บทที่ 325 ข้าเลี้ยงเจ้าไม่ไหวแล้ว
หวังเป่าเล่อมีสีหน้าบึ้งตึงเมื่อได้ยินเสียงร้องของเจ้าลา เห็นหน้ามันแล้วเขารู้สึกคันมืออยากต่อย ชายหนุ่มมองเจ้าลาด้วยสายตาไม่เป็นมิตรขณะครุ่นคิดว่าควรจะใช้ไม้เด็ดจัดการอีกฝ่ายดีไหม มันจะได้หลาบจำว่าใครเป็นนายใครเป็นบ่าว
เจ้าลาสัมผัสได้ถึงรังสีสังหารที่แผ่ออกมาจากหวังเป่าเล่อจึงหยุดร้องชั่วขณะและหันไปมองอีกฝ่ายด้วยดวงตาใสซื่อ ดูเหมือนว่านั่นจะไม่ได้ทำให้ชายหนุ่มคลายความโกรธลงไปเลย มันจึงหันหลังเตะเท้าพุ่งทะยานหนีไป
“ยังคิดจะหนีอีก” หวังเป่าเล่อโกรธจัดเข้าไปใหญ่และรีบวิ่งตามไปในทันใด แต่เจ้าลานั้นเคลื่อนไหวได้รวดเร็วยิ่งนัก ขณะที่วิ่งมันก็กัดกินทุกอย่างที่ขวางหน้าไปด้วย มันเห็นต้นไม้อยู่ข้างหน้า และทันทีที่วิ่งผ่านมันก็อ้าปากกว้างกัดต้นไม้เข้าคำโต ความเร็วของมันพุ่งขึ้นไปอีกเมื่อได้เขมือบท่อนไม้ที่กัดออกมาลงท้อง
เหล่าอาจารย์และสานุศิษย์ต่างตกตะลึงเมื่อได้เห็นภาพเหตุการณ์ทั้งหมด พวกเขาอ้าปากค้าง เบิกตากว้างมองเจ้าลาวิ่งไปรอบสำนักศึกษา กัดกินทุกสิ่งอย่าง ที่ขวางหน้า ไม่ว่าจะเป็นรูปปั้น ขอบทางเดิน สวนดอกไม้ และตัวอาคาร
นอกจากนี้เจ้าลายังเข้าไปกัดประตูรั้วแสนแพงของสำนักศึกษาด้วย มีศิษย์คนหนึ่งกำลังหยิบศิลาวิญญาณขึ้นมาเพื่อจะจับจ่ายใช้สอย ทว่าทันทีที่เขาหยิบขึ้นมา ศิลาวิญญาณในมือก็หายวับไป ทิ้งให้ศิษย์คนนั้นยืนงุนงงมองเงาดำพุ่งผ่านหายไปไกล…
ทั่วทั้งสำนักตกอยู่ในความโกลาหล หวังเป่าเล่อเก็บงำความโกรธเคืองไว้ไม่อยู่ และปลดปล่อยพลังปราณออกมาจากร่าง พลังกายของเขาเพิ่มพูนมากขึ้น ความเร็วก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วยเช่นกัน แม้เจ้าลาจะไวเพียงใด แต่ระดับการฝึกตนของมันก็ยังเป็นรองหวังเป่าเล่ออยู่ดี ไม่นานชายหนุ่มผู้โกรธเกรี้ยวก็ไล่ตามเจ้าลาได้ทัน จากนั้นก็คว้าเข้าที่หูยาวของมัน
