได้!
“ฮึ! ศัตรูพบกันบนทางแคบจริงๆ” จ้านเจียวแค่นเสียงแล้วหยิบดาบออกมา เจ้าสำนักก็หยิบดาบออกมาถือไว้เช่นกัน ทั้งคู่ออกจากรถม้าลงไปยืนบนพื้นดิน ตั้งท่าเตรียมสู้ เมื่อองครักษ์ควบม้ามาถึง คนคุ้มกันก็หนีบท้องม้าแล้วฟันดาบออกไป
เคร้ง! ดาบปะทะกระบี่จนเกิดประกายไฟแลบแปร๊บ องครักษ์เมื่อประมือไป 1 กระบวนท่าจึงรู้ว่าศัตรูไม่ใช่พวกไก่อ่อน เขาจึงระวังตัวมากขึ้นทันที ยังไม่ทันที่เขาจะได้ตั้งตัวดีๆ คนคุ้มกันอีก 2 คนก็ทะยานดีดตัวจากหลังม้าพุ่งเข้ารุมองครักษ์คนนั้น
เคร้ง!ๆ ดาบปะทะกระบี่ องครักษ์ต้านดาบไว้ได้ แต่ก็ไม่ทันจะต้านดาบอีกเล่มที่พุ่งเข้ามา ดาบจึงฟันแขนเขาเสียงดาบกระทบเกราะแขนดังเคร้ง!
โชคดีที่เขาใส่เกราะ ไม่เช่นนั้นคงถูกฟันแขนไปแล้ว เขาเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันแล้ว ตะโกนอย่างโมโหว่า “รุมเรอะ!”
“เฮอะ! การศึกไม่หน่ายเล่ห์” จ้านเจียวแค่นเสียงเยาะ ใครบอกว่าการต่อสู้ต้องเป็น 1 ต่อ 1 ล่ะ
องครักษ์จึงเป่าปาก “วี๊ดดดด—”
องครักษ์คนอื่นๆ ที่คุ้มกันองค์ชายสามจึงแบ่งกำลังคนไปจัดการรถม้าคันนั้น องครักษ์ 5 คนจึงขี่ม้าไปทางรถม้าดวงกุดที่โผล่เข้ามา
“สู้!” จ้านเจียวตะโกนบอก คนคุ้มกันทั้งหมดจึงตั้งท่าเตรียมรับศึกอย่างแข็งขันแล้ว “ย๊าก!”
เมื่อองครักษ์ขี่ม้าพุ่งมา คน 2 ฝ่ายจึงเข้าสู้กันจนฝุ่นคลุ้งไปหมด เคร้ง!ๆๆๆ…
เสียงอาวุธปะทะกันดังลั่น ยังไม่มีฝ่ายไหนได้เปรียบเสียเปรียบ แต่ว่ายิ่งสู้พวกองครักษ์กลับเป็นฝ่ายเสียเปรียบมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะพวกจ้านเจียวคอยโยนผงพริกสาดใส่หน้าองครักษ์เรื่อยๆ ก่อกวนจนพวกองครักษ์แสบตาแสบหน้าไปหมดแล้ว พวกนั้นสบถด่า “อ๊าก! สารเลว!” / “โอ๊ย! ไร้ยางอายยิ่งนัก!” / “อ้า! พวกเจ้าเล่นสกปรก!”
