I Shall Seal The Heaven Chapter 672

ตอนที่ 672

คัดลอกปลายกระบี่!

ไม่นานหลังจากนั้น เมิ่งฮ่าวก็ออกมาจากหอคอย ด้วยสีหน้าที่เคร่งเครียดและดูน่าเกลียด สุดท้ายเขาก็ถูกเอาเปรียบโดยเฮยเสียวจื่อ คนทั้งสองยุติข้อตกลงกัน โดยการลดราคาลงมาครึ่งหนึ่ง

เมิ่งฮ่าวมักจะรู้สึกว่าเขามีชีวิตอยู่ด้วยการหลอกลวงผู้อื่น แทบจะไม่มีใครมาหลอกลวงเขาได้ เขาไม่เคยคาดคิดว่าจะถูกเอาเปรียบโดย หยางหุนเซิ่งเจ้าเด็กดำที่มีท่าทางเคร่งขรึมมีหลักการผู้นี้ได้ เรื่องราวทั้งหมดนี้ทำให้เขารู้สึกโกรธเคืองเป็นอย่างยิ่ง

“ข้าไม่อยากจะเชื่อว่าเจ้าเด็กดำจะเอาเปรียบข้าเช่นนี้…” เมิ่งฮ่าวถอนหายใจ ศิษย์ทายาทของหยางหุนเซิ่งชักนำเขาออกไป ไม่ได้พาเข้าไปในเขตตัวเมือง แต่พาไปยังหมู่บ้านที่เงียบสงบบริเวณใกล้เคียง

นี่เป็นการจัดเตรียมโดยหยางหุนเซิ่ง ด้วยการพักอาศัยอยู่ในอาณาเขตที่เงียบสงบแห่งนี้ ซึ่งเป็นของสำนักหยางหุนเต้า ทำให้มีการติดต่อกับบุคคลภายนอกน้อยมาก ซึ่งจะทำให้ง่ายต่อการลบร่องรอยใดๆ ของเขาในตอนนี้

เมื่อเหวยหลีมองเห็นสีหน้าของเมิ่งฮ่าว นางก็ไม่กล้าจะพูดจา ทุกครั้งที่นางมองไป ก็ดูเหมือนว่าเขาจะมีสีหน้าที่แตกต่างกันออกไป บางครั้งก็กัดฟันแน่น บางครั้งก็ถอนหายใจออกมา บางครั้งก็มีท่าทางเจ็บปวดอย่างที่ยากจะอธิบายออกมาได้

“เกิดอะไรขึ้นกับมัน?” นางขบคิดด้วยความประหลาดใจ สิ่งที่นางไม่รู้เกี่ยวกับเมิ่งฮ่าวก็คือว่า…หินลมปราณที่เป็นเสมือนกับทั้งชีวิตของเขา กำลังถูกใครบางคนพูดออกมาเพียงแค่คำเดียว ก็ทำให้หินลมปราณที่เขาควรจะได้รับต้องลดน้อยลงไปในทันที ราวกับเป็นมีดที่แทงเข้าไปในจิตใจเขา

หลังจากที่เมิ่งฮ่าวออกมาจากหอคอย หยางหุนเซิ่งหลินเทาก็เริ่มหัวเราะด้วยความอิ่มเอมใจ รู้สึกค่อนข้างมีความสุข มันยกจอกสุราขึ้นมาจ่อริมฝีปาก และดื่มลงไปคำใหญ่

ภรรยามันนั่งส่ายหน้าอยู่ด้านข้าง นางก็มีความสุขด้วยเช่นเดียวกัน ไม่ใช่เป็นเพราะว่าสามีของนางได้เปรียบเมิ่งฮ่าวมากเท่าใด แต่เนื่องมาจากความสัมพันธ์ฉันสหายที่ค่อยๆ พัฒนาขึ้นมาอย่างช้าๆ ระหว่างคนทั้งสองนั่นเอง

สามีนางไม่เคยมีสหายใดๆ และนางก็รับรู้ได้ถึงความสุขของมันในตอนนี้

หลังจากนั้นในยามราตรี เมิ่งฮ่าวนั่งขัดสมาธิอยู่ภายในห้อง ครุ่นคิดเกี่ยวกับสถานการณ์ในตอนนี้ของตนเอง เขายังคงรู้สึกเจ็บปวดใจอยู่เล็กน้อย เป็นความรู้สึกของคนที่มักจะเอาเปรียบผู้อื่น กลับกลายเป็นว่า เป็นผู้ที่ถูกเอาเปรียบแทน ทำให้เขาต้องถอนหายใจออกมาซ้ำแล้วซ้ำเล่า

