Skip to content

องครักษ์เสื้อแพร 172

ตอนที่ 172 เรื่องราวพลิกผัน เรื่องราวเล็กน้อย

ขุนนางไว้ทุกข์หรือการยับยั้งตามธรรมเนียมควรจะนำโดยเสนาบดีกรมปกครอง เพิ่งมีพระบัญชาส่วนพระองค์มาเมื่อตอนบ่าย และการขอเข้าพบของคนจากจวนจางจวีเจิ้งผู้นี้

คนจากจวนจางจวีเจิ้งนั้นกล่าวได้สุภาพอย่างที่สุด แต่จางฮั่นก็นิ่งงันอยู่เป็นนานกว่าจะตอบกลับว่า

“อิ๋วชี วาจาเจ้านี้มาจากพี่ไท่เยี่ยหรือว่าเป็นเจ้าพูดเอง?”

ผู้ที่ถูกเรียกว่าอิ๋วชีเป็นชายวัยกลางคน ได้ยินแล้วก็อึ้งไป เดิมเขากำลังทิ้งแขนก้มศีรษะยืนอย่างสุภาพอยู่ ตอนนี้กลับเงยหน้าขึ้นมองอย่างเสียมารยาทสบตากับจางฮั่นเพื่อประเมินความคิด จากนั้นก็ก้มหน้าลงต่อ

“ใต้เท้าจางกล่าวเช่นนี้ ข้าน้อยฟังไม่เข้าใจ”

“อิ๋วชี ขุนนางลำดับสามลงมาพบกับเจ้ายังต้องประสานมือทักทาย เจ้ามิใช่กล่าวเสมอหรือว่า หากข้าเป็นขุนนาง จะเข้าไปนั่งในคณะเสนาบดีใหญ่ก็ย่อมเป็นเรื่องง่ายดาย วาจานี้ไยจึงฟังไม่เข้าใจ พี่ไท่เยวี่ยเป็นผู้ดำรงตนเปิดเผย เป็นพวกเจ้าเหล่าลูกศิษย์ที่คอยอาศัยอำนาจอวดเบ่งใหญ่โต ทำลายชื่อเสียงพี่ท่าน วันนี้กล้าแอบอ้างชื่อมาให้ข้าทูลเกล้าเสนอการยับยั้ง การไว้ทุกข์นั้นเป็นสามหลักห้าคุณธรรมตามคำสอนจารีตโบราณ พี่ไท่เยวี่ยเป็นผู้นำคณะราชบัณฑิตไหนเลยจะทำเช่นนี้ได้ หากข้านำทูลเกล้าขึ้นไปจริง มิใช่เป็นการทำลายชื่อเสียงของพี่ไท่เยวี่ยหรอกหรือ!”

วาจานี้รุนแรง อิ๋วชีเงยหน้าหน้า สีหน้ายิ้มเยียบเย็น แต่ก็ยังคงใช้น้ำเสียงเคารพนอบน้อมตอบไปว่า

“ความหมายของใต้เท้าจาง ข้าน้อยฟังกระจ่างแล้ว!”

“ไร้ธรรมเนียมสิ้นดี! เจ้าก็แค่บ่าวไร้สถานะ กลับมากล่าววาจาแสดงกิริยาเช่นนี้ต่อหน้าข้าได้ การไว้ทุกข์หรือไม่ของมหาอำมาตย์ ต้องให้ระดับสุนัขสุกรเช่นเจ้าพูดเอาได้หรือ หากมิใช่เพราะเห็นแก่ชื่อเสียงของพี่ไท่เยวี่ย ข้าจะเรียกคนให้มาจับเจ้ามัดส่งกลับไป!”

