Skip to content

องครักษ์เสื้อแพร 177

ตอนที่ 177 ตำแหน่งนายกองพันเป็นอย่างไร

พอจางหงอิงเห็นผู้หญิงมาคุกเข่าหน้าประตูผู้ ก็ตกใจเกือบจะหวีดร้องออกไป แต่มาอยู่ที่นี่นานแล้ว ก็ใจกล้าขึ้นไม่น้อย รู้ว่าไม่มีโจรผู้ใดกล้ามาที่นี่

พอตั้งสติมองไป ชุดที่สวมใส่บนร่างกายหญิงสาวผู้นี้เป็นเนื้อผ้าชั้นดี ยังมีชุดคลุมขนสัตว์สวมทับด้านนอก ล้วนเป็นของที่ตนไม่เคยได้เห็นมาก่อนแต่ก็รู้สึกได้ว่าเป็นของชั้นดีแน่นอน วันอากาศหนาวเหน็บเช่นนี้ ลำคอและมือที่ไม่มีอะไรปกคลุมถูกความหนาวกัดกินจนแดงก่ำ แต่ยังคงดูออกว่าผิวขาวมาก

หญิงสาวด้านนอกน่าจะได้ยินเสียงประตูจึงคุกเข่าลง ยามนี้จึงได้เงยหน้าขึ้นมองจางหงอิงด้วยความสงสัย กล่าวอย่างนอบน้อมว่า

“ฮูหยินหวัง ข้าน้อยมีเรื่องขอพบใต้เท้าหวัง”

พอเห็นหน้าตา อายุแม้ว่าจะใกล้ 20 แต่ความงามบนใบหน้ายังคงงดงามยิ่ง มีสง่าโดดเด่น จางหงอิงอึ้งไป คำว่า ฮูหยินหวัง ทำเอาใบหน้าแดงก่ำไปถึงใบหู ในใจเต้นกระหน่ำ ตอนเพิ่งออกจากประตูมาก็มิได้ตกใจ แต่กลับมาตกใจด้วยวาจานี้

รีบกระโดดหลบไปด้านหนึ่ง โบกมือกล่าวว่า

“ข้ามิใช่ ข้ามิใช่ ทางนี้มิใช่บ้านนายท่านหวัง บ้านนายท่านหวังอยู่ข้างๆ!”

หญิงสาวที่คุกเข่าอยู่ที่พื่นสีหน้าพลันแดงขึ้นเล็กน้อย สบถอะไรสักอย่างเบาๆ ก่อนจะตะกายขึ้นจากพื้น ใช้นิ้วชี้ไปยังหอเลิศรสถามอย่างไม่แน่ใจว่า

“หลังนี้หรือ?”

แท้จริงแล้วตรอกชุมชนอีกด้านของหอเลิศรสจึงจะเป็นประตูบ้านที่อยู่ปัจจุบันของหวังทง จางหงอิงไม่รู้ว่าทำไม จึงรู้สึกระแวดระวังหญิงสาวที่คุกเข่าผู้นี้เป็นพิเศษ ไม่อยากบอกตำแหน่งบ้านของหวังทง ในยามนี้เองหวังทงก็ตื่นนอน ตั้งแต่ไม่ต้องไปรายงานตัวที่จวนนายกองร้อยเถียน หวังทงทุกวันก็มีความเคยชินที่จะไปเดินดูกิจการแต่ละแห่งของตน

พอมาถึงถนนทักษิณ ก็เห็นจางหงอิงกับหญิงสาวผู้นี้ ประตูหอเลิศรสมีคนงานมากวาดพื้นแล้ว พอเห็นหวังทงก็รีบเข้ามากล่าวคำทักทายด้วยท่าทางขยันขันแข็ง

พอทักทายออกไป หญิงสาวที่คุกเข่าอยู่ข้างนอกนานแล้วก็รู้ตัวทันที รีบยกชายกระโปรงวิ่งเหยาะๆ เข้ามา พอมาถึงเบื้องหน้า ก็คุกเข่าลงดังโครม ยกกระดาษในมือขึ้น ขอร้องว่า

“บ่าวซ่งฉานฉาน ขอใต้เท้าโปรดรับไว้ เป็นวัวเป็นม้า ยอมสละชีพไม่ลังเล”

เดิมหวังทงที่กำลังมึนงงเล็กน้อยก็ได้สติขึ้นมาทันที เขาย่อมไม่ได้ยินเสียงจางหงอิงที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกลนักพึมพัมขึ้นว่า “หน้าไม่อาย” หวังทงก้มหน้าถามซ่งฉานฉานด้วยความฉงนว่า

“นี่มันเรื่องอะไรกัน?”

