I Shall Seal The Heaven Chapter 70

ตอนที่ 70

ทะลวงระดับเก้ารวบรวมลมปราณ

“ยาเม็ดนี้ ปรุงขึ้นโดยตานกุ่ยต้าชือ (จ้าวโอสถปีศาจ) ของสำนักจื่อยิ่น (ชะตาม่วง), มัน…คุณชายติง, ท่านมีความสัมพันธ์ใดกับตานกุ่ยต้าชือ…?”

“เสนอราคามา” เขาไม่พูดอะไรอีก คิ้วขมวด ดวงตาเต็มไปด้วยประกาย ที่แสดงให้เห็นราวกับว่า ไม่ว่าเขาจะต้องการหรือไม่ เขาก็ไม่มีทางเลือก นอกจากต้องขายยาเม็ดนี้ไป

“ยาที่ถูกปรุงขึ้นโดยตานกุ่ยต้าชือ (จ้าวโอสถปีศาจ) มักจะถูกประมูลด้วยราคาที่สูงลิ่ว ยาเม็ดนี้…” นางลังเลอยู่สักพัก จากนั้นก็ดูเหมือนว่าตัดสินใจได้แล้ว “ผู้น้อยให้หินลมปราณท่านได้เพียง สองแสนห้าหมื่นก้อน!”

เมิ่งฮ่าวนิ่งเงียบไปชั่วครู่ ในที่สุด ก็พยักหน้าและกล่าว “ตกลง” เขายืนขึ้น

สตรีนางนั้นยกมือขึ้น และชี้นิ้วตรงไปที่กระถางธูปตรงกลางห้อง เสียงอันไพเราะชัดเจนก็ดังออกมา หลังจากนั้นไม่นาน หญิงสาวอายุเยาว์ก็ถือแผ่นหยกเดินลงมาจากชั้นสาม นางเดินมาถึงเมิ่งฮ่าวอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็ประคองแผ่นหยกด้วยสองมือยื่นส่งให้

บนแผ่นหยกขาวนั้นเป็นถุงเก็บสมบัติ

เมิ่งฮ่าวหยิบขึ้นมา และมองดูเข้าไปด้านใน จากนั้นก็หันหลัง และเดินลงบันไดไป ท่ามกลางสายตาของผู้ฝึกตนชั้นล่าง ที่จ้องมองมา เขาเดินออกจากร้านเทียนเหอ และหายลับตาไป

สักพักหลังจากนั้น เมื่อเขาไปถึงสถานที่ ซึ่งไม่ค่อยมาคนพลุกพล่าน เขาก็หลบเข้าไปในซอยเปลี่ยว และถอดเสื้อชั้นนอกออก และรีบเปลี่ยนเป็นชุดยาวตัวอื่นอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็ก้มหน้า รีบเดินจากไป เร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้

ขณะเดียวกันนั้น ที่ชั้นสองของร้านเทียนเหอ สตรีนางนั้นยืนอย่างนอบน้อมด้านข้างชายชรา ซึ่งสวมใส่ชุดยาวเป็นประกาย ยืนอยู่ข้างหน้าต่าง มองไปยังที่ห่างไกล ในมือของมัน ก็คือ เม็ดยาพื้นฐานลมปราณ ซึ่งเมิ่งฮ่าวได้ขายไป

ผ่านไปเนิ่นนาน ก่อนที่มันจะเปิดปากในที่สุด “เจ้าแน่ใจ?” มันพูดด้วยเสียงเย็นชา

“ผู้น้อยได้ตรวจสอบเรียบร้อยแล้ว” นางกล่าวอย่างนอบน้อม “มีศิษย์แซ่ติง ของสำนักจื่อยิ่น (ชะตาม่วง) มาที่แคว้นจ้าวเมื่อไม่นานมานี้จริงๆ”

