Home Novel Novel Action I Shall Seal The Heaven Chapter 887

I Shall Seal The Heaven Chapter 887

ตอนที่ 887

แก่นแท้แห่งเปลวไฟศักดิ์สิทธิ์!

สัตว์อสูรสีทองมองมายังเมิ่งฮ่าวอย่างลึกซึ้ง จากนั้นก็แหงนหน้าขึ้นและกู่ร้องออกมา ทันใดนั้นสัตว์อสูรตัวอื่นๆ ทั้งหมดในพื้นที่ด่านแรกได้เปิดทางให้กับเมิ่งฮ่าว เดินผ่านเข้าไปในประตูขนาดใหญ่นั้น

เมิ่งฮ่าวมุ่งหน้าเดินผ่านสัตว์อสูรทั้งหมดไป สายตาจ้องนิ่งไปยังประตูบานนั้น จู่ๆ สัตว์อสูรขนาดใหญ่ที่อยู่ห่างออกไปทางด้านขวามือ ซึ่งมีกลิ่นอายขั้นตัดวิญญาณก็กู่ร้องและพุ่งตรงมายังเมิ่งฮ่าว

ใบหน้าเมิ่งฮ่าวเป็นปกติเหมือนเช่นเคย ไม่แม้แต่จะมองไปยังสัตว์อสูรตัวนั้น แค่ยกมือขวาขึ้นมาทำท่าคว้าจับตรงไปยังหน้าผากของมัน

เมื่อเทียบกับขนาดที่ใหญ่โตของสัตว์อสูรนั้นแล้ว มือของเมิ่งฮ่าวช่างเล็กมากเป็นอย่างยิ่ง แต่เขาก็จับไปที่ศีรษะของมันไว้อย่างดุร้าย ทำให้มันต้องเริ่มแผดร้องเป็นเสียงโหยหวนขึ้นมาในทันที สัตว์อสูรที่อยู่รอบๆ บริเวณนั้นพุ่งกระโจนขึ้นมาอย่างมีโทสะเช่นเดียวกัน

เมิ่งฮ่าวมีสีหน้าสงบนิ่งขณะที่เดินไปข้างหน้าอย่างต่อเนื่อง เขาไม่ได้ปล่อยมือขวาออก แต่กลับลากสัตว์อสูรขนาดใหญ่นั้นไปด้วยกันขณะที่เดินหน้าต่อไป

สัตว์อสูรสีทองซึ่งกำลังนอนอยู่ที่ด้านล่างของประตูขนาดใหญ่มองมาด้วยดวงตาที่เบิกกว้าง แต่ก็ไม่ทำอะไรที่จะสอดแทรกเข้ามา มันปล่อยให้เมิ่งฮ่าวเข้ามาใกล้ประตู ซึ่งในที่สุดเขาก็ปล่อยมันไป จากนั้นก็มองไปยังสัตว์อสูรสีทองและพยักหน้าให้ และก้าวเท้าผ่านประตูเข้าไป

เมื่อปรากฏกายขึ้นมาใหม่ เมิ่งฮ่าวก็ไปอยู่ที่ด่านสอง มองเห็นหัวหน้าสัตว์อสูรสีขาวที่ดูเก่าแก่โบราณตัวเดียวกันกับที่เขาเคยเห็นเมื่อครั้งก่อน เขามองเห็นลู่ปั๋วด้วยเช่นเดียวกัน มันกำลังนั่งขัดสมาธิเข้าฌาณอยู่ อยู่ห่างจากด่านสุดท้ายเพียงแค่ก้าวเดียวเท่านั้น

มองเห็นหนวดเคราบนใบหน้าของลู่ปั๋ว และเสื้อผ้าของมันก็เก่าขาดคร่ำคร่า แต่ใบหน้ามันสาดประกายด้วยแสงอันเจิดจ้า ทันทีที่เมิ่งฮ่าวปรากฏกายขึ้น มันก็มองตรงมา ท่าทางตกตะลึงปรากฏขึ้นบนใบหน้ามัน

