บทที่ 524 ชื่อหมู่จุติ
ท้องฟ้าแดนต้องห้ามเซียนถูกสีแดงชาดปกคลุม ดูแล้วเหมือนท้องฟ้ากลายเป็นสีเลือด
บนนั้นเต็มไปด้วยรอยแตกร้าวมากมาย
สีรอยแยกเหล่านั้นยิ่งเข้มด้วยการขับเด่นของม่านสีแดง เมื่อมองอย่างละเอียดจะพบว่าพวกมันเหมือนไม่ได้เกิดขึ้นตามธรรมชาติ
ยิ่งเหมือนมีคนจัดวาง
ลักษณะของมัน ราวกับเป็นอักขระที่แผ่ขยายไปบนฟากฟ้า!
มองแค่ผาดหนึ่งก็ทำให้รู้สึกไม่สบายใจ ถูกกระตุ้นอารมณ์หวาดกลัวจนไม่อาจควบคุมตนเองได้ ราวกับว่านี่คือพฤติกรรมตามสัญชาตญาณ
ดังนั้นที่ใจสั่นสะท้านไม่ได้มีเพียงสวี่ชิงกับนายกอง ตอนนี้ในแดนต้องห้ามเซียน ในพื้นที่ปลอดภัยที่ถูกบุกเบิกรัศมีกว่าสองพันลี้ ผู้บำเพ็ญทั้งหมดเป็นเช่นเดียวกัน
ในใจทุกคนโหมคลื่นขนาดยักษ์ขึ้นมา ความรู้สึกมหันตภัยมาเยือนอย่างหนึ่งปรากฏขึ้นกะทันหัน
ผู้บำเพ็ญเหล่านี้ในกองทัพใหญ่ มีกลุ่มที่สองและกลุ่มที่สามเป็นหลัก ส่วนผู้บำเพ็ญกลุ่มที่หนึ่ง ส่วนใหญ่เลือกออกไปแล้ว เวลานี้ต่างหน้าเปลี่ยนสี
ส่วนต้นเหตุที่ทำให้ท้องฟ้าเปลี่ยนไปอยู่ที่วังของจักรพรรดิโบราณเสวียนโยวใจกลางแดนต้องห้ามเซียน หรือก็คือจุดที่ตำหนักวังจักรพรรดิอยู่
วังหลวงที่เคยยิ่งใหญ่เกรียงไกร บัดนี้สภาพเปลี่ยนไปมาก เลือดเนื้อนับไม่ถ้วนห่อหุ้ม ปูดขึ้นมาเป็นเนื้องอกขนาดยักษ์ มันห่อหุ้มวังหลวงรวมถึงลานกว้างรอบๆ ไว้ด้านใน
มองไกลๆ ก้อนเนื้อนี้ใหญ่โตกินพื้นที่นับหมื่นจั้ง รอบๆ เต็มไปด้วยเส้นเลือดเส้นหนาขนาดใหญ่นับไม่ถ้วน ขณะที่แผ่ขยายไปทั่วสารทิศ ก้อนเนื้อนี้ก็ราวกับเป็นหัวใจ กำลังสั่นไหว
ตึกตัก ตึกตัก
ทุกครั้งที่สั่นไหวล้วนมีเสียงดังราวสายอัสนี กึกก้องไปทั่ว
ท่ามกลางเสียงนี้ มิติที่นี่กำลังบิดเบี้ยว สลัวไปหมด ไอพลังประหลาดเข้มข้นถึงขีดสุด ไม่ได้แปรเป็นปราณหมอก แต่รวมกันเป็นเงาสิ่งประหลาดหลายร่าง ล่องลอยอยู่ระหว่างฟ้าดิน คารวะไปทางก้อนเนื้อ
ไกลออกไปอีก จากการแผ่ขยายของเส้นเลือดบนพื้น พื้นที่ที่ห่างออกไปพันลี้ มีภาพฉากคล้ายกันปรากฏขึ้น แต่ไม่ใช่ก้อนเนื้อ ทว่าเป็นหนามแหลมชี้ขึ้นฟ้าแท่งหนึ่ง
หนามแหลมนี้สีดำสนิทราวกับเป็นมีดแหลมคม แผ่กลิ่นอายเย็นเยียบออกไปเป็นระยะ ตั้งตระหง่านอยู่ตรงนั้นราวกับเป็นอาวุธที่ไร้เทียมทาน
อาวุธเทพที่นี่ ไม่ได้มีเพียงอย่างเดียว
ห่างออกไปอีกพันลี้ ยังมีหนามแหลมแบบเดียวกันอีกเล่มหนึ่งชี้ขึ้นฟ้า กระทั่งไกลออกไปอีกพันลี้ ยังมีอยู่ถึงสามเล่ม!