“เจ้ามั่นใจว่าเป็นมัน?” ชายชราพูดเนิบช้า

“ตอนแรก ผู้น้อยก็ไม่มั่นใจ ติงซิ่นอยู่ในระดับขั้นเก้า ของการรวบรวมลมปราณ แต่คนผู้นี้อยู่ในขั้นแปด อย่างไรก็ตาม จากนิสัยอันเย่อหยิ่งของมันที่ชั้นล่าง ก็ดูเหมือนกับศิษย์จากสำนักใหญ่อย่างแน่นอน นี่เป็นเหตุผลข้อแรก”

“หลังจากที่มาถึงชั้นสอง มันก็ไม่เลือกเก้าอี้ใกล้หน้าต่าง หรือบันได แต่เลือกตรงกึ่งกลางห้อง ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของมัน ราวกับว่ามันไม่แยแสแม้พวกเราจะโจมตีมัน ความเชื่อมั่นระดับนี้ ไม่มีทางที่ใครสักคนในขั้นแปด ของการรวบรวมลมปราณจะมีได้ นอกจากมันจะเป็นศิษย์ของสำนักที่แข็งแกร่ง นี่เป็นเหตุผลข้อที่สอง”

“หลังจากนั้น ผู้เยาว์ก็มองไปที่ชุดขาว และเหรียญหยกจากสำนักจื่อยิ่น ที่มันจงใจเผยให้เห็น เนื่องด้วยที่นี่เป็นแคว้นจ้าว มันจึงระมัดระวังตัวบ้างเล็กน้อย นี่เป็นเหตุผลข้อที่สาม”

“ยิ่งไปกว่านั้น มันยังได้ส่งขวดยาให้ผู้น้อย โดยไม่สนใจว่า ข้าอาจจะกลืนยาเม็ดนั้นลงไป เมื่อผู้น้อยสอบถามเรื่องนี้ มันก็บอกว่าไม่มีใครในแคว้นจ้าว สามารถต่อต้านสำนักของมันได้ นี่เป็นเหตุผลข้อที่สี่”

“สุดท้าย เม็ดยาพื้นฐานลมปราณนี้ มีเครื่องหมายที่ถูกทำขึ้นของ ตานกุ่ยต้าชือ (จ้าวโอสถปีศาจ) ไม่มีใครกล้าที่จะปลอมแปลงเม็ดยาเช่นนี้ได้ ยิ่งไปกว่านั้น ผู้น้อยยังได้สืบค้นเรื่องนี้ และมั่นใจได้ว่า เครื่องหมายนี้เป็นของแท้อย่างแน่นอน”

“ด้วยเหตุผลทั้งห้าข้อนี้ ผู้น้อยมั่นใจว่า คนผู้นั้นต้องเป็น ติงซิ่น แห่งสำนักจื่อยิ่น มีข่าวลือเมื่อสองปีมาแล้วว่า จ้าวโอสถปีศาจ ได้ยอมรับติงซิ่น ให้เป็นศิษย์ในนาม ดูเหมือนว่าคนผู้นั้นในวันนี้ ไม่ใช่ใครอื่นที่ไหน นอกจากเป็นเขาอย่างแน่นอน” สตรีสาวยิ้ม สีหน้าเต็มไปด้วยความมั่นใจ ดูสุขุมหลักแหลมและมีสติปัญญา

“นอกเสียจากว่า…” ทันใดนั้น นางก็ดูเหมือนว่าจะลังเล

“นอกเสียจากว่าอะไร?” ชายชราถาม หันกลับมามองนาง ด้วยสีหน้าที่อบอุ่น และให้กำลังใจ

“นอกเสียจากว่า มันเป็นผู้ที่มีความเฉลียวฉลาดอย่างยิ่งยวด และกระทำทุกอย่างนี้ด้วยความเด็ดเดี่ยว บางทีมันอาจจะสร้างเรื่องขึ้นมา และเครื่องหมายบนเม็ดยาพื้นฐานลมปราณนี้ ก็เป็นของปลอม แต่ความเป็นไปได้สำหรับเรื่องเช่นนี้ ค่อนข้างน้อยมาก ไม่มีศิษย์คนไหนในแคว้นจ้าว ที่จะทำเรื่องแบบนี้ได้” สตรีสาวยิ้ม สีหน้ามีความเชื่อมั่นขึ้นมาอีกครั้ง