เจ้าลาถือกำเนิดขึ้นที่ท้องทะเลแห่งอสูร แม้ภายนอกจะดูน่ารักเพียงใด แต่ภายในนั้นเต็มไปด้วยสัญชาตญาณดิบเถื่อนของสัตว์ ตอนนี้เจ้าลาถูกต้อนจนมุม ดวงตาของมันแดงก่ำจากการถูกดึงเข้าที่หู มันหันขวับมาอ้าปากพยายามจะกัดเข้าที่ข้อมือของ ชายหนุ่ม
“เจ้ากล้ากัดข้าอย่างนั้นหรือ” หวังเป่าเล่อที่เดือดดาลอยู่นั้นรู้สึกผิดหวังในตัวเจ้าลามากกว่าแค้นเคือง นัยน์ตาของชายหนุ่มฉายแววเย็นยะเยือกขณะมองอสูรตรงหน้าที่พยายามจะกัดตนเอง เขาเหยียดขาเตะออกไปในทันที ปลายเท้าปะทะเข้าที่จุดสงวนของเจ้าลาอย่างจัง
เจ้าลากรีดร้องเสียงดัง ก่อนจะล้มลงไปนอนครวญครางบนพื้น แม้หวังเป่าเล่อ จะเตะออกไปด้วยความโมโห แต่เขาก็ยั้งแรงไว้บ้าง ชายหนุ่มแค่นเสียงทางจมูก คว้าเข้าที่หูของมัน จากนั้นก็ลากกลับที่พักไป
เจ้าลาหายเจ็บเมื่อกลับถึงที่พัก มันหมอบอยู่กับพื้นอย่างว่านอนสอนง่าย มองหวังเป่าเล่อด้วยสายตาเหมือนจะพยายามอ้อน
หวังเป่าเล่อหยุดมือเมื่อเห็นเจ้าลาดูเชื่อง แต่เขาก็ไม่ได้ตระหนักว่ามันจะเป็นเช่นนี้ได้เพียงสามวันเท่านั้น สามวันต่อมัน เจ้าลาก็กลับมาร่าเริงอีกครั้ง มันเขมือบประตูรั้วที่ชายหนุ่มเพิ่งเปลี่ยนใหม่ จากนั้นก็วิ่งเข้าไปในสำนักศึกษา ร้องลั่นพร้อมกับไล่กัดทุกสิ่งที่ขวางหน้าอยู่
แม้จะถูกจับมาลงโทษ แต่พฤติกรรมของมันก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไป สามถึงห้าวันให้หลัง เจ้าลาก็จะกลับมาคึก ไล่กัดกินทุกสิ่งอีกครั้ง หวังเป่าเล่อปวดกบาลกับพฤติกรรมของมัน เหล่าอาจารย์และสานุศิษย์ทั้งสำนักศึกษาต่างตกอยู่ใน ความหวาดกลัว พวกเขาคาดการณ์สิ่งที่จะเกิดขึ้นอย่างมั่นอกมั่นใจ
“เจ้าอสูรสงครามของเจ้าสำนัก…ถ้าปล่อยไว้หนึ่งเดือน…ไม่สิ แค่ครึ่งเดือน มันคงจะเขมือบทุกสิ่งอย่างในสำนักจนหมดแน่!”