“ปรมาจารย์ตระกูลหวัง เจ้าสารเลว คอยดูเถอะ!” เมิ่งฮ่าวมักจะพยายามทำให้ตนเองเป็นคนที่มีเหตุผลอยู่เสมอ หลังจากที่ครุ่นคิดเรื่องราวทั้งหมด เขาก็สรุปได้ว่าหนึ่งในเหตุผลของเรื่องราวที่เลวร้ายเหล่านี้ เป็นเพราะปรมาจารย์รุ่นสิบตระกูลหวังนั่นเอง

เมิ่งฮ่าวกัดฟันแน่น ทำการตรวจสอบพื้นฐานฝึกตนของตัวเอง ตอนนี้พลังพื้นฐานฝึกตนของเขาเหลืออยู่เพียงแค่สามส่วนเท่านั้น และพวกมันก็อยู่ในขั้นตอนของการหลอมรวม

“ยิ่งข้ามีความก้าวหน้ามากขึ้นเท่าใด มันก็ยิ่งรวมตัวกันช้าลงมากขึ้นเท่านั้น” เขาคิด ดึงสัมผัสศักดิ์สิทธิ์กลับมา นี่คือเส้นทางการตัดวิญญาณของเขา ในที่สุดสามส่วนก็จะกลายเป็นสอง และสุดท้ายก็เหลือแค่หนึ่ง เมื่อมันเกิดขึ้นเช่นนั้น เขาก็จะสามารถเข้าไปสู่ขั้นตัดวิญญาณ

“ข้าอยากรู้นักว่า ข้าจะตัดอะไรเป็นครั้งแรก…?” เมิ่งฮ่าวรู้สึกลังเลอยู่เล็กน้อยเกี่ยวกับเรื่องนี้ ถึงแม้จะเคยครุ่นคิดมาบ้างเมื่อเร็วๆ นี้ แต่เขาก็ยังคงไม่อาจจะรู้แจ้งใดๆ เรื่องราวทั้งหมดนี้ยังคงค่อนข้างพร่ามัวสำหรับเขา

เมิ่งฮ่าวจมอยู่ในห้วงภวังค์ หยิบเอาแหวนเก็บของออกมา และมองเข้าไปยังหินลมปราณที่อยู่ข้างใน เมื่อเห็นหินลมปราณเหล่านั้นสาดประกายระยิบระยับ ก็ทำให้เขารู้สึกดีขึ้นเล็กน้อย

“ปรมาจารย์ตระกูลหวังสารเลวนั่นยังไม่ตายไป และมันกำลังพยายามอย่างหนักเพื่อค้นหาร่องรอยของข้า ดูเหมือนมันจะคิดว่าสามารถเอาพื้นฐานเต๋าของข้าไปได้จริงๆ ในครั้งนี้” แสงอันเย็นชาปรากฏขึ้นในดวงตาเมิ่งฮ่าว ขณะที่เขานำกระบี่ไม้แห่งกาลเวลา และกระจกทองแดงออกมา และเริ่มทำการคัดลอก กลั่นสกัดพวกมันด้วยเครื่องหมายผนึกกาลเวลาเพิ่มขึ้น

“รอให้ข้าได้กระบี่ไม้แห่งกาลเวลาร้อยเล่มก่อนเถอะ พวกมันจะสร้างเป็นค่ายกลขนาดใหญ่ ที่จะช่วยให้ข้ามีพลังในการต่อสู้กับขั้นค้นหาเต๋า อย่างน้อยก็ช่วยยื้อเวลาออกไปได้บ้าง!”

ตอนนี้หินลมปราณของเขามีอยู่อย่างเต็มเปี่ยม ทำให้เมิ่งฮ่าวจดจ่ออยู่กับการคัดลอก อย่างช้าๆ กระบี่ไม้แห่งกาลเวลาเล่มแล้วเล่มเล่า เริ่มถูกสร้างขึ้นมา

ไม่กี่วันหลังจากนั้น ในที่สุดเขาก็ทำการคัดลอกได้ถึงหนึ่งร้อยเล่ม กระบี่หนึ่งร้อยเล่มทั้งหมดนี้ ประกอบด้วยพลังแห่งกาลเวลาหกสิบปีแปดรอบ