“ถูกต้อง” ชายชรากล่าว “การสามารถที่จะคิดวิเคราะห์ หาเหตุผลเช่นนี้ได้ ก็แสดงให้เห็นถึงความฉลาดปราดเปรื่องของเจ้า, มู่เอ๋อ ดูเหมือนว่าเจ้าจะส่องประกายแหลมคมมากยิ่งขึ้น ในไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ ยาเม็ดนี้เป็นของจริง คนผู้นี้ต้องเป็นติงซิ่นเก้าในสิบส่วนอย่างแน่นอน” มันมองไปที่สตรีสาวด้วยความรัก

“ขอบคุณมากสำหรับคำชมเชย, ท่านปรมาจารย์” นางกล่าวพร้อมรอยยิ้ม มองไปที่ชายชรา “ท่านจะปล่อยให้มันจากไปเช่นนี้ จริงๆ?”

“พวกเราไม่อาจมีปัญหากับสำนักจื่อยิ่น ด้วยเรื่องเม็ดยาพื้นฐานลมปราณ ของจ้าวโอสถปีศาจ…” ชายชราเหมือนจะคิดอยู่ชั่วครู่ ก่อนที่จะกล่าวอย่างอ่อนโยน “มู่เอ๋อ, เมื่อคิดถึงพรสวรรค์ที่ธรรมดาของเจ้า, ทำไมถึงไม่มอบยาเม็ดนี้ให้กับบิดาของเจ้า?”

เมื่อนางได้ยินคำพูดนี้ สองตาของนางก็ส่องประกาย

“มันกลับมาแล้ว?” ทันใดนั้นเสียงของนางก็ดูเหมือนจะดุร้ายขึ้นมาทันที

“มันกลับมาได้สองสามเดือนแล้ว มันจากไปเมื่อหลายปีก่อน เพื่อเข้าสังกัดสำนักเอกะเทวะ แต่สำนักนี้ล่มสลายไป เหมือนเช่นเคย มันยังไม่บรรลุถึงขั้นพื้นฐานลมปราณ…เจ้าควรจะไปหามัน” เมื่อมองไปที่สตรีสาว ชายชราก็ขมวดคิ้ว จากนั้นก็ถอนหายใจออกมา

นางนิ่งเงียบไปชั่วครู่ “ข้ามีเรื่องที่ต้องดูแลรับผิดชอบในที่นี้” นางกล่าวด้วยเสียงเย็นชา “ไม่ว่าใครก็ตาม ที่ท่านปรมาจารย์จะเอาเม็ดยาพื้นฐานลมปราณให้ มันก็ไม่เกี่ยวกับข้า”

“มันเป็นบิดาของเจ้า ยิ่งไปกว่านั้น ดูเหมือนว่ามันจะมีเรื่องทุกข์ใจอยู่ และอีกไม่นานก็คงจะจากไป เจ้าควรจะคิดเรื่องนี้ให้รอบคอบ” ชายชราส่ายศีรษะ หันหลังเดินจากไป

“ท่านพ่อ…” ซ่างกวนมู่ นั่งลงอย่างเงียบเชียบ มองออกไปยังหน้าต่าง ดวงตาเต็มไปด้วยความขมขื่น

สำหรับเมิ่งฮ่าว หลังจากที่ได้เปลี่ยนเสื้อผ้า เขาก็ออกจากกำแพงสีดำ ของเมืองเทียนเหอ โดยไม่มีการลังเลใจแม้แต่น้อย ในที่ซึ่งห่างไกลออกไปจากตัวเมือง เขากระโดดขึ้นไปบนพัดหยินเหอ และเร่งความเร็ว กลายเป็นสายรุ้ง พุ่งลับหายตาไปในที่ห่างไกล