เมิ่งฮ่าวยืนอยู่ที่ด้านล่าง และมองขึ้นไปยังสัตว์อสูรโบราณนั้น “ผู้อาวุโส ข้าอยากจะขอทดสอบด่านที่สามดู”

สัตว์อสูรมองลงมายังเมิ่งฮ่าว หลังจากที่ผ่านไปนานสักพัก มันก็พยักหน้า เมิ่งฮ่าวบินขึ้นไปยังด่านสูงสุดในทันที

ม่านตาสัตว์อสูรหดเล็กลง ท่าทางจดจ่อปรากฏขึ้นบนใบหน้ามัน กล่าวว่า

“เจ้าเปลี่ยนไป เจ้ามีความแข็งแกร่งกว่าครั้งก่อนมากนัก…แต่ข้าอยากจะให้คำแนะนำเจ้าสักเล็กน้อย ดูจากระดับพื้นฐานฝึกตนของเจ้าแล้ว คงไม่อาจจะผ่านด่านที่สามนี้ไปได้”

“เมื่อดูจากวิธีการผ่านด่านที่สองไปเมื่อครั้งก่อนของเจ้า ทำให้มีโอกาสไปอยู่ที่ด่านสามชั่วขณะ และสามารถจะหลบหนีจากความตายไปได้ ครั้งนี้…ถ้าเจ้าล้มเหลว ก็จะไม่มีโอกาสที่จะจากด่านนั้นไปและจะต้องตายอยู่ที่ด้านใน”

“การทดสอบของด่านที่สามคือการดูดซับแก่นแท้แห่งเปลวไฟศักดิ์สิทธิ์ในร่างกายเจ้า”

เมิ่งฮ่าวมองกลับไปยังหัวหน้าสัตว์อสูรอย่างเงียบๆ แต่ดวงตาสาดประกายด้วยความมุ่งมั่น และพยักหน้าให้

สัตว์อสูรครุ่นคิดอยู่ชั่วขณะ แต่ก็ไม่ขัดขวางเมิ่งฮ่าวอีก มันโบกสะบัดมือ และกระแสน้ำวนขนาดใหญ่ก็ปรากฏขึ้น มองเห็นประกายไฟอยู่ภายใน ทะเลแห่งเปลวไฟนี้ไม่ใช่อะไรอื่นนอกจากเป็นประตูทางเข้าของด่านที่สาม

เมิ่งฮ่าวกำลังจะก้าวเท้าเข้าไปแต่…

ลู่ปั๋วก็อดไม่ได้ที่จะร้องตะโกนขึ้นมา

“เมิ่งฮ่าว…เอ่อ…เรื่องราวที่ด้านนอกเป็นอย่างไรบ้าง?” มันมีแผนการบุกรุกของดินแดนทางเหนืออยู่ภายในใจ และด้วยเช่นนั้นมันก็คิดว่าดินแดนด้านใต้น่าจะถูกยึดไว้แล้ว แต่ตอนนี้เมื่อมันเห็นเมิ่งฮ่าวมาพร้อมกับพื้นฐานฝึกตนที่น่ากลัวมากไปกว่าก่อนหน้านี้ ตัวมันเองได้ก้าวผ่านการตัดครั้งที่สามไปแล้ว และก้าวเข้าไปในขั้นค้นหาเต๋าได้สำเร็จ อย่างไรก็ตามด้วยพื้นฐานฝึกตนค้นหาเต๋าขั้นต้นของมัน ทำให้ไม่อาจจะมองเห็นพื้นฐานฝึกตนของเมิ่งฮ่าวได้อย่างชัดเจนนัก

มันมีความรู้สึกที่เลวร้ายเป็นอย่างยิ่ง เป็นความรู้สึกที่ทำให้ใบหน้ามันต้องซีดขาวไป

เมิ่งฮ่าวหยุดชะงักนิ่ง และมองกลับไปยังลู่ปั๋วอย่างเงียบๆ ชั่วครู่ก่อนที่จะกล่าวตอบ