หากยืนอยู่ที่บนสูงจนสามารถมองเห็นแดนต้องห้ามเซียนได้ทั้งหมด ก้มหน้ามองจะเห็นหนามแหลมทั้งหมดยี่สิบเจ็ดเล่มอย่างชัดเจน โดยจุดเริ่มต้นอยู่ที่วังหลวง เชื่อมไปทางด้านตะวันตก
ราวกับอสูรยักษ์ถูกฝังอยู่ใต้วัง หนามแหลมที่โผล่ออกมาคือเกราะส่วนหลังของอสูรยักษ์
แต่ตอนนี้ อสูรยักษ์ที่ใจกลางวังหลวงตัวนี้ บนท้องฟ้ายังมีค่ายกลแปดเหลี่ยมเหมือนสลักไว้ในม่านฟ้า กำลังเปล่งแสงสีแดงจ้า
แฝงกฎเกณฑ์ไว้ระดับหนึ่ง ทุกครั้งที่เปล่งแสง จะทำให้ท้องฟ้าแดงขึ้นอีก
ยังไม่ทราบส่วนประกอบของค่ายกลนี้ ขนาดประมาณพันจั้ง เมื่อเทียบกับอสูรยักษ์ด้านล่าง นอกจากแสงสีแดงแล้วก็ไม่มีอะไรแปลกประหลาด
แต่ที่นี่กลับเป็นต้นกำเนิดของรอยปริแตกบนท้องฟ้าทั้งหมด
มองออกว่ารอยปริแตกมหาศาลนี้โดยที่นี่เป็นจุดศูนย์กลาง แผ่ลามไปทั้งท้องฟ้า
ส่วนด้านในค่ายกลแปดเหลี่ยมขนาดพันจั้งนี้ มีคนในชุดนักพรตสีดำอยู่ทั้งสิ้นสามร้อยหกสิบเอ็ดคน
ในบรรดานี้สามร้อยหกสิบคนกำลังนั่งขัดสมาธิ ส่งเสียงสาปแช่งซับซ้อนที่ยากจะเข้าใจดังมา
นี่ไม่ใช่ภาษาของเผ่ามนุษย์ ในทุกๆ เสียงมีความแปลกประหลาดอยู่ด้วย กระทั่งในคำสาปนี้ บางครั้งพวกเขาก็ยกมือขึ้นพร้อมกัน ล้วงเข้าไปในร่างกายอย่างพร้อมเพรียงกันโดยไม่ลังเล ควักอวัยวะภายในร่างตนออกมาอย่างหนึ่ง
ประคองไว้ในมือ ชูขึ้นขณะที่เลือดสดยังไหลริน ราวกับกำลังบูชายัญ
อวัยวะเหล่านั้นแห้งเหี่ยวลงอย่างรวดเร็ว กลายเป็นปราณสีดำรวมไปที่ใจกลางค่ายกล
ที่นั่น คือคนที่สามร้อยหกสิบเอ็ด
แม้จะสวมชุดนักพรตสีดำ แต่เพราะร่างสั่นเทิ้มอย่างรุนแรงจนหมวกชุดคลุมหลุดออกมา เผยให้เห็นใบหน้าบิดเบี้ยวที่เต็มไปด้วยเส้นเลือดสีแดง
จางซืออวิ้นนั่นเอง
เขาคุกเข่าอยู่ตรงนั้น เงยหน้าขึ้น สีหน้าเจ็บปวด เส้นเลือดขยุกขยิกอยู่บนใบหน้าจนเป็นรูปร่างพระจันทร์เสี้ยวขึ้นมารางๆ ยิ่งมีเลือดไหลออกมาจากดวงตา
ตาซ้ายเขาบอดไปแล้ว เหลือแต่รู แต่กลับมีเส้นเลือดนับไม่ถ้วนแผ่ออกมาจากด้านใน ผสานเข้าไปในค่ายกลรอบๆ และถูกค่ายกลสนับสนุนจนแผ่ลามออกไปด้านนอก
ดูจากเส้นเลือด เห็นได้ชัดว่ารอยแยกบนท้องฟ้านี้เป็นเส้นเลือดที่แผ่ลามออกมาจากในตาซ้ายที่บอดไปแล้วไปของจางซืออวิ้น!
เส้นเลือดบนใบหน้าก็ยิ่งขยุกขยิกเร็วขึ้นเรื่อยๆ จากเสียงคำสาปที่สะท้อนก้อง พระจันทร์เสี้ยวสีแดงก็ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ
ขณะเดียวกันร่างกายของเขาก็สูดรับปราณสีดำที่มารวมกันที่นี่ไว้จนกลายเป็นสีเลือด กลายเป็นของบำรุง เพิ่มความเร็วการเกิดพระจันทร์สีชาด
ส่วนสองมือของเขาก็ค่อยๆ เคลื่อนไปใกล้ใบหน้า เหมือนเป็นการเคลื่อนไหวครั้งสุดท้าย คิดจะปิดตาทั้งสองหลังจากที่ตาขวาบอดไป
ลักษณะเช่นนี้ คือรูปสลักที่อยู่บนพระจันทร์องค์นั้นที่สวี่ชิงเห็นในทะเลความรู้สึกตอนนั้น
ตอนนี้ คนในชุดนักพรตสีดำสามสิบร้อยหกสิบคนรอบๆ จางซืออวิ้น ส่งเสียงสาปแช่งรุนแรงขึ้น แต่ละคนยกมือ ชูอวัยวะภายในของตนบูชายัญ