เขาเดินทางติดต่อกันไปหลายวัน จนกระทั่งเห็นว่าไม่มีใครไล่ตามมา ก็รู้สึกผ่อนคลายลงเล็กน้อย ภายในป่ากว้างใหญ่ซึ่งห่างจากภูเขาต้าชิงไม่ไกลมากนัก เขาใช้กระบี่บินขุดเจาะเป็นถ้ำแห่งเซียน และจากนั้นก็ไปนั่งเข้าฌาณเพียงลำพัง

ครั้งนี้ เขามุ่งมั่นที่จะบรรลุถึงระดับเก้า ของการรวบรวมลมปราณ

เขามีหินลมปราณมากมาย ที่สามารถใช้ทำการผลิต เทียนสุ่ยตาน (เม็ดยาวารีสวรรค์) เมื่อเขากินเม็ดยาเทียนสุ่ยอย่างเพียงพอ และพลังการฝึกตนของเขาก็มาถึงระดับที่เหมาะสม เขาก็จะเริ่มถูกผลักให้ก้าวตรงไปยังระดับต่อไป

เวลาผ่านไปอย่างช้าๆ ในที่สุด ก็ผ่านไปหลายเดือน เมิ่งฮ่าวไม่ได้ออกมาจากถ้ำแห่งนั้น เขานั่งขัดสมาธิอยู่ในความเงียบ กลืนกินเม็ดยา และโคจรพลังลมปราณไหลเวียนไปทั่วร่าง พลังการฝึกตนของเขาก็ยิ่งประณีตมากขึ้น และมากขึ้นเรื่อยๆ

เมื่อเดือนที่ห้าได้มาถึง พลังการฝึกตนของเขาก็ดูเหมือนจะไร้ขอบเขต และส่งเสียงกระหึ่มออกมา แกนทะเลลมปราณก็พลุ่งเดือดพล่าน เขาได้มาถึงจุดสูงสุดของระดับแปด ของการรวบรวมลมปราณนานมากแล้ว ห่างจากระดับเก้าอีกไม่ไกล และได้ติดอยู่ที่จุดนี้มาตลอดสองเดือนเต็ม

เมื่อคิดไปถึงการที่เขาใช้หินลมปราณ ไปแล้วกว่าหนึ่งแสนก้อน ก็ทำให้หัวใจของเมิ่งฮ่าวเจ็บปวดขึ้นมาทันที แต่ที่เจ็บมากกว่าก็คือ หลังจากที่ใช้หินลมปราณพวกนั้นไป เขาก็ยังคงไม่อาจทะลวงผ่านจุดตีบตันนี้ได้

“ศิษย์พี่หญิงฉื่อบอกข้าว่า ระดับขั้นสี่, หก และแปด ของการรวบรวมลมปราณ เป็นจุดตีบตัน ในปีที่ข้าได้ทะลวงผ่านระดับขั้นสี่ ข้าได้ใช้เม็ดยาลมปราณเกราะไปมากมาย เมื่อข้าทะลวงผ่านระดับขั้นหก ก็เป็นตอนที่ทะเลเหนือแสดงเต๋า ตอนนี้ข้าติดอยู่ที่ระดับขั้นแปด…ข้าจะทะลวงผ่านอย่างไรดี?!” เมิ่งฮ่าวลืมตาที่แดงก่ำขึ้น

หลังจากที่ใช้หินลมปราณหมดไป สองแสนก้อน ตอนนี้ยังคงเหลืออยู่แค่ห้าหมื่นก้อน ที่เหลือก็ได้กลายเป็น เทียนสุ่ยตาน (เม็ดยาวารีสวรรค์) ซึ่งในขณะนี้เขาก็มีเม็ดยาเทียนสุ่ยเหลืออยู่น้อยมาก

จากที่เขาสันนิษฐาน เมื่อเขาใช้เม็ดยาเพื่อเพิ่มพลังการฝึกตน ประสิทธิภาพของมันก็จะยิ่งลดน้อยลง และน้อยลงไปเรื่อยๆ ยิ่งเขากินเม็ดยาไปมากขึ้นเท่าไหร่ เขาก็ยิ่งต้องใช้เม็ดยามากขึ้น และมากยิ่งขึ้นไปเรื่อยๆ ติดอยู่ในวงจรที่เลวร้ายนี้