อิ๋วชียืดตัวตรง ประสานมือกล่าวว่า

“ไม่ต้องลำบากท่านมัดข้าไป ข้าอิ๋วชีขออำลาเสียเลย วันนี้ได้เห็นได้ยิน ต้องรายงานนายท่านเราแน่นอน”

เสนาบดีจางฮั่นแห่งกรมปกครองโกรธสุดขีดตบโต๊ะเล็กข้างกาย สีหน้าอิ๋วชียังคงยิ้มเยาะ หันหน้าจากไปทันที ไม่มีความเกรงกลัวแม้แต่น้อย

อิ๋วชีหายลับไปจากสายตา พ่อบ้านของจางฮั่นก็วิ่งเหยาะๆ เข้ามา จางฮั่นโบกมือกล่าวว่า

“จากนี้ไป ไม่ว่าญาติหรือแขกใด ไม่พบทั้งสิ้น บอกว่าข้ารู้สึกเป็นหวัด กำลังพักรักษาตัว”

******

ปลายเดือนสิบ ต้นเดือนสิบเอ็ด สถานการณ์ในเมืองหลวงแปลกมาก ขุนนางระดับสามขึ้นไปล้วนปิดปากเงียบ บรรดาขุนนางก็เริ่มเขียนบทสรรเสริญ เยินยอว่าความกตัญญูของมหาอำมาตย์จางจวีเจิ้ง ฟ้าดินซาบซึ้งยิ่ง สละตำแหน่งเช่นนี้เพื่อไปแสดงความกตัญญูต่อบิดามารดา ช่างเป็นแบบอย่างแห่งคุณธรรมดีงาม

เช่นกันก็มีบทความจากขุนนางไร้อันดับ กล่าวว่าราชวงศ์หมิงไม่อาจขาดท่านมหาอำมาตย์ได้แม้เพียงวันเดียว ไยจึงเห็นแก่ตัวละทิ้งส่วนรวม ขอให้มหาอำมาตย์จางได้ไตร่ตรองเพื่อปวงประชา เรื่องไว้ทุกข์นั้น ขอโอรสสวรรค์ทรงมีบัญชายับยั้ง

แต่คำวิจารณ์สองฝ่ายนี้กลับไม่มีคนมีบารมีเข้าร่วมด้วย ล้วนเป็นพวกกุ้งหอยปูปลา คนที่รู้งานก็ล้วนเข้าใจดี พวกขุนนางพวกนี้ก็แค่หาทางเลื่อนตำแหน่งให้ตน เดิมพันด้วยวาสนาเงินทองเท่านั้น ดังนั้นวาจาน่าตกใจเช่นนี้จึงไม่มีใครเห็นเป็นจริงเป็นจัง

แต่คนส่วนใหญ่ที่เกี่ยวข้องก็รู้สึกร้อนใจอย่างมาก ยิ่งเงียบสงบเช่นนี้ ในวังนอกวังก็ไม่มีความเคลื่อนไหวใด ก็ยิ่งทำให้คนเดาทางไม่ได้

หากการออกข่าวว่าป่วยรักษาตัวของเสนาบดีจางฮั่น กลับทำให้หลายคนดูเหมือนจะรู้สึกได้ถึงอะไรบางอย่าง วันที่ 2 เดือนสิบเอ็ด บทสรรเสริญความกตัญญูของมหาอำมาตย์เริ่มว่อนไปทั่วเมืองหลวงเยอะขึ้น

ในยามนี้ ทุกคนต่างจ้องมองไปที่ต้นเรื่องอย่างมหาอำมาตย์จางจวีเจิ้ง แต่ตั้งแต่จางจวีเจิ้งเก็บตัวไว้ทุกข์ในจวน ปิดประตูไม่ออกมา ทั้งจวน แม้แต่กินใช้ก็ล้วนให้คนส่งเข้าไป คนรับใช้ที่ออกมาซื้อของก็ไม่มีสักคน ทั้งจวนล้วนคุ้มกันแน่นหนาไม่ให้ออกมากัน

ผู้เดียวที่ออกมาได้ก็คืออิ๋วชี เป็นบ่าวรับใช้ที่จางจวีเจิ้งไว้ใจที่สุด แต่หลายวันนี้ก็ไม่ได้ออกไปที่ใดมากนัก ไปพบปะแค่เสนาบดีกรมปกครองและเสนาบดีกรมทหาร และเจ้ากรมฝ่ายซ้ายสำนักตรวจสอบ นอกนั้นไม่เห็นเขาเคลื่อนไหวอันใด

“นายท่าน ตัวยาแมวน้ำที่นายกองพันต่งส่งมาจากซานตงมาถึงแล้ว ทางห้องครัวเรียนถามว่านายท่านวันนี้จะต้มเลยไหม”