ภาพนี้ กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้ง ไอพลังประหลาดฟุ้งกำจายไปทั่ว เปี่ยมไปด้วยความชั่วร้ายถึงขีดสุด
ขณะเดียวกัน สวี่ชิงกับนายกองก็ออกจากอาณาบริเวณที่เคยอยู่ท่ามกลางความตื่นตระหนก ไม่ได้หาที่สำรวจต่อ แต่หาจุดที่เลือดเนื้อเข้มข้นแทน
แม้ว่าที่นี่ทั้งหมดเป็นเลือดเนื้อสีแดงม่วง แต่เพื่อความปลอดภัย สถานที่ที่เลือดเนื้อยิ่งมากย่อมดีกว่า
หลังจากผ่านไปหนึ่งชั่วยาม ขณะที่ความหวาดผวาของสวี่ชิงยิ่งรุนแรงขึ้น พวกเขาก็เห็นที่รกร้างแห่งหนึ่งเช่นนี้ เดิมที่นี่กว้างขวาง ตอนนี้ถูกเลือดเนื้อมหาศาลห่อหุ้มราวกับเป็นภูเขาเนื้อ
ขณะที่สลัวเลือนราง จากกำแพงถล่มที่ยื่นออกมานอกเลือดเนื้อ มองร่องรอยความเก่าแกออก
“ศิษย์น้องเล็ก เลือกที่นี่แล้วกัน”
นายกองมองไปรอบๆ เอ่ยเสียงทุ้มต่ำ
สวี่ชิงก็มองซ้ายมองขวาเช่นกัน หลังจากพยักหน้า ทั้งสองคนก็เดินเข้าไปในอาณาบริเวณเลือดเนื้อแห่ง
ตอนที่เห็นอักษรตะวันออกบนแผ่นป้ายที่ผุพังไปแล้วกว่าครึ่งหล่นอยู่ข้างๆ ระหว่างทาง สวี่ชิงก็คาดเดาสถานที่แห่งนี้ในใจ
“วังตะวันออก? ปกติที่ที่องค์รัชทายาทพำนักก็เรียกกันว่าวังตะวันออก” นายกองกวาดตามอง แววตาค่อนข้างเสียดาย
“น่าเสียดาย ที่นี่ถล่มไปแล้ว อีกทั้งยังถูกโจมตีอย่างหนัก ไม่เช่นนั้นที่ที่องค์รัชทายาทพำนักจะต้องมีสมบัติอยู่แน่”
สวี่ชิงก็ค่อนข้างเสียดาย ตลอดทางที่พวกเขาเดินมา เห็นตำหนักวังมากมาย สัมผัสได้ถึงความร่ำรวยรุ่งโรจน์ในยุคจักรพรรดิโบราณเสวียนโยวตอนนั้นเป็นอย่างดี
และที่นี่ก็เป็นแค่เขตตะวันออกของแดนต้องห้ามเซียนเท่านั้น พวกเขายังไม่ได้สำรวจครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมดของเขตตะวันออก หรือก็คือแค่ขอบเขตเล็กมากๆ เท่านั้น
แดนต้องห้ามเซียนใหญ่เกินไป หากคิดจะสำรวจที่นี่ทั้งหมด ต้องใช้กำลังคนมหาศาล ยิ่งไปกว่านั้นเวลาสำรวจก็น่าจะไม่ใช่แค่หลายเดือน
“และไม่รู้ว่าหลังจากนี้จะมีโอกาสเข้ามาอีกหรือไม่” นายกองทอดถอนใจ ทั้งสองคนวนหาอยู่รอบหนึ่ง สุดท้ายก็เลือกตำหนักข้างๆ ที่ถล่มไปแล้วแห่งหนึ่ง เก็บกวาด และขุดโพรงบนเลือดเนื้อ
เลือดเนื้อของแดนต้องห้ามขยุกขยิกอยู่ตลอดเวลา เมื่อขุดโพรงนี้ออกมา ที่ขอบโพรงก็เริ่มหด ผสานรวมกันอีกครั้ง ชิงกับนายกองจึงไม่ชักช้า มุดเข้าไปด้านในทันที
ไม่นาน ร่างของพวกเขาก็หายเข้าไปในโพรงเลือดเนื้อ ตอนที่ด้านนอกค่อยๆ ผสานกัน ทั้งสองคนก็ยังขุดลงไปด้านล่างในเลือดเนื้อต่อ
จนกระทั่งลึกถึงระดับหนึ่ง ขณะที่ถูกเลือดเนื้อกับไอพลังประหลาดเข้มข้นห่อหุ้ม พวกเขาก็นั่งขัดสมาธิ
“ไม่รู้ว่าอาจารย์คิดจะหาประโยชน์จากที่นี่อย่างไร” สวี่ชิงมองความมืดรอบๆ ตอนที่เอ่ยแผ่วเบา ในสมองก็มีเสียงถอนหายใจที่ดังก้องในสมองหลังจากผสานกับขวดแสงกาลเวลาก่อนหน้านี้ผุดขึ้นมา
เสียงถอนใจนั้นดังก้องในสมอง ราวกับกระตุ้นความทรงจำบางอย่างขึ้นมา
“อาชิงน้อย อยากเห็นสงครามเทพเจ้าหรือไม่” นายกองหัวเราะฮี่ๆ เมื่อโบกมือฝ่ามือก็มีดวงตาดวงหนึ่งปรากฏขึ้น ขณะที่ดวงตานี้กะพริบสองสามครั้ง ด้านในก็สะท้อนท้องฟ้าสีแดงเลือดออกมาฉับพลัน
