Skip to content

องครักษ์เสื้อแพร 136

ตอนที่ 136 สังหารพระมิได้ตัดรากถอนโคน

ทางนี้ชี้ด่าโหวกเหวก สองคนที่คุกเข่าอยู่ทางนั้นกลับเอาแต่คุกเข่าหดหัวอยู่ตรงนั้น คนของถานเจียงยังดีหน่อย คนของหวังทงที่พามาด้วยกลับใจร้อน เห็นเจ้าสองสามคนที่ถูกจับได้ยังไม่ยอมศิโรราบ จึงลงไม้ลงมือทันที

สามหมัดสองเท้า ลงมือฉุดกระชาก ผ้าโพกศีรษะของสองสามคนนั่นก็หลุดออก ล้วนเป็นพระหัวล้าน ดิ้นรนกันอย่างรุนแรง ยากที่จะยั้งมือไว้ได้ ถูกจัดไปจนมิอาจขยับตัวได้อีก

คนถูกลงไม้ลงมือยังคงไม่สิ้นฤทธิ์ ส่งเสียงร้องไห้คร่ำครวญดัง พร้อมกับตะเบ็งเสียงแหบพร่าไม่หยุด

“ท่านอ๋อง ท่านเป็นผู้ทำการใหญ่ ไยจึงได้ถูกผู้หญิงและเงินทองบดบัง ท่านจะได้เป็นถึงโอรสสวรรค์แล้ว!”

“อุดปากมันไว้ รอให้โดนลงทัณฑ์จะดูว่าเจ้าจะยังเสียงดังอย่างนี้อีกไหม!”

เซวียจานเยี่ยจากสำนักบูรพาคำรามเสียงใส่ พวกลูกน้องข้างกายรีบวิ่งออกไป คนพวกนี้มืออาชีพหน่อย ง้างปากออก ก่อนจะยัดผ้าเข้าไปทั้งก้อน ตอนนี้ส่งเสียงไม่ได้แล้ว

เงินทองของมีค่าล้วนเก็บเรียบร้อย แต่ของอื่นที่ติดตัวมากับพระพวกนี้ถูกส่งมอบให้หวังทง คนออกบวชในสมัยราชวงศ์หมิงล้วนมีใบสุทธิไว้แสดง ใช้เพื่อแสดงสถานะและไม่ต้องถูกเกณฑ์แรงงาน

ใบสุทธิเขียนไว้ว่า คนผู้นี้เป็นพระที่มาจากศาลอำเภอเหอเจียนและเป่าติ้ง และยังระบุไว้ด้วยว่าวัดฮุ่นหยวนนี้สร้างขึ้นเมื่อใด

สมัยนี้ไม่มีกระบวนการป้องกันการปลอมแปลง หากหาผู้มีความเชี่ยวชาญสูงมาทำ คิดจะปลอมให้เหมือนจริงก็ง่ายดายยิ่ง ที่หวังทงสนใจก็คือใบเบิกทางที่ค้นหาได้จากตัวทุกคน

ในสมัยราชวงศ์หมิงผ่อนปรนให้เฉพาะบุคคลที่ค่อนข้างมีสถานะเท่านั้น คนธรรมดาออกไปไหนไกลๆ ต้องมีหนังสือเบิกทางจากที่ว่าการอำเภอติดตัวไปด้วย หากไม่มี ก็ไม่มีทางเข้าพักโรงเตี๊ยมได้ และถึงขั้นเข้าเมืองไม่ได้ หากถูกตรวจพบก็จะถูกจำคุกโทษฐานโจรผู้ร้าย ก็คล้ายกับบัตรประชาชนในโลกยุคปัจจุบันเรานี่เอง

เจ้าพระอ้วนนั่นมีใบเบิกทางเขียนว่า “’หวังตั๋ว พลทหารกองเกินกองประจำกองกำลังอู่เฉิงสังกัดกองบัญชาการกองทัพหลัง[ 1 ]’ ใบเบิกทางนี้เก่าสีซีดมาก ดูไม่ออกว่าเป็นของปลอมตรงไหน

ในเอกสารร้องเรียนนั่นก็ระบุชื่อหวังตั๋วไว้ชัดเจน หวังทงส่งใบเบิกทางนี้ให้เซวียจานเยี่ย เอ่ยถามขึ้นว่า

“ใต้เท้าเซวีย แยกแยะใบเบิกทางจริงปลอมได้หรือไม่?”