ในห้องหนังสือจางจวีเจิ้ง ล้อมรอบไปด้วยเจ้าหน้าที่อาลักษณ์หลายคน จางจวีเจิ้งยังคงทำงานเหมือนตอนอยู่ในคณะเสนาบดีใหญ่ กองหนังสือเต็มไปด้วยรายงานจากหลายพื้นที่ เขาอ่านและพิจารณาอยู่ที่นั่น

ได้ยินพ่อบ้านด้านนอกรายงาน จางจวีเจิ้งก็วางพู่กันลง ยิ้มกล่าวว่า

“คนผู้นี้มีใจนึกถึง งั้นให้ห้องครัวคืนนี้ทำตามตำรับเลยแล้วกัน!”

พ่อบ้านจากไป จางจวีเจิ้งก็เริ่มเปิดฎีกาอ่าน อ่านไปเล็กน้อยก็ได้ยินเสียงรายงานดังมาจากด้านนอกว่า

“นายท่าน เจ้ากรมซ้ายสำนักตรวจสอบ ใต้เท้าเฝิงปังหนิงขอเข้าพบ”

เฝิงปังหนิงเป็นหลานของเฝิงเป่า เพราะอิทธิพลของเฝิงเป่าในเมืองหลวงจึงได้เป็นที่เคารพยำเกรง และยังมีตำแหน่งสูงอย่างเช่นเจ้ากรมฝ่ายซ้ายสำนักตรวจสอบเช่นนี้ด้วย

“นำไปที่ห้องรับแขก ยกน้ำชา ข้าจะออกไปพบ ในห้องเหลือเพียงอิ๋วชีคอยรับใช้ก็พอ คนอื่นให้ถอยไป”

พ่อบ้านด้านนอกรับคำ หันกายจากไป จางจวีเจิ้งหันหน้าไปกำชับกับอาลักษณ์ผู้หนึ่งว่า

“สั่งการไปภายใต้ชื่อคณะเสนาบดีใหญ่ ส่งสารตำหนิการจัดการตรวจสอบที่ดินที่นาเขตตอนใต้บกพร่อง สามศาลที่เมืองซูโจว ซงเจียงและฉางโจวต้องดำเนินการสอบสวนให้ดี หากมีเรื่องยุ่งยากเป็นอุปสรรค ให้รีบรายงานมายังคณะเสนาบดีใหญ่ หากไม่รายงาน ถึงตอนนั้นจะถามหาความรับผิดชอบจากพื้นที่นั้น”

อาลักษณ์รีบรับคำ คิดทันทีว่า เจ้าของที่ดินที่เจ้าใหญ่เจ้าเดียวในอำนาจปกครองศาลซงเจียงก็คืออาจารย์ของจางจวีเจิ้ง นามว่า สวีเจีย ผู้โค่นล้มเหยียนซง เป็นมหาอำมาตย์สองรัชกาล ภายใต้อำนาจศาลซงเจียงมีพื้นที่ครอบครองสี่แสนกว่าหมู่ของสวีเจีย ว่ากันว่าเป็นที่นาที่ยึดครองมาจากประชาชนที่ต้องการลดภาระสิ่งของนำส่งทางการ หรือว่าต้องตรวจสอบด้วย

แต่วาจานี้ถามหรือไม่ล้วนมีความผิด ขณะกำลังสงสัยอยู่นั้น จางจวีเจิ้งก็ออกจากห้องไป เหลือแค่คนสองสามคนที่กำลังกลัดกลุ้มกัน

สถานการณ์ด้านนอกแม้ว่าดุเดือด แต่จางจวีเจิ้งก็ยังคงนิ่ง ท่าทียังคงสบายไร้กังวล เดินไปถึงห้องรับแขก ก็ได้ยินคนสองคนกำลังสนทนาสัพเพเหระกันอยู่

แม้ว่าอิ๋วชีจะเป็นคนระดับล่าง แต่บรรดาขุนนางชั้นสูงแต่ละหน่วยต่างก็พยายามจะยกลูกสาวน้องสาวให้เป็นภรรยาน้อยอิ๋วชี เพื่อให้อิ๋วชีช่วยสนับสนุนตนต่อหน้าท่านจางสักสองสามประโยค