หวังเป่าเล่อรู้สึกปวดหัวตุบๆ คิดว่าตนไม่ได้กำลังเลี้ยงอสูรสงครามแต่กำลังสร้างความลำบากให้ตนเองต่างหาก…เขาเริ่มคิดว่าควรจะต้องหากำไลอสูรมาใช้แล้ว กำไลอสูรนั้นแตกต่างจากกำไลคลังเวท เป็นของสุดหรูหราที่มาพร้อมราคาแพงหูฉี่ แม้แต่หวังเป่าเล่อยังต้องคิดหนักเมื่อเห็นราคาของกำไล
แม้แต่เหล่าศิษย์ตำหนักฝึกอสูรในสำนักศึกษาเต๋าศักดิ์สิทธิ์ยังต้องเลี้ยง อสูรสงครามในสนามหลังที่พำนัก และปล่อยให้พวกมันเติบโตอย่างอิสระ เพราะมีเพียงไม่กี่คนที่สามารถหากำไลอสูรมาครอบครองได้ แต่พอพิจารณาปัญหามากมายที่เจ้าลาสร้างให้ตน หวังเป่าเล่อก็คิดว่าไม่ควรจะเสียเงินเพิ่มกับมันอีก
เจ้าลาเพิ่งจะฟักออกมาได้เพียงหนึ่งเดือน แต่จำนวนอาหารที่มันเขมือบเข้าไปบวกกับค่าปรับต่างๆ ที่หวังเป่าเล่อต้องจ่ายนั้น มีราคาเทียบเท่ากับการจัดหาวัสดุมาหลอมสมบัติเวทระดับห้าเลยทีเดียว
ข้าจ่ายไม่ไหว! หวังเป่าเล่อหน้าตาบูดบึ้งจากความหงุดหงิด เขาคิดจะเชือดมันทิ้ง แต่เจ้าลานั้นก็เป็นอสูรหายาก ทำให้ชายหนุ่มคิดไม่ตก ก่อนจะถอนหายใจและมองไปทางประตูที่พัก เห็นเจ้าลากำลังแทะกรอบประตูไม่หยุดราวกับว่ามีความแค้นฝังใจกันมาตั้งแต่ชาติปางก่อน หวังเป่าเล่อรู้สึกจนตรอกเป็นครั้งแรกในชีวิต
ความจริงแล้วเจ้าลานั้นมีความจำเทียบเท่าปลาทอง ไม่ว่าจะลงมือสั่งสอนหนักหนาเพียงใด สองสามวันต่อมามันก็กลับมาเป็นเหมือนเดิม ขณะที่หวังเป่าเล่อกำลังรู้สึก สิ้นหวังอยู่นั้น สวรรค์ก็ฉายแสงแห่งความหวังลงมาหาในคราบของข้อความเสียง เสียงของจินตั้วหมิงดังขึ้นจากแหวนสื่อสารของหวังเป่าเล่อ
“เป่าเล่อ ข้าได้ข่าวว่าเจ้ามีอสูรหายากหรือ เห็นว่ามันรวดเร็วมากแถมยังมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ทำไมเจ้าไม่พามันมาให้ข้าดูสักหน่อย ถ้าตกลงกันได้ แค่เจ้าบอกราคามา ข้าก็พร้อมจะซื้อ!”
หวังเป่าเล่อไม่แปลกใจแม้แต่น้อยที่จินตั้วหมิงรู้เรื่องเจ้าลา ข่าวเรื่องพฤติกรรมชวนปวดหัวของมันแพร่สะพัดไปทั่วทั้งสำนักศึกษา เป็นธรรมดาที่จินตั้วหมิงจะรู้เรื่องนี้เข้า
เมื่อได้ยินที่จินตั้วหมิงเสนอ หวังเป่าเล่อก็ตาเป็นประกาย ชายหนุ่มหันไปมองเจ้าลาที่กำลังแทะขอบประตูอยู่ จากนั้นดวงตาของเขาก็ลุกโชติช่วง
ไม่อยากจะเชื่อว่าจินตั้วหมิงสนใจเจ้าลานี่…ดีเหมือนกัน ข้าจะขอแลกเปลี่ยนมันกับอาวุธเวทระดับเจ็ด ไม่สิ อาวุธเวทระดับแปดเลยดีกว่า! หวังเป่าเล่อคิดแล้วก็ตื่นเต้น เขาเลิกมองเจ้าลาด้วยดวงตาแข็งกร้าว เปลี่ยนมาจ้องมองมันด้วยดวงตา รักใคร่แทน