เมิ่งฮ่าวต้องการจะทำต่อไป แต่ก็มีเวลาไม่เพียงพอ เขาต้องไปพบกับหยางหุนเซิ่ง ในยามรุ่งอรุณของเช้าวันต่อมา เขามองไปยังกระบี่ไม้แห่งกาลเวลาหนึ่งร้อยเล่ม ที่มีพลังแห่งกาลเวลาหกสิบปีแปดรอบ และดวงตาก็สาดประกาย แต่จากนั้นเขาก็กัดฟันแน่น และตรวจสอบจำนวนของหินลมปราณในแหวนเก็บของ

“ถึงหินลมปราณจะมีความสำคัญเป็นอย่างมากถึงมากที่สุด แต่ถ้าข้าตายไป พวกมันก็จะกลายเป็นของคนอื่น…” แววตาเขาแวบขึ้น และหยิบเอาปลายกระบี่แห่งกาลเวลาออกมา

เมิ่งฮ่าวจ้องมองไปอยู่ชั่วขณะ และจากนั้นก็เริ่มหายใจอย่างหนักหน่วง

“ข้าไม่จำเป็นต้องคัดลอกปลายกระบี่นี้มากนัก เพียงแค่สิบชิ้นก็พอ…จากนั้น ข้าก็สามารถก่อตั้งค่ายกลกระบี่ดอกบัวรูปแบบแรกได้ พลังของค่ายกลกระบี่เช่นนั้น จะเทียบเท่ากับกาลเวลาหนึ่งแสนปี” เขามองไปยังปลายกระบี่ และจากนั้นก็แหวนเก็บของ ในที่สุด เขาก็เริ่มใช้กระจกทองแดงทำการคัดลอก

ก่อนที่จะเริ่มคัดลอกปลายกระบี่ เขาทำจิตใจให้หนักแน่น รู้ว่าเมื่อไหร่ที่เริ่มลงมือ เขาก็คงไม่อาจจะหยุดได้ จนกว่าการคัดลอกจะเสร็จสิ้นสมบูรณ์ ดังนั้น เขาจึงเตรียมที่จะทุ่มสุดตัว หินลมปราณเริ่มไหลเข้าไปในกระจกทองแดง

สิบหินลมปราณ, หนึ่งร้อยหินลมปราณ, หนึ่งพันหินลมราณ…

เมิ่งฮ่าวกระทำอย่างเรียบเฉยไม่ค่อยแยแสสนใจ มองไปยังจำนวนหินลมปราณ ซึ่งอยู่ในแหวนเก็บของที่เริ่มลดน้อยลงไปเรื่อยๆ หนึ่งชั่วยามต่อมา จู่ๆ กระจกทองแดงก็เริ่มกระจายแสงเจิดจ้าออกไปทั่วทุกทิศทาง ดวงตาเมิ่งฮ่าวลุกโชนด้วยความปรารถนา ขณะที่พื้นผิวของกระจกที่คล้ายกับม่านตา ดูเหมือนจะค่อยๆ กลายเป็นพื้นแผ่นน้ำอย่างช้าๆ และทันใดนั้นปลายกระบี่สองชิ้นที่เหมือนกันก็ปรากฏขึ้นมาในทันที

เมิ่งฮ่าวหอบหายใจ ขณะที่หยิบพวกมันขึ้นมา จากนั้นก็เงยหน้าขึ้น และเริ่มหัวเราะออกมา

พลังแห่งกาลเวลาของปลายกระบี่ทั้งสองชิ้น เหมือนกันโดยสิ้นเชิง!

อย่างไรก็ตาม ขณะที่เขาหัวเราะ ก็เริ่มคิดคำนวนว่าได้ใช้หินลมปราณไปมากมายเท่าใด และรู้สึกราวกับว่ามีใบมีดอันแหลมคมได้แทงเข้ามาในจิตใจ

“ข้าใช้ไปถึงหนึ่งพันล้าน!!”