“จะเรื่องอะไรอีกเล่า ก็จางฮั่นล้มลง หอฉินก่วนไม่มีที่พึ่ง ไม่นานการค้าแม้แต่ตัวข้าเองก็คงได้ถูกคนอื่นมากลืนกินไป หากต้องถูกผู้อื่นกลืนกินไป ไม่สู้ข้าเลือกหาที่พึ่งใหม่ ใต้เท้าหวังท่านเป็นผู้มีความยุติธรรม ดังนั้นข้า…บ่าวจึงมาขอพึ่งพิง”

ท่าทางเช่นนี้ไหนเลยมาหาที่พึ่งพิง หวังทงจะร้องไห้ก็ไม่ได้ จะหัวเราะก็ไม่ออก การที่แม่นางซ่งมาหาถึงที่ เขาเองก็พอรู้บ้าง ในเมืองหลวง การค้าหอฉินก่วนไม่รู้ว่ามีคนจ้องมองกันตาเป็นมันแค่ไหน พอจางฮั่นจากไป ไม่มีใครปกป้องแม้แต่คนเดียว ก็ยิ่งส่งกลิ่นเย้ายวนเชิญชวนยิ่ง

“ใต้เท้าหวัง กำไรหอฉินก่วนทุกปี ข้าขอห้าส่วน ใต้เท้าห้าส่วน ทุกอย่างพอเปิดดำเนินการแล้ว การจัดทำบัญชีขอให้ข้าเป็นคนทำแทนท่านเอง ข่าวที่หอฉินก่วนรู้มาก็จะเรียนใต้เท้าเป็นคนแรก หอฉินก่วนเป็นสถานที่ดีสำหรับการต้อนรับขับสู้ ใต้เท้าหากต้องการเลี้ยงรับรองบรรดา…”

ซ่งฉานฉานมีอุปนิสัยเก่งกล้าที่หาได้ยากในหญิงสาวสมัยนี้ การกล่าวเอากล่าวเอาไม่หยุดและการบอกว่ามาขอพึ่งพิง มิสู้ว่ามาบ่นเอาบ่นเอาที่นี่ดีกว่า

การแสดงออกของซ่งฉานฉาน หวังทงรู้สึกน่าสนใจ หอฉินก่วนตกมาถึงมือได้ย่อมมีข้อดีมากมาย วาจานินทาไร้สาระก็ไม่มีอะไรมาก ทุกคนก็คงคิดว่าพอจางฮั่นล้มลง อีกฝ่ายก็มาเก็บเอาเป็นเครื่องบรรณาการแห่งชัยชนะ

หวังทงยกมือไปรับกระดาษเอกสารสิทธิ์สองสามใบในมือซ่งฉานฉานมา พลิกไปมา ก็ยิ้มกล่าวว่า

“ข้าขอรับหอฉินก่วนไว้ เอกสารสิทธิ์นี่ก็ให้คนทางการสักคนเป็นพยาน เปลี่ยนเป็นชื่อข้า จดบัญชีให้ชัดเจน หากมีใครมาหาเรื่องเจ้า ก็ส่งคนมาแจ้งข้าละกัน”

กล่าวจบ หวังทงก็หันหน้าเดินไปทางหอรุ่งเรือง ซ่งฉานฉานคิดไม่ถึงว่าเรื่องจะง่ายดายเพียงนี้ เงยหน้าขึ้นมองแผ่นหลังหวังทงด้วยความตกตะลึง กำลังจะลงโขกศีรษะ ก็ได้ยินหวังทงเบื้องหน้าที่มิได้หันกลับมาบอก เพียงแค่โบกมือกล่าวว่า

“อากาศหนาว รีบกลับไปเถอะ เอกสารสิทธิ์พวกนี้ให้ใครมาจัดการก็ได้”

แม่นางซ่งยืนตัวแข็งอยู่ตรงนั้น อึ้งไปครู่หนึ่ง สีหน้าก็เผยรอยยิ้มออกมา ค่อยๆ ลุกขึ้นยืน ยามนี้ก็ได้ยินเสียงแค่นเสียงเยียบเย็นดังขึ้นเบื้องหลัง พอหันไม่มอง จางหงอิงผู้นั้นยังคงอยู่ที่เดิม พอเห็นซ่งฉานฉานหันมา ใบหน้าจางหงอิงก็แดงขึ้นทันที หญิงสาวรีบเดินเข้าไปในหอเลิศรส

******

หลังจากจางจวีเจิ้งได้รับราชโองการยับยั้ง ทุกอย่างในราชสำนักก็กลับคืนสู่สภาพเดิม หลังการประชุมขุนนางหากมีเวลา มหาอำมาตย์จางจวีเจิ้งก็จะมาสอนหนังสือฮ่องเต้ว่านลี่เหมือนปกติ

วิชาเรียนวันนี้ หากจะกล่าวว่าเป็นการประชุมครั้งสำคัญที่สุดในราชวงศ์หมิงก็ว่าได้ เฝิงเป่าและจางเฉิงที่เป็นบุคคลอันดับหนึ่งและสองในสำนักส่วนพระองค์ก็มาร่วมด้วย อาจารย์ผู้สอนก็คือจางจวีเจิ้ง นักเรียนที่เข้าฟังก็คือฮ่องเต้ว่านลี่ บุคคลเหล่านี้ดูเหมือนจะสามารถตัดสินเรื่องต่างๆ ในราชวงศ์หมิงทั้งหมดได้เลยทีเดียว

การแสดงออกของฮ่องเต้ว่านลี่ในเรื่องการยับยั้งการไว้ทุกข์ครั้งนี้ ที่เต็มไปด้วยการตัดสินใจที่แม่นยำและการยืนหยัดหนักแน่น ทำให้จางจวีเจิ้งและเฝิงเป่าคิดว่าฮ่องเต้น้อยเจริญชันษาไม่น้อยแล้ว

ดังนั้นการเรียนในวันนี้ นอกจากเรียนหลักการปราชญ์เมธีโบราณและการก่อตั้งขึ้นและสูญสิ้นไปของแต่ละราชวงศ์ที่ผ่านมาแล้ว ยังหารือเรื่องงานบ้านงานเมืองอีกด้วย และยังให้ฮ่องเต้ว่านลี่ตัดสินพระทัยปูนบำเหน็จลงทัณฑ์และโยกย้ายขุนนางอีกด้วย

“ตั้งแต่ผู้ว่าการเมืองฉางโจวจัดการเรื่องที่ดินมา ที่ดินทางการก็ไม่เคยเพิ่มขึ้นแม้แต่หมู่เดียว ขุนนางหลายคนในที่ทำการเคยส่งสารลับมาร้องเรียนว่า ตระกูลหนึ่งๆ แอบฝากที่ดินเท่าไรๆ ตระกูลหนึ่งๆ ฮุบที่ดินไปเท่าไรๆ ฝ่าบาทจะทรงตัดสินโทษเช่นไรพะยะค่ะ?”

‘การฝากที่ดิน’ นั้นเกี่ยวข้องกับการที่ผู้สร้างคุณงามความดีต่อแผ่นดินราชวงศ์หมิงไม่ต้องจ่ายภาษี คนที่ไม่มีคุณงามความดีจึงได้นำที่ดินตนมาฝากไว้ จ่ายคนรับฝากเล็กน้อย แต่กลับประหยัดภาษีได้ก้อนใหญ่ การยึดครองก็มักจะเป็นเพราะพวกผู้สร้างคุณงามความดีต่อแผ่นดินฉวยโอกาสฮุบเอาที่ดินรับฝากไปเอง

ไม่กล่าวถึงผู้อื่น บ้านเกิดของจางจวีเจิ้งที่เจียงหลิงมณฑลหูกว่าง ครอบครัวมีที่ดิน 30 ฉิ่ง[ 1 ]แต่กลับมีคนแซ่จางกลุ่มใหญ่มาฝากที่ดินไว้เกือบ 600 กว่าฉิ่ง จางจวีเจิ้งจัดการอย่างตรงไปตรงมา จึงได้รับการยกย่องว่ายุติธรรมยิ่ง

ฮ่องเต้ว่านลี่ทรงได้ยินคำถาม ก็วางหนังสือในมือลง ตรัสขึ้นด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบว่า

“ลงโทษผู้ว่าการเมืองฉางโจวให้ปรับเบี้ยหวัดรายปี 1 ปี ย้ายไปเป็นผู้ว่าการเมืองไหลโจว ส่งหัวหน้ากองอากรไปเมืองฉางโจวจัดการเรื่องนี้”

