I shall seal the heaven Chapter 1414

0 Comments

ตอนที่ 1414

กลั่นสกัดซากศพผู้ยิ่งใหญ่

สัมผัสศักดิ์สิทธิ์อันน่ากลัวนั้นเหมือนกับของชายชราที่เก่าแก่โบราณจากอาณาจักรมาร ถึงจะอยู่ในระดับเก้าแก่นแท้แต่ก็อยู่ในจุดสูงสุดของมัน!

ระดับสูงสุดนั้นมีคุณสมบัติเพียงพอที่จะทะลวงผ่านเข้าไปในอาณาจักรพื้นฐานเต๋า แน่นอนว่าวิญญาณอันทรงพลังเช่นนั้นเป็นสิ่งที่พบเห็นได้ยากเย็นยิ่ง หลายปีนับไม่ถ้วนที่ผ่านมาน้อยคนนักที่จะสามารถบรรลุถึงขั้นสูงสุดของเก้าแก่นแท้ อันที่จริงแม้แต่ในสำนักใหญ่เช่นชางหมางพ่ายนี้ก็มีเพียงแค่สี่คนเท่านั้น

แต่คนทั่งสี่เหล่านั้นต่างก็อยู่ห่างจากพื้นฐานเต๋าเพียงแค่หนึ่งก้าวเท่านั้น!

น่าเสียดายตั้งแต่สมัยโบราณมาจวบจนกระทั่งถึงตอนนี้ ผู้คนที่สามารถก้าวผ่านหนึ่งก้าวสุดท้ายนั้นไปได้ ก็พบเห็นได้ยากเย็นเช่นเดียวกับขนหงส์หรือเขากิเลน ในความว่างเปล่าอันไร้ขอบเขตทั้งปวง มีเพียงแค่สองหรือสามคนเท่านั้น…ที่สามารถก้าวไปได้อย่างสมบูรณ์!

คนอื่นๆ ต่างก็ตกตายไปจนหมดสิ้น

สำหรับกลุ่มคนที่ไม่มุ่งหน้าไปเป็นก้าวสุดท้าย และยังคงอยู่ในขั้นสูงสุดของเก้าแก่นแท้ ก็จะมีอายุขัยที่ไร้ขีดจำกัด ถึงแม้อาจจะไม่ถูกต้องมากนักที่จะบอกว่าพวกมันจะคงอยู่ไปตราบชั่วฟ้าดินสิ้นสลาย แต่ก็ใกล้เคียงเป็นอย่างยิ่ง พวกมันมีระดับความรู้ที่ลึกล้ำอย่างน่าตกใจ และยิ่งฝึกฝนตนเองมาอย่างยาวนานมากเท่าใด ก็จะยิ่งมีความแข็งแกร่งมากขึ้นเท่านั้น อย่างไรก็ตามทัณฑ์ไร้สิ้นสุดสำหรับพวกมัน ก็จะเกิดขึ้นในทุกๆ หนึ่งหมื่นปี และแต่ละครั้งที่เกิดขึ้นมานั้น ก็จะยิ่งน่ากลัวมากขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งทำลายพวกมันไป

เนื่องจากเหตุนี้เมื่อเทียบกับขั้นสูงสุดเก้าแก่นแท้เหล่านั้นแล้ว ถึงแม้ว่าบางคนจะมีแก่นแท้ที่โดดเด่นอย่างยากจะพบเห็น แต่ความแข็งแกร่งก็จะถูกตัดสินจากคนที่อยู่ในระดับนั้นซึ่งฝึกฝนตนเองมาอย่างยาวนานมากที่สุด

สัมผัสศักดิ์สิทธิ์อันแข็งแกร่งปกคลุมไปรอบตัวเมิ่งฮ่าว ไหลซึมเข้าไปภายในร่าง ทำการตรวจสอบร่างกายทุกส่วน ผู้ยิ่งใหญ่อีกเจ็ดคนที่ยังคงอยู่ตรงด้านข้าง ต่างก็มีสีหน้าที่เคร่งขรึม

หลังจากที่ผ่านไปชั่วธูปไหม้หมดครึ่งดอก สัมผัสศักดิ์สิทธิ์นั้นก็ถูกดึงกลับไปอย่างช้าๆ และจากนั้นเสียงเก่าแก่โบราณก็ดังก้องขึ้น