“บัดซบ มันช่างแพงมากมายอะไรเช่นนี้!!” เมิ่งฮ่าวเต็มไปด้วยความเจ็บปวดใจ

“ปรมาจารย์ตระกูลหวัง เจ้าสารเลว เรื่องระหว่างพวกเราต้องไม่จบเพียงเท่านี้!” ดวงตาเขากลายเป็นสีแดง และรู้สึกเจ็บปวดใจอย่างลึกล้ำ ทั้งหมดนี้กลายเป็นโทสะที่มุ่งตรงไปยังปรมาจารย์รุ่นสิบตระกูลหวัง จากนั้นก็กัดฟันแน่น เขาเริ่มทำการคัดลอกอีกครั้ง

ด้วยหินลมปราณที่เขามีอยู่ทั้งหมดในตอนแรกห้าพันล้านก้อน เมิ่งฮ่าวสามารถคัดลอกปลายกระบี่แห่งกาลเวลาได้เพียงแค่สี่ชิ้นเท่านั้น ถ้ารวมกับชิ้นดั้งเดิม ตอนนี้เขาก็มีอยู่ห้าชิ้น สำหรับหินลมปราณที่เหลืออยู่ เขาใช้พวกมันทำการคัดลอกเม็ดยา, กระบี่ไม้แห่งกาลเวลา และสิ่งของจิปาถะอื่นๆ

ในที่สุดเขาก็พร้อมสำหรับการต่อสู้ แต่ถุงสมบัติของเขาได้ว่างเปล่าลงอย่างแท้จริง แหวนเก็บของก็ว่างเปล่าด้วยเช่นเดียวกัน ถึงแม้ว่าตอนนี้จะเป็นยามเช้าตรู่ และดวงตะวันก็กำลังส่องแสงเจิดจ้าอยู่ในท้องฟ้า แต่สำหรับเมิ่งฮ่าวแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างดูเหมือนจะมืดสลัวดูเลือนลาง

ยามราตรีก่อนหน้านี้ เขาร่ำรวยจนแทบไม่อยากจะเชื่อตัวเอง แต่รุ่งอรุณของวันต่อมา เขาก็กลับเป็นปกติเหมือนเดิม นอกจากยิ้มออกมาอย่างขมขื่นแล้ว สิ่งเดียวที่เมิ่งฮ่าวสามารถทำได้ก็คือ…ยิ้มอย่างขมขื่นต่อไป

“บางทีข้าอาจมีโชคชะตาที่จะไม่ใช่เป็นผู้ร่ำรวย…สำหรับข้าแล้ว หินลมปราณก็เป็นแค่สิ่งที่ข้าจำเป็นต้องใช้ในการคัดลอกอาวุธเวทและสิ่งอื่นๆ นอกจากนี้ถ้าข้าเลือกที่จะฝึกฝนผนึกร่างวิเศษสวรรค์ชั้นเก้า ด้วยการดูดซับอาวุธเวทเข้ามาในร่างแล้วละก็ การสูญเสียหินลมปราณก็คงจะไร้จุดสิ้นสุดอย่างแท้จริง” เมิ่งฮ่าวถอนหายใจ ผนึกร่างวิเศษสวรรค์ชั้นเก้า เป็นเวทแห่งเต๋าที่เขาได้รับมาจากเจดีย์เซียนอสูร เป็นวิชาที่สามารถใช้ฝึกฝนกายเนื้อของเขาได้!

มันเป็นเวทแห่งเต๋าที่แม้แต่สำนักเซียนอสูรในสมัยโบราณ ก็ถือว่าเป็นเต๋าระดับต้นๆ อันที่จริงมีเพียงเหตุผลเดียวที่มันถูกจัดอันดับอยู่ถัดจากวิชาร่างศักดิ์สิทธิ์ นั่นเป็นเพราะว่าวิชาร่างศักดิ์สิทธิ์เป็นวิชาลับ ผนึกร่างวิเศษสวรรค์ชั้นเก้าจำเป็นต้องฝึกฝนอยู่ตลอดทั้งปี และวิธีการผนึกก็ไม่ได้ยากมากนัก แต่ต้องสูญเสียทรัพยากรเป็นจำนวนมาก ซึ่งเป็นสิ่งที่สำนักส่วนใหญ่ไม่อาจจะเกื้อหนุนได้

การรวมกันระหว่างเวทแห่งเต๋าและวิชาลับ สามารถใช้กลั่นสกัดร่างกายเพื่อให้บรรลุถึงระดับสูงสุด เป็นการรวมพวกมันเข้าด้วยกัน เพื่อทำให้พลังที่แท้จริงสามารถระเบิดออกมาได้

“ร่างศักดิ์สิทธิ์เป็นวิชาลับ ซึ่งหมายความว่ามันต้องมีความสามารถอื่นอยู่อย่างแน่นอน พื้นฐานฝึกตนของข้าไม่เพียงพอที่จะไปกระตุ้นมัน”