ดวงตาสวี่ชิงแข็งค้าง
“ข้าวางลูกตาเอาไว้ด้านนอกหลายดวง เพื่อจะดูสงครามเทพเจ้าด้วยตัวเอง แต่ว่าก็มีความเสี่ยงที่จะเปิดเผยตัว ดังนั้นพวกเรารอจนพระจันทร์สีชาดตื่นขึ้น และง่วนอยู่กับการกลืนกินเทพเจ้าที่นี่แล้วค่อยดู ก็น่าจะปลอดภัยขึ้นมาก”
นายกองเอ่ยอย่างได้ใจ กำมือขวา ปิดบังดวงตาด้านใน
“รอก่อนเถอะ พระจันทร์สีชาดน่าจะใกล้ตื่นขึ้นแล้ว”
สวี่ชิงพยักหน้า สวมหน้ากากหนังมนุษย์ที่มีพลังอำพรางแฝงอยู่ พลังพิษต้องห้ามในร่างก็แผ่ไปในทะเลความรู้สึก ปกคลุมวังสวรรค์พระจันทร์สีม่วง การสนับสนุนจากวิถีสวรรค์ ยังมีเขาจักรพรรดิภูตรวมถึงแสงประกายอรุณ ไม่เปิดเผยพระจันทร์สีม่วงในร่างกายตนออกมาแม้แต่น้อย
จัดการเรื่องเหล่านี้เสร็จ เขาหลับตาลงท่ามกลางความมืด ไม่ขยับเขยื้อน
สมองก็หวนระลึกภาพฉากตำหนักวังพญาหงส์ในความทรงจำทีละภาพๆ หาความระลอกคลื่นที่โหมเสียงถอนหายใจขึ้น
เวลาก็ไหลผ่านไปเช่นนี้
สามชั่วยามต่อมา จู่ๆ บนท้องฟ้าโลกภายนอกก็มีเสียงครืนครันกึกก้องขึ้นอีกครั้ง เสียงนี้ดังสนั่นลั่นไปทั้งแปดทิศ และดังเข้ามาถึงด้านในเลือดเนื้อที่สวี่ชิงกับนายกองอยู่
ทั้งสองคนใจสั่นสะท้าน ความพรั่นพรึงปะทุขึ้นมาอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน
ไม่ต้องสังเกตการณ์ ในใจสวี่ชิงฉายความรู้ความเข้าใจที่ชัดแจ้งขึ้น
เขารู้ดี ว่าพระจันทร์สีชาด…กำลังจะตื่นขึ้น
และความจริงก็เป็นเช่นนั้น บนฟากฟ้า เวลานี้เจตจำนงสีแดงฉาน แสงสีแดงสาดส่องพื้นดิน ทำให้สิ่งปลูกสร้างและเลือดเนื้อทั้งหมดในนี้ถูกอาบย้อมเป็นสีชาด
สีม่วงด้านใน กำลังถูกกลืนกินอย่างรวดเร็ว และเจตจำนงเลือดนี้ ก็ค่อยๆ กลายเป็นสิ่งเดียวที่อยู่ที่นี่
กระทั่งหนามแหลมยี่สิบเจ็ดเล่มก็สั่นไหวเล็กน้อย หัวใจที่กำลังเต้น ก็ปรากฏความผิดปกติขึ้นเป็นครั้งแรก เจตจำนงแห่งการลืมตื่นวูบหนึ่งปะทุขึ้นมาจากพื้นดิน
ขณะเดียวกัน ในค่ายกลแปดเหลี่ยมบนท้องฟ้า หลังจากคนในชุดนักพรตสีดำทั้งหมดบูชาอวัยวะภายในรวมถึงตาซ้าย ก็ยกมือขึ้นพร้อมกัน ควักตาขวาของตนออกออกมา
พริบตาที่ชูขึ้นสูง จางซืออวิ้นที่อยู่ตรงกลาง ตาขวาของเขาก็แห้งเหี่ยวกลายเป็นรูกลวงทันที เส้นเลือดจำนวนมหาศาลแผ่ลามไป
รอยปริแตกบนท้องฟ้าเพิ่มมากขึ้น
จางซืออวิ้นยกสองมือขึ้นช้าๆ และพริบตาที่ปิดดวงตาทั้งสองตอนสุดท้าย สีหน้าของเขาก็ไร้ความเจ็บปวดทรมาน ยกมุมปากขึ้นช้าๆ
ฟ้าดินเปลี่ยนสี!
เจตจำนงสูงส่งที่น่าประหวั่นพรั่นพรึงถึงขีดสุดวูบหนึ่งก็ระเบิดออกมาจากตัวจางซืออวิ้นฉับพลัน
ท้องฟ้า พื้นดิน ทั้งหมดทั้งมวล ภายใต้เจตจำนงนี้ล้วนกลายเป็นสีแดง
พระจันทร์สีชาดดวงหนึ่ง ลอยขึ้นมาบนท้องฟ้าของแดนต้องห้ามเซียนเหนือร่างจางซืออวิ้น!
พื้นดินสั่นไหวในพริบตา เสียงคำรามที่แฝงความพรั่นพรึงไว้ราวกับถูกกระตุ้นให้ตื่นขึ้นจากห้วงนิทราดังสนั่นลั่นฟ้าจากใต้ดินส่วนลึกในพริบตานี้
“ชื่อหมู่!”
พื้นดินตลบม้วน ตำหนักวังนับไม่ถ้วนถล่มทลาย เลือดเนื้อที่ปกคลุมทั้งแดนต้องห้ามเซียนสั่นไหว ส่วนหนามแหลมทั้งยี่สิบเจ็ดเล่มก็แผ่แสงเจิดจ้าออกมา
ส่วนหัวใจเวลานี้ก็เต้นจนเลือดเนื้อปลิ้นออกมาด้านนอก ดวงตาสีทองขนาดหมื่นจั้งดวงหนึ่งก่อร่างขึ้นด้านในชั่วพริบตา ลืมตาขึ้นฉับพลัน
ฟ้าดินสะท้านสะเทือน ท้องฟ้าเปลี่ยนสี บิดเบี้ยวไปทั้งแปดทิศ ไอพลังประหลาดปะทุออกไปรอบด้าน
ทั่วทั้งโลกสลัวเลือนรางไปหมด ร่างเงาที่คารวะอยู่รอบๆ นั้นก็พากันกรีดร้อง ขณะที่สลายไปพร้อมๆ กัน ก็ค่ายกลแปดเหลี่ยมที่ถูกดวงตาขนาดยักษ์จับจ้องบนท้องฟ้า แตกสลายกลายเป็นฝุ่นธุลีในพริบตา
ร่างคนในชุดนักพรตทั้งสามร้อยหกสิบคนด้านในก็ทยอยระเบิดกลายพันธุ์ กลายเป็นฝนเลือดโปรบปรายลงมา
ส่วนฝนเลือดเหล่านั้นก็แปรเปลี่ยนไปกลางอากาศ กลายเป็นดวงตาสีทองนับไม่ถ้วน ห้อมล้อมรอบดวงตาหมื่นจั้ง ลืมตาขึ้นทั้งหมด จับจ้องไปบนท้องฟ้า ร่างเพียงหนึ่งเดียวที่อยู่ตรงนั้น!
จุดที่ดวงตาเหล่านี้จับจ้อง มีคนผู้หนึ่งลอยอยู่กลางอากาศ อยู่ในท่าคุกเข่า สองมือปิดดวงตาไว้ราวกับรูปสลัก
จางซืออวิ้นนั่นเอง
ร่างของเขาเจิดจ้าอย่างยิ่ง ไม่ถูกผลกระทบใดแม้แต่น้อยท่ามกลางสายตาจับจ้องของดวงตาเทพเจ้าบนพื้นดิน ราวกับว่าพลังของดวงตานี้ไม่คู่ควรให้เอ่ยถึงแม้แต่น้อย
พระจันทร์สีชาดอยู่ด้านหลังเขา แสงสีเลือดยังคงเจิดจ้า
กลายเป็นสิ่งที่ชัดเจนเพียงหนึ่งเดียวในทั่วทั้งแดนต้องห้ามเซียนแห่งนี้
มุมปากที่ยกขึ้นของเขายิ่งสูงขึ้นไปอีก ทั้งๆ ที่ควรจะน่าสะพรึงกลัว แต่ร่างเขากลับเผยความสง่างามที่ยากจะบรรยายออกมา ปล่อยมือทั้งสองจากหน้าดวงตา ค่อยๆ หยัดกายลุกขึ้นยืน
ระลอกคลื่นที่น่าสะพรึงวูบหนึ่งจากร่างขององค์ท่านปกคลุมฟ้าดิน
เส้นผมเขาเปลี่ยนจากสีดำเป็นสีเลือด ปลิวสยายไปที่ด้านหลังเขาไม่หยุด สุดท้ายก็กลายเป็นแผ่นฟ้า
เหนือศีรษะมีกวานที่มีหนามแหลมงอกเต็มไปหมดจำแลงออกมา เห็นใบหน้าเหี้ยมเกรียมสามดวงที่ถูกผนึกอยู่ด้านในได้อย่างชัดเจนบนนั้น กำลังกรีดร้องโหยหวน
พวกองค์ท่านถูกสร้างขึ้นมาให้กลายเป็นกวาน สวมอยู่บนศีรษะของจางซืออวิ้น
เส้นเลือดทั้งหมดใบบนหน้าจางซืออวิ้น ก็ค่อยๆ เคลื่อนมารวมกันที่หน้าผากของเขา ก่อร่างเป็นตราประทับพระจันทร์สีชาด
ในเบ้าตาทั้งสองราวกับแฝงทะเลเลือดเอาไว้ เปล่งแสงสีแดงน่าพรั่นพรึงออกมา
ชุดนักพรตสีดำทั้งตัวกลายเป็นฝุ่นฟุ้ง ชุดนักพรตสีทองตัวหนึ่งคลุมร่างไว้แทน
ชุดคลุมนี้ตัวใหญ่มาก ชายเสื้อโบกสะบัดสยายไปทั้งแปดทิศบนพื้นดิน
มองไกลๆ ภาพที่น่าตกตะลึงนี้ สั่นสะเทือนจิตใจของสรรพสิ่ง
เส้นผมคือท้องฟ้า ชายเสื้อคือแผ่นดิน
องค์ท่านยืนอยู่ระหว่างฟ้าดิน ราวกับเป็นเจ้าแห่งโลกา
ผนวกกับความงดงามของจางซืออวิ้น เจตจำนงศักดิ์สิทธิ์ไร้เทียมทานก็แผ่ซ่านไปทั้งร่าง