“คนผู้นี้ได้รับมรดกเวทแห่งเต๋าตอนที่ยังมีชีวิตอยู่ ทำให้มันมีพลังของระดับเก้าแก่นแท้เทียม แต่ผลก็คือเกิดความเสียหายอย่างร้ายแรง จนยากจะสังเกตเห็นด้วยการตรวจสอบอย่างคร่าวๆ ถึงแม้ว่ามันจะยังคงมีชีวิตอยู่ แต่ก็ไม่อาจจะก้าวหน้าขึ้นไปได้อีก นอกจากได้รับสิ่งที่คล้ายกับเป็นการต่อต้านสวรรค์เท่านั้น”

“คนผู้นี้ต้องเคยพบเจอกับความโศกเศร้าเสียใจในชีวิตมาอย่างลึกล้ำ และเห็นได้ชัดว่าเคยผ่านหายนะอันยิ่งใหญ่มา เป็นไปได้ว่ามันต้องเคยเห็นโลกของตัวเองถูกทำลาย คนทั้งหมดตายไป โดยมีมันเหลือรอดอยู่เพียงผู้เดียว ถึงแม้ว่ามันจะหลบหนีจากมาได้ แต่ก็เหลืออยู่เพียงแค่วิญญาณที่ไร้ร่างเท่านั้น”

“ความอาฆาตแค้นของมันอยู่ในระดับที่ลึกล้ำเป็นอย่างยิ่ง และยังคงยึดติดกับอดีตของตนเอง มีจิตใจที่แข็งแกร่งแต่ร่างกายก็แข็งแกร่งยิ่งกว่า แม้แต่เวทแก่นแท้บางอย่างของมันก็ยังเหนือกว่าความเข้าใจของเหล่าฟู ช่างน่าสนใจนัก”

“แต่ทั้งหมดนั้นก็ยังคงเป็นเรื่องรอง ที่น่าสนใจมากที่สุดก็คือกลิ่นอายของมัน ซึ่งไม่ใช่เซียนหรือมาร และแตกต่างไปจากความว่างเปล่าอันไร้ขอบเขต ประกอบไปด้วยความผันผวนที่คล้ายกับว่า…เหล่าฟูไม่เคยเห็นมาก่อน”

“เมื่อพิจารณาถึงทุกสิ่งทุกอย่างที่เหล่าฟูกล่าวออกมา ก็ดูเหมือนว่าพวกเจ้าทั้งเจ็ดจะคาดเดาได้แล้วว่าคนผู้นี้คือใคร!” ขณะที่เสียงเก่าแก่โบราณนั้นดังก้องไปมา เจ็ดผู้ยิ่งใหญ่ซึ่งรวมทั้งชายชราที่อยู่ในชุดสีม่วงทอง ก็มีสีหน้าครุ่นคิดขึ้นมา

ชั่วขณะต่อมาหนึ่งในพวกมัน ซึ่งเป็นผู้ฝึกตนวัยกลางคนก็เอ่ยขึ้นมาในทันที พร้อมกับดวงตาที่สาดประกายเจิดจ้า “เมื่อหนึ่งพันปีก่อน อาณาจักรขุนเขาทะเล เมิ่งฮ่าว!”

ด้วยการตอบรับคำพูดของมัน ดวงตาของผู้ยิ่งใหญ่อื่นๆ แวบประกายขึ้น ชายชราในชุดยาวสีม่วงทองมองไปยังซากศพเมิ่งฮ่าว จากนั้นพวกมันก็เริ่มพูดคุยกันถึงเรื่องนี้

“น่าจะเป็นมัน เมื่อหนึ่งพันปีก่อน อาณาจักรเทพและอาณาจักรมารไปโจมตีอาณาจักรขุนเขาทะเล ซึ่งพัฒนามาจากอาณาจักรเซียนผู้ยิ่งใหญ่ กล่าวกันว่าสิ่งเดียวที่ยังคงเหลือรอดอยู่ก็คือโลกผีเสื้อ ซึ่งได้ผ่านเข้าไปในกระแสน้ำวนโลงศพสีเขียว เต๋าถูกส่งต่อให้กับเมิ่งฮ่าว ผลักดันให้มันเข้าไปสู่ระดับเก้าแก่นแท้ แต่จากนั้นมันก็ได้รับบาดเจ็บอย่างสาหัส และถึงแม้ว่าชีวิตมันจะแขวนอยู่บนเส้นด้ายแห่งความตาย ก็ยังคงเคลื่อนย้ายทางไกลหลบหนีจากไปได้”

“ถ้าเช่นนั้นก็น่าจะเป็นคนผู้นี้แล้ว แม้แต่ทุกวันนี้ อาณาจักรเทพและอาณาจักรมารก็ยังส่งผู้คนมาค้นหามันในความว่างเปล่าอันไร้ขอบเขต ถ้าพวกเรา…”

“ไม่เป็นไร พวกเราแค่ต้องการร่างกายของมันเท่านั้น ไม่ได้พยายามจะช่วยมันให้ตื่นขึ้นมา!”