“การรุกรานของดินแดนทางเหนือล้มเหลว ผู้แข็งแกร่งค้นหาเต๋าส่วนใหญ่ถูกสังหารไป”

“เป็นไปไม่ได้!” ลู่ปั๋วกล่าวตอบด้วยน้ำเสียงที่แหบแห้ง “ท่านผู้เฒ่า, ท่านปรมาจารย์ และคนอื่นๆ ไม่เพียงแต่จะอยู่ในขั้นสูงสุดค้นหาเต๋าเท่านั้น แต่บางคนยังเทียบได้กับเซียนเทียมอีกด้วย! รวมทั้งอาวุธเวทอันทรงพลังอีกมากมาย แม้แต่เซียนเทียมถ้ามาต่อสู้กับดินแดนทางเหนือก็ยังต้องถูกกำจัดไป! แล้วคนเหล่านั้นจะตายไปได้อย่างไรกัน?!”

“ดินแดนทางเหนือมีทรัพยากรอยู่มากมาย! แล้วผู้ฝึกตนนับล้านจะพ่ายแพ้ไปเช่นนั้นได้อย่างไรกัน!?!?”

เสียงเมิ่งฮ่าวเยือกเย็นขณะที่กล่าวตอบ “ผู้เฒ่ารวมทั้งปรมาจารย์ และบางคนที่เป็นผู้แข็งแกร่งมากที่สุดในขั้นค้นหาเต๋าที่ท่านได้กล่าวถึง ทั้งหมดถูกสะกดอยู่ใต้ภูเขาที่ถูกเรียกว่าบาปแห่งแดนเหนือ พื้นฐานฝึกตนของพวกมันกำลังถูกใช้ไปทดแทนพลังลมปราณของดินแดนด้านใต้”

“สำหรับกองกำลังที่ท่านพูดถึง ส่วนใหญ่ของผู้ฝึกตนนับล้านได้ตายไป ผู้ที่รอดชีวิตอยู่ไม่กี่แสนคน พื้นฐานฝึกตนของพวกมันถูกตัดไป และกลายเป็นพลเมืองชั้นสอง สำหรับคนรุ่นต่อมา สายโลหิตแห่งผู้ฝึกตนดินแดนทางเหนือ ไม่อาจจะมีผู้ฝึกตนวิญญาณแรกก่อตั้งได้อีก”

“แต่ก็ยังมีท่าน ถ้าท่านออกไปจากสถานที่แห่งนี้ได้ ก็ให้ไปยังบาปแห่งแดนเหนือเพื่อไปดูด้วยตาของตนเอง นับจากวันนี้เป็นต้นไป ถ้าท่านยินยอมที่จะฝึกตนอย่างสงบสุข ข้าก็จะไม่สังหารท่านไป แต่ถ้าท่านทำให้เกิดปัญหาใดๆ…ก็จะมีคนในโลกด้านนอกมาสังหารท่าน” ด้วยเช่นนั้น เขาก็ไม่สนใจลู่ปั๋วอีก และก้าวเดินเข้าไปในกระแสน้ำวน

ใบหน้าลู่ปั๋วซีดขาว กระอักโลหิตออกมากองโต จากการพูดของเมิ่งฮ่าว ทำให้มันบอกได้ว่าเขาไม่ได้โกหก ทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาพูดเป็นเรื่องจริงทั้งสิ้น

ลู่ปั๋วเงียบไปชั่วขณะ และจากนั้นก็เริ่มหัวเราะขึ้นมาอย่างขมขื่น คิดไปถึงสหายจากบ้านเกิด, อาจารย์ของมัน, ปรมาจารย์ของมัน มันไม่เคยคาดคิดว่าขณะที่ติดอยู่ในที่แห่งนี้…โลกที่ด้านนอกจะกลับตาลปัตรไปเช่นนี้

ในตอนที่เมิ่งฮ่าวก้าวเท้าเข้าไปในกระแสน้ำวน เขารู้สึกราวกับว่ากำลังผ่านเข้าไปในทะเลแห่งเปลวไฟอันไร้ขอบเขต ในเวลาเดียวกันนั้น เสียงแผดร้องคำรามอันน่ากลัวก็ได้ยินมา