เพียงพอจะทำให้ทุกสรรพชีวิตที่มองเพียงผาดเดียวก็สายโลหิตแตกซ่าน แค่ได้ยินก็จมดิ่งสู่ทะเลทุกข์ไร้อาณา
หากคิดจะมีชีวิตต่อ ทำได้เพียงคารวะเท่านั้น
ตอนนี้ อำนาจเทพโหมขึ้นกระหน่ำ
แทนที่ความบิดเบี้ยวและความเลือนรางทั้งหมดที่เกิดขึ้นจากการเบิกเนตรของดวงตายักษ์บนพื้นในพริบตา สะกดลงไป
ส่วนไอพลังประหลาดที่นี่ก็ถูกเปลี่ยนแปลงจากต้นกำเนิดอย่างรวดเร็วเช่นกัน กลายเป็นหมอกสีแดง ประทับลงบนชุดคลุมสีทองขององค์ท่าน กลายเป็นอักขระแดงหลายสาย
“น่าสนใจ”
ชื่อหมู่บนฟากฟ้า เอ่ยเสียงแผ่วเบา
องค์ท่านรับย่อมรู้แผนการทั้งหมดของเผ่ามนุษย์ได้ในวินาทีที่ตื่นขึ้นแล้ว
สำหรับเทพเจ้า ไม่ต้องวิเคราะห์ ไม่ต้องคาดเดา เมื่อเห็นก็เข้าใจได้ทุกอย่าง
ข้อมูลทั้งหมดบันทึกอยู่ในร่างกาย อยู่ระหว่างฟ้าดิน เมื่อเทพเจ้ามองไป มนุษย์สามัญก็มิอาจปกปิดได้แม้แต่น้อย ราวกับโปร่งใสอย่างไร้ข้อกังขา
แต่กลยุทธ์ของจักรพรรดิมนุษย์ก็สัมฤทธิผลจริงๆ สำหรับชื่อหมู่ พริบตาที่ตื่นขึ้นมาแล้วเห็นเทพเจ้าของแดนต้องห้ามเซียน ก็เหมือนมีชิ้นเนื้อโอชะแขวนอยู่ที่ริมฝีปาก ทำให้องค์ท่านฝืนสัญชาตญาณที่อยากจะกลืนกินไม่อยู่
“กายพิเศษ ไม่เลว”
ชื่อหมู่ส่งเสียงที่ไม่ใช่ภาษามนุษย์ออกมา แต่ทุกเผ่าฟังเข้าใจ นั่นคือเสียงเทพ
เสียงสะท้อนก้อง แดนต้องห้ามเซียนปรากฏเค้าลางจะล่มสลายฉับพลัน แผ่นดินแตกระแหง รอยปริแตกบนท้องฟ้าก็กว้างขึ้น เผยให้เห็นโคลนสีดำด้านนอก และตอนนี้โคลนก็เปลี่ยนเป็นสีแดงอย่างรวดเร็วเช่นกัน
ราวกับว่าแดนต้องห้ามเซียน แบกรับเสียงขององค์ท่านไม่ได้
พื้นดินสั่นไหวอย่างรุนแรง ดวงตาในวังหลวงหลั่งเลือดสีทองออกมา หนามแหลมยี่สิบเจ็ดเล่มแผ่ระลอกคลื่นที่น่าครั่นคร้าม เสียงร้องคำรามดังก้องไปทั่วทิศ
“ท่านเทพชั้นสูงชื่อหมู่ จวนอวี้เจ้านายข้า ซือเทียนจือลี่และอู่ฉานจุดไฟเทพขึ้นที่ดินแดนกาฬกาลกินี เป็นเทพชั้นสูงด้วยเช่นกัน!”
ชื่อหมู่ก้มหน้า ดวงตาสีเลือดจ้องดวงตายักษ์เบื้องล่างเขม็ง รอยแยกที่มุมปากมีน้ำลายสีทองไหลออกมา ทุกหยดที่ไหลย้อยกลายเป็นดาวหางสีทองพาดผ่านระหว่างฟ้าดิน ตอนที่หยดลงพื้นฟ้าดินก็ครืนครัน ถูกกัดกร่อนจนกลายเป็นหลุมลึก
วัตถุทั้งหมดสลายไปด้วยน้ำลาย
เหมือนชื่อหมู่จะไม่สนใจเสียงคำรามที่ดังออกมาจากดวงตายักษ์ ระหว่างที่น้ำลายหยดย้อยลงมา องค์ท่านก็ยกมือขึ้น คว้าไปทางพื้นดินเบาๆ
พื้นดินทั้งหมดในแดนต้องห้ามเซียนก็สั่นไหวรุนแรงเคยมีอย่างที่ไม่มาก่อนโดยมีวังหลวงเป็นศูนย์กลางด้วยการคว้านี้ พื้นดินปรากฏหุบเหวขนาดยักษ์กว้างร้อยลี้ขึ้นมาห้าทางทันที
แต่ละทางสั้นยาวไม่เท่ากัน สั้นที่สุดคือสองสามร้อยลี้ ยาวที่สุดคือห้าร้อยกว่าลี้ พวกมันไล่เรียงเป็นรูปพัด ทอดยาวไปทางตะวันตกเฉียงเหนือ ทางเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือ
ราวกับนิ้วมือทั้งห้า!