“ข้าสงสัยว่า คนอื่นๆ จะทำยังไงกับสถานการณ์เช่นนี้” เขาขมวดคิ้วครุ่นคิด แม้ว่าจะพยายามขบคิดมากขึ้น และมากยิ่งขึ้น เขาก็ยังคงไม่สามารถแก้ปัญหานี้ได้

ดูเหมือนว่าไม่ว่าเขาจะกินเม็ดยาเทียนสุ่ย เข้าไปมากเท่าไหร่ และไม่ว่าพลังการฝึกตนของเขาจะก้าวหน้าไปยังไง เขาก็ยังไม่อาจจะไปถึงขั้นสุดท้ายได้

อีกหนึ่งเดือนผ่านไป เมิ่งฮ่าวได้นั่งเข้าฌาณเพียงลำพังเป็นเวลาครึ่งปีแล้ว วันนี้ เขานั่งอยู่ที่นั่น เส้นผมยุ่งเหยิง นัยน์ตาแดงก่ำ ในหนึ่งเดือนที่ผ่านมา เขาได้ผลิต ชงไถตาน (เม็ดยาประจุไต้ฝุ่น) สิบเม็ด ซึ่งเป็นยาที่ใช้สำหรับระดับเก้า ของการรวบรวมลมปราณ เขาหวังว่าจะใช้มันในการทะลวงผ่านจุดตีบตันนี้ได้ ถึงแม้ว่ามันจะค่อนข้างมีประสิทธิภาพ แต่มันก็ไม่สามารถทำให้สำเร็จได้ตามที่ต้องการ

“ข้าต้องบรรลุถึงระดับเก้า ของการรวบรวมลมปราณ!” เขากัดฟันเมื่อมองไปที่หินลมปราณ ห้าหมื่นก้อนที่ยังเหลืออยู่ โดยไม่ลังเลอีกต่อไป เขาดึงกระจกทองแดงออกมา เขาตัดสินใจที่จะผลิตเม็ดยาพื้นฐานลมปราณ!

เมื่อแสงสว่างปรากฎขึ้น เบื้องหน้าของเขาก็มี เม็ดยาพื้นฐานลมปราณอยู่สองเม็ด เมื่อรวมกับเม็ดดั้งเดิมด้วย เขาก็มีเม็ดยาพื้นฐานลมปราณ ทั้งหมดสามเม็ดในตอนนี้

ถ้าเอาเม็ดยาทั้งสามนี้ ไปให้ศิษย์ของหนึ่งในสำนักใหญ่ ของดินแดนด้านใต้ดู พวกมันคงต้องอ้าปากค้าง ด้วยความประหลาดใจเป็นแน่ แต่ในแคว้นจ้าว มันคงเป็นสาเหตุให้เกิดการนองเลือด ถ้าใครก็ตามได้เห็นมัน

วันนี้ เมิ่งฮ่าวจะใช้เม็ดยานี้ ไม่ใช่เพื่อบรรลุถึงขั้นพื้นฐานลมปราณ แต่เพื่อทะลวงจุดตีบตัน ใครก็ตามที่รู้ว่า เขาได้ใช้เม็ดยานี้เพื่อวิธีการเช่นนี้ ก็คงต้องคลุ้มคลั่ง เมื่อคิดว่าช่างเป็นการสูญเสียที่ฟุ่มเฟือยนัก

ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา มีน้อยคนมากที่จะทะลวงผ่านจุดตีบตัน ของการรวบรวมลมปราณ ด้วยวิธีการอันฟุ่มเฟือยเช่นนี้