สัมผัสศักดิ์สิทธิ์อันแข็งแกร่งแผ่กระจายออกไปอีกครั้ง และเสียงเก่าแก่โบราณก็พูดขึ้นมาด้วยความเย็นเยียบราวน้ำแข็ง “ปล่อยมันไว้ที่นี่ ตอนนี้เหล่าฟูรู้สึกได้ถึงปฏิกิริยาบางอย่างจากมรดกบรรพบุรุษ ทำให้ยากที่จะแบ่งแยกความสนใจออกไปได้ เมื่อไหร่ที่มันเสถียรมั่นคง เหล่าฟูจะกลับมากำจัดวิญญาณไร้ร่างออกไปจากซากศพนี้ จากนั้นพวกเราก็สามารถกลั่นสกัดร่างกายมันด้วยการใช้ทรัพยากรจากชางหมางพ่าย นอกจากนี้อาการบาดเจ็บทั้งหมดของมันก็จะถูกรักษา และร่างกายก็จะเสถียรมั่นคง จากนั้น…เส้นลมปราณของกายเนื้อก็จะก่อกำเนิดขึ้น และพวกเราก็จะมีผู้ยิ่งใหญ่คนที่เก้า”

“สำหรับอาณาจักรเทพและอาณาจักรมาร พวกมันไม่มีทางจะค้นพบซากศพในที่แห่งนี้ นอกจากนั้นถึงแม้ว่าพวกมันจะรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้ พวกมันก็ยินดีที่จะทำสงครามกับชางหมางพ่ายจริงๆ?” เสียงเก่าแก่โบราณเต็มไปด้วยความเย่อหยิ่ง แม้ในขณะที่เริ่มจางหายไป ผู้ยิ่งใหญ่อีกเจ็ดคนก็สบตากันไปมาและเริ่มหัวเราะขึ้น จากนั้นพวกมันก็ประสานมือและโค้งตัวลง ก่อนที่จะกลับไปยังเขตนั่งเข้าฌาณตามลำพังของแต่ละคน

เมื่อเจ้าสำนักบอกว่าจะจัดการซากศพเมิ่งฮ่าวด้วยตนเอง พวกมันจึงไม่วิตกแม้แต่น้อยว่าจะมีสิ่งที่คาดไม่ถึงเกิดขึ้น

หลังจากที่คนทั้งหมดจากไป ซากศพเมิ่งฮ่าวก็ยังคงลอยตัวอยู่ที่นั่นในกลางอากาศ แน่นิ่งไม่ไหวติง

วิญญาณของเมิ่งฮ่าวหลบซ่อนอยู่ภายในไส้ตะเกียงสัมฤทธิ์ การปล่อยให้กระจายออกมาทางด้านนอกเพียงเล็กน้อย เพื่อดึงดูดความสนใจของผู้ยิ่งใหญ่แห่งชางหมางพ่ายเมื่อครู่นี้ เป็นการเดิมพันอย่างหนึ่งของเขา เดิมพันว่าตนเองจะไม่ถูกค้นพบ เพื่อให้สามารถจะใช้สถานที่แห่งนี้หลบซ่อนจากกองกำลังที่พยายามสืบเสาะค้นหาตนเอง เวลาเดียวกันนั้นก็ฟื้นฟูพื้นฐานฝึกตนไปด้วย

เมิ่งฮ่าวจำเป็นต้องฝึกฝนตนเองไปอย่างต่อเนื่องด้วยเช่นกัน และฉวยโอกาสที่จะก้าวเข้าไปในอาณาจักรพื้นฐานเต๋าให้รวดเร็วมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

เป้าหมายทั้งหมดเหล่านั้น เขาหวังว่าจะทำได้สำเร็จลุล่วงอยู่ในชางหมางพ่ายแห่งนี้

เขาจะใช้ทรัพยากรของชางหมางพ่ายเพื่อรักษาอาการบาดเจ็บ หรือบางทีอาจจะปลุกปั่นชางหมางพ่ายให้ทำสงครามกับอาณาจักรเทพและอาณาจักรมารก็เป็นได้ ถึงแม้ว่าเขาจะไม่ก่อสงครามขึ้นมา ก็ยังคงต้องใช้สถานที่แห่งนี้ซึ่งเต็มไปด้วยทรัพยากรมากมาย เพื่อฝึกฝนตนเองตามที่ต้องการ