“การฝึกฝนผนึกร่างวิเศษสวรรค์ชั้นเก้า…เป็นทางลัดที่จะพัฒนากายเนื้อของข้า สำหรับคนอื่นๆ มันอาจจะยากเกินไป แต่ตราบเท่าที่ข้ามีหินลมปราณเพียงพอ ข้าก็สามารถคัดลอกอาวุธเวทได้อย่างไม่รู้จบ ดังนั้นข้าก็สามารถฝึกฝนผนึกร่างวิเศษสวรรค์ชั้นเก้าได้อย่างไร้ขีดจำกัด” เมิ่งฮ่าวถอนหายใจ เหตุผลทั้งหมดที่เขายังไม่เริ่มฝึกฝนผนึกร่างวิเศษสวรรค์ชั้นเก้า ไม่ใช่เป็นเพราะว่าเขายังไม่รู้แจ้งเท่านั้น แต่ที่สำคัญมากไปกว่านั้นก็คือว่า เขายากจน…

“หินลมปราณ ข้าต้องการหินลมปราณ!!” ดวงตาเมิ่งฮ่าวแดงก่ำ ขณะที่เงยหน้าขึ้น ความกระหายต่อหินลมปราณของเขาได้บรรลุถึงจุดสูงสุด ทั่วทั้งร่างเขากระจายกลิ่นอายเศร้าหมองออกมา ขณะที่บินออกไป

เมื่อหยางหุนเซิ่งหลินเทามาถึง และมองเห็นเมิ่งฮ่าว มันก็ประหลาดใจขึ้นในทันที

“ใครทำให้เจ้าไม่พอใจ?” มันถาม

เมิ่งฮ่าวไม่พูดอันใด แต่บรรยากาศเศร้าหมองเริ่มเด่นชัดมากยิ่งขึ้น ร่างเขาแวบขึ้นขณะที่บินออกไปยังที่ห่างไกล หยางหุนเซิ่งติดตามไป รู้สึกงุนงงมากขึ้นกว่าเดิม คนทั้งสองเคลื่อนที่ไปอย่างรวดเร็ว เพียงชั่วพริบตาก็ออกจากเมืองไห่เฉิงไป

เมื่อพวกเขาอยู่ค่อนข้างห่างไกลจากเมืองไห่เฉิง เมิ่งฮ่าวก็หยุดลงกลางอากาศ จากนั้นก็มองลงไปที่ทะเลด้านล่าง

“เฮยเสียวจื่อ (เจ้าเด็กดำ) เจ้าเตรียมตัวพร้อมแล้วหรือไม่?” เมิ่งฮ่าวกล่าว มองไปยังหยางหุนเซิ่ง

“ช่างไม่รู้จักเด็กรู้จักผู้ใหญ่นัก” หยางหุนเซิ่งกล่าวตอบ ขมวดคิ้ว “เจ้ามีอายุเท่าใดแล้ว? อย่าเสียเวลาอีกเลย พวกเรามาเริ่มกันเถอะ”

เมิ่งฮ่าวสูดลมหายใจเข้าไปลึกๆ ไม่พูดอะไรออกมาอีก เริ่มสะกดข่มพื้นฐานฝึกตน สำหรับดอกปี่อ้าน มันเริ่มมีความกระตือรือร้นมากขึ้น หลังจากที่ได้เผชิญหน้ากับเซียนรุ่งอรุณ ทันทีที่มันเห็นโอกาส มันก็เริ่มปรากฏขึ้น

เมื่อกลิ่นอายมันปรากฏขึ้น ดวงตาหยางหุนเซิ่งก็แวบขึ้น และถอยไปด้านหลัง มองไปยังเมิ่งฮ่าวด้วยความสงสัย

“กลิ่นอายนั่น…” มันคิด “ช่างเหมือนกับปีศาจทะเลนั่น…แต่ก็เห็นได้ชัดว่ามันเป็นผู้ฝึกตน” ในตอนนี้เองที่ทันใดนั้นทะเลก็เริ่มพลุ่งพล่านปั่นป่วน คลื่นลูกใหญ่เริ่มม้วนตัวออกไปทั่วทั้งทะเลแห่งวงแหวนที่สาม อสูรทะเลตัวแล้วตัวเล่าสั่นสะท้าน จากนั้นก็เริ่มมุ่งหน้าตรงมายังเมิ่งฮ่าวด้วยดวงตาที่แดงก่ำ

ในช่วงเวลาที่ธูปไหม้หมดไปครึ่งดอก อสูรทะเลนับร้อยก็มาอยู่ในบริเวณนั้น เข้ามาใกล้เรื่อยๆ