ยิ่งใต้นิ้วทั้งห้านี้ ผืนแผ่นดินยุบลงไปนับหมื่นจั้ง ยิ่งมีร่องลึกหลายจั้งยิบย่อยอีกหลายทาง แตกแขนงลามไปตามพื้นทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ ทิศใต้รวมถึงตะวันออกเฉียงใต้
มองจากฟากฟ้า นี่คือรอยประทับฝ่ามือที่ขนาดเกือบพันลี้!
ราวกับมีมือยักษ์ไร้รูปลักษณ์วาดลงมาจากฟ้า ประทับลงมาในแดนต้องห้าม
ส่วนจุดที่ยุบเป็นรูปห้านิ้วนั้นด้านบนก็เป็นจุดที่หนามแหลมทั้งยี่สิบเจ็ดงอกออกมานั่นเอง
แผ่นดินครืนครัน ขณะที่พลิกฟ้าพลิกดิน จากการที่มือของจางซืออวิ้นค่อยๆ เปลี่ยนจากแบเป็นกำ ตอนที่งอนิ้ว รอยฝ่ามือขนาดยักษ์บนพื้นดิน จุดที่อยู่ปลายนิ้วก็ยุบลึกลงไปอีก
ขณะที่ดินปริมาณมหาศาลถล่มทลายกลายเป็นฝุ่นฟุ้ง ก็สั่นสะเทือนไปทั้งแดนต้องห้ามเซียน เสียงคำรามของเทพเจ้าแดนต้องห้ามดังกระหึ่ม หนามแหลมทั้งยี่สิบเจ็ดเล่มเปล่งแสงสีทองแสบตาออกมาพร้อมกัน ชั่วพริบตา แสงสีทองทั้งยี่สิบเจ็ดสายนี้ก็พุ่งขึ้นไปบนฟ้า
มองไกลๆ แสงสีทองทุกสายแฝงความแหลมคมถึงขีดสุดที่เหมือนจะทะลวงชั้นฟ้าขึ้นไปได้ไว้ด้วย ราวกับเป็นอาวุธเทพยี่สิบเจ็ดเล่ม พุ่งไปหาชื่อหมู่
พระจันทร์สีชาดที่หน้าผากชื่อหมู่กะพริบวูบวาบ พระจันทร์สีชาดด้านหลังสาดแสงสีแดงเจิดจ้าออกมา พริบตาที่สาดส่องบนฟากฟ้าก็กลายเป็นทะเลเลือด ฟ้าดินสั่นสะเทือนทันที เมื่อแสงสีทองทั้งยี่สิบเจ็ดสายสัมผัสกับทะเลเลือด ปะทะกันจนกลายเป็นคลื่นวนสีเลือดขนาดยักษ์ยี่สิบเจ็ดวง
คลื่นวนหมุนเวียนไม่หยุด แต่ก็ทะลวงออกมาไม่ได้ ส่วนแสงทองยี่สิบเจ็ดสายนั้นคล้ายจะถูกผสานเข้าไป กำลังจะถูกทะเลเลือดกลืนกินอย่างเห็นได้ด้วยตาเปล่า
จิตเทพที่แฝงอารมณ์หวาดผวาเอาไว้แผ่ออกมาจากพื้นดินอย่างรุนแรง แสงสีเลือดในดวงตาแผ่ระลอกคลื่นตะกละตะกรามที่น่าครั่นคร้ามออกมาจากการที่น้ำลายของชื่อหมู่มากขึ้น องค์ท่านยกมือขวา ออกแรงคว้า
พื้นดินส่งเสียงกร๊อบ หุบเหวทั้งห้า ร่องลึกขนาดใหญ่ สัมผัสร่างของเทพเจ้าที่ซ่อนอยู่ใต้ดิน
สีทองกับสีแดงต้องกันในตอนนี้ พื้นดินมีเลือดเนื้อรวมถึงเศษซากตำหนักวังนับไม่ถ้วนลอยโหม ยังมีพื้นดินที่แตกเป็นกระบิอีกด้วย เห็นได้ชัดว่าเทพเจ้าที่พักพิงอยู่ใต้ดินกำลังกระเสือกกระสนอย่างบ้าคลั่ง
ขณะที่เสียงครืนครันดังจนหูแทบดับ มุมปากของชื่อหมู่ยังยกขึ้นต่อเนื่องจากการที่พื้นดินพลิกม้วน สะบัดแขนขวาไปด้านบนอย่างแรง
ตอนที่พื้นดินนับพันลี้ก็พังถล่มลงมา ฝ่ามือยักษ์ที่มองไม่เห็นก็จับเทพเจ้าแดนต้องห้ามเซียนเอาไว้ กระชากออกมาจากพื้นดิน
ขณะที่พังถล่มกว่าพันลี้ เถาวัลย์เลือดเนื้อขนาดยักษ์ราวกับงูก็ถูกกระชากออกมาด้วย ร่างที่แผ่ขยายออกไปนับหมื่นลี้ของเขาก็ถูกยกขึ้นมาจากการกระชากครั้งนี้ด้วยเช่นกัน
ขณะที่เสียงครืนครันกึกก้องไปทั่ว ร่องลึกที่ทอดยาวนับหมื่นลี้เส้นหนึ่งก็เกิดขึ้น
ท้องฟ้าขมุกขมัว อัสนีสีแดงนับไม่ถ้วนแล่นไปทั่วสารทิศ ขณะที่ฟาดผ่าต่อเนื่อง ก็เห็นเทพเจ้าแดนต้องห้ามเซียนที่ถูกกระชากออกมาได้ คล้ายมังกรอสรพิษแต่ไม่มีเกล็ด เหมือนเป็นเส้นเนื้อขนาดยักษ์ที่เกิดจากเลือดเนื้อสีแดงม่วง
ขณะที่บิดเร่ากระเสือกกระสน บนร่างกายเทพเจ้ายังเห็นหนามแหลมอีกหลายเล่ม และทุกๆ สองเล่มก็เว้นระยะห่างกันพันลี้ มีทั้งหมดยี่สิบเจ็ดเล่ม
คล้ายกับเชือกเส้นหนา ร้อยเข็มไว้ยี่สิบเจ็ดเล่ม
นี่ คือเทพเจ้าที่หลับใหลอยู่ของแดนต้องห้ามเซียน ขณะที่บิดเร่าและร้องคำราม หนามแหลมยี่สิบเจ็ดเล่มก็แทงมือใหญ่ที่มองไม่เห็น แต่กลับแทงไม่ทะลุ ทว่าการคุกคามของพวกมัน ก็ทำให้มือไร้รูปร่างแสดงโครงร่างออกมาส่วนหนึ่งรางๆ
ภาพนี้ เพียงพอจะทำให้จิตใจสรรพสิ่งสั่นสะเทือน
ต่อให้เป็นในความรู้ความเข้าใจของผู้บำเพ็ญก็คล้ายตำนานเทพเจ้าที่เล่าขาน ยากมากที่จะไม่รู้สึกหวาดกลัวยำเกรง
ส่วนบนพื้นดินเกิดผลกระทบเป็นวงกว้างท่ามกลางระลอกคลื่นขนาดยักษ์เช่นนี้ แต่ที่เสียหายน้อยสุดก็คือเขตตะวันตก
เห็นได้ชัด ว่าทำไมที่ที่เผ่ามนุษย์จะลงมาเยือน ถึงเลือกพื้นที่ตะวันออกไว้ ทั้งหมด…อยู่ในแผนการหมดแล้ว
ตอนนี้สวี่ชิงกับนายกองใจสั่นสะท้านอย่างรุนแรง ก่อนที่ชื่อหมู่จะลงมือ นายกองก็แบมือ เผยให้เห็นดวงตาที่อยู่ด้านใน และด้วยดวงตามากมายที่เขาปล่อยไว้หลากหลายมุม จึงเห็นภาพฉากที่ค่อนข้างสมบูรณ์
ในภาพเหตุการณ์ สวี่ชิงกับนายกองเห็นทั้งหมดเมื่อครู่อย่างชัดเจน
เพียงแต่ด้วยพลังเทพเจ้า ดวงตาเหล่านั้นของนายกองก็แหลกเละไม่หยุด ภาพจึงไม่ชัดเจนนัก มีเพียงดวงตาที่อยู่ทางพื้นที่ตะวันออก ที่ยังเห็นได้ชัดกว่า
แต่ก็ยังเลือนราง
สิ่งนี้ไม่ส่งผลกระทบกับความกวาดกลัวชื่อหมู่ของทั้งสอง แต่ได้สัมผัสและมีความรู้ความเข้าใจมากยิ่งขึ้น
เทพเจ้าแดนต้องห้ามเซียน สำหรับพวกเขา ก็ราวกับอำนาจสวรรค์ ไม่อาจสั่นคลอนได้ กระทั่งเข้าใกล้ก็จะแตกดับ แต่สำหรับชื่อหมู่เพียงยกมือก็กระชาดมันออกมาได้
อีกทั้งดูจากการดิ้นรนของเทพเจ้าแดนต้องห้ามเซียน ความแข็งแกร่งระหว่างเทพเจ้าสององค์นี้ชัดเจนอย่างยิ่ง
“เทพเจ้าของแผ่นดินใหญ่ต้องประสงค์ แข็งแกร่งเหนือกว่าความรู้ความเข้าใจของสรรพชีวิตมากยิ่ง และตัวตนที่ทำให้ผู้บำเพ็ญต้องเรียกว่าเทพเจ้า เกรงว่าสำหรับมนุษย์สามัญแล้ว ทุกองค์ล้วนเป็นผู้สรรค์สร้างสรรพชีวิต!”
“ศิษย์น้องเล็ก ข้าอยากกินพระจันทร์สีชาด…”
สวี่ชิงที่อยู่ข้างๆ ก็ใจเต้นไม่เป็นส่ำเช่นกัน เก็บงำกลิ่นอายทั้งหมด ไม่กล้าดปิดเผยออกไปแม้แต่น้อย เมื่อได้ยินคำพูดของนายกอง เขาก็ไม่ได้รู้สึกผิดคาด ถึงอย่างไรอีกฝ่ายก็พูดเรื่องบ้าบอออกมาบ่อยครั้ง
“อืม พยายามเข้านะขอรับ”
“ศิษย์น้องเล็กสนับสนุนข้าหรือ ข้าเตรียมแผนสักหน่อย อันที่จริง…ก่อนหน้านี้ข้าก็วางแผนไว้แล้ว แต่ชาตินั้นดันล้มเหลวเสียได้”
ดวงตานายกองเปล่งประกาย แลบลิ้นเลียริมฝีปาก