สายตาที่จ้องมาทำให้เจ้าลาตื่นกลัว มันหยุดนิ่งเลิกแทะกรอบประตูไปชั่วครู่ เศษไม้ในปากร่วงลงพื้นขณะที่มันมองหวังเป่าเล่อด้วยดวงตาใสซื่อ
“อย่ากลัวไปเลยเจ้าหนู” หวังเป่าเล่อพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ก่อนจะเดินเข้าไปหาอย่างกระตือรือร้น น้ำเสียงของเขาทำให้เจ้าลาหายใจถี่รัว รีบถีบเท้าทั้งสี่ถอยหนี ทว่าหวังเป่าเล่อนั้นชินกับความเร็วของมันแล้วจึงรีบเคลื่อนตัวด้วยความไวยิ่งกว่าและจับมันไว้
“จะหนีไปทำไม มา เดี๋ยวข้าพาไปอาบน้ำ ถ้าจะขายเจ้า คงต้องทำให้เจ้าดูดีคู่ควรกับเจ้านายคนใหม่” หวังเป่าเล่อว่าอย่างตื่นเต้น ไม่สนเจ้าลาที่ถีบเท้าไม่หยุด เขาลากมันไปอาบน้ำพลางฮัมเพลงอย่างสุขใจ ไม่รู้สึกเหนื่อยยากอะไรกับการขัดถูขนทั่วร่างของมัน นอกจากนี้ชายหนุ่มยังร่ายคาถาเป่าขนให้เจ้าลาด้วย
ยังไม่หมดเพียงแค่นั้น หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็สั่งให้ผู้ช่วยสามคนนำน้ำหอมมาให้ ขณะที่เหล่าผู้ช่วยหญิงมองมาด้วยสายตาแปลกประหลาดและเจ้าลาที่กำลังทำหน้าตื่นกลัว หวังเป่าเล่อก็ฉีดน้ำหอมอัดใส่เจ้าลาอย่างหนักหน่วง จากนั้นก็หยิบเชือกยาวออกมารัดคอไว้ ก่อนจะลากมันออกไปข้างนอก
“ลูกข้า!” เจ้าลาส่งเสียงร้องไปตลอดทาง ดวงตาของมันเต็มไปด้วยความตื่นกลัว
“ไม่ต้องกลัวไป ข้าไม่ได้จะส่งเจ้าไปให้โรงฆ่าสัตว์!” หวังเป่าเล่อหันกลับมายิ้มกว้างให้พร้อมกับลูบหัวเจ้าลา ดวงตาแสนอ่อนโยนของชายหนุ่มทำให้เจ้าลาตื่นกลัวหนักขึ้นไปอีก มันจึงร้องเสียงดังขึ้นกว่าเก่า
“ลูกข้า! ลูกข้า! ลูกข้า!” มันร้องไม่หยุด ล้มนั่งลงบนพื้น ไม่ยอมขยับเขยื้อนแม้แต่นิดเดียว มันยิงฟัน ครุ่นคิดว่าควรจะกัดเชือกให้ขาดแล้วเขมือบลงท้องให้หมดดีไหม
“ถ้าเจ้าบังอาจกัดเชือกหนีไปละก็ ข้าจะเฉือนไข่เจ้าทิ้ง!” หวังเป่าเล่อพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา คำพูดของเขาทำให้เจ้าลาเสียวสันหลังวาบ มันรีบลุกยืน มองชายหนุ่มด้วยแววตาเศร้าสร้อยไม่เต็มใจ
หวังเป่าเล่อรู้มาสักพักแล้วว่าเจ้าลาฟังที่เขาพูดรู้เรื่อง มันแค่ดื้อด้านแถมยังลืมง่าย เขาคิดว่าแลกมันกับอาวุธเวทระดับแปดนั้นเหมาะสมแล้ว