เฝิงเป่าและจางจวีเจิ้งสบตากัน จางเฉิงที่อยู่ข้างๆ ก็พลอยยิ้มพยักหน้าไปด้วย จางจวีเจิ้งยิ้มถามว่า

“กระหม่อมขอทูลถามว่า การจัดการตรวจสอบที่ดินทำนาของประชาราษฎร์นี้ ที่มณฑลซานซีจัดการได้ไม่ดีก็ปลดจากตำแหน่งลงโทษไป นายอำเภอที่มณฑลเหอหนานสองคนที่เกี่ยวข้องปิดบังที่นาก็ถูกประหารตัดศีรษะไป เหตุใดผู้ว่าการเมืองฉางโจวจึงแค่ปรับเบี้ยหวัดรายปี 1 ปี ยังย้ายไปประจำที่เมืองไหลโจวอีก?”

“ขุนนางระดับ 4 ขึ้นไปในราชสำนัก มากกว่าเจ็ดส่วนล้วนมาจากมณฑลต่างๆ ในเขตแดนใต้ พวกขุนนางท้องถิ่นแดนใต้ล้วนต้องปิดหูปิดตา ผู้ที่เดินพบบนถนนไม่แน่ว่าเป็นญาติของใต้เท้าท่านใดในเมืองหลวง จะไปจัดการอะไรได้ ขุนนางสวีบ้านเกิดอยู่ที่ซงเจียงมีที่นาสี่แสนกว่าหมู่ ขุนนางไห่ไปตรวจสอบ ยังต้องหลุดจากตำแหน่งกลับไปอยู่บ้านเกิด แม้แต่ไห่รุ่ยยังทำอะไรไม่ได้ เขาเป็นแค่ขุนนางตัวเล็กๆ จะไปจัดการอะไรได้ นี่คือสาเหตุที่ไม่ลดตำแหน่ง”

เล่าถึงเรื่องของไห่รุ่ยและสวีเจียแล้ว จางจวีเจิ้งก็แอบอึดอัด มหาอำมาตย์สวีเจียในสมัยฮ่องเต้เจียจิ้งและหลงชิ่ง สองรัชสมัยนั้น พอกลับบ้านเกิดไปก็ลุแก่อำนาจฮุบที่ดินชาวบ้าน วางรากฐานตนเองเสียใหญ่โต เมื่อไห่รุ่ยไปตรวจสอบ ตำหนิให้คืนที่ดินที่ฮุบไป คิดไม่ถึงว่าสวีเจียจะซื้อตัวไต้เฟิ่งเสียงหัวหน้าหน่วยงานปกครองเอาไว้แล้ว จึงกลับยื่นฎีกาใส่ความไห่รุ่ยกระทำผิด เรื่องนี้จางจวีเจิ้งก็มีส่วนเกี่ยวข้องอยู่บ้าง พอได้ยินฮ่องเต้ว่านลี่ยกขึ้นมากล่าว ก็รู้สึกอึดอัดมาก

“แต่ภารกิจที่ราชสำนักสั่งการลงไป ในฐานะข้าของแผ่นดินกลับไม่กระทำการใด ย้ายไปเมืองไหลโจวที่ห่างไกลความเจริญเช่นนี้ งดเบี้ยหวัดหนึ่งปีก็ถือว่าลงโทษแล้ว และยังส่งเจ้าหน้าที่กรมอากรไปจัดการตรวจสอบ หากทำไม่ได้การอีก เช่นนี้เราก็จะมอบหมายงานนี้ให้ขันทีและองครักษ์เสื้อแพรในวังแล้วกัน!”

ฮ่องเต้ว่านลี่ทรงคิดไปตรัสไป ก็ตรัสออกมาเป็นชุดอย่างเร็ว ขุนนางใหญ่ในห้องสบตากัน จางจวีเจิ้งยิ้มชมว่า

“ฝ่าบาทตัดสินโทษได้ยุติธรรมปรีชายิ่ง แต่กระหม่อมขอกล่าวสักประเด็นหนึ่ง การย้ายไปเมืองไหลโจวและปรับเบี้ยหวัดหนึ่งปีนั้นไม่ใช่การลงโทษ หากมีราชโองการไปจริง นั่นเป็นปูนบำเหน็จ”