เสียงคำรามนั้นเริ่มชัดเจนมากขึ้นในทันทีที่เมิ่งฮ่าวก้าวเท้าเข้าไปในโลกแห่งด่านที่สามอย่างเต็มตัว ที่เบื้องหน้าไม่มีทะเลแห่งเปลวไฟ แต่กลับเป็นสนามสีโลหิต

ดินแดนแห่งนั้นเต็มไปด้วยต้นหญ้าสีขาวด้วยเช่นกัน

มองเห็นเจดีย์ทั้งหมดเก้าแสนเก้าหมื่นหลัง ห้อมล้อมเป็นวงกลมในทั่วทุกทิศทาง ที่ตรงกลางเป็นเมืองสีดำ เมืองนั้นรกรุงรังไปด้วยต้นหญ้าสีขาว และมีเปลวไฟลอยอยู่ในกลางอากาศที่เบื้องบน เปลวไฟนั้นดูเหมือนจะลุกไหม้อยู่ชั่วกัปชั่วกัลป์ เกิดเป็นแสงเจิดจ้ากระจายออกไปทั่วทั้งโลกแห่งนี้

จากนั้นเสียงเดียวกันกับที่เมิ่งฮ่าวเคยได้ยินมาจากก่อนหน้านี้ในที่แห่งนี้ก็ดังก้องออกมา

“เต้าฟาง, เจ้าต้องตาย!!”

“เจ้าสังหารข้า เต้าฟาง, ถ้าข้าไปเกิดใหม่ ข้าจะต้องสังหารเจ้าอย่างแน่นอน!”

“โลกแห่งเซียนถูกลิขิตมาให้ต้องพบเจอกับหายนะ! ดินแดนแห่งเซียนถึงวาระที่ต้องแตกดับ และเซียนก็จะถูกกำจัดไป! แต่ข้าจะไม่ยอมแพ้!!”

“ข้าค้นพบความเป็นจริงแล้ว! ไม่ว่าเจ้าจะสะกดข้าไว้นานเท่าใด ข้าก็จะไม่ยอมรับความพ่ายแพ้!”

“บัดซบเจ้าลิง! ถ้าข้าหลบหนีไปจากกับดักนี้ได้ ข้าจะต้องถลกหนังเจ้าออกมาอย่างแน่นอน!!”

“ถ้าข้าจะไปเกิดใหม่ ข้าจะต้องสังหารตนเองเพื่อให้ออกไปจากสถานที่แห่งนี้! ถ้าข้าถือกำเนิดใหม่ไม่ได้ ก็จะต้องตกอยู่ในความไม่รับรู้ถึงเรื่องราวใดๆ เหมือนกับสิ่งมีชีวิตทั้งหมด ไร้ความหวังที่จะตื่นขึ้นมาใหม่ แม้จะผ่านวัฏจักรการเกิดใหม่ไปหลายรอบนับไม่ถ้วนก็ตามที ดังนั้นข้าจะทิ้งคำสั่งสวรรค์ไว้ในที่แห่งนี้!”

“คำสั่งข้าประกอบด้วยแก่นแท้แห่งเปลวไฟเต๋าของข้า เป็นเศษเสี้ยวของการคงอยู่แห่งเปลวไฟของข้า ข้าหวังว่าอีกหลายปีนับไม่ถ้วนหลังจากนี้ ร่องรอยของมันก็จะยังคงมีอยู่ต่อไป!”

เสียงนั้นคล้ายกับเป็นกระบี่อันแหลมคม ทิ่มแทงเข้าไปในจิตใจเมิ่งฮ่าว ศีรษะเขาหมุนคว้าง รู้สึกราวกับว่าร่างกายกำลังจะพังทลายลงไปเป็นเสี่ยงๆ

อย่างไรก็ตาม ในครั้งนี้ไม่เพียงแต่เมิ่งฮ่าวจะเตรียมตัวมาพร้อมเท่านั้น แต่พื้นฐานฝึกตนของเขาก็แตกต่างไปจากก่อนหน้านี้อย่างมากมาย เป็นความแตกต่างที่คล้ายกับเป็นสวรรค์และปฐพี ตอนนี้มีเพียงสิ่งเดียวที่เกิดขึ้นคือ มีโลหิตไหลซึมออกมาจากดวงตา, หู, จมูกและปากของเขาเท่านั้น ร่างกายไม่ได้เริ่มแยกออกเป็นชิ้นๆ เหมือนครั้งที่แล้ว ขณะที่เสียงนั้นดังก้องออกมา เมิ่งฮ่าวก็มองไปยังแก่นแท้แห่งเปลวไฟศักดิ์สิทธิ์ขนาดใหญ่ที่อยู่ข้างหน้าขึ้นไป

แก่นแท้ทันใดนั้นก็ระเบิดขึ้นด้วยพลังที่ทำให้โลกทั้งหมดแห่งนี้ต้องสั่นสะเทือน เดิมทีในที่แห่งนี้ยังไม่มีเปลวไฟ แต่ตอนนี้ทุกสิ่งทุกอย่างพุ่งขึ้นมาด้วยเปลวไฟ พื้นดิน ท้องฟ้า ทุกสรรพสิ่งกลายเป็นเปลวไฟไป ในชั่วพริบตาทั่วทั้งโลกแห่งนี้ก็เต็มไปด้วยเปลวไฟ

เป็นเปลวไฟที่น่าตกใจยิ่ง และเมิ่งฮ่าวก็รู้สึกได้ถึงวิกฤตอันตรายที่ร้ายแรงขึ้นในทันทีที่เปลวไฟเหล่านั้นกระจายออกมา เป็นเปลวไฟที่ทรงพลังจนเพียงพอที่จะสังหารเขาไปได้อย่างเหลือเฟือ

ในช่วงวิกฤตนี้ เมิ่งฮ่าวไม่ลังเลที่จะหยิบเอาผลึกสีขาวออกมาจากถุงสมบัติ ทันทีที่ถือมันไว้อยู่ในมือ ความหนาวเย็นราวน้ำแข็งก็กระจายออกไปปกคลุมอยู่ทั่วร่าง ปิดกั้นเปลวไฟเหล่านั้นไว้โดยสิ้นเชิง

เมื่อเกิดขึ้นเช่นนี้ เมิ่งฮ่าวก็ถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก เหตุผลทั้งหมดที่เขากล้าเข้ามายังสถานที่แห่งนี้ ก็เนื่องมาจากผลึกชิ้นนี้ แต่เขาก็มั่นใจเพียงแค่แปดในสิบส่วนเท่านั้นว่ามันจะช่วยได้จริงๆ และรู้สึกลังเลในตอนแรก แต่ตอนนี้เมื่อได้เห็นว่าผลึกนี้มีประสิทธิภาพจริงๆ ดวงตาเมิ่งฮ่าวก็สาดประกายขึ้น

เขามองขึ้นไปยังแก่นแท้แห่งเปลวไฟศักดิ์สิทธิ์ และยิ้มออกมาด้วยความมุ่งหวัง

การปะทุขนาดใหญ่ลอยอยู่ในกลางอากาศ ทำการพ่นทะเลแห่งเปลวไฟออกมา ราวกับว่ามันคือต้นกำเนิดของเปลวไฟทั้งหมดนี้

เมิ่งฮ่าวสูดลมหายใจเข้าไปลึกๆ จากนั้นก็ชูผลึกขึ้นไป เขาเริ่มเดินไปข้างหน้าอย่างช้าๆ เปลวไฟที่อยู่รอบๆ ตัวพลุ่งพล่านปั่นป่วนอย่างน่ากลัว กลายเป็นคลื่นเปลวไฟพุ่งเข้ามาปะทะเขา พลังของเปลวไฟนี้ช่างรุนแรงอย่างน่าตกใจยิ่ง และเขาก็รู้ดีว่าถ้ามีเปลวไฟแม้แต่เศษเสี้ยวของมันมาสัมผัสโดนตัว อาณาจักรความเป็นนิรันดร์ก็แค่ช่วยให้เขามีชีวิตอยู่ได้เพียงช่วงสั้นๆ เท่านั้น ก่อนที่เขาจะถูกทำลายไปโดยสิ้นเชิง

เวลาผ่านไป เมิ่งฮ่าวเข้าไปใกล้แก่นแท้แห่งเปลวไฟศักดิ์สิทธิ์ขนาดใหญ่นั้นมากขึ้นเรื่อยๆ หลังจากที่ผ่านไปสักพัก เขาก็ไปหยุดอยู่ห่างจากเปลวไฟนั้นเพียงไม่กี่พันจ้าง พบว่าเป็นเรื่องยากที่จะมุ่งหน้าต่อไปได้อีก ไม่ใช่เพราะว่าผลึกไม่อาจจะดูดซับพลังของเปลวไฟได้อีกต่อไป แต่เป็นเพราะร่างกายเขาไม่อาจจะเข้าไปใกล้มากไปกว่านี้ได้อีก ถึงแม้ว่าจะใช้การโคจรพื้นฐานฝึกตนขึ้นมาอย่างเต็มกำลังก็ตามที แรงกดดันในบริเวณนั้นช่างรุนแรงขึ้นเป็นอย่างมาก

ถ้าเมิ่งฮ่าวไม่มีผลึกนี้ อย่างมากที่สุดเขาก็บรรลุได้ถึงจุดที่อยู่ห่างจากเปลวไฟประมาณหมื่นจ้างเท่านั้น

เมิ่งฮ่าวสูดลมหายใจเข้าไปลึกๆ มองไปรอบๆ ยังทะเลแห่งเปลวไฟ ในตอนนี้เขาสามารถมองเห็นภาพที่อยู่ภายในเปลวไฟ รวมทั้งสัตว์อสูร อาวุธเวทและต้นไม้ใบหญ้าต่างๆ

แต่ละภาพเหล่านั้นทรงพลังเป็นอย่างยิ่ง เป็นบางสิ่งที่สามารถทำให้คนที่อยู่ในขั้นสูงสุดของอาณาจักรเซียนต้องตกตะลึง ยิ่งเข้าไปใกล้แก่นแท้แห่งเปลวไฟศักดิ์สิทธิ์มากเท่าใด วิญญาณแห่งเปลวไฟอันน่ากลัวก็ยิ่งมีมากขึ้นเท่านั้น

“ข้าไม่ต้องการที่จะนำแก่นแท้แห่งเปลวไฟศักดิ์สิทธิ์ไปทั้งหมด ต้องการเพียงแค่เล็กน้อยเท่านั้นเพื่อจะใช้เป็นไพ่ไม้ตายในอนาคต” เมิ่งฮ่าวคิด ส่งสัมผัสศักดิ์สิทธิ์ออกไปอย่างระมัดระวัง เปิดช่องว่างในเกราะป้องกันที่ถูกสร้างขึ้นมาโดยผลึกออก และดึงเอาวิญญาณเปลวไฟที่ดูคล้ายกับเป็นผีเสื้อเข้ามา เมื่อมันเข้ามาอยู่ข้างในเกราะป้องกัน เขาก็พุ่งถอยไปทางด้านหลังอย่างรวดเร็ว ใช้พลังทั้งหมดของพื้นฐานฝึกตน เพื่อทำให้พลังของผลึกห่อหุ้มผีเสื้อเปลวไฟไว้ภายใน

หลังจากที่ล่าถอยออกไปจนห่างไกล พลังของทะเลเปลวไฟก็ลดลงเล็กน้อย และเมิ่งฮ่าวก็หยุดลง หอบหายใจออกมา มองดูผีเสื้อที่กำลังกระพือปีกบินไปมารอบๆ ภายในพลังของผลึก จากนั้นก็ส่งสัมผัสศักดิ์สิทธิ์ตรงไปมายังผีเสื้อเปลวไฟนั้นด้วยความระมัดระวัง ทันทีที่ทำการเชื่อมต่อได้ สัมผัสศักดิ์สิทธิ์ของเขาก็ลุกขึ้นกลายเป็นเปลวไฟ และการเชื่อมต่อนั้นก็ถูกตัดไปในทันที

ความมุ่งมั่นปรากฏขึ้นในดวงตา ขณะที่เมิ่งฮ่าวหยิบเอาตะเกียงสัมฤทธิ์โบราณออกมาจากถุงสมบัติ ใช้ความระมัดระวังอย่างสูงสุดยื่นตะเกียงตรงไปยังผีเสื้อเปลวไฟ

“ถ้ามันได้ผล ข้าก็จะมีไพ่ไม้ตายอันยอดเยี่ยมเพื่อใช้ในวันข้างหน้า ถ้าล้มเหลว…ข้าก็ไม่ได้สูญเสียอะไรเลย” เมิ่งฮ่าวกัดฟันแน่น นำตะเกียงสัมฤทธิ์แตะไปที่ผีเสื้อเปลวไฟ

ทันใดนั้น ตะเกียงสัมฤทธิ์จู่ๆ ก็แวบขึ้น ผีเสื้อเปลวไฟบินลงไปเกาะอยู่บนไส้ตะเกียง และเสียงปะทุก็ได้ยินมา ขณะที่เปลวไฟติดขึ้นมาบนไส้ตะเกียง!

มันลุกไหม้อยู่ชั่วขณะ และจากนั้นก็ดับลงไป แต่ตอนนี้มีประกายระยิบระยับอยู่ที่ข้างในตะเกียงแล้ว

เมิ่งฮ่าวเก็บตะเกียงกลับเข้าไปในถุงสมบัติด้วยความตื่นเต้น จากนั้นเขาก็ดึงมันออกมาใหม่และเป่าไปที่ตะเกียง ทันใดนั้นทะเลแห่งเปลวไฟก็ระเบิดออกมา และเมิ่งฮ่าวก็แทบจะหยุดหายใจ ต่อมาไม่นานเปลวไฟก็ดับลง เหลือเพียงประกายระยิบระยับที่ยังคงมีอยู่ภายในตะเกียง

“สำเร็จ!” เมิ่งฮ่าวกล่าวพร้อมกับหัวเราะเป็นเสียงดังออกมา เลียริมฝีปากไปมา เขาคิดว่าจะพยายามรวบรวมเปลวไฟมาให้มากขึ้น แต่เมื่อมองไปยังแก่นแท้แห่งเปลวไฟศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่ในกลางอากาศนั้น และคิดไปถึงธรรมชาติที่แปลกๆ ของสถานที่แห่งนี้แล้ว สุดท้ายเขาก็คิดว่ามันคงไม่ใช่เรื่องฉลาดที่จะกระทำอย่างวู่วามเช่นนั้น พยายามสะกดข่มความโลภลง ถอยหลังไปอีกเล็กน้อย และจากนั้นก็เก็บผลึกไว้ ปล่อยให้เปลวไฟเผาไหม้ตัวเองเล็กน้อย จากนั้นดวงตาก็สาดประกายขึ้น ก้าวเท้าตรงไปที่ประตูทางออกและหายตัวไป

ในตอนที่เขาหายตัวไป จู่ๆ ก็มีดวงตาปรากฏขึ้นอยู่ภายในแก่นแท้แห่งเปลวไฟศักดิ์สิทธิ์ มันจ้องมองไปยังเมิ่งฮ่าวขณะที่กำลังจางหายไปด้วยความเย็นชา หลังจากผ่านไปชั่วครู่ เสียงถอนหายใจอย่างยาวนานก็ได้ยินมา

“ตลอดหลายปีมานี้ มันเป็นคนแรกที่ทำได้สำเร็จ…มัน…จะต้องกลับมาอย่างแน่นอน!”

Leave a Reply

error: Alert: Content is protected !!
%d bloggers like this: