Skip to content

องครักษ์เสื้อแพร 86

ตอนที่ 86 รุมรังแก

เด็กหนุ่มร้อยคนวิ่งมาจัดแถวอยู่บนลู่วิ่งในสนาม วิ่งไปสองสามรอบก็พักสักครู่ จากนั้นก็วิ่งต่อ เริ่มรอบต่อไปเรื่อยๆ นอกจากกิจกรรมผ่อนคลายในตอนเริ่มต้น ก็น่าเบื่อเช่นนี้

การวิ่งระยะไกลทำให้ร่างกายสมดุล เป็นวิธีการสร้างสมรรถนะร่างกายที่ดีที่สุด เหมาะกับลูกหลานตระกูลทหารเหล่านี้อย่างยิ่ง กลับเป็นเรื่องน่าเบื่อสำหรับเด็กอายุสิบสามเหล่านี้มาก

ทุกวันตอนบ่ายจะใช้เวลาสองชั่วยามครึ่ง นอกจากพักระยะสั้นๆ หลังวิ่งสองสามรอบกับการพักใหญ่เวลาครึ่งชั่วยามช่วงกลางแล้ว เวลาที่เหลือก็จะวิ่งอย่างเดียว

วิ่งกี่รอบนั้นก็มีกำหนดไว้ พอจบก็จะไม่วิ่งต่อ จากนั้นก็จะเป็นเวลาอิสระ ดังนั้นบรรดาเด็กๆ ก็จะรีบวิ่งให้เร็วที่สุด ให้ความน่าเบื่อจบลงเร็วอีกหน่อย

แต่การวิ่งเร็วนั้น บางครั้งก็กลับทำให้เกิดผลเสียแทน ครูฝึกหลายคนรีบแก้ไขสถานการณ์นี้ด้วยการมีครูฝึกมาวิ่งนำหน้าเพื่อจำกัดความเร็วทุกครั้ง

การวิ่งเช่นนี้เป็นปัญหาอะไรกับบรรดาลูกหลานทหารที่ฝึกร่างกายแต่เล็ก รวมทั้งหวังทงและหลี่หู่โถว แต่สำหรับ ‘หวงอี้จวิน’ กลับวิ่งไม่ไหว

ว่ากันจากใจ ปริมาณการวิ่งนี้ไม่มากนัก แต่ฮ่องเต้ว่านลี่ไม่ได้ทรงออกกำลังตั้งแต่ทรงพระเยาว์ ขายังพิการ ทำให้ตามทุกคนไม่ทันและทิ้งช่วงนานกว่าจะวิ่งตามมาทุกครั้ง

พระองค์กับหลี่หู่โถวเข้ากันได้ไม่เลว ทุกครั้งจะมีหลี่หู่โถววิ่งเป็นเพื่อน รักษาความเร็วได้ไม่เลว รักษากำลังได้ดี ฮ่องเต้ว่านลี่แม้ว่าจะเหนื่อยหอบแต่ก็ยังทนไหว แต่เด็กน้อยใจร้อนหลายคนเริ่มรำคาญการรอคอยเช่นนี้ ทุกครั้งที่ฮ่องเต้ว่านลี่วิ่งเหนื่อยหอบเข้ามาก็จะมีคนมองด้วยความไม่พอใจ

ฮ่องเต้ว่านลี่สัมผัสได้ถึงอารมณ์นี้ เขาอายุยังน้อย แต่ก็เป็นถึงโอรสแห่งสวรรค์ มีความหยิ่งผยองในเชื้อสายฮ่องเต้ จางเฉิงเคยคิดจะแก้รายการฝึกซ้อม แต่กลับถูกฮ่องเต้ว่านลี่เอ่ยขึ้นก่อน

“ฝ่าบาทตรัสว่า จะต้องทรงตามทุกคนได้ทัน ทุกวันจะวิ่งที่ลานหน้าห้องบรรทมครู่หนึ่ง ทรงขยันฝึกซ้อมมาก”

ข่าวนี้เป็นโจวอี้ที่แจ้งแก่หวังทง ให้ทุกคนไม่ต้องกังวลใจไป เรื่องนี้มีผลดีต่ออนาคตของหวังทงมาก

การฝึกทีละขั้นตอนกว่าสิบวัน ออกกำลังมาก กินได้ดี ฮ่องเต้ว่านลี่ก็ไม่ทันรู้ตัวว่าสูงขึ้นเล็กน้อย มีครั้งหนึ่งที่จางเฉิงบอกกับหวังทงว่า ที่ห้องบรรทมฮ่องเต้ว่านลี่ มีเสาไม้หนึ่งที่ฮ่องเต้ว่านลี่จะวัดส่วนสูง พอเห็นว่าพระองค์สูงขึ้นอีกนิด ความรู้สึกอัดอั้นทั้งหมดก็มลายหายไป ยิ่งฝึกมากขึ้น