อันที่จริงหลังจากที่ตื่นขึ้นมา เมิ่งฮ่าวก็รู้เรื่องเกี่ยวกับชางหมางพ่ายน้อยมาก แต่เมื่อไปอยู่บนยานบิน ก็พบว่ายิ่งเข้ามาใกล้มากเท่าใด ตะเกียงสัมฤทธิ์ก็ยิ่งสั่นสะท้านมากขึ้นเท่านั้น และยังได้กระจายเป็นความผันผวนที่เกี่ยวข้องกับดาวชางหมางออกมาอีกด้วย ในตอนนั้นเมิ่งฮ่าวก็ตัดสินใจอย่างแน่วแน่

ตะเกียงสัมฤทธิ์มีความลี้ลับจนยากที่จะหยั่งถึง เมิ่งฮ่าวไม่รู้ว่ามันมาจากที่แห่งใด แต่ก็สามารถจะบอกได้ว่ามันต้องมีส่วนเกี่ยวข้องกับดาวชางหมางอย่างแน่นอน

ด้วยวิญญาณที่หลบซ่อนอยู่ภายในไส้ตะเกียง ทำให้ชายชราในชุดยาวสีม่วงทองไม่อาจจะรับรู้ถึงการคงอยู่ของเมิ่งฮ่าวได้ แต่สัมผัสศักดิ์สิทธิ์ที่ทรงพลังของเจ้าสำนักชางหมางพ่ายก็ทำให้เมิ่งฮ่าวต้องสั่นสะท้านจากการคุกคามของมัน

สัมผัสศักดิ์สิทธิ์นั้นสามารถจะตรวจสอบร่างกายทุกส่วนของเมิ่งฮ่าวได้ และยังได้ผ่านตำแหน่งของตะเกียงสัมฤทธิ์อยู่หลายครั้งด้วยเช่นกัน แต่ตัวตะเกียงเองก็เป็นสิ่งที่แม้แต่เจ้าสำนักอันน่ากลัวก็ไม่อาจจะตรวจพบได้ ทำให้เมิ่งฮ่าวคลายความหวาดกลัวอันเนื่องมาจากมันได้

ไม่กี่วันต่อมาสัมผัสศักดิ์สิทธิ์อันน่ากลัวเช่นเดียวกันนั้น ก็ระเบิดออกมาและปกคลุมไปทั่วร่างเมิ่งฮ่าว ครั้งนี้มันทำการศึกษาอยู่เป็นเวลานานครึ่งชั่วยาม ตรวจสอบไปทุกส่วนของร่างกาย และยังได้กำจัดเศษชิ้นส่วนวิญญาณที่เมิ่งฮ่าวเหลือทิ้งไว้อยู่ตรงด้านนอกของตะเกียงสัมฤทธิ์ไปจนหมดสิ้นอีกด้วย

มันกำลังสังหารเมิ่งฮ่าวไป ถ้าไม่ใช่เป็นเพราะตะเกียงสัมฤทธิ์แล้วละก็ โอกาสที่เขาจะตื่นขึ้นมาอย่างสมบูรณ์แบบก็จะถูกกำจัดไปตลอดกาล

หลังจากครึ่งชั่วยามผ่านไป สัมผัสศักดิ์สิทธิ์ก็ถูกดึงกลับไปอย่างช้าๆ จากนั้นซากศพเมิ่งฮ่าวก็ถูกคว้าจับโดยพลังอันแข็งแกร่ง ดึงให้ตรงไปยังแท่นเวทีอันกว้างใหญ่ ตรงด้านบนเป็นกระถางที่ใหญ่โตมหึมา!