“ไม่ถูกต้อง นี่ไม่ใช่กลิ่นอายของปีศาจทะเล” หยางหุนเซิ่งคิด มันสัมผัสได้ถึงบางสิ่งที่แตกต่างกันออกไป “ถ้ากลิ่นอายของปีศาจทะเลปรากฏขึ้น มันก็จะทำให้อสูรทะเลยอมจำนน แต่ในกรณีนี้ พวกมันกำลังมาโจมตีมัน ราวกับว่าพวกมันเป็นศัตรูกัน ดูเหมือนว่าอสูรทะเลต้องการจะกินมัน ถึงแม้ว่าจะต้องตายไปก็ตามที”

ตูม!

อสูรทะเลนับร้อยพุ่งขึ้นมาจากน้ำ เพื่อโจมตีไปยังเมิ่งฮ่าวอย่างดุร้าย

เขาแค่นเสียงเย็นชา จากนั้นก็ยกมือขวาขึ้นมา ทันใดนั้นสัญลักษณ์เวทหนึ่งหมื่นชิ้นก็ปรากฏขึ้น กวาดออกไปทั่วในบริเวณนั้น ขณะที่เสียงระเบิดดังก้องออกไป อสูรทะเลมากกว่าหนึ่งพันตัวก็ปรากฏขึ้นยังที่ห่างไกลออกไป

“ช่างน้อยนัก” หยางหุนเซิ่งกล่าวเยาะเย้ย

เมิ่งฮ่าวไม่กล่าวตอบ จมลงไปใต้ก้นทะเล และปล่อยให้กลิ่นอายของดอกปี่อ้านกระจายออกไปมากกว่าเดิม ทะเลในบริเวณนั้นสั่นสะท้านราวกับว่ากำลังลุกเป็นไฟ

แน่นอนว่า เปลวไฟนั้นไม่ใช่อะไรอื่น นอกจากเป็นอสูรทะเลมากมายนับไม่ถ้วน ซึ่งกำลังเผาไหม้พลังชีวิตของพวกมันเอง เพื่อแลกกับความรวดเร็วอย่างน่าตกใจ พุ่งตรงไปยังกลิ่นอายของดอกปี่อ้าน เพียงชั่วพริบตา อสูรทะเลนับหมื่นก็ปรากฏขึ้นยังที่ห่างไกล แต่ที่อยู่ห่างมากออกไปอีกมีอยู่นับแสนตัว ทำให้ท้องทะเลยกสูงขึ้นไปกลายเป็นคลื่นหอคอยขนาดใหญ่

นอกจากนี้ ยังมีเสียงแผดร้องอย่างน่าตกใจเจ็ดถึงแปดเสียง ดังก้องออกมาจากขอบฟ้า

หยางหุนเซิ่งมีสีหน้าเปลี่ยนไป จมลงไปในน้ำ มองเห็นเมิ่งฮ่าวถูกห้อมล้อมไว้ด้วยกระบี่ไม้หนึ่งร้อยเล่ม ซึ่งก่อตัวเป็นรูปดอกบัวสิบดอก ขณะที่ดอกบัวเหล่านั้นหมุนวนอยู่รอบๆ ร่างเมิ่งฮ่าว ก็เห็นได้ชัดว่าดอกบัวแต่ละดอกมีกลีบดอกอย่างแท้จริง กลีบดอกทั้งหมดรวมเข้าด้วยกัน…กลายเป็นค่ายกลเวทขนาดใหญ่ที่ดูคล้ายกับเป็นดอกบัว!

ค่ายกลนั้นม้วนกวาดออกไปอยู่รอบๆ ร่างเมิ่งฮ่าวประมาณหนึ่งร้อยจ้าง และอสูรทะเลใดๆ ที่เข้าไปใกล้ ก็จะแห้งเหี่ยวและหายตัวไป ราวกับว่าภายในชั่วพริบตา ชีวิตพวกมันทั้งหมดก็ถูกใช้ไปจนหมดสิ้น

อันที่จริง แม้แต่น้ำในบริเวณนั้นก็ดูเหมือนจะแสดงสัญญาณแห่งการสูญเสียไป เห็นได้ชัดว่าไม่มีอะไรจะสามารถหลบหนีออกไปจากพลังแห่งกาลเวลาได้!

ภาพที่เห็นนี้ทำให้จิตใจหยางหุนเซิ่งสั่นสะท้าน

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น