เฝิงปังหนิงผู้นั้นแม้ว่าเป็นหลานของเฝิงเป่า แต่ก็ไม่กล้าวางตัวใหญ่โตกับอิ๋วชี สองคนแม้ว่าคนหนึ่งนั่งคนหนึ่งยืน แต่การสนทนากันก็เหมือนสหายสนิทหลายปี

พ่อบ้านด้านนอกเห็นจางจวีเจิ้งมา กำลังคิดจะส่งเสียงรายงาน ก็ถูกจางจวีเจิ้งโบกมือให้ถอยไป มหาอำมาตย์ยกมือขึ้นลูบเคราหนาของคน เดินก้าวยาวเข้าไป

เห็นเขาเข้ามา อิ๋วชีก็รีบถอยหลังไปหนึ่งก้าว ก้มศีรษะก้มกาย เฝิงปังหนิงสวมชุดยาวแบบคหบดีมีเงินก็รีบยืนขึ้น คำนับยอบตัวอย่างนอบน้อม กล่าวว่า

“หลานคำนับท่านจาง!”

“คนกันเองทั้งนั้น ไยต้องพิธีรีตอง ลุกขึ้นๆ พี่ซวงหลินช่วงนี้สบายดีไหม หลายวันก่อนส่งปลิงทะเลชั้นดีไปให้ได้รับหรือไม่?”

“ท่านอาข้าฝากขอบคุณใต้เท้า ช่วงนี้สบายดีขอรับ”

สองฝ่ายกล่าววาจากันตามมารยาท เฝิงปังหนิงไม่ได้นั่งลง แต่ยืนตามต่อว่า

“ท่านอาข้าถามใต้เท้าว่า ต้องการให้รออีกสักพักไหม หรือลงมือตอนนี้เลย”

จางจวีเจิ้งนั่งถอนหายใจ กล่าวเยาะตัวเองว่า

“สิบวันมานี้มองกระจ่างแล้ว ตำแหน่งนี้ทำให้คนหวั่นไหวได้จริง คนที่ข้าส่งเสริมขึ้นมา ไม่รู้จักบุญคุณ กลับจะฉกฉวยโอกาสที่ไม่ควรเฉกเช่นการจับในบ่อน้ำขุ่นเช่นนี้ ยังมีพวกที่คอยเฝ้าดู คิดจะรอให้กระจ่างชัดค่อยลงมือ หากเป็นคนนอกก็ว่าไปอย่าง แต่หลายคนที่มีวันนี้ได้ ก็เพราะใครกัน จิตใจคนเราช่างแล้งน้ำใจ ช่างน่าทอดถอนใจ น่าเสียดาย น่ารังเกียจ!!”

เฝิงปังหนิงก้มหน้ารับฟัง รอจางจวีเจิ้งทอดถอนใจเสร็จ ก็รีบกล่าวขึ้นเบาๆ ว่า

“ท่านอาข้าสองวันนี้ก็รู้สึกไม่พอใจ หลายวันก่อนข่าวที่อิ๋วชีส่งไป ท่านอาทราบแล้ว ครั้งนี้ส่งหลานมา ก็เพื่อถามท่านจางว่า หลี่โย่วจือรองเจ้ากรมปกครองผู้นี้ เป็นอย่างไร?”

ตามลำดับชั้นขุนนางราชวงศ์หมิง รองเจ้ากรมฝ่ายซ้ายกรมปกครองก็เท่ากับเสนาบดีกรมอื่นแล้ว และผู้ที่คุมการทำงานของเสนาบดีกรมต่างๆ อำนาจแท้จริงก็คือรองเจ้ากรมต่างๆ พวกนี้

เฝิงปังหนิงกล่าวเช่นนี้ จางจวีเจิ้งก็เข้าใจกระจ่าง เขาตอบกลับด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบว่า

“คนผู้นี้นับว่าทำงานรอบคอบ แต่ชอบพูดจาไม่ระวัง นับว่าแค่กลางๆ เท่านั้น”

“ท่านอาข้าหมายถึงเรื่องการทูลยับยั้ง แม้ว่าเป็นหน้าที่ของเสนาบดีกรมปกครอง แต่เรื่องนี้ก็มิได้ออกเป็นกฎ มิได้เป็นคำสั่งจากบรรพชนมา เสนาบดีไม่ทูลเกล้า รองเจ้ากรมก็ย่อมทูลเกล้าได้”

กล่าวจบ ก็เห็นจางจวีเจิ้งนิ่งเงียบไป เฝิงปังหนิงสำทับตามมาอีกว่า

“กับพวกบรรดาขุนนางภักดีมือสะอาด ขอให้ใต้เท้าจางฝากวาจาไว้สักคำ การวิพากษ์วิจารณ์อย่างตรงไปตรงมาในยามนี้ก็มีประโยชน์ จะได้ป้องกันไม่ให้ผู้อื่นฉวยโอกาส”

จางจวีเจิ้งในที่สุดก็ถอนใจยาว โบกมือกล่าวว่า

“กลับไปบอกพี่ซวงหลินว่า มาถึงขั้นนี้ รีบร้อนอะไรกับอีกแค่ไม่กี่วัน ข้าคิดจะรอจางจื่อเหวิน (ชื่อรองของจางฮั่น) พอจางกั๋วกวงจากไป คนแรกที่ข้านึกถึงให้มาแทนตำแหน่งก็คือเขา คิดไม่ถึงว่าเขาจะทำกับข้าเช่นนี้ จะดูว่าเขาจะสำนึกได้บ้างไหม”

******

“นายท่าน นายกองเหรินเมื่อวานส่งรายการมา บอกว่าให้โรงตีเหล็กเราจัดหามาเพิ่ม ข้าน้อยเพิ่งลองคำนวณดู เกือนพันหน้าร้อยตำลึง”

ถานเจียงกล่าวใน้ห้องโถงบ้านหวังทง หวังทงกับหลี่ว์วั่นไฉนั่งตรงกันข้ามอยู่หน้ากองเอกสาร ในมือมีบันทึกแผ่นหนึ่ง ได้ยินถานเจียงกล่าว หวังทงก็พยักหน้า เอ่ยขึ้นว่า

“ไปถามราคาจากร้านต่างๆ ในรายการ หากราคาตรงกันหรือมากกว่าเท่าหนึ่ง ก็เอาเงินให้เขาไปจัดการก็ได้”

ถานเจียงรับคำ ซุนต้าไห่ที่อยู่ข้างๆ ก็อดถามไม่ได้ว่า

“ขุนนางกรมโยธาคนหนึ่งทุกวันอยู่ที่ทำการไม่ถึงสองชั่วยาม วันๆ เอาแต่ขลุกอยู่ที่โรงเหล็ก นี่ก็ต้องซื้อ นั่นก็ต้องซื้อ หรือว่ามาตักตวงเงินทองที่เรากัน”

หวังทงเงยหน้าขึ้นยิ้มตอบว่า

“นายกองเหรินผู้นี้ข้าชื่นชมมาก จ่ายเงินไม่สำคัญ หากทำอะไรออกมาได้จริง เช่นนั้นข้าจะมอบเงินให้อีกก้อน”

ขณะกล่าวนั้น หวังทงก็มองบันทึกในมือ อ่านอย่างละเอียดหลายรอบ ถามขึ้นว่า

“หลัวเต้าเป็นคนของอิ๋วชีจากจวนท่านจาง รับคำสั่งมาปฏิบัติงาน ตอนมาเที่ยวหอรับวสันต์ยังบ่นว่าในจวนยุ่งวุ่นวาย ตอนนี้เพิ่งมีเวลาพัก….อิ๋วชีจวนท่านจางคือผู้ใด ปฏิบัติงานนี่เป็นของท่านจางหรืออิ๋วชี ในจวนยุ่งวุ่นวายเป็นเรื่องตอนไหนกัน?”

“อิ๋วชีก็คือบ่าวคนสนิทข้างกายท่านจาง วางตัวไม่ต่างอะไรกับขุนนางใหญ่ในเมืองหลวง แม้ว่าเป็นคนระดับล่าง แต่ก็มีบ่าวรับใช้ของตน ‘เรื่องที่ยุ่งวุ่นวายนี้’ เกรงว่าคงต้องไปสอบถามจากหอรับวสันต์แล้ว”

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!