มันคือกระถางปรุงยา มีความสูงถึงหนึ่งพันจ้าง คล้ายกับเป็นภูเขาลูกน้อยๆ เปลวไฟเจ็ดสีลุกไหม้อยู่ตลอดเวลา ส่งเสียงดังกระหึ่มอยู่ที่ด้านล่าง และภายในกระถางก็เป็นทะเลแห่งตัวยา พลังอันแข็งแกร่งที่คว้าจับเมิ่งฮ่าวไว้นั้น โยนร่างเขาเข้าไปในกระถางที่อยู่ตรงกลางในทันที

เมื่อเกิดขึ้นเช่นนั้น ชายชราในชุดยาวสีม่วงทองก็บินตรงมา พร้อมกับผู้ยิ่งใหญ่อีกหกคน พวกมันมาหยุดลอยตัวอยู่เหนือกระถาง จากนั้นก็โบกสะบัดชายแขนเสื้อ โยนต้นสมุนไพรอันล้ำค่าลงไปเป็นจำนวนมาก ทำให้ของเหลวที่อยู่ด้านในเริ่มเป็นฟองและเดือดพล่านขึ้นมา

“เริ่มขึ้นแล้ว วิญญาณถูกกำจัดไปจนหมดสิ้น เหลือทิ้งไว้แต่ร่างกายที่ว่างเปล่า รักษาบาดแผลและฟื้นฟูร่างกายจนถึงจุดที่สมบูรณ์ จากนั้นพวกเราก็สามารถจะใช้มันได้” สีหน้าของเจ็ดผู้ยิ่งใหญ่เคร่งเครียดจริงจังเป็นอย่างยิ่ง ขณะที่ส่งพลังการฝึกตนออกไป ทำให้รูขุมขนทั่วร่างของเมิ่งฮ่าวเปิดออก และเริ่มดูดซับสารที่ถูกสกัดมาจากต้นสมุนไพรเหล่านั้น

เกิดเป็นเสียงกระหึ่มดังก้องขึ้น ภายในตะเกียงสัมฤทธิ์ วิญญาณของเมิ่งฮ่าวไม่รู้สึกถึงการเผาไหม้ที่เกิดขึ้นอยู่ตรงด้านนอกร่างกาย แต่รับรู้ได้ว่าบาดแผลของตนเองกำลังถูกรักษาอย่างรวดเร็ว

เมิ่งฮ่าวรู้สึกยินดีขึ้นมาในทันที แต่ก็ยังคงระมัดระวังตัวอย่างเต็มที่

เวลาผ่านไปสิบเก้าวันต่อมา น้ำยาสมุนไพรมากมายที่อยู่ภายในกระถางขนาดใหญ่นั้นเหือดแห้งหายไป ทำให้กระถางแทบจะว่างเปล่าไปโดยสิ้นเชิง เมิ่งฮ่าวคล้ายกับเป็นหลุมดำ ถึงแม้ว่าจะดูดซับต้นสมุนไพรเข้าไปเป็นจำนวนมากก็ตาม แต่อาการบาดเจ็บก็ถูกรักษาไปได้แค่สามในสิบส่วนเท่านั้น

“ช่างไม่ธรรมดาจริงๆ! แม้แต่ต้นสมุนไพรเหล่านั้นทั้งหมดก็ไม่อาจจะรักษามันได้?”

“ไม่เป็นไร ทรัพยากรของชางหมางพ่ายมีอยู่มากมายไร้ขีดจำกัด! ยิ่งมันดูดซับได้มากเท่าใด พวกเราก็จะใส่ลงไปมากขึ้นเท่านั้น แค่แสดงให้เห็นว่าซากศพนี้มีศักยภาพที่น่าเหลือเชื่อเท่านั้น!” ผู้ยิ่งใหญ่หัวเราะเป็นเสียงดังก้อง ไม่รับรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงเหล่านั้นแม้แต่น้อย พวกมันไปค้นหาต้นสมุนไพร และโยนเข้าไปในกระถางมากขึ้น

เกิดเป็นเสียงกระหึ่มดังก้องขึ้น ขณะที่น้ำยาสมุนไพรที่อยู่ภายในกระถางสูงขึ้นไปอีกครั้ง ร่างเมิ่งฮ่าวจมอยู่ด้านล่างโดยสิ้นเชิง กายเนื้อกำลังแข็งแกร่งมากขึ้น และอันตรายจากความไม่เสถียรอันเนื่องมาจากการตื่นขึ้นมาก่อนเวลาอันควร จากขั้นตอนของการดูดซับมรดกของสุ่ยตงหลิวก็ค่อยๆ จางหายไปอย่างช้าๆ

ขณะที่เมิ่งฮ่าวหลบซ่อนตัวอยู่ภายในตะเกียงสัมฤทธิ์ ก็เลียริมฝีปากไปมา ถึงแม้ว่าจะไม่ได้ตระหนักถึงเรื่องนี้ แต่รอยยิ้มเขินอายก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้า และดูเหมือนว่าจะรู้สึกกระอักกระอ่วนใจอยู่เล็กน้อย

ผ่านไปอีกหนึ่งเดือน…

“ยังไม่ฟื้นฟูอย่างสมบูรณ์? ก็ดี ใส่ต้นสมุนไพรให้มันดูดซับเข้าไปเรื่อยๆ!”