“เฮอะ! นี่เรียกว่าการศึกไม่หน่ายเล่ห์ต่างหาก” จ้านเจียวแค่นเสียงเยาะ นางเป็นแค่สตรีตัวเล็กๆ คนหนึ่ง จะให้สู้กับพวกผู้ชายตัวโตๆ นางจะสู้ไหวได้อย่างไร ดังนั้นนางจึงพกของเสริมอย่างเช่นผงพริก ประทัด ฯลฯ ติดตัวเอาไว้ตลอดเวลา เวลาสู้ไม่ได้ขึ้นมานางก็อาศัยของเหล่านี้เอาตัวรอดได้ คนคุ้มกันได้เรียนรู้เล่ห์เหลี่ยมจากนางไปไม่น้อย พวกเขาเองก็พกของพวกนี้เช่นกัน ผงพริกที่พวกเขาใช้ล้วนทำจากพริกเม็ดเล็กที่รสเผ็ดยิ่งนัก โดนแค่นิดเดียวก็แสบหน้าแสบตาแล้ว
“วิธีของมารน้อยเยี่ยมจริงๆ ฮ่าๆๆๆ…” คนคุ้มกันคนหนึ่งหัวเราะชอบใจพลางฟันดาบตัดคอองครักษ์ที่กำลังแสบตาจนลืมตาไม่ขึ้น ฉั๊วะ!
ศีรษะองครักษ์ตกลงพื้น เลือดสาดกระจาย ตัวคนก็ร่วงตกจากหลังม้าตุบ!
ฉั๊วะ!ๆๆๆๆ…องครักษ์คนอื่นๆ ก็ถูกฟันคอจนศีรษะขาดจากลำตัว เลือดสาดกระจายไปทั่ว ตัวคนก็ร่วงตกจากหลังม้า ตุบ!ๆๆๆๆ…
องค์ชายสามเห็นองครักษ์ตายจึงบุ้ยปากสั่งองครักษ์ที่เหลือ พวกเขาจึงพุ่งไปหารถม้าดวงกุดนั่นทันที
“ระวัง! พวกมันมาอีกแล้ว” สารถีตะโกนบอก พวกจ้านเจียวมองไปแล้วตั้งท่าสู้
“มากี่คนก็ฆ่าให้หมด” จ้านเจียวตะโกนสั่ง ในเมื่อเป็นศัตรู จะให้นางเก็บไว้บูชาหรือไร ไม่มีทางซะล่ะ ชิ!
“ฆ่า!” เจ้าสำนักตะโกนสั่ง พลางพุ่งนำหน้าไปสู้กับองครักษ์ที่ควบม้าเข้ามาทางพวกเขา
เคร้ง!ๆๆๆๆๆ… การต่อสู้รอบที่ 2 เริ่มขึ้น จ้านเจียวก็ล้วงเอาประทัดจุดแล้วโยนใส่องครักษ์พวกนั้น ปัง!ๆๆๆ…
“อ่ะ!” พวกองครักษ์ตกใจ และเพราะความตกใจเพียงนิดพวกเขาก็ถูกเอาชีวิตไปแล้ว ฉั๊วะ!ๆๆๆๆๆๆ…
พวกจ้านเจียวไหนเลยจะพลาดโอกาสทองไป ทันทีที่พวกองครักษ์ตกใจพวกเขาก็ตวัดดาบปลิดชีวิตองครักษ์พวกนั้นแล้ว บางคนคอขาด บางคนถูกฟันคอเกือบขาด เลือดสาดกระจายเต็มไปหมด ตัวองครักษ์ก็ร่วงตกจากหลังม้าตุบ!ๆๆๆๆ…
“ก่อกวนได้ดี!” เจ้าสำนักชมพลางยิ้มให้ลูกบุญธรรม จ้านเจียวยิ้มรับ ขณะเดียวกันศัตรูขององค์ชายสามก็ฉวยโอกาสหนีไป องค์ชายสามเห็นพวกนั้นหนีไป เขาจึงสั่งองครักษ์ว่า “ตาม!”
แน่นอนว่าเขาไม่สนใจรถม้าที่โผล่เข้ามานั่นหรอก สิ่งที่สำคัญกว่าก็คือชีวิตของศัตรูของเขาต่างหาก หากว่าปล่อยให้พวกมันรอดไปได้ วันหน้าพวกมันย่อมเป็นภัยต่อเขาชนิดไม่ตายไม่เลิกราแน่นอน ดังนั้นรถม้านั่นปล่อยไปก่อนก็ได้!
“เฮ้ๆ พวกมันไปกันแล้ว” สารถีร้องตะโกน เจ้าสำนักมองแล้วเอ่ยว่า “ไปแล้วก็ดี”
“เฮ้อ…ข้าคิดว่าจะต้องตายอยู่ที่นี่ซะแล้ว” คนคุ้มกันถอนหายใจโล่งอก พวกเขาออกจากเมืองยังไม่ทันไรก็ต้องเจอเรื่องแบบนี้ซะแล้ว หรือว่าตอนออกจากสำนักพวกเขาดูฤกษ์ยามผิดไป?
“เฮอะ! แค่นี้เจ้าก็ใจฝ่อแล้วรึ” เจ้าสำนักเยาะหยัน คนคุ้มกันได้แต่ยิ้มเจื่อนๆ “แหะๆ”
“ไปเถอะ” จ้านเจียวบอกแล้วขึ้นรถม้า สารถีจึงถามว่า “ไปข้างหน้าหรือ?”
ไปข้างหน้าก็คือตามคนพวกนั้นไปน่ะซิ หากว่าคนพวกนั้นดักอยู่ข้างหน้านี่ไม่ใช่ว่าพวกเขาเอาตัวไปให้ศัตรูถึงที่เลยหรือ?
“เจ้าไปข้างหน้าคนเดียวซิ กลับรถม้าซิแล้วย้อนกลับไปทางเดิมก่อนแล้วค่อยไปทางแยกทางซ้าย ไหนว่าเจ้ารู้เส้นทางอย่างไรล่ะ ไยเรื่องแค่นี้เจ้ายังไม่รู้อีก เจ้าหลอกข้ารึ?” เจ้าสำนักดุ สารถีได้แต่ยิ้มเจื่อนๆ “แหะๆ ท่านเจ้าสำนักอย่าเพิ่งโมโห อย่าเพิ่งโมโหเลย”
“ชิ!” เจ้าสำนักแค่นเสียงคำหนึ่ง หากไม่ใช่เพราะว่าออกมาไกลแล้วเขาคงกลับไปเปลี่ยนคนขับรถม้าใหม่แน่ จ้านเจียวจึงลูบๆ มือพ่อบุญธรรมพลางเอ่ย “เอาเถอะๆ เขาอยากมาด้วยก็ปล่อยเถอะ ถึงอย่างไรเขาก็เป็นคนที่ขับรถม้าเก่งที่สุดแล้ว ไม่รู้เส้นทางก็ไม่เป็นไร ท่านรู้เส้นทางท่านก็คอยบอกทางให้เขาก็ได้ จะย้อนกลับไปที่สำนัก เกรงว่าวันนี้คงไม่ต้องไปไหนกันแล้ว”
“รอไว้กลับสำนักแล้วข้าจะให้เขาไปล้างหลังคาให้เข็ดเชียว” เจ้าสำนักคาดโทษ สารถีได้แต่ยิ้มประจบ “เจ้าสำนักเมตตาด้วยเถิด”
จากนั้นรถม้าก็ย้อนกลับไปทางเก่า จนถึงทางแยกรถม้าจึงไปทางแยกทางซ้าย ซึ่งเป็นเส้นทางสายเล็กกว่า ไม่ค่อยมีคนสัญจรผ่านไปผ่านมา บางครั้งมีไก่ป่าตีปีกบินผ่านไป เจ้าสำนักจึงขว้างมีดสั้นออกไป ฉึก!
“กระต๊าก—” ไก่ดวงกุดตัวนั้นร้องลั่นแล้วตกลงพื้นตุบ!