วันที่ 21 เดือนสาม อากาศขมุกขมัว ทุกคนรู้สึกอึดอัด คำนวณดูก็รู้ว่าฝนใบไม้ผลิระลอกแรกควรจะตกได้แล้ว บรรดาชาวนาก็รู้สึกยินดีปรีดา แต่ก็กลับกันสิ้นเชิงสำหรับบรรดาเด็กในลานฝึก

ทุกคนรู้สึกกระวนกระวายใจ วิ่งเป็นพักๆ หนึ่งชั่วยาม ก็เป็นเวลาพักผ่อนอีกครึ่งชั่วยาม พักผ่อนเสร็จ ทุกคนยังต้องไปวิ่งอีก

อุปกรณ์ฝึกที่วางเรียงอยู่นั้นไม่ได้เป็นที่สนใจของเด็กๆ มากนัก ทุกคนเอาแต่จับกลุ่มคุยกัน หรือไม่ก็เล่นเกมส์ง่ายๆ อย่างเกมส์บวกเลขเก้าช่อง

ทางหวังทงนั้นกลับกำลังเล่าข่าวสารที่เกี่ยวกับทางใต้ให้ฮ่องเต้ว่านลี่และหลี่หู่โถวฟัง ประเทศผีฝรั่งตะวันตกเป็นอย่างไรกันแน่ แม้ว่าหวังทงจะไม่รู้จักประวัติศาสตร์โลกในยุคสมัยนี้ที่แน่นอน แต่เรื่องที่เขารู้นั้นก็ยังมากกว่าคนในสมัยนี้มากนัก ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่ายังเป็นเด็กอย่างเช่นสองคนนี้

“ผีฝรั่งพวกนั้นขาวจริงหรือ เห็นแล้วเหมือนแป้งขาว แต่รูขุมขนหนานัก กลิ่นแรง ผีฝรั่งพวกนี้วันๆ ไม่อาบน้ำ กลิ่นกายสามารถรมยุงให้ตายได้เลยทีเดียว!!”

ฮ่องเต้ว่านลี่และหลี่หู่โถวเบิกตากว้างฟังหวังทงเล่า ฮ่องเต้ว่านลี่คิดอยู่ครู่หนึ่ง ก็ถามขึ้นว่า

“เราเคยพบเห็นพวกฟะรังคีสอนศาสนา ทุกคนไม่มีกลิ่น บางคนยังมีกลิ่นหอมด้วย”

หวังทงหัวเราะโบกมือกล่าวว่า

“นั่นเพราะเรียนรู้จากประเทศเรา อีกทั้งพวกเขายังใช้น้ำหอมจากดินแดนตะวันตก จึงได้เห็นว่าเข้าที จะว่าไป พวกสอนศาสนาก็คล้ายกับบรรดาพระสงฆ์นักพรตของราชวงศ์หมิงเรา ไม่ต้องทำมาหากิน ก็ย่อมสะอาดกว่าพวกที่ออกแรงอยู่บนเรือพวกนั้นมากนัก”

เด็กสองคนพยักหน้าหงึกๆ ฮ่องเต้ว่านลี่คิดอยู่ครู่หนึ่งก็ถามว่า

“หวังทง เมื่อวานเจ้าเล่าถึงความร้ายกาจของเรือปืนไฟพวกผีฝรั่ง พวกมันเก่งกว่าทัพทะเลของราชวงศ์หมิงเราอีกหรือ?”

พอได้ยินคำถามนี้ สีหน้าหวังทงก็จริงจังขึ้นมากล่าวว่า

“เรือใหญ่ของผีฝรั่งพวกนั้น แล่นบนทะเลได้เร็วมาก ยังมีปืนใหญ่มากอีกด้วย เรือลำหนึ่งมีหลายสิบกระบอก มักจะเดินทะเลกันไกลถึงพันลี้หมื่นลี้ ทัพทะเลของราชวงศ์หมิงเราสู้ไม่ได้เลยจริงๆ”

นี่เป็นเรื่องที่ทำให้หวังทงตกใจมาก ตอนอยู่มาเก๊า เดินไปที่ท่าเรือมองบรรดาเรือพาณิชย์พร้อมรบและเรือใบทำศึกของพวกโปรตุเกสและสเปน ก็รู้สึกตกใจจริงๆ หรือระยะห่างของความต่างระหว่างตะวันออกกับตะวันตกเริ่มมากขึ้นตั้งแต่สมัยนี้กัน

ฮ่องเต้ว่านลี่ถามจบก็เงียบไป หวังทงกำลังจะเล่าเรื่องสนุกเรื่องอื่นต่อ หลี่หู่โถวก็ส่งสายตาชี้ไปทางด้านหลังหวังทง

เด็กๆ ที่เมื่อครู่พักผ่อนกันอยู่อีกฟากหนึ่งตีวงล้อมเข้ามา จ้องมองอย่างดุร้ายมาที่พวกเขาสามคนที่นั่งอยู่ หวังทงและหลี่หู่โถวกับฮ่องเต้ว่านลี่ค่อยๆ ลุกยืนขึ้น

“อย่าเอ่ยสถานะเรา ที่นี่ เราเป็นนักเรียนธรรมดา”

ตอนยืนขึ้นนั้น ฮ่องเต้ว่านลี่กระซิบบอกหวังทงเบาๆ หวังทงพยักหน้ารับ สายตายังคงจับจ้องไปที่เด็กพวกนั้น

“หวงอี้จวิน ทุกครั้งเจ้าคอยวิ่งถ่วงทุกคน เสียเวลาทุกคนต้องคอยเจ้า ขาเจ้าไม่ดี ก็ไม่ต้องมาฝึกที่นี่!!”

มีคนในกลุ่มตะโกนออกมา หวังทงเหลือบตามองฮ่องเต้ว่านลี่ สีพระพักตร์ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง หวังทงนึกด่าในใจ ลานฝึกนี่เปิดก็เพราะหวงอี้จวิน เจ้าพวกบัดซบเอ๊ย ช่างไม่รู้จักตาย

“พวกครูฝึกไม่ใช่บอกแล้วหรือว่าในลานฝึกห้ามทะเลาะวิวาทกัน หรือพวกเจ้าอยากถูกแส้โบยขับไล่ออกไปกัน!”

ฮ่องเต้ว่านลี่กำชับว่าไม่ให้บอกสถานะพระองค์ เช่นนั้นหวังทงก็ได้แต่ว่าตามกฎของลานฝึก หวังว่าพวกเด็กๆ จะกลัวและถอยไป

หวังทงมีรูปร่างสูงใหญ่กำยำกว่าเด็กทุกคน เขายืนคำรามเสียงดัง เสียงทรงอำนาจอยู่มาก แต่ก็สงบลงได้แค่เล็กน้อย ยังมีคนตะโกนดังมาอีกว่า

“ครูฝึกบอกว่า หลังจากพวกเราวิ่งได้ตามมาตรฐานแล้ว ก็จะสอนขี่ม้ายิงธนู แต่หวงอี้จวินคอยเป็นตัวถ่วงพวกเราวิ่งอย่างนี้จะให้วิ่งถึงเมื่อไร!!”

เสียงตะโกนดังจบลง เด็กๆ ก็ประสานเสียงรับกันพร้อมเพรียง หวังทงก้าวขึ้นหน้าไปบังอยู่ด้านหน้าของฮ่องเต้ว่านลี่สีหน้าดำคล้ำถามว่า

“พวกเจ้าคิดจะเอายังไง!?”

คนที่เดินออกมาจากกลุ่มเป็นลี่เทาที่เข้ามาทักทายในตอนแรกสุด เด็กหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาไม่ธรรมดา ถึงตอนนี้ลี่เทาเติบโตเป็นเด็กหนุ่มแล้ว พวกคนที่ล้อมอยู่ที่มาจากเมืองจี้โจวและเมืองหลวงล้วนยอมรับเขา มีความสามารถเป็นผู้นำมาแต่กำเนิดจริง

สีหน้าลี่เทาจริงจัง และยังประสานมือหันมาทางหวังทงกล่าวเสียงกังวานว่า

“พลทหารหวัง พวกเรามาที่ลานฝึกนี่เพื่อฝึกยุทธ์ ล้วนเป็นวาสนา ความลำบากของพลทหารหวงทุกคนก็รู้อยู่ แต่ไม่อาจจะมาถ่วงพวกเราเอาไว้ ทุกคนลำบากฝึกฝน ทุกครั้งต้องรอเขาก็แล้วไป แต่ไม่อาจให้พลทหารหวงได้ใจเช่นนี้ต่อไป วันนี้จะต้องสั่งสอนให้เขารู้จักบุญคุณ”

การรังแกคนอ่อนแอและรังแกคนนอกกลุ่ม ดูเหมือนเป็นสัญชาตญาณของมนุษย์ ที่ลานฝึกนี้ หลี่หู่โถวและฮ่องเต้ว่านลี่ก็เป็นคนประเภทนั้น

แต่ฮ่องเต้ว่านลี่ถึงอย่างไรก็เป็นฮ่องเต้ เป็นโอรสแห่งสวรรค์ ก็ยิ่งไม่ลดตัวลงไปคบหากับพวกเขาก่อน ทุกครั้งที่วิ่งก็ต้องให้พวกเขารออย่างกระวนกระวาย พวกเด็กหนุ่มอดทนได้ถึงตอนนี้ก็นับว่ามหัศจรรย์แล้ว

“พลทหารหวัง ถอยไป ทุกคนล้วนอยู่ในลานฝึกเดียวกัน ก็คงไม่ลงมือกันหนัก!”

“ถ้าไม่ถอยจะทำไม!”

บทสนทนาสองฝ่ายยิ่งรุนแรงขึ้น ลี่เทาจะโตเร็วอย่างไรก็เป็นแค่เด็กหนุ่มอายุสิบกว่าปี เห็นหวังทงไม่หลีกทาง ก็อดไม่ได้ยิ้มกล่าวว่า

“พลทหารหวัง เจ้าร่างกายสูงใหญ่จริง แต่เจ้าคนเดียวจะทำอะไรได้!!”

“หลีจื่อ เจ้าจะพูดกับพวกมันมากความทำไม ลงมือเลย!”

ลี่เทาอายุน้อยหน้าตาดี เพื่อนที่สนิทจึงตั้งชื่อให้ว่า หลีจื่อ แปลว่า ลูกแพร บอกว่าเขาเหมือนกับลูกแพรชั้นดี หวังทงรู้ชื่อนี้ ฮ่องเต้ว่านลี่กลับไม่รู้ พอได้ยินก็คิดอยู่ครู่หนึ่งกว่าจะเข้าใจ พลันส่งเสียงหัวเราะออกมา

เสียงหัวเราะจุดประกายไฟขึ้น ลี่เทาที่วางท่าเป็นผู้ใหญ่ก็ทนไม่ไหว สะบัดมือขึ้น เด็กหนุ่มด้านหลังก็กรูกันเข้ามา

เด็กพวกนี้เคลื่อนไหวอย่างมีกลยุทธ์ สิบกว่าคนรุมหวังทง ที่เหลือไปจับว่านลี่กับหลี่หู่โถว

แย่แล้ว! แย่แล้ว! เจ้าเด็กบัดซบพวกนี้ก่อเรื่องใหญ่แล้ว หวังทงร้อนใจ กำลังจะพลิกตัวกลับ ก็ถูกคนหนึ่งพุ่งเข้ามา ล็อกเอวไว้

หวังทงฝึกวิธีการจู่โจมในการรบจริงอย่างนี้กับหลี่เหวินหย่วนทุกวัน แรงก็เยอะ เด็กพวกนี้สู้เขาไม่ได้จริงๆ พอถูกล็อกไว้ เขาก็ออกแรงย่อตัวลง สองมือจับบ่าเจ้าคนนั้นไว้ก่อนจะจับทุ่มลง เจ้าเด็กพวกนี้ล้วนเป็นลูกหลานทหาร ใจกล้ากันมาก คนหนึ่งล้มลง อีกคนหนึ่งก็รีบเข้าใส่

หวังทงเอี้ยวตัวออกหมัด ต่อยลงไปที่หน้าอย่างแรง เด็กคนนั้นรีบกุมจมูกทรุดนั่งลงทันที หวังทงไม่สนใจการติดพันตรงนี้ หันหน้าไปทางฮ่องเต้ว่านลี่ได้ก็รีบวิ่งไปทันที วิ่งไปได้สองก้าว ก็มีสองคนด้านหลังพุ่งมาจับไว้ แต่ล็อกเอวไม่ได้ รวบได้แต่ขา

ไม่ทันตั้งตัว คนทั้งคนก็ล้มลงที่พื้น หวังทงล้มลง หากยังถีบสองเท้าไปด้านหลังสะบัดออกอย่างแรง ก่อนจะรีบพลิกตัวไปอีกด้าน หลบคนที่คิดเข้ามากดทับเอาไว้ได้คนหนึ่ง ตอนลุกขึ้นก็ออกหมัดใส่ท้องคนหนึ่งตามไปด้วย คนข้างหลังยังตามมาอีก

หวังทงทางนี้ติดพัน ตอนลงมือนั้นหวังทงบุกไปข้างหน้า หลี่หู่โถวดึงมือฮ่องเต้ว่านลี่วิ่งหนี เขาสองคนวิ่งไม่เร็วเลย วิ่งไปไม่กี่ก้าว ก็วิ่งไปถึงที่วางอุปกรณ์ฝึก ด้านหลังเป็นกำแพงสูง ไม่มีทางไปแล้ว พอเห็นพรรคพวกวิ่งใกล้เข้ามาท่าทางเอาเรื่อง ใบหน้าหลี่หู่โถวก็ร้อนรนจนแดงก่ำ มองไปรอบๆ หวังทงถูกพวกนั้นรุมอยู่ ตามมาไม่ทัน

หลี่หู่โถวหันไปมองฮ่องเต้ว่านลี่ เขาสะบัดมือว่านลี่ออก รีบวิ่งไปทางด้านหลัง สีหน้าฮ่องเต้ว่านลี่ดำคล้ำเกินบรรยาย

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!