เมิ่งฮ่าวสูดลมหายใจเข้าลึกๆ จากนั้นก็หยิบเม็ดยาขึ้นมา ใส่เข้าไปในปาก และกลืนลงไป เสียงกระหึ่มราวสายฟ้าฟาดก็ได้ยินอยู่ในจิตใจ และร่างกายก็สั่นสะท้าน พลังลมปราณอันมากมายมหาศาล ก็เติมเต็มอยู่ในร่างอย่างที่เขาไม่เคยคาดคิดมาก่อน ระเบิดออกมาทะลวงไปทั่วร่าง

ในช่วงเวลาครึ่งปีที่เขาได้นั่งเข้าฌาณเพียงลำพัง มีเหตุการณ์บางอย่างได้เกิดขึ้น โดยที่เขาไม่รู้เรื่อง เหตุการณ์นี้แน่นอนว่า มีผลกระทบทั่วทั้งแคว้นจ้าว เรื่องแรกเป็นข่าวที่เมิ่งฮ่าวมีเรื่องกับ ศิษย์สำนักจื่อยิ่น (ชะตาม่วง) ได้แพร่กระจายออกไปราวไฟไหม้ป่า ไม่นานชื่อของเมิ่งฮ่าวก็เป็นที่รู้จักไปทั่วแคว้นจ้าว

ทุกคนรู้ว่า เมิ่งฮ่าวได้โกหกหลอกลวงสำนักจื่อยิ่นอย่างเลือดเย็น

หลังจากนั้นไม่นาน สำนักเฟิงหาน (สายลมยะเยือก) และสำนักฉือสุ่ย (สายน้ำหมุน) ก็เกือบจะก่อสงครามกัน สุดท้ายผู้คุมกฎของสำนัก ที่อยู่ในขั้นสร้างแกนลมปราณก็ปรากฎตัวขึ้น และทำให้เรื่องราวสงบลง ไม่นาน ทั้งสองสำนักก็ร่วมกันออกคำสั่งให้จับกุมคน

เจ้าคนชั่วเมิ่งฮ่าว ของสำนักเอกะเทวะถูกตั้งค่าหัว ใครก็ตามที่สังหารเขาได้ จะได้รับรางวัลเป็น หินลมปราณ, เม็ดยา และอาวุธเวท นี่เป็นครั้งแรกในรอบร้อยปี ที่สองสำนักได้ลงนาม ออกคำสั่งเพื่อจับกุมร่วมกัน ข่าวนี้ทำให้เกิดเรื่องใหญ่โตในโลกของผู้ฝึกตนแห่งแคว้นจ้าว

แน่นอนว่า ไม่มีใครรู้ว่าต้องติดตามบุรุษ ผู้ซึ่งทำให้เกิดเหตุการณ์นองเลือด ที่เกี่ยวกับหอกเงินนี้ได้อย่างไร แต่มันก็ได้ถูกตีตราให้ต้องถูกลงโทษ และข่าวนี้ก็แพร่ไปอย่างรวดเร็ว ในไม่ช้า เมิ่งฮ่าวก็เป็นหัวข้อของการสนทนาขึ้นอีกครั้ง ท่ามกลางผู้ฝึกตนทั้งหมดในแคว้นจ้าว

เมื่อไหร่ก็ตามที่ผู้ฝึกตนมารวมตัวกัน พวกมันก็มักจะจบลง ด้วยการพูดถึงเมิ่งฮ่าว

“ข้าได้ยินมาว่า เมื่อครั้งที่มันยังอยู่ในสำนักเอกะเทวะ มันได้แย่งชิงของบางอย่าง จากบางคนที่มาจากตระกูลใหญ่ ในดินแดนด้านใต้ ผู้นั้นน่าจะชื่อว่า หวังเถิงเฟย เมื่อมันได้กลายเป็นศิษย์สายใน หวังเถิงเฟยก็ออกจากสำนักด้วยความแค้น”

“นั่นยังไม่เท่าไหร่ ข้าได้ยินมาโดยตรงเลย จากอดีตศิษย์ของสำนักเอกะเทวะว่า เมิ่งฮ่าวได้เปิดร้านขายของอยู่ที่นั่น มันได้ฉ้อโกงศิษย์ร่วมสำนักไปมากมาย พวกมันทั้งหมดโกรธมาก แต่แน่นอนว่า ไม่กล้าพูดอะไรออกมา”