“ท่านพ่อเก่งจริงๆ” จ้านเจียวชมพลางตบมือแปะๆ เจ้าสำนักยิ้มหน้าเชิดขึ้นพลางสั่งคนคุ้มกัน “เจ้าไปเก็บไก่มา”
“ขอรับ” คนคุ้มกันจึงตามไปเก็บไก่ป่ามาแล้วขี่ม้าตามรถม้าไป
รถม้าวิ่งไปจนกระทั่งตะวันเคลื่อนตรงศีรษะ รถม้าจึงหยุดพักชั่วคราว เจ้าสำนักกับจ้านเจียวลงจากรถม้า สารถีก็พาม้าไปกินหญ้า คนคุ้มกันก็เตรียมอาหารกลางวันอย่างง่ายๆ เมื่ออุ่นซาลาเปาไส้เนื้อจนร้อนแล้วคนคุ้มกันก็ส่งซาลาเปาไส้เนื้อให้เจ้าสำนัก “ท่านเจ้าสำนัก”
“อืม” เจ้าสำนักรับซาลาเปาไส้เนื้อมากิน คนคุ้มกันส่งซาลาเปาให้เจ้าสำนักน้อย “มารน้อย”
“อืม” จ้านเจียวรับซาลาเปามากิน พลางบอก “ไก่นั่นก็ย่างเลยเถอะ”
“อื้ม” คนคุ้มกันรับคำสั่งแล้วจัดการย่างไก่ เขาถอนขนไก่ล้างจนสะอาดแล้วทาเครื่องเทศตามสูตรของเจ้าสำนักน้อย จากนั้นก็เสียบไม้ขึ้นย่างไฟ เจ้าสำนักมองไก่ย่างพลางน้ำลายไหล สูตรไก่ย่างของลูกบุญธรรมนี้อร่อยมาก เมื่อได้กินแล้วยากจะลืมรสชาติจริงๆ
คนคุ้มกันพลิกไก่ไปมา จนเริ่มมีกลิ่นหอมลอยฟุ้ง ทำเอาทุกคนสูดกลิ่นแล้วกลืนน้ำลายเอือก
พลัน มีเสียงสวบสาบดังมา ทุกคนตื่นตัวพึ่บ!
“ใคร!?” คนคุ้มกันตะคอกเสียงดัง ชักดาบออกมาตั้งท่า
“อย่าๆ ข้าเป็นคนดี” เสียงแหบแห้งบอก คนๆ หนึ่งเดินโซซัดโซเซไปหาคนกลุ่มนั้น พวกจ้านเจียวมองคนที่เดินโซซัดโซเซเขม็ง ดูก็รู้ว่าเขาได้รับบาดเจ็บ
“เฮอะ! โจรคงไม่บอกหรอกว่าเป็นโจร” จ้านเจียวแค่นเสียงเยาะอย่างไม่เชื่อใจ คนคุ้มกันขยับดาบตั้งท่าพร้อมสู้ สายตาพวกเขามองออกไปรอบๆ เพื่อดูว่ามีคนอื่นอีกหรือไม่
“น้ำ…ขอน้ำหน่อย…” ชายที่บาดเจ็บร้องขอน้ำ คนคุ้มกันหันไปมองเจ้าสำนัก เจ้าสำนักก็มองลูกบุญธรรม จ้านเจียวพยักหน้า คนคุ้มกันจึงโยนถุงน้ำให้ชายบาดเจ็บ “เอ้า”
ชายบาดเจ็บยื่นมือขวารับถุงน้ำหมับ! เขาเปิดจุกแล้วยกขึ้นดื่มอึกๆ เมื่อได้ดื่มน้ำแล้วเขาก็นั่งลงตรงนั้น พิงต้นไม้เอาไว้อย่างอ่อนแรง พลางเอ่ยน้ำเสียงแหบแห้งว่า “ขอบคุณมาก”
“ได้น้ำแล้วก็ไปซะ” คนคุ้มกันไล่อย่างระแวง ชายบาดเจ็บจึงเอ่ย “ได้”
เขายันตัวลุกขึ้นก้าวเดินได้ 2 ก้าวเขาก็ล้มลงไป ตุบ!
“อ่ะ!” ทุกคนตกใจ แต่คนคุ้มกันก็ยังไม่เลิกตั้งท่า เพราะไม่แน่ว่าคนๆ นี้อาจมีเล่ห์เหลี่ยมอะไรซ่อนอยู่ก็ได้ อุบายแกล้งเป็นลมแบบนี้พวกเขาเจอบ่อยแล้ว และคนที่วางอุบายเช่นนี้กับพวกเขาบ่อยๆ ก็คือเจ้าสำนักน้อยอย่างไรล่ะ พอพวกเขาเผลอนางก็ลุกขึ้นมาตีพวกเขา แย่งชัยชนะไป ทำให้พวกเขาแพ้ราบคาบ ดังนั้นอุบายแบบนี้พวกเขาไม่หลงกลง่ายๆ หรอก ชิ!
ชายคนนั้นล้มลงไปนานแล้วก็ยังไม่ลุกขึ้นมา คนคุ้มกันคนหนึ่งจึงค่อยๆ ก้าวไปดู หมดสติจริงๆ หรือว่าแกล้งทำกันแน่?
คนคุ้มกันคนอื่นๆ ก็ตั้งท่าพร้อมสู้ คนคุ้มกันก้าวไปถึงตัวชายคนนั้นก็ใช้เท้าเขี่ยๆ “เฮ้ๆ…”
ชายคนนั้นนอนนิ่งไม่ไหวติง คนคุ้มกันจึงมองเพื่อนพ้องแวบหนึ่ง ส่งสายตาให้คนอื่นๆ ระวังตัว แล้วเขาก็ค่อยๆ พลิกตัวชายคนนั้นหงายขึ้น เขาเขย่าๆ ตัวชายคนนั้น “เฮ้ๆ…”
ชายคนนั้นยังนอนนิ่งไม่ไหวติงเช่นเดิม คนคุ้มกันจึงตรวจๆ ตามตัวแล้วจึงพบว่าที่อกชายคนนั้นมีบาดแผลเหมือนถูกฟันเป็นรอยยาว เลือดไหลเปื้อนเสื้อสีดำจนชุ่มโชก เขาจึงบอก “เขาบาดเจ็บ”
เจ้าสำนักจึงลุกไปดู จ้านเจียวก็ตามไปดูเช่นกัน นางมองชายบาดเจ็บคนนั้นแล้วเห็นจี้หยกที่เขาห้อยคอ นางก้าวไปใกล้เขา เจ้าสำนักพลันคว้าแขนนาง “ระวังหน่อย”
“อืม” จ้านเจียวพยักหน้าพลางตบๆ หลังมือพ่อบุญธรรม เจ้าสำนักจึงปล่อยมือ จ้านเจียวเดินไปหยุดข้างๆ ตัวชายคนนั้น นางยอบตัวลงจับจี้หยกชิ้นนั้นดู เป็นหยกขาวมันแพะคุณภาพชั้นเลิศ สลักเป็นลายกิเลน นางพลันรู้ถึงฐานะของเขาทันที เขาคือองค์รัชทายาทนั่นเอง!