ฮ่องเต้ว่านลี่อึ้งไป เฝิงเป่าที่อยู่ข้างๆ ก็กล่าวขึ้นอย่างอ่อนโยนว่า

“ฝ่าบาท เมืองฉางโจวไม่มีเนื้อหนังอันใดให้เก็บเกี่ยว ในพื้นที่ดูแลยังมีแต่พวกตระกูลขุนนาง ยังต้องรับมือกับภารกิจจากราชสำนัก หากลงมือจัดการ ตำแหน่งก็ยากจะรักษาไว้ แต่หากย้ายไปเมืองไหลโจวตำแหน่งนั้น แม้ว่าพื้นที่ยากจน แต่กลับไม่มีขุนนางใหญ่หรือพวกตระกูลใหญ่โต สามารถลงมือขูดรีดเงินทองได้ เบี้ยหวัดก็ไม่เท่าไรแล้ว อ้วนท้วนขึ้นในทันทีเลยทีเดียว”

“รับเบี้ยหวัดจากราชสำนัก ยังกลับกล้าทุจริตโลภมาก เราจะเลียนแบบเสด็จปู่จับพวกมันลอกหนังออกมาทำเป็นปุ๋ย”

ฮ่องเต้ว่านลี่ยิ่งตรัสก็ยิ่งกริ้วเป็นฟืนเป็นไฟ จึงมีพระกระแสรับสั่งรุนแรงหลายประโยคออกมา บรรดาขุนนางผู้ใหญ่ในห้องก็ยิ้มสบตากัน เปลี่ยนหัวข้อสนทนา ตำแหน่งผู้ตรวจการปีหนึ่งยังหาเงินไม่ได้ 200 ตำลึงเลย หากไม่ทุจริตฉ้อราษฎร์บังหลวง จะเลี้ยงดูครอบครัวได้อย่างไร จะเอาอะไรไปเป็นค่าใช้จ่ายเบิกทางในวงราชการ

แต่ฮ่องเต้ว่านลี่กลับมีวัตถุประสงค์อื่น พอเปลี่ยนหัวข้อหารือกัน ก็ทรงแย้มพระสรวลตรัสขึ้นว่า

“ท่านจาง นายกองร้อยองครักษ์เสื้อแพรหวังทงนั้นทำงานไว้ใจได้ ระยะนี้ก็ได้สร้างความดีความชอบ เราคิดตรึกตรองแล้วจะเลื่อนให้เป็นนายกองพัน ท่านจางเห็นเช่นไร?”

รอยยิ้มบนใบหน้าจางจวีเจิ้งยังคงอยู่ ถามอย่างอ่อนโยนว่า

“กระหม่อมขอทูลถามว่า หวังทงสร้างความดีความชอบอันใด กระหม่อมมิเคยได้รับฟังมาก่อน”

ฮ่องเต้ว่านลี่ถูกซักจนอึ้งไป ลังเลครู่หนึ่งก็คิดอะไรได้ จึงตรัสขึ้นอย่างเอาจริงเอาจังว่า

“ท่านอาจารย์ช่วงก่อนที่อยู่ในช่วงไว้ทุกข์หรือยับยั้งนั้น ในราชสำนักขัดแย้งวุ่นวาย หวังทงผู้นี้เป็นคนแรกที่เสนอความเห็นแก่เรา บอกว่าท่านจางมีความดีความชอบมากมาย ราชวงศ์หมิงเราไม่อาจขาดแม้สักวันเดียว การกล่าวเช่นนี้ก็ตรงกับใจเราพอดี จึงได้มีราชโองการยับยั้ง ขอให้ท่านอาจารย์อยู่ต่อ หวังทงผู้นี้สร้างความดีความชอบไม่น้อย จะเลื่อนให้เป็นผู้ช่วยผู้บัญชาการสำนักองครักษ์เสื้อแพรก็ว่าเร็วไปหน่อย แต่หากให้ตำแหน่งนายกองพัน ก็สมควรอยู่”

รอยยิ้มบนใบหน้าจางจวีเจิ้งค่อยๆ เลือนหายไป จางเฉิงที่ยืนอยู่ข้างก็แอบถอนหายใจเฮือก ส่ายหน้าเบาๆ

…………………………………………………………………………………………………………………………………………………….

[ 1 ] หน่วยวัดที่ดิน 1 ฉิ่ง เท่ากับ 100 หมู่ และ 1 หมู่ เท่ากับประมาณ 666 ตารางเมตร

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!