“นี่คือเทียนฮวาเฉ่า (หญ้าดอกฟ้า) ที่เหล่าฟูปลูกมาเป็นเวลาสามหมื่นปี เหล่าฟูจะให้มันเพื่อผลประโยชน์ของตี้จิ่วจื้อจุน!”

“หลายปีก่อนเหล่าฟูเสี่ยงชีวิตต่อสู้เพื่ออวิ๋นหลงกู่ (กระดูกมังกรเมฆา) นี้…แต่การถือกำเนิดขึ้นมาของตี้จิ่วจื้อจุนก็สำคัญต่อชางหมางพ่ายเป็นอย่างยิ่ง!”

ผู้ยิ่งใหญ่ทั้งเจ็ดดูเหมือนว่าจะไม่ค่อยยินดีมากนัก แต่ก็กัดฟันแน่นและเริ่มหยิบเอาของวิเศษต่างๆ ที่พวกมันเก็บรวบรวมไว้ออกมา โยนลงไปในกระถางเพื่อทำการกลั่นสกัดต่อไป

ร่างเมิ่งฮ่าวในตอนนี้แทบจะฟื้นฟูกลับคืนมาอย่างสมบูรณ์แล้ว อันตรายจากความไม่เสถียรแทบจะหายไปจนหมดสิ้น แต่ตะเกียงสัมฤทธิ์ที่ไม่มีใครพบเห็นก็คล้ายกับเป็นหลุมดำจอมตะกละ ทำการดูดซับทรัพยากรต่างๆ เข้าไปอย่างไร้จุดสิ้นสุด!

อันที่จริงมันดูดซับของวิเศษต่างๆ ไปมากกว่าครึ่งแล้ว ทำให้เปลวไฟของตะเกียงเริ่มสว่างจ้ามากขึ้นเรื่อยๆ และในที่สุดเมิ่งฮ่าวก็รู้สึกได้ว่าตะเกียงสัมฤทธิ์กำลังตื่นขึ้นมาแล้ว!

วัตถุดิบต่างๆ ถูกดูดซับเข้าไปมากขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งในที่สุดกระถางก็ส่งเสียงดังกระหึ่มกึกก้อง และพลังแห่งฟ้าดินในบริเวณนั้นก็ถูกดูดเข้าไปด้วยเช่นกัน

“ขั้นตอนนี้ใกล้จะเสร็จสิ้นสมบูรณ์แล้ว พลังแห่งฟ้าดินกำลังถูกดูดเข้าไป เรื่องราวจะจบลงในไม่ช้า”

“พวกเราต้องจ่ายค่าตอบแทนออกไปอย่างสูงลิ่ว แต่ผลที่ได้ก็คือซากศพผู้ยิ่งใหญ่ที่แข็งแกร่งอย่างน่าเหลือเชื่อ มันคงจะคุ้มค่าเมื่อตี้จิ่วจื้อจุนถือกำเนิดขึ้น”

ผู้ยิ่งใหญ่ทั้งเจ็ดกำลังหัวเราะเป็นเสียงดังก้อง และมีท่าทางพึงพอใจเป็นอย่างยิ่ง ไม่กี่วันที่ผ่านมานี้ พวกมันส่งพลังการฝึกตนเข้าไปในกระถางอย่างต่อเนื่อง ในที่สุดก็มองเห็นจุดสิ้นสุดของการสูญเสียทั้งหมดแล้ว ทำให้ต้องถอนหายใจด้วยความโล่งออกมา

เวลาผ่านไป หนึ่งเดือน สองเดือน สามเดือน…

Categories:
siripak

Leave a Reply

Related Posts

ป้องกัน: Queen revenge Chapter 244
ไม่มีคำเกริ่นนำเพราะว่านี่เป็นเรื่องที่ถูกป้องกัน
ป้องกัน: Queen revenge Chapter 243
ไม่มีคำเกริ่นนำเพราะว่านี่เป็นเรื่องที่ถูกป้องกัน
ป้องกัน: Queen revenge Chapter 242
ไม่มีคำเกริ่นนำเพราะว่านี่เป็นเรื่องที่ถูกป้องกัน
error: Alert: Content is protected !!
%d bloggers like this: