1121. ไม่กังวลกับผลที่ตามมา
ฉิงหลินมองหวังหลินและเอ่ยเสียงเบา “ตอนนั้นอาจารย์บาดเจ็บหนัก ต้องต่อสู้กับต้าเจียและเป้ยหลัว ท้ายที่สุดต้าเจียก็เข้าครอบงำร่างกาย…”
“แม้พลังข้ายังไม่หมดไปอย่างสิ้นเชิง แต่ข้าต้องปิดด่านฝึกตนเพื่อฟื้นฟู ข้ารู้เรื่องสถานะของดาราจักรฟ้ากระจ่างจากศิษย์พี่หวังเว่ยของเจ้าแล้ว มันตกอยู่ในความโกลาหล…”
“แดนสวรรค์พิรุณแห่งใหม่จะกลายเป็นดินแดนของศิษย์ข้า ประตูแดนสวรรค์พิรุณได้ปิดผนึกไปแล้ว ดังนั้นจะไม่มีใครสามารถเข้ามาที่นี่ได้อีกต่อไป”
“หากเจ้ามีสหายหรือญาติมิตร สามารถนำพวกเขามาอาศัยอยู่ในแดนสวรรค์พิรุณได้ เมื่อระดับบ่มเพาะของอาจารย์ฟื้นฟู เราจะนำแดนสวรรค์กลับคืนสู่ความรุ่งโรจน์!” ฉิงหลินเอ่ยขึ้นพร้อมกับสายตาสบกับหวังหลิน
หวังหลินขบคิดมานานและเอ่ยขึ้นเสียงเบา “อาจารย์รู้จักเทพโบราณหรือไม่…”
ฉิงหลินพยักหน้าด้วยท่าทีปกติ
“ไม่รู้ว่าอาจารย์ตอนนี้สามารถต่อสู้กับเทพโบราณแปดดาว…สายเลือดราชวงศ์ได้หรือไม่!” หวังหลินมองฉิงหลิน น้ำเสียงยังคงต่ำ
พอได้ยินคำว่า “สายเลือดราชวงศ์” ฉิงหลินขบคิดเล็กน้อยและเอ่ยออกมา “เจ้ากำลังพูดถึงเทพโบราณตู่ซือแห่งดาวซูซาคุใช่ไหม!”
หวังหลินไม่ประหลาดใจ อีกทั้งฉิงหลินก็เป็นถึงจักรพรรดิเทพ ตู่ซือเองก็อยู่ใกล้เคียงกับแดนสวรรค์ การที่ฉิงหลินจะรู้จึงดูมีเหตุผล
“ตอนที่ข้ามีพลังเต็มเปี่ยม ข้าไม่เคยคิดว่าเขาเป็นภัยคุกคาม แต่ด้วยเหตุพิเศษบางอย่าง ข้าไม่เคยเข้าไปตรวจสอบ…ตอนนี้ข้ามีพลังทำได้แค่หนึ่งกระบวนท่าเท่านั้น!”
“ด้วยหนึ่งการโจมตีข้า เขาคงต้องถูกบังคับให้ล่าถอย!”
“พลังอำนาจหนึ่งกระบวนท่า…” หวังหลินยิ้มอย่างเจ็บปวด เข้าใจความหมายเบื้องหลังคำพูดของฉิงหลิน ฉิงหลินบาดเจ็บเกินไปและตอนนี้มีพลังพอจะใช้หนึ่งกระบวนท่าเท่านั้น แม้จะพอยับยั้งต้าเสินได้ มันก็ไม่อาจใช้ได้ ถึงศัตรูจะถูกบังคับให้ล่าถอยแต่ก็จะเป็นอันตรายในอนาคต
ฉิงหลินขบคิดและเอ่ยขึ้นมา “ข้าพัวพันกับมารโบราณต้าเจียมานานเกินไป เส้นทางสู่ภายนอกจะเปิดขึ้นในอีกไม่นาน ข้าต้องรีบฟื้นฟูระดับบ่มเพาะของข้า ไม่เช่นนั้นดินแดนปิดผนึกจะถูกกวาดล้าง…อย่างไรก็ตามหากเจ้าต้องการข้า ข้าสามารถใช้หนึ่งกระบวนท่านั้นให้เจ้าได้!”
หวังหลินส่ายศีรษะมองฉิงหลิน “อาจารย์ ตอนนั้นแดนสวรรค์เผชิญภัยพิบัติอะไรกัน?”
หวังหลินมีคำถามนี้ในใจมามากกว่าพันปี เขาเองก็ยังไม่รู้เหตุผล
สายตาฉิงหลินแฝงความเย็นเยียบและผสานกับความเจ็บปวด
“ทุกอย่างเป็นเพราะประตูสวรรค์…” ฉิงหลินไม่ยอมพูดอีก สีหน้ายิ่งซับซ้อนมากขึ้น
หวังหลินก้มศีราะลง “ในถ้ำของอาจารย์ ข้าเจอบรรพชนเผ่ารอยสัก…”
ฉิงหลินขบคิดเล็กน้อยและเอ่ยเสียงเบา “เจ้าเชื่อคำพูดนางไหม?”
หวังหลินไม่เอ่ยตอบ
“การต่อสู้ระหว่างดินแดนปิดผนึกและดินแดนด้านนอกกินเวลายาวนานเกินไป เจ้าจะรู้เองในอนาคต” ฉิงหลินถอนหายใจและจบหัวข้อนี้
“ไปนำสหายและญาติมิตรของเจ้ามาที่นี่ มีอาจารย์อยู่ที่นี่ ข้าสามารถทำให้พวกเขาปลอดภัยได้” ฉิงหลินมองหวังหลินด้วยความเมตตา
หวังหลินพยักหน้าก่อนจะลังเลเล็กน้อย แขนขวายื่นเข้าหาความว่างเปล่า ปรากฏโลงศพผลึกลอยออกมาจากรอยแตกร้าว
“อาจารย์…ท่าน…ท่านจำโลงศพนี้ได้ใช่ไหม…” หวังหลินจ้องฉิงหลินด้วยความเคร่งเครียด ความจริงนอกจากเหตุผลในการช่วยฉิงหลินเพื่อรักษาพิษของซือถูหนานและความต้องการของโจวยี่ อีกเหตุผลก็คือการหาข้อมูลเรื่องโลงศพนี้
ฉิงหลินหรี่ตาและเห็นความกังวลของหวังหลินได้ทันที เขามองโลงศพตรงหน้าก่อนจะขบคิดและพยักหน้า “หากอาจารย์เดาไม่ผิด มันน่าจะเป็นโลงศพเลี่ยงสวรรค์!”
หวังหลินความคิดสั่นเทา หายใจถี่
“โลงศพเลี่ยงสวรรค์ไมได้มาจากสี่แดนสวรรค์ มันมาจากแดนสวรรค์โบราณ ลือกันว่ามันสามารถฟื้นคืนชีพคนตายได้ แต่นั่นก็แค่ข่าวลือ หากเจ้ารู้บทร่ายใช้งานโลงศพนี้ มันก็มีโอกาสนำวิญญาณกลับมาได้”
“แต่อาจารย์ไม่รู้บทร่าย…” คำพูดของฉิงหลินมอบความหวังให้หวังหลินแต่ก็ทำให้สูญสลายไปด้วย
ราวกับค้อนปอนด์กระแทกใส่หน้าอก หวังหลินหน้าซีดและเจ็บปวด หากฉิงหลินไม่รู้แล้วใครจะรู้…
“แต่ว่า…” ฉิงหลินมองหวังหลิน
หวังหลินสูดหายใจลึกมองดูฉิงหลิน ความหวังจุดปะทุขึ้นมา
“ครั้งนึงอาจารย์ได้ยินว่าโลงศพเลี่ยงสวรรค์ปรากฏขึ้นครั้งแรกในแดนสวรรค์แห่งแสงและเป็นของจักรพรรดิเทพจื่อเซีย ระดับบ่มเพาะของจื่อเซียแค่ต่ำกว่าข้าและเหนือว่าป๋ายฟ่าน นางอาจจะรอดชีวิตจากการล่มสลายของแดนสวรรค์หรือยังมีศิษย์ที่นางทิ้งเอาไว้ เจ้าอาจจะหาบทร่ายโลงศพเลี่ยงสวรรค์มาจากนางได้!”
“ถึงแม้เจ้าจะหานางไม่ได้ เมื่อระดับบ่มเพาะข้าฟื้นฟู ข้าจะไปช่วยเจ้าแน่นอน!”
หวังหลินลุกขึ้นและคำนับฝ่ามือ เขาได้รับคำตอบแล้ว
“ไปหาคนที่เจ้าคิดว่าสำคัญและนำพวกเขามาที่นี่ ข้าสามารถช่วยทำให้ปลอดภัยได้” ฉิงหลินมองดูเหนื่อยอ่อน ยกแขนขวาขึ้นมา โบกสะบัดและปรากฏอักขระรูนร่อนลงบนฝ่ามือหวังหลินและเข้าสู่ร่างกาย
“เมื่อเจ้าต้องการกลับมา ให้ใช้งานอักขระรูนนี้”
หวังหลินพยักหน้าและมองฉิงหลิน จากนั้นเก็บโลงศพเลี่ยงสวรรค์และจากไป
เหล่าเซียนที่เดินทางในดาราจักรพันธมิตรเซียนทั้งหมดหายไป ส่วนใหญ่ถูกบังคับให้เข้าไปในดาวซูซาคุ
ณ ขณะนี้ลำแสงหนึ่งกระพริบผ่านท้องฟ้า หวังหลินเหาะเหินออกมาด้วยสีหน้าสงบนิ่ง แม้การตื่นขึ้นของฉิงหลินและค่ายกลของแดนสวรรค์พิรุณแห่งใหม่ไม่ได้แก้ปัญหาเขา แต่มันได้ทำให้ไม่ต้องกังวลถึงผลลัพธ์ที่ตามมา
เขากำลังจะส่งคนใกล้ตัวทั้งหมดไปที่แดนสวรรค์พิรุณ หวังหลินผ่อนคลายได้ก็ด้วยคำสัญญาของฉิงหลิน
หวังหลินไม่ได้ต้องการให้ฉิงหลินช่วยเขาต่อสู้กับต้าเสิน แม้จะเป็นการกำจัดวิกฤติเพียงชั่วคราว ตามที่ฉิงหลินได้บอกเอาไว้ เขาทำได้เพียงแค่ต่อสู้และไม่อาจสังหารได้ ดังนั้นจึงไม่มีประเด็นอะไรนัก
‘ข้ายังต้องพึ่งตัวเอง…’ หวังหลินเข้าใจว่าแม้เขาจะช่วยฉิงหลินไปแล้ว ไม่มีใครสามารถช่วยเขาได้ยามที่เผชิญกับวิกฤติจริงๆ
หวังหลินไม่มีญาติจริงๆเหลืออยู่ในโลกนี้มากนัก แต่มีอยู่คนนึง
เขาจำได้ว่าตอนที่แพร่กระจายความคิดผ่านดาราจักรด้วยลูกปัดฝืนลิขิตฟ้า หวังหลินเห็นโจวลี่ในดินแดนฟ้ากระจ่าง
พลันก้าวไปข้างหน้า ปรากฏระลอกคลื่นและหายวับไป ปรากฏตัวอีกครั้งเบื้องหน้าดาวเคราะห์ร้างห่างไกลแห่งหนึ่ง
ดาวนี้ไม่มีสิ่งใดผิดปกติ แต่หวังหลินรู้ว่าค่ายกลเคลื่อนย้ายสู่ดินแดนฟ้ากระจ่างอยู่ที่นี่
ไม่ว่าจะเป็นการส่งหินหยกของจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์คนเก่าหรือการนำโจวยี่ออกมา หวังหลินก็ต้องมาดินแดนฟ้ากระจ่าง แม้กระนั้นเขาก็ไม่อยากเผชิญหน้ากับมู่ปิงเหมยด้วย
หวังหลินถอนหายใจแต่ไม่หยุดชะงัก เขาตรงเข้าสู่ชั้นบรรยากาศของดาวและร่อนลงไป
หวังหลินเหาะเหินเข้าหาตำแหน่งค่ายกลเคลื่อนย้ายโดยอิงจากสิ่งที่เขาเห็นผ่านตา
ทว่าขณะที่สัมผัสวิญญาณเขาตรวจพบค่ายกลเคลื่อนย้าย กลิ่นอายแข็งแกร่งทรงพลังสี่จุดปรากฏขึ้นรอบตัวหวังหลิน ไม่ยอมให้เขาไปข้างหน้า
ขณะเดียวกันน้ำเสียงเย็นเยียบดังสะท้อนขึ้น
“ที่นี่เป็นสถานที่ต้องห้าม หากเจ้าเข้าไปแม้อีกก้าวเดียว ไม่ว่าเจ้าจะมาจากไหน เจ้าจะต้องถูกสังหาร!”
หวังหลินขมวดคิ้วและหยุดลง “ข้าไม่ได้มาต่อสู้ที่นี่ ข้ามาเพื่อส่งหินหยกให้แก่ดินแดนฟ้ากระจ่างในนามของจักรพรรดิวิหคเพลิงคนเก่า!”
กลิ่นอายรอบตัวอ่อนแอลง น้ำเสียงเย็นเยียบดังสะท้อนอีกครั้ง
“ทิ้งหินหยกไว้และไปซะ!”
ในแววตาหวังหลินกระพริบเย็นเยียบ เขาสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่ากลิ่นอายทั้งสี่เป็นของเซียนขั้นส่องสวรรค์ การมีเซียนขั้นส่องสวรรค์คุ้มกันประตูนี้แสดงให้เห็นว่าดินแดนฟ้ากระจ่างไม่อ่อนแอไปกว่ากองกำลังอื่นๆเลยในพันธมิตรเซียน
ทว่าเซียนสี่คนนี้โอหังเกินไป แม้จะตรวจพบว่าหวังหลินเป็นเซียนขั้นชำระสวรรค์ คำพูดคำจายังแข็งกร้าว พวกเขาไม่ควรแสดงมารยาทแบบนี้เลยเว้นแต่ตนเองจะเป็นขั้นทลายสวรรค์ไปแล้ว
หวังหลินไม่ได้รู้สึกดีอันใดต่อดินแดนฟ้ากระจ่างนัก แต่เขาก็ต้องมาที่นี่เพื่อรับโจวลี่กลับ หลังขบคิดเล็กน้อยหวังหลินระงับความโกรธเอาไว้และกล่าวอย่างใจเย็น “นอกจากการส่งหินหยกแล้ว ข้าต้องการพบมู่ปิงเหมยด้วย”
สิ้นคำกล่าว เสียงหัวเราะดังสะท้อนอีกครั้ง น้ำเสียงเย็นเยียบดังออกมา
“การจะเข้าไปในดินแดนฟ้ากระจ่าง เจ้าต้องนำหินหยกเชิญชวนออกมา เจ้ามีหรือไม่?”
หวังหลินขมวดคิ้ว “ข้าไม่มี ข้าขอรบกวน ท่าน…” น้ำเสียงเย็นเยียบขัดหวังหลินทันทีโดยไม่รอให้เอ่ยจบก่อน
“หากเจ้าไม่มีหินหยกเชิญขวน เจ้าก็เข้าไปไม่ได้!”
หวังหลินแววตาเย็นชารุนแรงขึ้น แต่ก็ระงับมันลง เอ่ยขึ้นท่าทีสงบนิ่ง “ข้ารบกวนเจ้าหน่อย ส่งข้อความบอกว่า…”
“อย่ามายื้อเวลา ข้าบอกเจ้าเป็นครั้งสุดท้ายให้ไปซะ!” หวังหลินถูกขัดด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบเป็นครั้งที่สอง
กลิ่นอายสังหารระเบิดออกมาจากร่างกายและเต็มไปทั่วดวงตา หวังหลินระงับมันไว้อีกครั้งและเอ่ยอย่างใจเย็น “ข้ารบกวนเจ้า กรุณาส่งข้อความบอกไปว่า หวังหลินมาหา”
“หากเจ้ากล้านัก ก็ลองทะลวงไปให้ได้ด้วยตนเองสิ” น้ำเสียงเอ่ยขึ้นมาหมดความอดทน หากไม่ใช่เพราะหวังหลินเป็นเซียนขั้นชำระสวรรค์ เขาคงไม่ทำตัวสุภาพและโจมตีไปแล้ว
หวังหลินยิ้มด้วยความโกรธ ไม่คิดว่าผู้เฝ้าประตูทั้งสี่ของดินแดนฟ้ากระจ่างจะโอหังเพียงนี้
“ดี ดี!” หวังหลินก้าวไปข้างหน้าด้วยสายตาเย็นเฉียบ สะบัดแขนปรากฏทะเลเพลิงขึ้นมาในท้องฟ้า ส่องประกายสีแดงเจิดจ้า เปลวเพลิงตกลงมาดุจสายฝน
ร่างกายกระพริบวูบวาบ ปรากฏตัวห่างออกไปพันฟุตและชี้ขึ้นมา เปลวเพลิงกระหน่ำลงไปตรงจุดที่หวังหลินชี้ ชายชราผมขาวหลบเลี่ยงด้วยสีหน้ามืดมน
ขณะเดียวกันมิติรอบด้านบิดเบี้ยว คนที่เหลืออีกสามคนปรากฏขึ้นมาเช่นกัน