เขาเป็นองค์ชายรอง พระโอรสคนที่ 2 ของฮ่องเต้ องค์ชายสามเป็นน้องชายต่างมารดาขององค์ชายรอง ส่วนองค์ชายใหญ่ตายไปแล้ว ตำแหน่งองค์รัชทายาทนี้จึงตกแก่องค์ชายรอง มีข่าวลือแพร่ไปทั่วว่าองค์ชายรองแย่งตำแหน่งองค์ชายใหญ่จึงได้วางแผนกำจัดองค์ชายใหญ่ แต่ก็ยังไม่มีหลักฐานยืนยันแน่ชัดว่าการตายขององค์ชายใหญ่เป็นฝีมือองค์ชายรอง
“โอ้ หยกดี” เจ้าสำนักพูดพลางจ้องหยกชิ้นนั้นตาวาว แล้วเขาก็ตบๆ แก้มตัวเอง “ไอโยว! ข้าไม่ใช่โจรซะหน่อยจะขโมยของได้อย่างไร”
คนอื่นๆ พลันหันไปมองเจ้าสำนัก เจ้าสำนักจึงตวาดว่า “มองอะไรกัน ข้าไม่ใช่โจร ถึงข้าจะเป็นขอทานข้าก็มีศักดิ์ศรีนะ ข้ารับแต่ของที่คนอื่นมอบให้เท่านั้น ชั่วชีวิตนี้ข้าไม่เคยขโมยของเลยสักครั้ง”
คนอื่นๆ ได้แต่กลอกตามองบน เจ้าสำนักจึงถลึงตาใส่พวกเขา “หึ!”
“ช่วยคนก่อนเถอะ” จ้านเจียวบอก เจ้าสำนักจึงเอ่ยว่า “จะช่วยอย่างไร พวกเราออกมาจากเมืองไกลมากแล้ว จะย้อนกลับไปคนก็คงตายแล้วกระมัง จะไปเมืองถัดไป กว่าจะไปถึงก็คงเย็นค่ำ ประตูเมืองคงปิดไปแล้ว”
“ช่วยก่อน” จ้านเจียวบอกแล้วสั่งว่า “ยกเขาไปตรงนู้นก่อนเถอะ”
คนคุ้มกันจึงเก็บดาบแล้วช่วยกันหามคนเจ็บไปข้างกองไฟ จ้านเจียวตามไป นางนั่งลงข้างๆ องค์ชายรอง เปิดเสื้อเขาดูบาดแผล
“ไอหยา! บาดเจ็บไม่น้อยเลย จะทำอย่างไรดี? จะทำอย่างไรดีล่ะ?” เจ้าสำนักมองแล้วบ่นอย่างทำอะไรไม่ถูก จ้านเจียวจึงบอก “คงต้องรักษาตามมีตามเกิดแล้ว”
“หยิบเข็มกับด้ายให้ข้าที” นางสั่ง คนคุ้มกันจึงวิ่งไปหยิบเข็มกับด้ายเย็บผ้าที่รถม้า แล้วเอาไปยื่นให้ “มารน้อย”
“ผ้า น้ำ” จ้านเจียวสั่งอีก คนคุ้มกันจึงวิ่งไปหยิบผ้ากับน้ำ จ้านเจียวใช้ผ้าเช็ดๆ เลือดแล้วเอาเข็มลนไฟ ร้อยด้าย จากนั้นนางก็ลงมือเย็บแผล
“อ่ะ!” / “ไอหยา!” คนอื่นๆ ตกใจ เจ้าสำนักเอ่ยอย่างหวาดเสียว “มารน้อย เจ้าจะเย็บคนเหมือนเย็บผ้าไม่ได้นา”
“ข้าเคยเห็นหมอเทวดาเย็บแผลให้คน ตอนนี้ไม่มีทางรักษาเขานอกจากวิธีนี้แล้ว หรือท่านจะรอให้คนตายล่ะ?” จ้านเจียวบอกพลางเย็บแผลติดกันเหมือนเย็บผ้าขาดเข้าด้วยกันไม่มีผิด ทุกคนจึงได้แต่มองดูอย่างหวาดเสียวแทน พวกเขารู้สึกเจ็บแทนคนเจ็บจริงๆ ทุกเข็มที่ปักลงไปในเนื้อเหมือนกับปักลงไปในเนื้อพวกเขาอย่างไรอย่างนั้น “ซี๊ด!”
เจ้าสำนักลืมนึกไปว่า ลูกบุญธรรมของเขาเคยเห็นหมอเทวดาเย็บแผลตอนไหน? ในเมื่อเขารับ(ลักพาตัว) นางไปตั้งแต่นางอายุขวบกว่าๆ