เซวียจานเยี่ยเรียกลูกน้องมาคนหนึ่ง ดูไปมาอย่างละเอียด รับรองว่าเป็นของจริง ผู้ที่หลบหนีออกมาพวกนี้ล้วนถูกค้นใบเบิกทางออกมาได้ทุกคน ล้วนระบุว่า ‘พลทหารกองเกินกองประจำกองกำลังอู่เฉิง’

ทหารกองเกินหมายถึงทหารที่ยังไม่ได้รับใบสำคัญเป็นทหาร ในราชวงศ์หมิงกองหนึ่งมีทหารราวห้าพันนาย ทำไร่ทำนาในพื้นที่ เมื่อมีศึกสงครามก็จะเกณฑ์มาออกรบ นี่กล่าวมาเป็นสภาพของต้นราชวงศ์หมิง ตอนนี้ทหารห้าพันนายได้ปักหลักทำกิน สร้างหลักสร้างฐาน กลายเป็นห้าพันหลังคาเรือนแล้ว แต่ที่นาของกองกำลังนั้นมีอยู่แค่นั้น จำนวนผู้เป็นทหารก็มากมาย แต่ละครอบครัวล้วนมีลูกหลานเต็มบ้าน ไม่อาจสืบทอดที่นาต่อกันได้พอ ไม่อาจไปเป็นทหารทำไร่ทำนา ก็เป็นพวกทหารกองเกินพวกนี้

ทหารกองเกินพวกนี้ ที่ซื่อหน่อยก็แบ่งปันที่นากับพี่น้องที่นับวันจะน้อยลงเรื่อยๆ ผันตัวไปเป็นคนงานในจวนของนาย กองร้อย นายกองพันที่และผู้บังคับบัญชา

แต่พวกหัวหมอหน่อย ก็ไม่ยอมเป็นภาระทางบ้าน กลับไปทำการค้าเล็กๆ ละแวกใกล้ๆ ไปเป็นคนงานจ้างระยะยาวให้กับพวกคนมีเงินในพื้นที่ แน่นอน พวกทำการค้าไม่ถูกกฎเช่นนี้ย่อมมีไม่น้อย

พอได้ยินเสียงร้องไห้ฟ้องร้อง มองไปเห็นว่าใบเบิกทางมาจากที่เดียวกันอีก หวังทงก้มหน้าลงถามพระสองคนที่ยอมให้การว่า

“พวกเจ้าล้วนเป็นทหารกองเกินจากกองกำลังอู่เฉิงหรือ?”

สองคนที่คุกเข่าอยู่นั้นให้คำยอมรับหนักแน่น หลายเรื่องต้องคุมตัวไปสอบที่เมืองหลวง หวังทงมอบใบเบิกทางให้กับคนของสำนักบูรพา มองส่ายหน้าไปยังคนที่ร้องโวยวายและคนที่คุกเข่าร้องขอชีวิต พลทหารจากกองพันล้วนเป็นชายฉกรรจ์ ไม่มีที่นาให้ทำกัน และยังไม่มีเบี้ยหวัดทางการให้อีก นี่นับได้ว่าเป็นคนตกงาน อายุยังน้อยไม่มีงานให้ทำเป็นเรื่องเป็นราว ไม่ก่อเรื่องสิถึงแปลก

“ใต้เท้าหวังสายตาแหลมคม คิดไม่ถึงว่าคนพวกนี้เป็นถึงทหารในกรม แต่จากนี้ไปกเกรงว่าต้องส่งต่อให้สำนักองครักษ์เสื้อแพรฝ่ายเหนือแล้ว”

สำนักองครักษ์เสื้อแพรแบ่งออกเป็นฝ่ายเหนือและฝ่ายใต้ ฝ่ายเหนือมีหน้าที่จัดการเรื่องราวของกองกำลังและกองพิทักษ์ชาติโดยเฉพาะ เซวียจานเยี่ยจากสำนักบูรพาต้องการบอกกล่าวเช่นนี้

กำลังพูดอยู่นั้น เสียงฆ่าฟันจากวัดฮุ่นหยวนก็ค่อยๆ เงียบลง เปลวเพลิงที่วิหารก็ค่อยๆ ดับมอดลง ทหารม้ากองกำลังมังกรหลายคนกำลังตะบึงมาทางนี้ รายงานว่าเหตุการณ์ความไม่สงบที่วัดได้ยุติแล้ว เรียนเชิญใต้เท้าทั้งสองไปด้วยกัน

คนสำนักบูรพาได้เก็บรวบรวมใบเบิกทางไว้ทั้งหมด จากนั้นลำเลียงศพขึ้นรถใหญ่ที่ทางอำเภอให้มา คนเป็นมัดเป็นลูกบะจ่างโยนขึ้นไป หวังทงกับเซวียจานเยี่ยก็รีบมุ่งไปยังวัดฮุ่นหยวน

ยิ่งใกล้วัดฮุ่นหยวน โลหิตและศพบนพื้นก็ยิ่งมาก แต่ไม่เห็นชุดทหารกองกำลังมังกรแม้แต่นายเดียว ล้วนเป็นศพที่สวมจีวร

หวังทงผ่อนฝีเท้าม้าลง เขามองไปตามศพบนพื้นรู้สึกว่าผิดปกติ เซวียจานเยี่ยข้างกายยังคิดว่าเขาเห็นศพจำนวนมากทำให้รู้สึกอึดอัด ก็เข้ามาปลอบเหมือนเช่นถานเจียงก่อนหน้าว่า

“ใต้เท้าหวัง คนพวกนี้มีโทษสมควรตาย ไม่ต้องสงสารอะไร…”

หวังทงโบกมือ ดึงม้าให้หยุด ลงจากหลังม้า เกินไปที่หน้าศพหนึ่งเพ่งมองอย่างละเอียด คนของเซวียจานเยี่ยและคนของหวังทงที่ตามมาล้วนแปลกใจ แต่ก็หยุดดูเช่นกัน

มองศพหลายศพอย่างละเอียดแล้ว หวังทงก็ชักดาบออกมาแหวกที่ขอบเอวกางเกงของศพหนึ่ง คนที่มุงดูต่างพากันสะอิดสะเอียน คิดว่าใต้เท้าหวังผู้นี้อายุยังน้อย หรือมีนิสัยประหลาดไม่ดีอะไร หวังทงใช้ดาบแหวกกางเกงออก เห็นที่ใต้หว่างขาผู้นั้น ก็หันมาบอกว่า

“นี่เป็นชายถูกตอน พวกเจ้าลงมา ตรวจค้นทุกศพ!”

เมื่อครู่หวังทงเห็นท่าทางของพระพวกนั้นก็รู้สึกตะขิดตะขวงใจ พระปกติทุกวันต้องปลงผม แต่ส่วนใหญ่ล้วนมีหนวดเครายาว แต่ศพพวกนี้กลับไม่มีหนวดเครายาวเลย และหน้าตาก็คล้ายกับพวกขันทีที่เข้าออกหอเลิศรสทุกวันพวกนั้นมาก

ตอนนี้จึงได้พากันลงจากหลังมามาเปิดกางเกงออกดู ตามคาดที่ตรงนั้นถูกตัดไปแล้ว บาดแผลบิดเบี้ยว ย่อมเป็นเพราะลงมือตอนตนเอง

ชายตอน? พอได้ยิน เซวียจานเยี่ยสีหน้าพลันเปลี่ยนไปเล็กน้อย รีบออกคำสั่งให้ลูกน้องลงจากม้ามาตรวจสอบ ใต้หล้านี้ผู้ที่สามารถใช้ชายตอนได้มีเพียงโอรสสวรรค์และราชนิกูลเท่านั้น คนธรรมดาหากมีชายตอนไว้ปรนนิบัติรับใช้ย่อมเป็นการลบหลู่เบื้องสูงมีโทษประหารเก้าชั่วโคตร แม้ว่าวัดวาอารามหรือสถานบำเพ็ญประโยชน์รับเอาไว้ ทางการก็แค่แอบรับรู้ ไม่อาจออกหนังสือรับรองให้ได้

นี่ก็คือพวกนิรนามในเมืองหลวง ได้แต่ขอทานหรือไม่ก็ทำเรื่องผิดกฎหมายเท่านั้น มาบัดนี้วัดฮุ่นหยวนกลับเป็นที่รวมของบรรดาคนพวกนี้ มีเจตนาใดกันแน่…

“ทางนี้ก็ตัดไปแล้ว!”

“ทางข้านี่ก็ใช่!”

เสียงคนพิสูจน์ศพดังขึ้นต่อเนื่อง ทยอยรายงานผล หวังทงหันกลับไปออกคำสั่งกับพวกถานเจียงว่า

“พวกเจ้ากับพี่น้องสำนักบูรพาร่วมกันพลิกศพ ศพพระทุกศพต้องดูให้ครบ หลี่เหวินหย่วนตามข้าไป ทุกคนรับทราบแล้วใช่ไหม”

ผ่านเหตุการนองเลือดชั่วระยะเวลาสั้นๆ นั่นมา ทำให้ตอนนี้หวังทงเปลี่ยนไปเล็กน้อย หรืออาจเรียกได้ว่าในชั่วเวลาไม่นานค่อยๆ ฉายแววแห่งบารมีขึ้น

ตอนนั้นเอง ชาวบ้านในหมู่บ้านหวงและพลทหารจากกองพันก็ตามมาด้วย ช่วยจัดการเก็บกวาดสนามรบ แต่ในวัดฮุ่นหยวนไม่อาจปล่อยให้พวกเขาเข้าไปได้ชั่วคราว

ทหารจากกองกำลังมังกรปิดทางเข้าวัดฮุ่นหยวนทุกประตู ตอนหวังทงกับเซวียจานเยี่ยมาถึง ก็เห็นพวกทหารกำลังลำเลียงศพไปไว้ข้างนอก ให้ชาวบ้านช่วยกันจัดการ

มีนักโทษหลายสิบคนบาดเจ็บ ถูกทหารร้อยกว่านายล้อมไว้ในมุมหนึ่ง นี่เป็นเรื่องปกติ วิหารด้านนอกยังมีควันกรุ่นอยู่ ยังมีผู้หญิงหลายสิบคนกำลังร้องไห้คร่ำครวญอยู่อีกมุมหนึ่ง ทหารกองกำลังมังกรฝ่ายซ้ายกำลังเดินเข้าเดินออกเพื่อขนย้ายสิ่งของ

พอเห็นหวังทงและคนอื่นๆ มาถึง เติ้งจิ้งประจำกองกำลังมังฝ่ายซ้ายก็หัวเราะร่าร้องทักขึ้น

“อย่างไรก็เป็นใต้เท้าหวังที่ฉับไว หากไม่ใช่ใต้เท้าหวังฉับไวแล้วล่ะก็ หัวหน้าโจรผู้นี้คงหนีไปโดยที่พวกเราไม่รู้เป็นแน่!”

หวังทงยิ้มพยักหน้ากล่าวตอบไปว่า

“ไหนเลยเป็นข้าที่ฉับไว ใต้เท้าเติ้ง ใต้เท้าเซวียบัญชาการได้ยอดเยี่ยมต่างหาก ข้าไหนเลยจะกล้ารับความชอบนี้”

สองฝ่ายกล่าววาจาให้เกียรติกันและกันต่อ แล้วก็หัวเราะฮาขึ้นพร้อมกัน หวังทงเดิมคิดว่าวาจาเติ้งจิ้นก่อนหน้านั้นเพราะไม่พอใจที่ตนแย่งเอาหน้าไป แต่คำตอบต่อมาของเขาที่ยกความดีความชอบให้ไป สีหน้าเติ้งก็ยังมองออกไม่ดีใจอะไรนัก ถึงกับแสดงให้เห็นถึงความกลืนไม่เข้าคายไม่ออก หวังทงฉุกคิดครู่หนึ่ง ก็เข้าใจ คนเหล่านี้ทำงานในวังหลวงมานาน ไม่กล้ากวาดล้างคดีใหญ่อย่างการก่อกบฏระดับนี้ จับหัวหน้าได้ สาวลึกให้ถึงที่สุด ไม่รู้ว่าจะเกี่ยวโยงไปถึงบุคคลยิ่งใหญ่ระดับไหนกันบ้าง ถึงตอนนั้นไม่รู้ว่าจะหาภัยร้ายใดมาสู่ตนเองกัน

ขบวนการทำลายชาติและประชาเช่นนี้ก็ควรจะทำลายพวกมันให้สิ้นซากไป ผู้อื่นรู้สึกไม่อยากทำ แต่หวังทงกลับอยากรีบสืบให้กระจ่าง แต่เรื่องพวกนี้ไม่อาจดึงลงมาคุยในที่แจ้งเท่านั้น

“แม่มันสิ เจ้าหวังตั๋วนี่รู้จักเสพสุขจริง เรือนพักหลังวิหารเลี้ยงดูหญิงงามไว้ตั้ง 30 กว่าคน ของมีค่าตอนนี้ยังเคลื่อนย้ายไม่หมดเลย”

เติ้งจิ้งแสยะยิ้มกล่าวขึ้น หวังทงสีหน้าไม่เปลี่ยนแปลง เซวียจานเยี่ยกลับก้าวขึ้นหน้ามากล่าวเสียงเบาๆ อีกสองสามคำ เติ้งจิ้นสีหน้าก็ดำคล้ำตามไปด้วย หันหน้าไปตะคอกนักโทษที่ถูกจับกุมว่า

“ถอดกางเกงออกมาให้ข้าดูทุกคน ไม่ถอดก็ตัดหัวมันเลย!!”

นักโทษพวกนี้มีเพียงห้าคนที่ยังเป็นคนสมบูรณ์ ที่เหลือล้วนเป็นชายตอน ไม่นานก็มีรายงานมาจากด้านนอก ทั้งวัดฮุ่นหยวนกลับมีคนสมบูรณ์เพียง 29 คน ที่เหลือล้วนเป็นพวกนิรนาม

เติ้งจิ้นสีหน้าพลันเปลี่ยน สบตากับเซวียจานเยี่ย รีบเดินเข้าไปลากหวังทงมาอีกทาง กระซิบถามเบาๆ ว่า

“ใต้เท้าหวัง พวกนิรนามพวกนี้แม้ว่าเป็นพวกชั้นล่างที่ไม่อาจเป็นคนสมบูรณ์ตามกฎหมาย แต่ไม่แน่ว่าอาจมีความสัมพันธ์ใดกับคนในวัง ใต้เท้า เรื่องนี้ยุ่งยากแล้ว ใต้เท้าท่านว่า…”

“ราชวงศ์หมิงเรา ฮ่องเต้ใหญ่ หรือ กงกงในวังใหญ่?”

“แน่นอน ฝ่าบาทย่อมเป็นใหญ่…”

“ปฏิบัติการนี้เป็นพระบัญชาฝ่าบาท เราก็ทำไปตามพระบัญชาแล้วกัน ไยต้องลังเลเช่นนี้!”

หวังทงตอบอย่างเย็นชา

……………………………………………………………………………………………………………………………………………………

[ 1 ] ในสมัยราชวงศ์หมิงได้ยุบกองบัญชากองทัพใหญ่เปลี่ยนเป็นห้ากองบัญชาการแทน ได้แก่ กองบัญชาการกองทัพหน้า กองบัญชาการกองทัพหลัง กองบัญชาการกองทัพซ้าย กองบัญชาการกองทัพขวาและกองบัญชาการกองทัพกลาง

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!