คิดแล้วก็แทบอดใจคอยไม่ไหว เขาลากเจ้าลาไปยังที่พักของจินตั้วหมิง ทั้งสอง ตกลงกันว่าจะมาเจรจากันในที่พำนักบนดาวอังคารของจินตั้วหมิงแทนที่จะเป็น สำนักศึกษาเปลววิญญาณ ถึงแม้ทั้งสองแห่งจะอยู่ในเขต 12ก็ตาม
ไม่นานหวังเป่าเล่อก็มาถึงพร้อมเจ้าลา เขาเห็นตำหนักสามชั้นเบื้องหน้าทันทีที่มาถึง รู้ได้ในทันใดว่าตนมาถึงที่พำนักบนดาวอังคารอันแสนดีเลิศ พื้นที่รอบๆ ตำหนัก สามชั้นนั้นกว้างใหญ่ไพศาลจนสามารถตั้งโรงแรมได้หนึ่งหลัง
เจ้าพวกคนรวย! หวังเป่าเล่อตื่นเต้นอยู่ภายใน เมื่อมาถึงหน้าประตูรั้ว เขาก็ส่งข้อความเสียงไปหาจินตั้วหมิงทันที ไม่นานประตูก็เปิดออก สาวใช้แสนสวยหุ่นงามสามคนรอต้อนรับหวังเป่าเล่ออยู่ภายใน พวกนางนำทางหวังเป่าเล่อไปยังห้อง ห้องหนึ่งก่อนจะกลับออกไป
หวังเป่าเล่อยืนจับเชือกที่ผูกคอเจ้าลาอยู่บริเวณชั้นหนึ่งของตำหนัก ทั้งคนทั้งลาต่างหายใจถี่รัว ทั้งสองมองไปรอบๆ ด้วยความตื่นตะลึง…ความหรูหราโอ่อ่าของห้องนี้ช่างเกินจินตนาการไปไกล
มีชั้นวางของทรงกลมมากมายที่สร้างขึ้นจากท่อนไม้วิญญาณอยู่รอบๆ บนชั้น มีโอสถตั้งเรียงราย แต่ละเม็ดคงจะมีมูลค่ามหาศาล โอสถถูกเก็บอยู่ในขวดสีใส มีแสงส่องลงมายังขวดแต่ละใบที่ส่งกลิ่นหอมของสมุนไพรไปทั่ว บนผนังมีสมบัติเวทนับ ไม่ถ้วนแขวนประดับอยู่
ม้านั่งยาว โต๊ะเก้าอี้ เครื่องเรือนต่างๆ สร้างมาจากศิลาวิญญาณทุกชิ้น เครื่องเรือนไม้บางชิ้นดูเหมือนเป็นสมบัติหายากราคาแพงหูฉี่
ผ้าม่านถักทอมาจากด้ายวิญญาณ แสงไฟนุ่มนวลแต่ละดวงมาจากศิลาวิญญาณที่ถูกขัดจนเงา ปราณวิญญาณหนาแน่นไหลเวียนไปทั่วทั้งห้อง
หวังเป่าเล่อและเจ้าลาต่างตะลึงงันไป ชายหนุ่มจ้องสมบัติเวทและโอสถมากมายตาไม่กะพริบ ขณะที่เจ้าลาจ้องเขม็งไปยังม้านั่งยาวและเครื่องเรือนรอบห้อง มันก้มหัวดมไปรอบๆ โดยที่หวังเป่าเล่อไม่ทันสังเกต ดวงตาของมันพลันเป็นประกาย อดใจไม่ให้เลียรอบปากไว้ไม่ไหว แต่ก็นึกถึงท่าทีแปลกๆ ของชายหนุ่มตลอดทั้งวันขึ้นมาเลยไม่กล้าลองดี จึงห้ามใจตนเองไม่พุ่งไปแทะเครื่องเรือนรอบๆ
ไม่นาน ขณะที่เจ้าลากำลังจะควบคุมความอยากของตนเองไว้ไม่ไหว ก็มีเสียงหัวเราะดังขึ้นจากชั้นสอง จินตั้วหมิงปรากฏกายตรงบันไดขั้นบนสุด ก่อนจะก้าวเดินลงบันไดมาหา
“พี่เป่าเล่อ ยินดีต้อนรับสู่ที่พักแสนต้อยต่ำของข้า มันอาจจะดูเรียบง่ายไป สักเล็กน้อย พอดีข้าเพิ่งมาบนดาวอังคารได้ไม่นาน โปรดอย่าได้หัวเราะเยาะเย้ยที่พำนักของข้าเลย”