“อืม ดูเหมือนว่านิสัยฉ้อโกงของมันได้ก้าวหน้าไปมากขึ้น จึงไม่ประหลาดใจเลย ถ้ามันจะหลอกลวงศิษย์สำนักจื่อยิ่น (ชะตาม่วง) รวมถึง หลิวเต้าอวิ๋น และซุนหัว…”

“ดูเหมือนว่า มันจะหลอกลวงเฉพาะ ใครก็ตามที่เข้ามาหามัน มันได้หลอกผู้คนตั้งแต่ มันออกมาจากสำนักเอกะเทวะ…”

คำสนทนา พูดจาเช่นนี้ เกิดขึ้นไปทั่ว ในโลกของการฝึกตนของแคว้นจ้าว ถ้ามันมีขอบเขตจำกัดอยู่แค่การพูดจา ก็คงไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอันใด เพราะในที่สุดคำพูดพวกนั้นก็คงจะจางหายไป ยกเว้นว่าก่อนที่มันจะหายไป สามสำนักใหญ่ก็ได้รวมพลังกัน ยกเลิกคำสั่งที่ให้จับกุมคนแบบเดิม และเปลี่ยนเป็นคำสั่งใหม่ แต่ไม่มีเหตุผลรองรับสำหรับการกระทำครั้งนี้

คำสั่งใหม่ที่ให้จับกุมคน ยังคงเป็นเมิ่งฮ่าวเช่นเดิม แต่ห้ามไม่ให้สังหาร รางวัลที่ให้ในตอนนี้ ไม่ใช่ให้เพราะสังหารเขาได้ แต่ให้เพราะจับกุมเขาได้ หรือให้ใครก็ได้ ที่สามารถแจ้งเบาะแส ว่าเขาอยู่ที่ไหน!

จากคำสั่งใหม่นี้ เขาจะบาดเจ็บ หรือพิการก็ได้ แต่ห้ามสังหารโดยเด็ดขาด

คำสั่งจับกุมคนที่แปลกๆ เช่นนี้ ก็ได้สร้างความสนใจให้กับคนไม่น้อยในทันที ในที่สุด คนที่มีชื่อเสียงบางคนก็ทราบถึงสาเหตุของคำสั่งนี้

“ผู้คุมกฎของสามสำนักใหญ่ ขั้นสร้างแกนลมปราณ ได้ไปที่แคว้นเทียนจี เมื่อหนึ่งเดือนที่ผ่านมา เพื่อขอเข้ากราบพบเทียนจีซ่างเหริน และถามท่านว่า ปรมาจารย์เอกะเทวะได้ตายไปแล้วจริงๆ หรือไม่ เนื่องจากดวงชะตาของท่านปรมาจารย์เอกะเทวะ อ่อนแอมากจนใกล้ถึงจุดแห่งความตาย แต่ถ้ำแห่งเซียนที่ท่านอยู่ ก็มีเพียงศิษย์สายในเท่านั้นที่จะเปิดได้ ตอนนี้เทียนจีซ่างเหริน กับผู้คุมกฎของสามสำนักใหญ่ ก็ได้อยู่ที่แคว้นจ้าวเรียบร้อยแล้ว เพื่อค้นหาสถานที่ ที่ปรมาจารย์เอกะเทวะนั่งกัมมัฏฐานอยู่เพียงลำพัง!”

เมื่อข่าวคราวนี้เริ่มแพร่กระจายออกไป สามสำนักใหญ่ก็สยบข่าวลือ ด้วยการที่ใครก็ตาม ที่ถูกพบว่าเป็นผู้กระจายข่าวลือนี้ จะถูกลงโทษด้วยความตายสถานเดียว และเมืองไหนที่ข่าวลือนี้ปรากฎขึ้น ก็จะถูกปิดผนึกโดยสามสำนักใหญ่ เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้คนเข้าและออกไปได้

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น